เด็กใหม่ Girl From Nowhere ตอน การล้างแค้นของนักมายากล

ตอนที่ 2: ผู้พิพากษาปรากฎตัว

👁️ 67 อ่าน
22px

ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์

 

เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนๆจากท้องฟ้าสีครามไร้เมฆ สาดส่องลงมายังลานหน้าเสาธงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของนักเรียนเก่าและใหม่ดังระงมไปทั่วบริเวณ

 

เมื่อเสียงสัญญาณออดดังขึ้น บ่งบอกเวลา 7:50 น. ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปรวมตัวกันหน้าเสาธงตามกิจวัตรประจำวัน ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ หลังจากกิจกรรมสิ้นสุดลง ทุกคนก็แยกย้ายกันขึ้นอาคารเรียน

 

การเรียนในคาบเช้าก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ภายในห้องเรียน เพื่อนๆหลายคนยังคงให้ความสนใจกับนักเรียนใหม่อย่างแนนโน๊ะ บ้างก็เดินเข้ามาทักทาย บ้างก็ชวนคุย ชวนหัวเราะ ราวกับเธอเป็นศูนย์กลางของห้องเรียนโดยไม่ต้องทำอะไรเลย แต่กลับไม่มีใครพูดถึงริวนักเรียนใหม่อีกคน ที่มาในวันเดียวกันเลยแม้แต่คนเดียว

 

ริวยังคงก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะประจำแถวหลังสุด ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงเขากับหน้ากระดาษ แม้จะเป็นวันที่สองของการเรียนที่นี่ เขาก็ยังเก็บตัวและไม่สุงสิงกับใคร ความเคยชินกับการเป็นคนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ทำให้การถูกมองข้ามกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขาไปแล้ว จนกระทั่งถึงชั่วโมงเรียนสุดท้ายของคาบเช้า

 

ณ ห้องเรียน ม.5/1

 

เป็นชั่วโมงเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เสียงของ ครูสุรชัย ครูประจำวิชาคณิตศาสตร์ดังขึ้น ทำให้ทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ

 

“ริว มาหาครูที่โต๊ะหน่อย”

 

สายตาหลายคู่เหลือบมองมาทางด้านหลังห้อง ก่อนจะเบนกลับไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่ได้สนใจจริงจัง

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว เด็หนุ่มเจ้าของชื่อไม่ได้ตอบอะไร เพียงหันมองก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินไปยังโต๊ะครูที่อยู่หน้าห้องอย่างเงียบๆ

 

ครูสุรชัยมองนักเรียนชายตรงหน้าด้วยแววตาเป็นห่วง ก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ซักถามเรื่องการย้ายมาเรียนที่นี่ และเรื่องการปรับตัว ว่ามันยากไหม… เป็นเพียงคำตอบธรรมดาที่ครูทั่วไปจะถามนักเรียน

 

ริวตอบคำถามอย่างสั้นกระชับ โดยไม่เปิดเผยอะไรเกินจำเป็น แต่เมื่อครูถามถึงครอบครัว เขากลับเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

 

“พ่อแม่ของผมเสียไป… ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กครับ”

 

คำตอบนั้น ทำให้ครูสุรชัยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ และถามต่ออย่างระมัดระวังว่า เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับครอบครัวของเขา ริวลังเลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ

 

“พวกเขา… เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไฟไหม้โรงละคร”

 

ริวพูดเพียงเท่านั้น ไม่ได้อธิบายต่อ เพราะความรู้สึกเศร้าที่ต้องสูญเสียครอบครัวไปอย่างไม่ทันตั้งตัว มันยังฝังอยู่ลึกๆในใจ แต่การพูดเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ครูสุรชัยจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ

 

“ถ้าอย่างงั้นดูแลตัวเองดีๆนะ ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาคุยกับครูได้ตลอดเลย”

 

ริวพยักหน้ารับ “ครับ”

 

สิ้นสุดบทสนทนานั้น ริวก็เดินกลับไปยังโต๊ะประจำ ไม่นานนัก เสียงออดก็ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณพักเที่ยง ครูสุรชัยปล่อยนักเรียนออกจากห้อง ทุกคนลุกขึ้นเก็บของพลางพูดคุยกันอย่างครึกครื้น ส่วนริวยังคงนั่งนิ่ง รอจนเพื่อนๆทยอยออกไปหมดแล้วจึงเก็บหนังสือลงกระเป๋า ก่อนเดินออกจากห้องตามลำพัง

 

ณ โรงอาหาร

เวลา 11:38 น.

 

ช่วงพักกลางวัน โรงอาหารของโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์เต็มไปด้วยนักเรียน เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงถาดกระทบกันดังระงมจนแทบกลบทุกอย่าง ริวเดินเข้ามา มองแถวคิวซื้อข้าวที่ยาวเหยียด ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เขาไม่อยากเสียเวลายืนรอ และไม่อยากอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนเยอะๆเท่าไหร่

 

สุดท้ายเขาจึงเลือกเดินไปที่สหกรณ์ของโรงเรียน ซื้อขนมปังกับน้ำเปล่ามากินแทน มันไม่ใช่มื้อที่อร่อยนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับเขา

 

หลังจากกินเสร็จ ริวก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ระหว่างรอเรียนช่วงบ่าย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนทิศทางการเดิน มุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวกับเมื่อวาน

 

ณ ห้องสมุด

 

ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ลมเย็นจากพัดลมเพดานพัดเข้าหน้าเขาเต็มๆ แตกต่างจากความอึกทึกด้านนอกอย่างสิ้นเชิง วันนี้ห้องสมุดไม่เงียบเหมือนตอนเลิกเรียนเมื่อวาน นักเรียนหลายคนนั่งจับกลุ่มอ่านหนังสือ บางคนใส่หูฟัง บางคนก้มหน้าจดโน้ต บรรยากาศดูมีชีวิตชีวา แต่ก็ยังคงความสงบในแบบของมัน

 

ริวเดินเข้าไป แล้ววางกระเป๋าลงบนโต๊ะตัวเดิม ราวกับมันกลายเป็นที่นั่งประจำของเขาไปแล้ว จากนั้น เขาเดินไปยังโซนหนังสือนิยาย ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวตำนานและความเชื่อเหนือธรรมชาติ สายตาของเขาไล่มองสันหนังสือที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ก่อนจะสุ่มหยิบเล่มหนึ่งออกมา โดยไม่ได้มองชื่อหนังสือบนปก แล้วกลับมาที่โต๊ะ พร้อมหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า เชื่อมต่อไวไฟของโรงเรียน แล้วเปิดเพลงฟังเบาๆขณะที่กำลังเริ่มอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์

 

เมื่อริวเหลือบมองชื่อหนังสือบนปก ก็พบว่ามันมีชื่อว่า บุตรสาวของซาตาน ทว่าเนื้อหาด้านในกลับไม่ได้กล่าวถึงที่มาของหญิงสาวผู้นั้นอย่างชัดเจน เพียงเล่าว่าเธอไม่อาจทนเห็นมนุษย์บางคนก่อความผิดไว้มากมาย แต่กลับยังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่เคยทำผิดอะไรเลย เธอจึงตัดสินใจขึ้นมายังโลกมนุษย์ เพื่อเป็นผู้ลงโทษคนชั่วเหล่านั้นด้วยตัวเอง

 

ริวอ่านต่อไปได้ไม่กี่บรรทัด คิ้วก็เริ่มขมวดเข้าหากัน เขาหยุดอ่านแล้วหันกลับไปมองชื่อบนปกอีกครั้ง ความรู้สึกย้อนแย้งก่อตัวขึ้นในใจ ทั้งที่ซาตานเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย แต่ลูกสาวของมันกลับลงมือทำในสิ่งที่ดูคล้ายกับความยุติธรรม

 

ทำไมสิ่งที่เกิดจากความชั่วร้าย ถึงได้ลงมือทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความดีด้วยล่ะครับ…

 

ริวคิดในใจ ทว่าความคิดนั้นยังไม่ทันจะตกตะกอนชัดเจน เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากเบื้องหน้า

 

“บางที… สิ่งที่ลูกสาวของซาตานคนนั้นใช้ลงโทษผู้คน ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปก็ได้นะคะ”

 

ริวสะดุ้งเล็กน้อย เขารีบเอื้อมมือไปกดปิดเพลงจากโทรศัพท์ แล้วเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าแนนโน๊ะยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมมองเขาด้วยรอยยิ้มใสๆเหมือนครั้งก่อนๆ

 

เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว เขาจึงถอนหายใจออกมาเบาๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วแนนโน๊ะจึงถามขึ้นอีกครั้ง

 

“ริวชอบอ่านนิยายแนวนี้เหรอคะ”

 

ริวหลบสายตาเธอ ก่อนจะก้มลงมองหน้าปกหนังสือในมือ “เปล่าครับ ผมแค่ไม่มีอะไรทำ ก็เลยหาหนังสือมาอ่านเล่นน่ะครับ”

 

แนนโน๊ะยิ้มบางๆก่อนโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้แล้วถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาลง

 

“แล้วริว… เชื่อว่ามันเป็นความจริงไหมคะ”

 

ริวส่ายหน้าเบาๆแล้วแทบจะทันที “จะจริงได้ยังไงล่ะครับ มันก็แค่นิยายที่คนเขียนขึ้น”

 

“เหตุผลก็ฟังดูดีนะคะ” แนนโน๊ะตอบ สีหน้ายังคงเรียบง่าย

 

“ผมก็เลยคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงไงครับ”

 

แนนโน๊ะไม่ได้ตอบอะไรในทันที เธอเพียงยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูไม่ต่างจากเดิม แต่แล้วสายตาของเธอก็เลื่อนผ่านหนังสือในมือของริว ก่อนจะเงยขึ้นเล็กน้อย ราวกับนึกถึงบางอย่าง

 

ทันใดนั้นภาพในตอนเช้าผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ตอนที่ครูสุรชัยเรียกริวไปคุยหน้าห้อง แม้โต๊ะของเธอจะอยู่ห่างจากโต๊ะครูมาก และเสียงพูดคุยในห้องจะดังจนกลบแทบทุกอย่าง แต่แนนโน๊ะกลับได้ยินบทสนทนานั้นอย่างชัดเจนทุกคำ เธอเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที

 

“แนนโน๊ะได้ยินว่า พ่อแม่ริวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้เหรอคะ”

 

ประโยคนั้นทำให้ริวนิ่งไป แต่มือที่จับหนังสือแน่นขึ้น เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เพราะไม่อยากให้เธอเห็นสีหน้าของตัวเองในตอนนี้ แต่ก็ยังตอบออกมาเสียงเบา

 

“ครับ…”

 

“น่าสงสารจังนะคะ ชีวิตริวเนี่ย…”

 

น้ำเสียงของแนนโน๊ะยังคงเรียบเฉย ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับดูแปลกประหลาดเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นความเห็นใจ ก่อนจะถามต่อ

 

“แล้ว… อะไรที่ทำให้ริวอยากมาเรียนที่โรงเรียนนี้ล่ะคะ”

 

ริวไม่ตอบ เขาก้มมองหนังสือในมือ ไม่ใช่เพราะจะอ่านต่อ แต่เพราะไม่อยากอธิบายเรื่องนี้ให้ใครฟัง เรื่องบางเรื่อง มันควรถูกเก็บไว้คนเดียว ทันใดนั้น แนนโน๊ะก็เอื้อมมือมาตบไหล่เขาเบาๆสัมผัสนั้นไม่ได้แรง แต่กลับทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย

 

“ไม่เป็นไรนะคะริว แนนโน๊ะไม่บอกใครหรอกค่ะ”

 

เมื่อพูดจบ แนนโน๊ะก็ยิ้มให้ ด้วยรอยยิ้มใสๆและดูอ่อนโยนไปในเวลาเดียวกัน และนั่นเอง ทำให้ริวใจอ่อนลง เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้น สบตากับเธอ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าปกติ

 

“ผมคิดว่า… เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น มันต้องมีคนอยู่เบื้องหลัง และพวกเขาก็น่าจะทำงานอยู่ในโรงเรียนนี้ครับ”

 

แนนโน๊ะเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกาย “หืม.. อะไรทำให้ริวคิดแบบนั้นล่ะคะ”

 

“ก็เพราะ… เบาะแสหลายอย่างครับ แล้วผมก็ไปเห็นว่าตำรวจได้รับเงินให้ปิดคดีอีก เลยทำให้… เหตุการณ์ทั้งหมด ถูกสรุปว่าเป็นแค่อุบัติเหตุครับ”

 

แนนโน๊ะทำหน้าเหมือนตกใจเล็กน้อย “จ่ายเงินเพื่อปิดคดี… ดูแย่มากเลยนะคะ”

 

“ครับ นั่นทำให้หลายปีที่ผ่านมา ผมทุ่มเทกับตัวเองไปมาก เพื่อสอบชิงทุนมาเรียนที่นี่”

 

“แต่… เบาะแสที่ริวได้มา มันเจาะจงได้หรือยังคะ ว่าคนที่ให้สินบนกับตำรวจเป็นใคร…”

 

ริวส่ายหน้าเบาๆ “คุณไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากหรอกครับ”

 

คำตอบนั้นทำให้แนนโน๊ะถอนหายใจเบาๆ เธอยกมือขึ้นเท้าคาง สีหน้าดูเหมือนเบื่อเล็กน้อย ก่อนจะก้มมองหนังสือในมือของริว

 

“ถ้าลูกสาวของซาตานในหนังสือเล่มนี้มีอยู่จริง ริวอยากให้เธอลงโทษคนพวกนั้นยังไงเหรอคะ”

 

ริวปิดหนังสือทันที ที่ได้ยินประโยคนั้น มุมปากของเขายกยิ้มบางๆ แต่รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขแม้แต่น้อย

 

“ไม่มีหรอกครับ” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน “มีแค่ผมเท่านั้น…”

 

คำตอบนั้น ทำให้แนนโน๊ะนิ่งไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงอยู่ แต่ดวงตากลับดูว่างเปล่าอย่างประหลาด

 

ไม่นาน เสียงออดก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณของคาบเรียนช่วงบ่าย นักเรียนในห้องสมุดต่างลุกขึ้น เก็บของ และเดินออกไป ริวกับแนนโน๊ะก็เดินออกไปพร้อมกัน เคียงข้างกันโดยไม่มีใครพูดอะไรอีก

 

ทั้งสองเดินไปตามทางเดินยาวของอาคารเรียน เพื่อกลับไปยังห้องเรียนตามปกติ ระหว่างทาง สายตาของนักเรียนที่เดินสวนกันไปมา ต่างหันมามองแนนโน๊ะเป็นจุดเดียวกัน แววตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความสนใจ ตั้งแต่รูปร่าง หน้าตาของเธอ แต่กลับมองข้ามหัวริวที่เดินอยู่ข้างๆอย่างกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น

 

ณ ห้องเรียน ม.5/1

 

เมื่อมาถึงหน้าห้องเรียน ริวเป็นคนเปิดประตู ก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกับแนนโน๊ะ ทั้งสองแยกย้ายกันไปนั่งยังโต๊ะประจำของตัวเองตามปกติ และนั่นเองที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ครั้งนี้ สายตาหลายคู่กลับหันมามองริวแทน ไม่ใช่เพราะเขาทำอะไรโดดเด่น แต่เพราะเขาดูสนิทกับแนนโน๊ะมาก

 

ตลอดช่วงคาบบ่าย มีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนเดินเข้ามาคุยกับเขา ทั้งถามคำถามเล็กๆน้อยๆ บ้างก็ชวนคุยเรื่องไร้สาระบ้าง ริวตอบกลับไปตามมารยาท แม้จะยังไม่คุ้นชินกับการเป็นจุดสนใจนัก

 

เวลาค่อยๆล่วงเลยไป แสงแดดด้านนอกเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวจ้าเป็นสีเหลืองนวล ก่อนจะไล่ระดับเป็นสีส้มอ่อนของยามบ่ายแก่ สายลมเย็นพัดเข้ามาผ่านหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ เส้นผมสีดำยาวประบ่าของแนนโน๊ะพลิ้วไสวเบาๆ

 

ขณะที่เธอก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสืออยู่ เงาของแสงแดดทาบลงบนโต๊ะเรียน ทำให้ภาพตรงหน้าดูสงบอย่างประหลาด

 

ทันใดนั้นเอง นักเรียนชายคนหนึ่งชื่อ ปาร์ค ก็เดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของริว เขาลากเก้าอี้จากโต๊ะข้างๆมานั่งลงตรงหน้า ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงชวนสงสัย

 

“นี่นาย… รู้อะไรมั้ย”

 

ริวเงยหน้าขึ้นจากสมุด ก่อนจะตอบเรียบๆ “ ครับ”

 

ปาร์คขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด มือข้างหนึ่งยกขึ้นป้องข้างปาก ราวกับกำลังกระซิบ “ก็แนนโน๊ะไง เธอเพิ่งย้ายเข้ามาได้ไม่กี่วัน แต่ได้รับความสนใจไปทั่วโรงเรียนเลยนะ”

 

ริวเอียงคอเล็กน้อย สีหน้าฉายความแปลกใจ “ครับ… ก็… ฟังดูมหัศจรรย์ดีนะครับ”

 

ปาร์คถอนหายใจยาว “เฮ้อ… ไม่ใช่แบบนั้น ฉันหมายถึงว่า ทำไมนายถึงได้ไปเดินข้างๆเธอได้ล่ะ”

 

ริวตอบอย่างซื่อๆ “ผมก็เดินปกตินะครับ หรือ… ที่นี่เขามีกฎไม่ให้เดินใกล้กันเหรอครับ”

 

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย!” ปาร์คยกมือกุมหัวตัวเองเล็กน้อย “โอ๊ย… นายไปอยู่ไหนมา ถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี้วะเนี่ย”

 

“ผมอยู่ที่สถานสงเคราะห์ประมาณสิบกว่าปี… ทำไมเหรอครับ”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ปาร์คถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง “เออๆ ไม่มีไรหรอก งั้นก็…ขอให้โชคดีแล้วกัน”

 

จากนั้น เขาลุกขึ้น แล้วลากเก้าอี้กลับไปไว้ที่เดิม ก่อนจะเดินกลับไปนั่งยังโต๊ะประจำของตัวเอง โดยไม่พูดอะไรต่อ ชั่วโมงเรียนยังคงดำเนินไปอย่างปกติ จนกระทั่ง เสียงออดก็ดังขึ้นในเวลา 15:30 น. เป็นสัญญาณว่าคาบสุดท้ายของวันสิ้นสุดลงแล้ว

 

หัวหน้าห้องสั่งทำความเคารพ นักเรียนทุกคนลุกขึ้นกล่าวขอบคุณ ก่อนที่ครูประจำวิชาจะเดินออกจากห้องไป  เสียงเก้าอี้และบทสนทนาก็ดังขึ้นพร้อมกัน นักเรียนต่างรีบเก็บของแล้วทยอยเดินออกจากห้อง

 

ระหว่างเดินไปตามทางเดิน ริวคิดครู่หนึ่ง วันนี้ยังไม่ค่ำนัก เขายังไม่อยากกลับห้องเร็วเกินไป สุดท้ายริวก็เลี้ยวออกจากทางเดินหลัก มุ่งหน้าไปยังห้องสมุดอีกครั้ง เสียงพูดคุยของนักเรียนค่อยๆเบาลงตามระยะห่างที่เพิ่มขึ้น

 

ณ ห้องสมุด

 

ภายในเงียบกว่าช่วงกลางวันมาก โต๊ะอ่านหนังสือว่างเปล่าไม่มีนักเรียนอีกเช่นเคย มีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนช้าๆ ส่งเสียงเบาๆอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็น่าจะเป็นปกติของโรงเรียนนี้ ที่ตอนเลิกเรียนจะไม่มีนักเรียนมาห้องสมุด

 

ริวเดินไปยังชั้นหนังสือเดิม มือเรียวยาวเอื้อมแล้วไปหยิบเอาหนังสือนิยายเล่มเก่า ที่เคยอ่านเมื่อก่อนหน้านี้มา จากนั้นเดินไปนั่งลงที่มุมห้อง วางกระเป๋าไว้ข้างเก้าอี้ แล้วเปิดเชื่อมไวฟายเปิดเพลงเบาๆและอ่านต่อจากหน้าที่ค้างไว้

 

ริวเลื่อนสายตาอ่านต่อไปเรื่อยๆ เนื้อหาเริ่มกล่าวถึงพลังเหนือธรรมชาติของบุตรสาวซาตาน ซึ่งจะอ่อนแอลงก็ต่อเมื่อเธอเกิดความรู้สึกต่อมนุษย์ แต่เนื้อหานั้นทำให้ริวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ทั้งๆที่พลังเหนือธรรมชาติของเธอ มันควรจะแข็งแกร่ง แต่ทำไมถึงอ่อนแอลงได้กับแค่การมีความรู้สึกต่อมนุษย์

 

แล้วความรู้สึกที่ว่า มันคืออะไรเหรอครับ…

 

ริวยังคงเปิดอ่านต่อไปเรื่อยๆ สายลมเย็นพัดผ่านเข้ามาจากหน้าต่าง ทำให้รู้สึกเย็นนิดๆ หนังตาของเขาหนักขึ้นทีละน้อย เสียงเพลงค่อยๆกลายเป็นจังหวะกล่อมให้สติของเขาพร่าเลือน เปลือกตาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง และริวก็เผลอหลับไปในที่สุด

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ริวสะดุ้งตื่นขึ้นมาในห้องสมุดที่มืดสนิท มีเพียงแสงจากไฟทางเดินด้านนอกส่องลอดกระจกเข้ามาเป็นลำยาว ท้องฟ้านอกหน้าต่างมืดดำจนแทบมองไม่เห็นอะไร เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดู แต่หน้าจอไม่ติด

 

 ริวถอนหายใจเบาๆ “เฮ้อ… แบตหมดแล้วเหรอครับ” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนหันมองไปรอบๆก็ไม่พบใคร

 

จากนั้น ริวลุกขึ้นเก็บหนังสือใส่ชั้นตามเดิม แล้วสะพายกระเป๋าเดินออกจากห้องสมุด เสียงฝีเท้าของตัวเองดังก้อง ในทางเดินที่ว่างเปล่า

 

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอีกฝั่งของอาคาร เสียงร้องไห้แผ่วๆแต่ยาวนาน ตามมาด้วยเสียง ปึง! ราวกับของแข็งกระแทกกับอะไรบางอย่าง ริวชะงักเท้า หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาควรเดินต่อไป หรือหันไปดูว่าต้นเสียงนั้นมาจากไหน? ทว่ายังไม่ทันได้ตัดสินใจ ร่างกายกลับก้าวไปข้างหน้าเสียแล้ว

 

ริวค่อยๆเดินตามเสียงนั้นไปอย่างระมัดระวัง ด้านหลังของอาคารเรียนที่แทบไม่มีใครใช้ในช่วงกลางคืน ยิ่งเข้าใกล้ เสียงร้องก็ยิ่งชัด และเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคนคนเดียว เขาหยุดอยู่หน้าห้องเก็บของห้องหนึ่ง ประตูแง้มไว้เล็กน้อย แสงไฟสีขาวสลัวๆลอดออกมา

 

เขาก้มลงชะโงกหน้า มองผ่านช่องว่างอย่างเงียบงัน ภาพตรงหน้าทำให้เลือดในกายเขาเย็นเฉียบ มาเบล ลิตา และเกรซยืนล้อมนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ทรุดคุกเข่าอยู่บนพื้น เสื้อผ้าของเธอเปื้อนเลือด ขณะที่บาดแผลหลายแห่งกระจายอยู่ทั่วร่าง

 

“ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเงินที่ยืมไป ไม่ได้ใช้คืน… ก็ต้องใช้ชีวิตแกแทนไง”

 

หนึ่งในนั้นพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย และที่ด้านข้างมีนักเรียนชายสองคนยืนอยู่ด้านข้าง สีหน้าไม่สะทกสะท้าน ราวกับนี่เป็นเรื่องปกติ

 

ริวเผลอก้าวถอยหลังโดยไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งกีดขวาง ส้นรองเท้าจึงชนเข้ากับชั้นวางรองเท้าอย่างจัง โครม! ทุกการเคลื่อนไหวหยุดนิ่ง ริวหันขวับไปมองตามเสียง ก่อนจะพบว่าสายตาหลายคู่จากในห้องกำลังจ้องเขม็งมาทางเขา

 

“เฮ้ยๆ! มีคนแอบดู!!” เสียงนักเรียนชายคนหนึ่ง ตะโกนขึ้น

 

สิ้นสุดเสียง นักเรียนชายสองคนนั้นก็วิ่งมาหาริวทันที ริวไม่รอให้ใครเข้ามาถึงตัว เขาหันหลังแล้ววิ่งอย่างสุดแรง ก่อนจะเลือกเลี้ยวไปในทางเดินมืดสนิท ไฟหลายดวงไม่ทำงาน ริวจึงคิดว่าพวกเขาน่าจะมองเห็นเขาได้ยาก

 

และก็เป็นไปตามที่ริวคาดไว้ เสียงฝีเท้าหนักๆไล่ตามมา ก่อนจะค่อยๆแยกห่างออกจากกัน ราวกับพวกนั้นกำลังแยกย้ายกันค้นหาเขาคนละทาง ริวหยุดหอบอยู่ในมุมมืด หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก แต่แล้วเสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง เขาจึงต้องวิ่งต่อ

 

ระหว่างทาง สายตาเหลือบไปเห็นของเหลวสีแดงลากยาวอยู่บนพื้น เขาไม่มีเวลาหยุดดู ยังคงวิ่งตามเส้นทางนั้นไป จนกระทั่งสุดทางเดิน

 

ภาพหนึ่งปรากฏตรงหน้า คือนักเรียนหญิงคนหนึ่ง เธอมัดผมหางม้าผูกโบว์สีแดง ในมือถือขวานเหล็ก ก่อนฟาดลงบนร่างนักเรียนชายที่นอนแน่นิ่งอยู่ใต้เท้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงขวานกระทบเนื้อดัง ฉึก… ฉึก… เลือดสีแดงสดไหลนองออกมาจากร่างที่ไร้การเคลื่อนไหว

 

ริวแทบช็อกกับสิ่งที่เห็น ร่างกายแข็งค้างไม่กล้าขยับ แม้แต่จะหายใจ นักเรียนชายที่ไล่ตามเขามาก็หยุดชะงักไปตามๆกัน ทว่านักเรียนหญิงค่อยๆหันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เสื้อนักเรียนสีขาวของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดแดงฉาน

 

ทันใดนั้น ขวานในมือของเธอก็ลอยขึ้น หมุนคว้างกลางอากาศ ริวได้สติ รีบเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด ทว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับไม่โชคดีเช่นนั้น ขวานพุ่งเข้าฟันกลางท้องต่อหน้าต่อตาเขา

 

ริวไม่กล้าหันไปมอง เขาวิ่งหนีสุดชีวิต ทิ้งให้นักเรียนหญิงยืนมองตามด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะก้มลงเก็บขวาน แล้วเดินตามเขาไปอย่างไม่รีบร้อน

 

ทางฝั่งของริววิ่งออกมาจนถึงทางเดินหน้าอาคาร ลมหายใจหอบหนัก ราวกับอากาศไม่พอใช้ สายตาเขาเหลือบไปยังสุดทางเดิน พบว่าประตูทางออกของโรงเรียนอยู่ไม่ไกล

 

แต่ก่อนถึงจุดนั้น แนนโน๊ะยืนเอามือไขว้ไว้ด้านหลัง เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างสบายใจ ราวกับไม่รู้เลยว่า โรงเรียนนี้ที่เพิ่งกลายเป็นสถานที่สังหารหมู่ ริวรีบวิ่งเข้าไปหยุดตรงหน้าเธอ

 

“นะ…แนนโน๊ะ วิ่งเร็วครับ!!” เสียงของเขาสั่น ลมหายใจขาดเป็นช่วงๆ

 

แนนโน๊ะค่อยๆหันหน้ามาทางเขาอย่างช้าๆ สีหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย ดวงตาดำสนิทไม่สะท้อนความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แต่ก่อนที่ริวจะได้พูดอะไรต่อ

 

ครืดด…. เสียงโลหะถูกลากไปกับพื้นดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงนั้นเข้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆและเมื่อริวหันกลับไปมอง นักเรียนหญิงคนนั้นเดินออกมาจากเงามืด ขวานเล่มใหญ่ที่เปื้อนไปด้วยของเหลวสีแดงอยู่ในมือ ถูกลากไปกับกระเบื้อง ทิ้งรอยขูดเป็นทางยาว

 

หัวใจของริวแทบหยุดเต้น เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว สองก้าว แต่นักเรียนหญิงยังคงเดินเข้ามาใกล้ ไม่เร่ง ไม่ช้า เหมือนรู้ดีว่าเหยื่อไม่มีทางหนี ริวกัดฟัน เอื้อมมือไปคว้าแขนแนนโน๊ะ

 

“ไปเร็วครับ!”

 

แม้จะได้ยินชัดเจน แนนโน๊ะก็ยังไม่ขยับ เธอจับจ้องนักเรียนหญิงคนนั้นอย่างตั้งใจ ในแววตาไม่มีความกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความสนใจบางอย่างที่ริวไม่อาจเข้าใจ

 

ริวไม่เข้าใจ และเขาไม่มีเวลามากพอจะให้เธออธิบายอะไรให้ฟังตอนนี้ เพราะนักเรียนหญิงคนนั้นกำลังเดินเข้ามาใกล้ทุกที เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงปล่อยมือจากแนนโน๊ะแล้ววิ่งสุดชีวิตไปยังประตูทางออก

 

เขาวิ่งออกจากโรงเรียน มุ่งหน้ากลับไปยังห้องพักของตัวเองทันที แบบไม่หันกลับไปมอง ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเกิดอะไรขึ้น ทิ้งให้แนนโน๊ะยืนอยู่ตรงนั้น

 

นักเรียนหญิงคนนั้นหยุดเดิน เสียงลากขวานจึงเงียบลง เธอยืนอยู่ไม่ห่างจากแนนโน๊ะมาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้น สบตากับแนนโน๊ะโดยตรง มุมปากทั้งสองข้างค่อยๆยกยิ้มขึ้น แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูบิดเบี้ยว

 

แนนโน๊ะหันไปหาเธอ แล้วเอียงหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น “เจอกันจนได้นะ ยูริ”

 

ยูริเลิกคิ้วขึ้น “อ้าว… แนนโน๊ะ! ยังไม่ตายอีกเหรอ”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!