ณ ห้องม.5/1
เวลา 13:00 น.
เวลายังคงผ่านไปแบบปกติเหมือนในทุก ๆ วันที่ผ่านมา ภายในห้องเสียงบรรยายบทเรียนของครูผู้สอนยังคงดังไปในห้องเรียน พร้อมทั้งเสียงชอล์กที่ขีดเขียนบนกระดานดังเบา ๆ
อากาศช่วงบ่ายร้อนขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมีสายลมเย็นพัดผ่านเข้ามาเป็นระยะ ๆ ผ่านทางหน้าต่าง ทำให้รู้สึกเย็นนิด ๆ แต่มันทำให้นักเรียนบางคนฟุบหลับไปบนโต๊ะประจำ ซึ่งเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไป
ทว่า ริวที่นั่งอยู่โต๊ะประจำ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูเวลาเป็นครั้งคราว ตัวเลขแสดงเวลายังคงเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ทุก ๆ นาทีที่ตัวเลขเปลี่ยนไป กลับไม่ได้ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย เขายังคงคิดวกวนอยู่กับคำพูดของแนนโน๊ะเมื่อเช้า
“เฮ้อ…” ริวถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างเบื่อหน่าย
มันจะมีสักวันไหม ที่ผมได้เรียนแบบปกติ โดยไม่มีอะไรมากวนใจให้คิดมาแบบนี้เนี่ยครับ
ตั้งแต่ผมมาเรียนที่นี่ ผมไม่ควรทำอะไรอย่างอื่นนอกจากตามหาตัวคนที่สั่งปิดคดีให้เจอก็เท่านั้น
ทำทุกอย่างตามแผนที่วางไว้ แล้วทุกอย่างก็จบ แต่มันก็… ไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้เลยสักนิด
ผมต้องมาเจอกับอะไรต่ออะไรบ้าง… แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องทำให้สุดท้าย มันเป็นไปตามที่วางแผนไว้ก็พอ
เวลายังคงผ่านไปเรื่อย ๆ ริวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดปุ่มเปิดหน้าจอขึ้นดูเวลาอีกครั้ง นัยน์ตาสีเข้มมองดูตัวเลขแสดงเวลาบนหน้าจอ ก่อนกดดับหน้าจอไป แล้วเงยหน้าขึ้นมองกระดานที่ครูกำลังเขียนบทเรียนค้างไว้ แต่แล้วสายตาของเขาก็เบนไปสะดุดเข้ากับแผ่นหลังของแนนโน๊ะ ที่นั่งอยู่โต๊ะประจำอยู่ด้านหน้าสุดของแถว
แล้วริวคิดว่า… ใครกำลังทำบุญบังหน้าบ้างล่ะคะ ประโยคนั้นของแนนโน๊ะดังขึ้นมาในหัวของเขา
ริวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ แขนสองข้างโอบรอบหัวเพื่อปิดกั้นการมองเห็นและเสียงรอบข้าง พยายามตั้งสติและตีความสิ่งที่แนนโน๊ะต้องการจะสื่อถึงนั้นเป็นใคร
เขานึกย้อนกลับไปถึงตอนเช้าที่ทางโรงเรียนได้จัดงานทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่ที่สนามฟุตบอล เต็มไปด้วยนักเรียนหลายระดับชั้น ทั้งคุณครูและคณะผู้บริหาร ทุกคนไปใส่บาตรด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มตามปกติ
แล้วใครล่ะครับ ที่คุณหมายถึง…
แต่แล้วริวก็ฉุกคิดถึงสิ่งที่ธันวาเคยพูดไว้เมื่อหลายวันก่อน ว่าผู้อำนวยการเป็นคนใจบุญ ซึ่งตรงกับที่แนนโน๊ะเคยพูดเมื่อเช้า แม้ว่ามันจะดูเหมือนเป็นการพูดโดยไม่มีหลักฐานอะไรมารองรับ
ถึงอย่างนั้นริวก็ยังรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล และสงสัยว่าสิ่งเธอพูดเป็นการบอกใบ้อะไรบางอย่าง และยิ่งเมื่อรวมกับข้อมูลที่เขาเห็นในห้องเก็บเอกสาร แม้ทั้งหมดนั้นจะยังไม่ใช่หลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้อำนวยการเป็นคนที่สั่งปิดคดี แต่มันก็มากพอ ที่จะทำให้ริวเริ่มสงสัยในตัวของเธอ
แต่ที่น่าสงสัยไปกว่านั่นคือ แนนโน๊ะ… คุณจะรู้เรื่องนี้มากกว่าผมได้ยังไงกันน่ะครับ
ริวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของแนนโน๊ะอีกครั้ง ความสงสัยเมื่อครู่เริ่มเปลี่ยนเป็นความระแวดระวัง
สรุปแล้วคุณ… จะช่วยผมเหรอครับ หรือไม่ช่วย…
คำถามนั้นยังคงค้างอยู่ในใจ แต่ก็ไม่มีคำตอบใด ๆ มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่ค่อย ๆ ชัดขึ้น และแผนการที่เขาเตรียมมาหลายปี อาจจะมีสิ่งที่ไม่ได้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งริวก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนการเล็กน้อย แต่ยังคงไม่เปลี่ยนเป้าหมาย
เวลายังคงเดินต่อไป สายลมพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง ทำให้ผ้าม่านปลิวไหวเบา ๆ เงาแสงบนพื้นขยับตามช้า ๆ จนกระทั่งเสียงออดดังขึ้นไปทั่วโรงเรียน บงบอกว่าถึงเวลา 15:30 น. ซึ่งเป็นเวลาเลิกเรียน เมื่อเสียงออดเงียบลง หัวหน้าห้องก็ลุกขึ้นแล้วสั่ง
“นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ!”
“ขอบคุณครับ/ค่ะคุณครู”
ครูพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเก็บของแล้วเดินออกจากห้องไป และเมื่อครูเดินออกไปพ้นประตู บรรยากาศในห้องก็คลายตัวลง เสียงพูดคุยดังขึ้นทันที นักเรียนหลายคนรีบเก็บของแล้วทยอยออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกปลดปล่อย
ริวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มือค่อย ๆ เก็บหนังสือลงกระเป๋าอย่างไม่รีบร้อน พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบห้องเล็กน้อย รอให้คนอื่นออกไปก่อนเหมือนทุกครั้ง
แต่แล้ว สายตาของเขาก็เบนไปทางโต๊ะหน้าสุด เห็นกลุ่มนักเรียนหญิงอย่าง ข้าวหอม อิ๋งค์ และเดล กำลังยืนล้อมหน้าล้อมตาคุยอยู่กับแนนโน๊ะด้วยท่าทางสนิทสนม
“นี่ ๆ แนนโน๊ะ วันนี้ไปทำงานค้างที่บ้านเราไหม”
“ไปหน่อยนะ จะได้ไปกินน้ำปั่นร้านเดิมด้วยกันอีกไง”
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย สีหน้าดูใสซื่อเหมือนเดิม “อืม… แต่แนนโน๊ะไม่มีงานค้างเลยนะคะ”
“เอาน่า ไปด้วยกันหน่อยเถอะนะ”
เดลเห็นแบบนั้นจึงเอื้อมมือไปกุมมือแนนโน๊ะไว้ “เอาน่า ไปด้วยเถอะ อีกอย่าง พวกเราอยากสนิทกับแนนโน๊ะให้มากกว่านี้นะ”
แนนโน๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “งั้น… แนนโน๊ะไปก็ได้ค่ะ”
แม้ริวจะไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่บทสนทนาเหล่านั้นก็ชัดเจนพอที่จะทำให้เขารับรู้ได้ว่าแนนโน๊ะเริ่มกลมกลืนไปกับกลุ่มเพื่อนในห้องแล้ว เขามองตามหลังแนนโน๊ะที่เดินออกจากประตูห้องไปจนร่างของเธอหายลับสายตา ความรู้สึกกังวลใจแปลก ๆ แล่นผ่านอกมาแวบหนึ่ง แต่เขาก็รีบสะบัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป จากนั้นสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ
ตามทางเดินของโรงเรียน นักเรียนยังคงเดินสวนกันไปมา เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ ดังปะปนกันไปทั่ว บรรยากาศหลังเลิกเรียนเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ริวเดินไปตามทาง ที่มีนักเรียนเข้าออกอยู่เต็ม แต่ปลายทางของเขาคือประตูรั้วสีขาวที่อยู่ไม่ไกล
ระหว่างทาง สายตาของเขาก็เหลือบไปทางด้านข้างสนามฟุตบอล เวทีที่ใช้จัดงานตอนเช้าถูกเก็บออกไปแล้ว เหลือเพียงสนามหญ้ากว้างที่กลับคืนสู่ความปกติ นักเรียนบางกลุ่มกำลังวิ่งเตะบอล บางคนนั่งคุยกันอยู่ริมสนาม พ่อแม่มารับ ภาพนั้นดูธรรมดา ที่พบเห็นได้ทั่วไปในโรงเรียน
ริวหันมองภาพเหล่านั้น ขณะที่เท้ากำลังเดินไปด้านหน้าและในจังหวะที่เขาเผลอ ตุบ! ไหล่ของเขาชนเข้ากับใครบางคน หนังสือหลายเล่มหล่นกระจายลงบนพื้น
“ขอ…ขอโทษครับ! ผมเดินไม่ดูทางเอง” ริวรีบพูดทันที พลางก้มลงเก็บหนังสือโดยแทบไม่เงยหน้ามอง
“ไม่เป็นไร เราก็เดินไม่ดูเหมือนกัน”
เสียงนั้นฟังดูคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก ริวเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับยื่นหนังสือให้ ในจังหวะที่สายตาสบประสานกัน เขาก็พบว่าคนตรงหน้าคือจุนโกะ
” อ้าว… ริวนี่เอง” จุนโกะเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อนพร้อมรอยยิ้ม
ริวนิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบเบา ๆ “ครับ…” พร้อมกับยื่นหนังสือคืนให้เธอ
จุนโกะรับหนังสือไปพลางใช้มือปัดฝุ่นที่หน้าปกอย่างเบามือ แล้วกอดมันไว้ในอ้อมแขนตามเดิม แววตาของเธอไม่มีวี่แววของความโกรธเคืองเลยสักนิด ตรงกันข้าม เธอกลับดูดีใจที่ได้เจอเขา
“ว่าแต่… ริวกำลังจะไปไหนเหรอ”
“ก็… เลิกเรียนแล้ว ผมกำลังจะกลับครับ”
จุนโกะทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “อ๋อ… จริงสิ ของริวเลิกแล้วนี่นา” เธอยิ้มบาง ๆ “ดีจังเลยนะ”
ริวเลิกคิ้วเล็กน้อย “ครับ… แล้วคุณล่ะครับจุนโกะ ยังไม่กลับเหรอครับ”
จุนโกะส่ายหน้าช้า ๆ “ยัง… เรายังไม่ถึงเวลาเลิกเรียนเลย ตอนนี้ครูแค่ให้มาพักเบรกน่ะ” เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยพลางพึมพำ “อีกสักพักเราก็ต้องไปเข้าเรียนต่อ กว่าจะเลิกก็ห้าโมงเย็นเลย”
” หรอครับ… คงจะเหนื่อยน่าดูเลยนะครับ เรียนค่ำขนาดนั้น” ริวตอบด้วยความรู้สึกเห็นใจ
” มันก็เหนื่อยนะ… แต่เราก็ชอบเรียนเรื่องพวกนี้อยู่แล้วล่ะ ไม่ว่าจะเรียนหนักแค่ไหน เราก็ไหวเสมอ”
พูดจบ จุนโกะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง แววตาของเธอวาววับขึ้นครู่หนึ่งก่อนจะกลับเป็นปกติ เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นนักเรียนยังเดินกันอยู่ประปราย ก่อนจะหันมาถามเขา
“ริวรีบกลับบ้านไหม”
” ผมไม่ได้อยู่บ้านครับ ผมอยู่ห้องพักแถวนี้เอง ไม่ได้รีบอะไรครับ”
เมื่อจุนโกะได้ยินแบบนั้น แววตาของเธอก็ดูมีความหวังขึ้นมา “งั้น… ถ้าไม่รีบ ริวไปนั่งเล่นที่ห้องสมุดเป็นเพื่อนเราหน่อยได้ไหม”
ริวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่มีธุระที่ไหนต่อ และลึก ๆ เขาก็ยังคงรู้สึกเป็นห่วงจุนโกะหลังจากที่เห็นเธอเดินตามกลุ่มของมาเบลเมื่อตอนเที่ยง เขาจึงเลือกที่จะไป
“ได้ครับ… ผมไปนั่งเล่นด้วยก็ได้”
จุนโกะยิ้มกว้างออกมาอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะหันตัวเดินนำไป ส่วนริวก็เดินตามไปด้านข้าง แล้วทั้งสองจึงเริ่มก้าวเดินเคียงข้างกัน มุ่งหน้าไปยังอาคารห้องสมุดอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางเงาไม้ที่เริ่มทอดยาวในยามเย็น ระยะห่างไม่ใกล้ไม่ไกล เหมือนคนรู้จัก แต่ยังไม่ใช่คนสนิท
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปยังห้องสมุด ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า ที่ระเบียงชั้นบนของอาคารเรียน ยูริกำลังยืนกอดอกมองลงมาเงียบ ๆ พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก เหมือนกำลังรอดูบางอย่าง
สายลมยามเย็นพัดผ่านระเบียงเข้ามาเบา ๆ ทำให้เส้นผมสีดำขลับที่ถูกมัดรวบเป็นหางม้าและผูกด้วยโบว์สีแดงของเธอ ปลิวไหวไปตามแรงลม ก่อนจะหมุนตัวเดินจากจุดนั้นไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบและลมที่ยังคงพัดผ่านระเบียงที่ว่างเปล่า
ณ ห้องสมุด
ภายในห้องไม่มีนักเรียนคนอื่นอยู่เลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนเอื่อย ๆ ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่เหนือศีรษะ ไฟในห้องยังคงเปิดอยู่ แสงสีขาวส่องลงมาที่พื้นกระเบื้อง เงาของชั้นหนังสือทอดยาวไปบนพื้นอย่างนิ่งงัน แม้แต่ครูมยุรา ที่เป็นคุณครูประจำห้องสมุดก็ไม่อยู่เช่นกัน
จุนโกะเอื้อมมือไปเปิดประตู ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านในอย่างไม่ลังเล ริวเดินตามเข้ามา เสียงฝีเท้าของทั้งสองสะท้อนเบา ๆ ในความว่างเปล่านั้น แล้วเธอก็เดินตรงไปยังโต๊ะไม้ตัวหนึ่งที่อยู่ค่อนข้างลึกเข้าไปด้านใน ก่อนจะนั่งลงอย่างสบาย ๆ ราวกับมาที่นี่เป็นประจำ
ส่วนริวเดินแยกตัวออกไปโดยไม่พูดอะไร เขาเดินเลียบไปตามชั้นหนังสือ นิ้วมือเรียวยาวไล้ไปตามสันปกหนังสือทีละเล่ม ก่อนจะหยิบเล่มหนึ่งออกมาแบบสุ่มโดยแทบไม่ได้มองชื่อเรื่อง เหมือนแค่หาอะไรสักอย่างมาบังความคิด
ไม่นาน เขาก็เดินกลับมาที่โต๊ะ แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับจุนโกะ ทั้งสองนั่งเงียบ เปิดหนังสือของตัวเอง ไม่มีบทสนทนา มีเพียงเสียงกระดาษถูกพลิกเบา ๆ กับเสียงพัดลมที่ยังหมุนไม่หยุด
แม้ภายนอกจะดูเหมือนจะปกติ แต่ภายในของริว กลับไม่เป็นแบบนั้นเลย เขาไม่ได้อ่านเนื้อหาในหนังสือตรงหน้าแม้แต่บรรทัดเดียว สายตาเลื่อนผ่านตัวอักษรไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีอะไรถูกจดจำ ความคิดในหัวกำลังวนอยู่กับเรื่องเดิม
ภาพของจุนโกะที่เดินไปกับมาเบล ลิตา และเกรซ ด้วยท่าทีสนิทสนม ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องปกติที่จะเป็นนั้น เพราะพวกเธอเป็นเพื่อนกันจริง ๆ แต่สำหรับริว ภาพนั้นมันไม่ปกติเลยสักนิด เขารู้ดีว่าพวกเธอทำอะไร…
เสียงร้องไห้โหยหวนของนักเรียนหญิงคนหนึ่งคืนนั้น ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล ทุกอย่างยังชัดเจนอยู่ในหัว แต่จุนโกะยังคงไม่รู้ หรืออย่างน้อย… เขาคิดว่าเธอไม่รู้ และนั่นแหละคือปัญหา
ริวเม้มริมฝีปากเล็กน้อย นิ้วมือที่จับหน้าหนังสืออยู่เผลอกดแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนั้นให้เธอฟังเท่าไหร่ นั่นทำให้เขาคิดหนักว่าจะพูดกับจุนโกะยังไงให้เธอเข้าใจ
ผมควรจะบอกเธอไปตรง ๆ เลยดีไหม หรือเธอปล่อยไป แต่ถ้าปล่อยไป… ถ้าเธอเป็นคนต่อไปล่ะ
ความคิดนั้นทำให้เขาชะงัก ริวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาเหลือบไปมองคนตรงหน้า เห็นว่าจุนโกะยังคงก้มหน้ามองหนังสือของตัวเอง ท่าทางผ่อนคลายเหมือนไม่มีอะไรต้องกังวล นิ้วเรียวพลิกหน้ากระดาษอย่างสบาย ๆ และนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ