ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เวลา 08:15 น.
เสียงสัญญาณเลิกแถวดังขึ้นพร้อมกับฝูงนักเรียนที่เริ่มทยอยแยกย้ายกันไปตามอาคารเรียนอย่างคึกคัก ทว่าบรรยากาศสดใสในยามเช้ากลับไม่ได้ช่วยให้ความกระวนกระวายในใจของเบนซ์ลดน้อยลงเลย แม้แต่บทสวดมนต์ไหว้พระเมื่อครู่ ก็ไม่สามารถปัดเป่าภาพติดตาของคมขวานเมื่อคืนออกไปได้
ขอบตาที่ดำคล้ำจากการนอนไม่หลับตอกย้ำว่าเขาเพิ่งผ่านการเฉียดความตายมาหมาดๆ เบนซ์สูดหายใจลึกก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าตรงไปยังห้องเรียนเพื่อสะสางสิ่งที่ค้างคา
ณ ห้องเรียน ม.6/1
บรรยากาศภายในห้องเรียนโล่งและเงียบสงัด เนื่องจากเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่โรงอาหาร เบนซ์หลุบตาลงต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดขณะก้าวขาเข้าไปในห้อง ทว่าความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหู
“ลมพายุอะไรพัดมึงเข้าห้องมาวะ ไอ้เบนซ์”
เสียงของธันวาทักขึ้นจากโต๊ะเรียนแถวหน้า เขากำลังนั่งอ่านเอกสารเกี่ยวกับกิจกรรมวันภาษาไทยที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้านี้ ท่าทางนิ่งสงบตามสไตล์ผู้กุมอำนาจในโรงเรียน
เบนซ์หันมองตามเสียง ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปหาธันวาที่โต๊ะทันที เขาไม่รีรอที่จะเปิดประเด็นเรื่องเฉียดเป็นเฉียดตายเมื่อคืน น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยแต่สีหน้าของเขาจริงจังกว่าครั้งไหนๆ ทว่าสำหรับธันวา มันกลับฟังดูเหลวไหลไร้สาระเกินกว่าจะเชื่อได้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเบนซ์เคยทำตัวแบบนั้นใส่เขามาโดยตลอด ก่อนจะหันไปมองด้วยแววตาที่เรียบเฉย แล้วถามสั้นๆ
“เรื่องเกิดตอนกี่โมงล่ะ…”
“เมื่อคืน ตอนประมาณเกือบๆ สะ…สามทุ่มได้”
ธันวาเลิกคิ้ว ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยพลางถามต่อด้วยเสียงเรียบ “แล้วมึงยังอยู่ในโรงเรียนทำไม ทั้งๆที่มันดึกขนาดนั้น”
“กู... กูนั่งเล่นเกม…” เบนซ์ตอบอ้อมแอ้มสั้นๆ
นั่นยิ่งทำให้ธันวาเหลือบมองเบนซ์ด้วยสายตาเงียบเชียบ ท่าทีนิ่งเฉยของอีกฝ่ายทำให้เบนซ์เริ่มลนลานและเลิ่กลั่กในใจ เพราะรู้ดีว่าธันวาไม่เชื่อเขาแน่ๆ จึงพูดต่อ
“มันไม่สำคัญหรอกกูจะทำอะไรตอนนั้น แต่มันสำคัญตรงที่มีนักเรียนหญิงคนนึง ถือขวานไล่ฟันกู!”
แม้ว่าเขาจะพูดออกไปแบบนั้นแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังเหมือนจะไม่เชื่ออยู่ดี ราวกับกำลังมองคนสติไม่ดีที่แต่งเรื่องมาพูดให้ฟัง ทำให้เบนซ์ต้องหวนนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น เพื่อหาเหตุผลหรืออะไรก็ได้ที่เป็นหลักฐานชัดๆ พอจะให้ธันวาเชื่อ ไม่นานเขาก็นึกขึ้นได้ แล้วจึงพูดขึ้น
“ถ้ามึงไม่เชื่อกู... มึงก็ลองไปเช็กดูสิ คนที่ทำงานให้มึงน่ะ น่าจะถูกยัยนั่นฆ่าตายไปสามคนได้มั้ง”
คำพูดนั้นทำให้ธันวานิ่งไปชั่วครู่ ความรู้สึกตะขิดตะขวงใจเริ่มก่อตัวขึ้นในอก แต่เขาก็เลือกที่จะปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงตัดรำคาญ
“เรื่องคนทำงานหรือการเช็กจำนวนคน มันเป็นหน้าที่ของไอ้ออร์แกน ไม่ใช่เรื่องของกู”
พอได้ยินชื่อ ออร์แกน คนที่เขาไม่ชอบขี้หน้าอยู่แล้ว เบนซ์ก็หมดอารมณ์ที่จะอธิบายต่อทันที
“เออๆ ช่างมัน... แล้วแต่มึงจะเชื่อเลยก็ได้”
ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาจนเขาเลือกที่จะหันหลังเตรียมเดินออกจากห้องไป ทว่าก่อนที่เท้าจะก้าวพ้นประตู เบนซ์หยุดชะงักแล้วหันกลับมาทิ้งท้าย
“แต่กูขออะไรมึงอย่างหนึ่งดิวะ”
“ว่า…”
“มึงช่วยไปหาข้อมูลของนักเรียนหญิงคนนึง ที่ชื่อยูริให้กูหน่อย”
ธันวาถอนหายใจพิงพนักเก้าอี้ “นักเรียนหญิงในโรงเรียนที่ชื่อยูริ มันไม่ได้มีแค่คนเดียวนะมึง...”
เบนซ์พูดแทรกขึ้นมาทันควันอย่างใส่อารมณ์ “ถ้าจะมีเป็นสิบคน มึงก็เอามาให้กูดูทั้งหมดนั่นแหละ! กูเห็นหน้าแล้วกูจำได้เอง!” พูดจบ เบนซ์ก็สะบัดหน้าเดินออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องเรียนอีกครั้ง
ทางฝั่งของธันวาที่นั่งอยู่คนเดียว เขาค่อยๆเอกสารในมือถูกวางลง นัยน์ตาคมกริบ หรี่ลงอย่างใช้ความคิด คำถามหนึ่งลอยเด่นขึ้นมาในใจและมันเริ่มสร้างความรำคาญใจขึ้นมา
ยูริ... ใครวะ
แม้จะดูเหมือนไม่ใส่ใจคำพูดของเบนซ์ แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกธันวาว่าเรื่องนี้มีกลิ่นอายที่ไม่ชอบมาพากล เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดต่อสายหา เอิร์ธ เพื่อนสนิทในกลุ่มสภานักเรียนที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับครูฝ่ายทะเบียนของโรงเรียนทันที รอสายไม่นาน ปลายสายก็กดรับ
[ว่าไงไอ้ธัน]
“เอิร์ธกูขอรบกวนมึงหน่อยได้ไหม”
[ไม่รบกวนเลย มึงมีอะไรเหรอ]
“มึงช่วยเข้าไปที่ห้องทะเบียน ไปดึงประวัติข้อมูลของนักเรียนหญิงในโรงเรียนทุกคน... ที่ชื่อยูริมาให้กูหน่อยได้ไหม”
[หืม…ยูริเหรอ ได้ๆแต่ว่ามึงจะเอาด่วนเปล่าล่ะ]
“ไม่ด่วน ตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าได้ตอนนี้เลยยิ่งดี”
[อ่าๆ เดี๋ยวถ้าว่าง กูไปเอามาให้]
“ขอบคุณ”
จากนั้นธันวาก็ตัดสายไป นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะเรียนเป็นจังหวะช้าๆ นัยน์ตาก้มลงมองเอกสารที่อยู่บนโต๊ะ ทำให้ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องอีกครั้ง ทว่าไม่กี่อึดใจต่อมา เหล่าเพื่อนๆร่วมชั้นก็เดินเข้าห้องมา
เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวดังระงมขึ้นทันที บ้างก็หอบหิ้วขนมขบเคี้ยวมาด้วย บ้างก็หยอกล้อหัวเราะร่าเริงตามประสาวัยรุ่น ตามมาด้วยครูผู้สอนที่เดินเข้าห้องมา ทำให้ทุกคนรีบแยกย้ายกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองทันที แล้วเริ่มการสอนในรายวิชาแรก
ณ ห้องเรียน ม.5/1
คาบเรียนช่วงสายดำเนินไปท่ามกลางเสียงบรรยายของครูผู้สอนที่ดังสลับกับเสียงปากกาที่ขีดเขียนสมุดของนักเรียน เพื่อนร่วมชั้นหลายคนนั่งฟังอย่างตั้งใจ บางคนก็แอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นแก้เบื่อ
จนกระทั่งสัญญาณออดหมดเวลาดังขึ้น ครูผู้สอนเก็บข้าวของเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้นักเรียนภายในห้องเริ่มขยับตัวยืดเส้นยืดสายและพูดคุยกันเสียงดังขึ้น
ริวที่นั่งอยู่ที่โต๊ะประจำของตัวเอง แววตาแฝงไปด้วยความอ่อนล้า เขาละสายตาจากหน้ากระดานแล้วมองตรงไปยังโต๊ะหน้าสุดของแถว ที่ตรงนั้น... แนนโน๊ะนั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ เธอทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างรื่นรมย์ ราวกับแยกตัวออกจากความวุ่นวายทั้งมวล
ริวเม้มริมฝีปากแน่น เมื่อเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ไม่มีใครสนใจ เขาจึงลุกขึ้นแล้วก้าวเท้าตรงเข้าไปหาเธอทันที
“แนนโน๊ะครับ...” ริวเรียกเสียงเบาพลางทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ว่างข้างๆ เธอ
แนนโน๊ะหันมามองเขา รอยยิ้มราบเรียบและแววตาใสๆเหมือนทุกครั้ง แล้วตอบ “มีอะไรเหรอคะริว”
ริวอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ความวิตกกังวลที่อัดอั้นมาตั้งแต่เมื่อคืนทำให้เขาหลุดปากพูดสิ่งที่คิดอยู่ออกมา
“คือ...เรื่องเมื่อคืนน่ะ หลังจากที่พาพวกผมออกมา แล้วคุณ…. เห็นผู้หญิงอีกคนนึงอยู่ในโรงเรียนด้วยหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงที่ยังไม่จางหาย
แนนโน๊ะเอียงคอเล็กน้อย มองลึกเข้าไปในดวงตาของริวก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“จุนโกะเหรอคะ น่าจะออกไปหลังจากริวไม่นานค่ะ”
คำตอบของแนนโน๊ะทำให้ริวรู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดนึง แต่ก็แฝงไปด้วยความสงสัย
คุณรู้จักจุนโกะด้วยเหรอครับ…
ขณะเดียวกัน เขาก็อดนึกย้อนไปถึงท่าทีแปลกๆของจุนโกะเมื่อคืนไม่ได้ แต่แล้วความสงสัยถัดมากลับทำให้เขาขยับตัวเข้าไปใกล้เธออีกนิด แล้วถามในสิ่งที่ค้างคาใจมานาน
“แล้ว... ยูริล่ะครับ”
แนนโน๊ะไม่ได้ตอบในทันที เธอเพียงแค่ใช้นิ้วมือเรียวแหลมหมุนปากกาเล่นไปมา สีหน้าและแววตาของเธอเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไร กับชื่อของเด็กสาวที่ถูกพูดถึงเลยสักนิด
“คุณรู้จักยูริมาก่อนหนิครับ!”
ริวชักสีหน้าไม่ดี น้ำเสียงของเขาเริ่มหนัก แต่ก็พยายามคุมเสียงไม่ให้ดังเกินไป
“แนนโน๊ะ... คุณรู้ใช่ไหมครับว่าแท้ที่จริงแล้วยูริพยายามจะทำอะไร”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ปากกาในมือของแนนโน๊ะหยุดหมุนลงกะทันหัน แล้วละสายตาจากปากกาขึ้นมาสบตากับเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ตรงหน้า แววตาของเธอนิ่งสนิท
“แนนโน๊ะคิดว่า…. สิ่งที่ยูริทำมันก็เรื่องที่ดีนะคะ แต่มันก็… อาจจะดูรุนแรงไปหน่อยก็เท่านั้นเอง”
ริวขมวดคิ้ว “รุนแรงเกินไปเหรอครับ…”
เขาพูดเสียงเบาราวกับกำลังพึมพำกับตัวเองซะมากกว่าให้อีกฝ่ายได้ยิน ก่อนที่ประโยคหนึ่งจะดังขึ้นในใจ
แล้วมันดีตรงไหนล่ะครับ…
ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำตอบสั้นหรือยาวหลุดออกมาจากปาก มีเพียงเสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอที่ชวนให้คนฟังขนลุกซู่
ริวหลุบตาลง “ผมไม่เข้าใจเลยครับ…” เขาเหลือบมองคนที่อยู่เบื้องหน้าแล้วกลั้นใจถามต่อ “ทำไมยูริถึง… ไม่ฆ่าผม ตอนอยู่กับคุณด้วยล่ะครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว แนนโน๊ะเอนหลังพิงเก้าอี้ สองมือไขว้ไว้หลังศีรษะอย่างสบายใจ ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ แบบทุกครั้ง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แนนโน๊ะไม่รู้ค่ะ แต่ยูริเอง… ก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ”
ทว่าคำตอบของเธอทำให้ยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ คลุมเครือจนน่าปวดหัว ริวยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความสิ้นหวัง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดทบทวนอะไรให้แล้วเสร็จ แนนโน๊ะทำหน้าเหมือนกำลังน้อยใจอะไรบางอย่าง แล้วก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“นี่… ริวไม่เชื่อที่แนนโน๊ะพูดเหรอคะ” เธอค่อยๆเอียงศีรษะเล็กน้อย นัยน์ตาจ้องลึกเข้ามาคล้ายกำลังอ่านทุกความสับสนของอีกฝ่าย
“แปลกจังนะคะ... ทีกับจุนโกะพูดไม่กี่คำริวก็เชื่อแล้ว”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนลิ่มที่ตอกลึกลงไปในอก ริวสะดุ้งวาบขึ้นมาในใจ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าแนนโน๊ะไปรู้จักจุนโกะตั้งแต่ตอนไหน ทั้งๆที่จุนโกะเคยบอกกับเขาว่าเธอเรียนอยู่ที่นี่มาได้นึงเทอมแล้ว แต่แนนโน๊ะเพิ่งจะย้ายเข้ามาเรียนพร้อมๆกันกับเขาในเทอมนี้แท้ๆ
ริวอึกอักจนพูดไม่ออก สัญชาตญาณเริ่มเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างแรง แต่แนนโน๊ะกลับขยับตัวเข้ามาใกล้เขาอีกนิด รอยยิ้มกว้างขึ้นทว่าดวงตากลับว่างเปล่า แฝงกระแสเสียงประชดประชันเป็นประโยคทิ้งท้าย
“ริวเนี่ย... เป็นคนเชื่อคนง่ายจังเลยนะคะ”
“แต่ก็ระวังหน่อยนะ... เพราะแผลที่เจ็บที่สุด อาจจะมาจากมือที่ช่วยรักษาให้ก็ได้นะคะ”
ริวขมวดคิ้วด้วยความงุนงง “มะ…หมายความว่ายังไงครับ!”
แนนโน๊ะไม่ตอบคำถามนั้น แล้วภาพของจุนโกะที่เดินนำเขาไปในโรงเรียนยามค่ำก็ผุดขึ้นมา ก่อนที่เธอจะหายไป และก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในเวลานั้นอย่างประจวบเหมาะ... แต่ริวก็มั่นใจแน่ๆว่าสิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่ผีหลอกหรือภาพลวงตาใดๆ ทุกอย่างเริ่มขัดแย้งและน่าตงิดใจขึ้นมาในความคิดของเขา
ริวนั่งนิ่งอึ้ง สติลอยเตลิดไปไกล ขณะที่แนนโน๊ะค่อยๆหันกลับไปมองหน้าต่างห้องเรียนตามเดิม ทิ้งให้ความระแวงกัดกินหัวใจของเพื่อนตรงหน้าทีละน้อย ก่อนจะได้สติกลับมา แล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินกลับไปที่โต๊ะประจำที่อยู่ด้านหลังสุดของแถว
ระหว่างทาง ความรู้สึกตงิดใจกลับยิ่งทวีความรุนแรง ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ทั้งเรื่องของยูริและจุนโกะเมื่อคืน
ยูริจะไล่ฆ่านักเรียนกับผมทำไม ทั้งๆที่เธอก็ยังเรียนอยู่ในโรงรียนนี้เหมือนกัน
ส่วนจุนโกะ เธอจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไหมนะ… คงไม่หรอกมั้งครับ
แต่ที่น่าแปลกกว่านั้น... คือความกลัวต่อยูริและความสงสัยในตัวของจุนโกะ ยังไม่สามารถเทียบได้กับความอึดอัดใจที่มีต่อแนนโน๊ะในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย เธอรู้ทุกเรื่อง เหมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย และเขาสงสัยในตัวเธอมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบ และไม่เคยคาดเดาออกเลยสักครั้งว่า ภายใต้รอยยิ้มที่ดูสดใสนั้น เธอกำลังซ่อนอะไรเอาไว้
ริวจ้องมองไปที่แผ่นหลังแนนโน๊ะ สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง พร้อมกับประโยคหนึ่งที่ดังขึ้นในใจ
แนนโน๊ะ… คุณเป็นใครกันแน่ครับ