22px

ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์

เวลา 12:49 น.

 

หลังจากที่ริวและแนนโน๊ะกินข้าวเสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็กลับขึ้นมาที่ห้องเรียนตามเดิม บรรยากาศการเรียนการสอนในชั่วโมงแรกของคาบบ่ายเริ่มต้นขึ้น เสียงครูอธิบายบทเรียนดังเบา ๆ ลอดออกไปนอกห้อง

 

ริวก้มหน้าจดตามกระดาน แต่สายตากลับเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเป็นพัก ๆ แสงแดดอ่อนส่องผ่านกระจกเข้ามา ทว่าในหัวของเขา ภาพยังคงวนเวียนอยู่ ทั้งกลุ่มนักเรียนที่แบกถุงดำออกไปหลังโรงเรียน ทั้งเด็กผู้หญิงในห้องเก็บของ และคำพูดของแนนโน๊ะที่บอกว่า

 

สิ่งที่อยู่ในถุงนั้นอาจจะไม่มีค่า ไม่ต่างจากขยะ…

 

เมื่อนึกได้แบบนั้นแล้ว ปลายปากกาของเขาที่กำลังเขียน ถึงกับหยุดชะงัก เขารู้ดี แม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่คำตอบนั้น ก็มีความหมายชัดเจนพอ ที่จะตีความเองได้

 

การเรียนการสอนดำเนินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงชั่วโมงเรียนสุดท้ายของวัน ซึ่งก็เป็นชั่วโมงเรียนวิชาฟิสิกส์ของคุณครูชาญยุทธ ครูใช้เวลาช่วงหนึ่งอธิบายโจทย์บนกระดาน ตัวเลขและสัญลักษณ์เรียงแน่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำสั่งสั้น ๆ

 

“ทำแบบทดสอบในหนังสือให้เสร็จ ภายในชั่วโมงนี้นะครับ”

 

“ครับ/ค่ะ” นักเรียนในห้องตอบ

 

สิ้นสุดคำตอบนั้น เสียงพลิกหน้ากระดาษดังแว่วขึ้นทั้งห้อง ริวไล่สายตาอ่านโจทย์อย่างตั้งใจ แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า ตัวเลขเหล่านั้นไม่ยอมเรียงตัวให้เป็นคำตอบง่าย ๆ อย่างที่ควรจะเป็น

 

ตรงกันข้ามกับแนนโน๊ะ สีหน้าและท่าทางของเธอยังคงดูสบาย ๆ ขณะที่มือจับปากาเขียนคำตอบ และไม่นานเธอก็ปิดหนังสือลง ลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินไปที่โต๊ะครูพร้อมกับหนังสือในมือ ท่ามกลางสายตาของเพื่อน ๆ ทั้งห้อง รวมถึงริวที่ยังคงนั่งขมวดคิ้วแก้กับสมการข้อที่สามอยู่

 

ครูชาญยุทธตรวจงานอย่างรวดเร็ว ปากกาสีแดงขีดลงบนกระดาษทีละหน้า ทีละหน้า เมื่อตรวจเสร็จแล้วครูก็ยื่นหนังสือให้แนนโน๊ะรับคืน จากนั้นเธอก็เดินกลับไปโต๊ะประจำอย่างเงียบงัน ขาทั้งสองไขว้กัน มือหนึ่งท้าวคาง ทอดสายตาชมวิวนอกหน้าต่างอย่างสบายใจ

 

ไม่นานนัก เพื่อน ๆ ก็ทยอยเดินเข้ามาหาเธอทีละคน บ้างขอลอกงาน แนนโน๊ะยิ้มให้ทุกคน แล้วเริ่มชี้ให้เห็นจุดสำคัญอย่างใจเย็น เธอตกเป็นเป้าสายตาของห้องในอีกแบบหนึ่ง

 

ริวแอบมองภาพนั้นครู่หนึ่ง แล้วก้มกลับมาที่หนังสือของตัวเอง แม้ว่าไม่แน่ใจว่าเขาถูกหรือผิด แต่ก็พยายามทำให้เสร็จแล้วเดินเอางานไปส่งที่โต๊ะครู

 

“ส่งงานครับ” ริวพูดพลางยื่นหนังสือให้

 

ครูชาญยุทธรับหนังสือไปตรวจ ปากกาลูกลื่นสีแดงขีดลงบนกระดาษเป็นจังหวะเบา ๆ ไปบนหน้ากระดาษ ริวยังคงยืนรออยู่ตรงนั้น ท่ามกลางความเงียบขณะที่ครูกำลังตรวจงาน ทันใดนั้น เขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ แล้วตัดสินใจเรื่องนั้นแล้วถามครู

 

“ครูครับ…”

 

ครูชาญยุทธเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “มีอะไรเหรอ…”

 

ริวลังเลอยู่ในใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะถามออกไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ครูเคยได้ยินเรื่อง… ข่าวลือที่นักเรียนหายไหมครับ”

 

ปลายปากกาของครูชาญยุทธหยุดชะงักไปทันที ริวสังเกตเห็น ครูชาญยุทธถอนหายใจเบา ๆ ราวกับกำลังกลุ้มใจกับอะไรบางอย่าง ก่อนจะตอบ

 

“ได้ยินสิ ได้ยินทุกปีนั่นแหละ”

 

“ครูก็… ได้ยินข่าวนี่ทุกปีเหรอครับ”

 

ครูสรชัยพยักหน้า “อืม… แต่ก็เอาเถอะ โรงเรียนใหญ่ข่าวลือก็เยอะเป็นธรรมดา บางทีก็มีเด็กย้าย บางทีก็ลาออก แต่คนชอบเอาไปพูดต่อจนกลายเป็นเรื่องน่ากลัวไปเลย”

 

ริวขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน ความรู้สึกแปลกใจผุดขึ้นมา ก่อนจะถามต่ออย่างระมัดระวัง

 

“แล้ว… ครูฝ่ายปกครอง หรือผอ. รู้เรื่องนี้ไหมครับ”

 

ประโยคนั้น ทำให้ครูชาญยุทธหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ คล้ายขำ แต่แววตากลับไม่ได้ขำตามเลยแม้แต่น้อย ครูวางปากกาลง แล้วมองริวตรง ๆ

 

“รู้สิ เรื่องแบบนี้ ครูได้ยิน ผอ.ก็ต้องได้ยินอยู่แล้วล่ะนะ”

 

ริวเม้มริมฝีปาก “แล้วพวกเขา… คิดยังไงกับเรื่องนี้เหรอครับ”

 

ครูชาญยุทธเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ประโยคนั้นไม่ได้พูดดัง แต่กลับหนักแน่น

 

“บางเรื่อง ถ้าไม่ยุ่งได้ ก็อย่าไปยุ่งเลย ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง เรามีหน้าที่อะไร ก็ทำไป”

 

“แต่… ครูที่ดี มักมีปัญหากับผู้บริหารน่ะ ฮ่า ๆ”

 

ประโยคนั้นฟังดูเหมือนล้อเล่น แต่ริวรู้ว่ามันไม่ใช่ จากนั้นครูก็ยื่นหนังสือคืนให้

 

“ไปนั่งได้เถอะ ใกล้หมดเวลาเรียนแล้ว”

 

“ครับ…”

 

ริวรับหนังสือกลับมา แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะประจำของตัวเอง แต่ความรู้สึกหนักอึ้งยังกดทับอยู่ในอก แม้จะไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน แต่เขาก็ได้รู้บางอย่างมากขึ้น

 

ทันทีที่เขานั่งลง สายตาของริวก็เผลอเหลือบไปมองหน้าห้องโดยไม่ตั้งใจ ในจังหวะนั้นเอง สายตาของเขาประสานเข้ากับสายตาของแนนโน๊ะที่หันมองเขาอยู่ก่อนแล้ว แววตาคู่นั้นดูนิ่ง ๆ รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากถูกปิดบังไว้ครึ่งหนึ่งด้วยฝ่ามือ ท่าทีนั้นทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ ในตัวเธอ… ก่อนที่ริวจะรีบเบนสายตาหนีไปทางอื่น ทำทีว่าไม่เห็นอะไร

 

ไม่นานนัก เสียงออดก็ดังขึ้น บ่งบอกเวลา 15:30 น. เป็นสัญญาณหมดคาบเรียนสุดท้ายของวัน ครูชาญยุทธปิดหนังสือเบา ๆ ก่อนจะพูดทิ้งท้าย

 

“การบ้านนะครับ ทำหัวข้อถัดไปในหนังสือไปก่อนเลย ชั่วโมงหน้าจะเฉลย”

 

เสียงถอนหายใจเบา ๆ ดังขึ้นประปรายทั่วห้อง ครูหยิบเอาหนังสือ แล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ทันทีที่ประตูปิดลง เสียงเก้าอี้เลื่อนครูดพื้นก็ดังระงม บทสนทนาเริ่มดังขึ้นแทบจะพร้อมกันทั้งห้อง

 

“แก ๆ ทำข้อสี่ได้ยัง”

 

“ยากดิ เรายังค้างอยู่ข้อนั้นอยู่เลยเนี่ย”

 

“ไปทำด้วยกันไหม”

 

ข้าวหอม อิ๋งค์ และเดล ลุกขึ้นแทบจะพร้อมกัน แล้วตรงไปยังโต๊ะของแนนโน๊ะอย่างรวดเร็ว แล้วข้าวหอมก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ

 

“แนนโน๊ะ ไปทำการบ้านด้วยกันไหม”

 

“ใช่ ๆ ไปนั่งร้านน้ำปั่นกัน เดี๋ยวเราเลี้ยงเอง ส่วนแนนโน๊ะช่วยสอนพวกเราหน่อย” อิ๋งค์พูดเสริม

 

เดลยิ้มบาง ๆ “แนนโน๊ะเก่งอยู่แล้วล่ะ! ช่วยพวกเราหน่อยนะ”

 

แนนโน๊ะมองทั้งสามคนสลับกัน ก่อนจะยิ้มให้ “อืม… ก็ได้ค่ะ”

 

เมื่อจบการสนทนา เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น แล้วทั้งสี่คนก็รีบเก็บกระเป๋า แล้วเดินออกจากห้องไปด้วยกัน ระหว่างที่เดินผ่านประตู แนนโน๊ะไม่ได้หันกลับมา ไม่ได้มองใครเป็นพิเศษ

 

ริวนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ มองตามแผ่นหลังของเธอจนลับสายตา ความหนักในอกค่อย ๆ ขยับตัวขึ้น เขานึกถึงคำพูดของยูริที่พูดว่า

 

แต่จงจำไว้ ถ้าวันไหน ยูริเจอนายในโรงเรียน… ที่ไม่มีแนนโน๊ะอยู่ด้วย ยูริจะฆ่านาย โดยไม่ถามอะไรอีก

 

แต่เขาก็ทำได้เพียงนั่งมองประตูที่ปิดลงตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ ไม่กล้าแม้แต่จะเรียกเธอไว้ เพื่อน ๆ ในห้องทยอยกลับบ้านจนแทบไม่เหลือใคร ริวก้มมองหนังสือฟิสิกส์บนโต๊ะอีกครั้ง โจทย์ยังเหมือนเดิม แต่ความกังวลไม่ได้จางตามไปด้วย

 

คงไม่เป็นไรหรอกมั้งครับ เขาคิดปลอบใจตัวเอง ก่อนจะหยิบกระเป๋า ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากห้องไป

 

ตามทางเดินยังมีนักเรียนทยอยออกจากอาคารเป็นแถวยาว เสียงฝีเท้าดังระงมพร้อมเสียงพูดคุย ริวเดินตามกระแสผู้คนไปอย่างเงียบ ๆ ในใจอยากกลับไปดูห้องเก็บเอกสารอีกครั้ง แต่ตอนนี้ไม่มีแนนโน๊ะอยู่ด้วย

 

“เฮ้อ…” ริวถอนหายใจเบา ๆ แล้วตัดสินใจเดินตรงไปยังประตูทางออก

 

แต่ก่อนจะถึง สายตาก็สะดุดกับภาพหนึ่ง หญิงชราคนหนึ่งในชุดภารโรง กำลังอุ้มไม้กวาดด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือถือถังน้ำพร้อมถุงขยะใบใหญ่ ร่างเล็กของเธอเอนไปข้างซ้ายเล็กน้อยใต้น้ำหนัก แต่นักเรียนจำนวนมากเดินสวนผ่าน โดยไม่มีใครเหลียวมองแม้แต่คนเดียว ริวหยุดฝีเท้า มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหา

 

“ให้ผมช่วยไหมครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ

 

หญิงชราหันมามองด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “ถ้างั้น หลานช่วยเอาไม้กวาดนี่ไปเก็บที่ห้องเก็บของใต้อาคารให้หน่อยนะ ยายจะเอาขยะไปทิ้ง”

 

“ครับ” ริวรับไม้กวาดมา แล้วเดินย้อนกลับเข้าไปใต้อาคาร

 

เขาเดินลึกเข้าไป เสียงนักเรียนที่อยู่ด้านหลังก็ค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงเสียงรองเท้าของเขากระทบพื้นปูนที่ดังสะท้อนในทางใต้อาคารโล่ง ๆ แสงแดดลอดผ่านช่องตึกเข้ามาเป็นลำ เห็นฝุ่นลอยวนช้า ๆ ในอากาศ ทำให้บรรยากาศดูวังเวง

 

เขาเดินไปจนถึงห้องเก่า ๆ ห้องหนึ่ง ประตูแง้มไว้เล็กน้อย ริวมองเข้าไปพบว่าภายในเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำความสะอาดวางกองอยู่

 

คงเป็นห้องนี้สิแหละ… ริวคิดในใจ ก่อนจะเดินเข้าไปวางไม้กวาดไว้พิงกำแพงเอาไว้ แล้วหมุนตัวจะเดินออก

 

ทันใดนั้น จู่ ๆ ก็มีคนเอาถุงดำมาหัวของเขาจากด้านหลัง

 

“อึก!”

 

เขาพยายามดึงถุงออก แรงกระชากทำให้ร่างเขาเสียหลัก แต่มีมือหลายมือจับแขนและลากเขาไปใต้อาคาร

 

เสียงประตูปิดดัง ปัง! และถุงถูกดึงออก แสงไฟสลัวจากหลอดดวงเดียวที่ติดอยู่บนเพดาน ทำให้ภาพตรงหน้าพร่ามัว ริวนั่งอยู่บนพื้นปูนเย็นเฉียบ รอบตัวมีเงาร่างนักเรียนชายหลายคนยืนล้อมไว้ ใบหน้าของพวกเขาถูกเงาบดบัง มองไม่เห็นชัด หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นเสียงต่ำ

 

“มึงเห็นอะไรใต้อาคารเมื่อเช้า”

 

ริวกลืนน้ำลาย “คุณ… พูดเรื่องอะไร!”

 

“มึงอย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่อง! มีคนมากบอกกูว่ามึงไปคุยกับครูชาญยุทธ เรื่องผอ.กับครูฝ่ายปกครองด้าบด้วย”

 

ริวหายใจถี่ หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ “นั่น… ผมแค่ถามเรื่องข่าวลือนักเรียนหายก็เท่านั้น”

 

“โกหก!”

 

ริวส่ายหน้า “ผมไม่ได้…”

 

ยังไม่ทันพูดจบ ไม้หน้าสามเก่า ๆ อันหนึ่งถูกยกขึ้นสูง ริวยกแขนป้องโดยสัญชาตญาณ ปึง! แรงกระแทกทำให้ไม้เก่า ๆ หักครึ่ง เสี้ยนกระเด็นลงพื้น ความเจ็บปวดแล่นขึ้นจากแขนจนแทบชา แต่ริวเม้มริมฝีปากแน่น ข่มความรู้สึกเอาไว้

 

“พูดมา! มึงไปบอกอะไรกับครู”

 

สิ้นสุดเสียงนั้น แรงถีบก็กระแทกเข้าที่ลำตัวของเขา จนร่างของเขากระเด็นไปชนกับโต๊ะเก้าอี้ที่กองอยู่ด้านหลังอย่างแรง โครม! เสียงโต๊ะเก้าอี้ที่กองกันอยู่ด้านหลังพังลงมาใส่ตัวเขา พร้อมกับฝุ่นตลบอบอวล

 

นักเรียนชายคนนั้นค่อย ๆ เดินเข้ามาหาริว ในมือยกไม้หน้าสามท่อนใหม่ขึ้นสูง ริวหลับตาลง ยกแขนขึ้นป้องกัน หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก

 

ทันใดนั้น ประตูถูกเปิดออกจากอีกฝั่งของห้อง เสียงประตูเปิดดัง เอี๊ยด… เบา ๆ แสงจากด้านนอกส่องเข้ามา ตัดเงามืดในห้องออกเป็นเส้นตรง เผยให้เห็นร่างสูงของนักเรียนชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู ก่อนจะพูดขึ้น

 

“ทำอะไรกัน”

 

เสียงนั้นไม่ได้ดัง แต่หนักพอจะกดทั้งห้องให้เงียบ นักเรียนชายพวกนั้นชะงัก และนักเรียนชายที่ถือไม้ลดมือลงทันที

 

“พะ…พี่…”

 

เขาเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ก่อนจะพูดต่อ “ออกไป”

 

 น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย เพียงประโยคสั้น ๆ ไม่มีแม้คำอธิบายใด ๆ แต่กลับไม่มีใครโต้แย้ง กลุ่มนักเรียนชายรีบเดินผ่านออกไปทีละคน เสียงฝีเท้าจางหายไปในทางเดิน

 

เมื่อประตูปิดลง ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ริวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ลดแขนลงช้า ๆ แสงไฟสลัวทำให้มองเห็นเพียงร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า ห่างออกไปไม่ไกล ทว่าริวกลับรู้สึกคุ้น ๆ หน้ารุ่นพี่คนนี้ เหมือนเคยเห็นมาก่อน ริวใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนจะจำได้ว่าเขาคือประธานสภานักเรียนที่เพิ่งลงสมัครเลือกตั้งเมื่อเช้า ก่อนที่เสียงของรุนพี่คนนั้นจะดังขึ้นอีกครั้ง เรียกสติเขาให้กลับคืนมา

 

“เป็นอะไรมากไหมล่ะนั่น”

 

ริวค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น แล้วตอบ “ผมไม่… ไม่เป็นไรครับ”

 

พูดจบ ริวก็สาวเท้าออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ไปตามทางเดิน แล้วเดินออกจากโรงเรียนโดยไม่หันกลับไปมองอีก แสงเย็นของวันกำลังจางลง แขนข้างที่รับแรงไม้ยังคงปวดหนึบเป็นจังหวะทุกครั้งที่ขยับ

 

ระหว่างทางกลับห้องพัก เขาไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนตอนอยู่ใต้อาคาร แต่กลับเป็นคำถามมากมาย ที่เกิดจากคำพูดของนักเรียนในห้องนั้น พวกเขารู้ได้ยังไงว่าเขาคุยกับครู ใครเป็นคนบอก และที่สำคัญ พวกเขาคิดว่าริวเห็นอะไร แต่การที่พวกนั้นรีบปิดปากเขาแบบนี้ มันต้องเป็นบางอย่างที่ต้องปิดบังจริง ๆ

 

ณ ห้องพัก

 

เมื่อกลับถึงห้องพักเล็ก ๆ ของตัวเอง ริวปิดประตูเบา ๆ แล้วเข้าไปในห้องที่มืดสนิท ก่อนจะเอื่อมมือไปกดสวิตซ์ไฟ แป๊ะ! เสียงกดสวิตซ์ดังขึ้นเบา ๆ ริวจ้องมันเงียบ ๆ ความเจ็บทางกายยังชัด แต่ความสับสนในหัวกลับชัดกว่า ภาพเหตุการณ์ย้อนกลับมาอีกครั้ง เสียงของนักเรียนเหล่านั้นในห้อง ที่ถามคำถามซ้ำ ๆ ริวหลับตาลง แล้วคิดในใจกับตัวเอง

 

ผมจะไปเห็นอะไร ที่ใต้อาคาร… ไม่ข้าใจเลยจริง ๆ แล้วทำไม… ถึงต้องกลัวผมเอาไปบอกครูชาญยุทธด้วยล่ะ

 

ริวลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ แสงไฟในห้องยังเปิดทิ้งไว้ เขาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะขมวดคิ้ว

 

“เรื่องนั้น ช่างมันเถอะ แต่ปวดแขนชะมัด…” เขาพึมรำกับตัวเอง พรางก้มมองที่แขนข้างที่เจ็บ เห็นว่ามีรอยช้ำเล็ก ๆ แต่ทำให้รู้จึกปวดเอาเรื่อง

 

จากนั้น ริวลุกขึ้นจากเตียง กำลังจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว แต่สายตาของของเขาหันไปเห็นกองไพ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ ข้างหัวเตียง ซึ่งเขาวางทิ้งไว้ตั้งแต่ย้ายเข้ามาในห้องพักวันแรก ไพ่บางใบหงายหน้า บางใบคว่ำ ซ้อนทับกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ริวยืนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ แล้วหยิบขึ้นมาดูหนึ่งใบ

 

ผิวกระดาษเย็นและเรียบลื่นใต้ปลายนิ้ว ริวพลิกมันไปมาอย่างเคยชิน ภาพความทรงจำก็ผุดขึ้นมา มือที่ใหญ่กว่าของพ่อจับไพ่ไว้ระหว่างนิ้ว เสียงหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี คลอไปกับคำสอนง่าย ๆ

 

ดูดี ๆ นะริว ไพ่มันไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนที่อยู่ เสียงของผู้เป็นพ่อ ดังขึ้นในหัว

 

ตอนนั้นมันเป็นแค่มายากลง่าย ๆ แค่การซ่อน การสลับ การทำให้คนดูไขว้เขว แต่ในสายตาเด็กชายตัวเล็ก ๆ มันมหัศจรรย์มาก

 

มัน… ไปตรงนั้นได้ยังไงครับ!

 

ฮ่า ๆ มาใกล้ ๆ สิ เดี๋ยวพ่อจะสอนให้

 

ครับ

 

เขายังจำความรู้สึกวันนั้นได้ ความตื่นเต้น ความประทับใจ และความเชื่อสนิทใจว่าพ่อทำสิ่งที่โลกอธิบายไม่ได้ ริวเผลอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

 

ตั้งแต่นั้นมา ไพ่จึงไม่ใช่แค่ของเล่น แต่มันคือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่า โลกยังมีบางอย่างให้ควบคุมได้ ความปวดที่แขนหายไปชั่วขณะ ก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะค่อย ๆ เก็บไพ่ที่กระจัดกระจายทีละใบ จัดเรียงให้ตรงขอบ ไล่มุมให้เสมอกันอย่างละเอียด เสียงกระดาษเสียดสีกันเบา ๆ

 

เมื่อไพ่ทั้งหมดถูกรวบรวมเป็นกองเดียวเรียบร้อย เขาเคาะขอบไพ่ลงที่โต๊ะเบา ๆ ให้มันแนบสนิท แล้วกองไพ่ที่กระจัดกระจายอยู่กลางโต๊ะเมื่อครู่ ก็ถูกจัดให้เป็นระเบียบ ริวมองมันอีกครั้ง ด้วยแววตานิ่งลง ก่อนจะวางมันไว้ที่เดิม

 

จากนั้นเขาก็หยิบผ้าเช็ดตัว เดินเข้าห้องน้ำ ไม่นานนักเสียงฝักบัวก็ดังขึ้น ในห้องที่เงียบลงอีกครั้ง กองไพ่ยังคงวางอยู่ที่เดิม ราวกับรอมือใครสักคนมาหยิบมันขึ้นไปอีกครั้ง

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!