ริวและเบนซ์วิ่งกะหืดกะหอบมาหยุดลงตรงหน้าแนนโน๊ะ แล้วเธอก็ค่อยๆละสายตาจากท้องฟ้า แล้วมองผู้มาใหม่ทั้งสองด้วยแววตาใสซื่อในแบบของเธอ พร้อมรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก
เบนซ์ที่ตอนแรกแอบหวังว่าริวจะพาไปเจอทางออกหรือทางอื่นที่คิดว่าจะรอด แต่ริวกลับพาเขามาหานักเรียนหญิงตัวบอบบางอีกคน เบนซ์ถึงกับสำลักความหวังทันทีเมื่อเห็นแบบนั้น
“นี่ริว! บ้าไปแล้วเหรอริว!” เบนซ์โวยวายออกมาพลางกวาดสายตาเลิ่กลั่กไปรอบตัว
“พาพี่วิ่งหน้าตั้งมาเพื่อมาหาผู้หญิงคนนี้เนี่ยนะ ยัยคนนี้จะไปช่วยอะไรเราได้ ดูสภาพสิ!”
เบนซ์ยังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงที่เขาเกลียดที่สุดก็ดังกังวานขึ้นจากเบื้องหลัง เป็นเสียงโลหะหนักๆที่ลากผ่านพื้นปูนที่พวกเขาคุ้นหู เบนซ์หุบปากฉับในทันที ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป ทั้งสองหันไปมองตามเสียงพร้อมกันและพบว่ายูริกำลังก้าวพ้นเงามืดออกมา แสงจันทร์สะท้อนคมขวานที่เปื้อนเลือด
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว ริวหันกลับมาหาแนนโน๊ะทันที “แนนโน๊ะครับ! คะ...คือ…คือว่าผมกับพี่คนนี้กำลังหลงทาง คุณ…ชะ…ช่วยพาเราไปที่ประตูหน้าโรงเรียน ดะ…ได้ไหมครับ” เสียงของเขากระอึกกระอักด้วยความกลัว
เบนซ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับพลางส่ายหน้าไปมาอย่างสิ้นหวัง ในใจคิด จะให้เด็กผู้หญิงนำทางหนีฆาตกรเนี่ยนะ สิ้นคิดไปแล้วริว!
ทว่า แนนโน๊ะกลับไม่ได้มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เธอมองริวด้วยแววตาใสๆ ก่อนจะยิ้มเบาๆแล้วตอบ
“ได้ค่ะ”
คำตอบรับที่แสนธรรมดาราวกับเป็นการเดินเล่นในสวนหลังบ้านทำให้ริวใจชื้นขึ้น เขาหันไปพยักหน้าให้เบนซ์เป็นสัญญาณว่าให้ตามมา เบนซ์แม้จะยังไม่ไว้ใจแต่เมื่อเห็นขวานในมือยูริขยับเข้ามาใกล้ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะก้าวเท้าตามไป
ทว่าสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดกลับเกิดขึ้นในวินาทีนั้น นั่นคือยูริที่เดินตามหลังมา กลับต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อเห็นแนนโน๊ะเดินนำหน้าพวกเขา ริวเหลือบมองกลับไปเห็นว่ายูริค่อยๆก้าวถอยหลัง เหมือนกับมีบางอย่างที่ทำให้เธอไม่กล้าก้าวเข้ามา แต่แววตาคู่นั้นยังคงจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างไม่ลดละ สุดท้ายร่างของเธอก็ค่อยๆหายไปใต้เงามืดของอาคาร ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดจางๆที่ลอยอยู่ในอากาศ
“แปลกแฮะ... ยัยนั่นถอยไปแล้ว” เบนซ์พึมพำเสียงเบา สายตาหวาดระแวงจ้องไปที่แผ่นหลังของแนนโน๊ะที่เดินนำทางอยู่ไม่ไกล
ริวที่ได้ยินแบบนั้นแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงก้าวเดินตามแนนโน๊ะไปเงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
ทำไมล่ะยูริ… ทำไมคุณไม่กล้าฆ่าผม ตอนที่อยู่กับแนนโน๊ะด้วยล่ะครับ…
คำถามนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเจอยูริ แม้จะยังไม่ได้คำตอบ แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกได้ชัดในตอนนี้คือ เขาปลอดภัยจากขวานของยูริแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะโชคดีแบบนี้ตลอดไป
แนนโน๊ะยังคงก้าวเดินนำทั้งคู่ไปอย่างช้าๆ เสียงฝีเท้าสามคู่ดังกระทบพื้นเบาๆ ประสานไปกับเสียงสายลมหนาวที่พัดหวีดหวิวผ่านซอกอาคารมาเป็นระยะ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะของริวและเบนซ์ จนกระทั่งความมืดมิดเบื้องหน้าถูกแทนที่ด้วยแสงไฟสลัวจากป้อมยาม ประตูรั้วเหล็กสีขาวที่ถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ปรากฏแก่สายตาไม่ไกล
ทันทีที่เท้าเหยียบพ้นเขตประตูโรงเรียน ริวหยุดเดินแล้วหันกลับไปหาแนนโน๊ะ
“ขอบคุณนะครับแนนโน๊ะ”
แนนโน๊ะยิ้มบางๆ แล้วตอบ “ค่ะ...”
เบนซ์ที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับทำหน้าเหวอ เขาขมวดคิ้วมองปฏิกิริยาของแนนโน๊ะสลับกับริวด้วยความสับสนและงุยงงว่า ยัยเด็กนี่เป็นใครวะ ทำไมถึงได้ดูชิลล์ขนาดนี้นะ…
แต่ริวไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม เขาสะกิดแขนเบนซ์เบาๆเป็นสัญญาณให้เดินข้ามถนนออกไปด้านนอกโรงเรียนด้วยกัน
เมื่อข้ามถนนมาจนถึงอีกฝั่งไดแล้ว ริวก็เดินแยกตัวออกเพื่อกลับหอพักของเขา ทว่าเบนซ์กลับชะงักฝีเท้า เขาหันมองกลับเข้าไปในโรงเรียน เห็นเพียงความมืดสลัวที่กลืนกินร่างของแนนโน๊ะที่กำลังเดินย้อนกลับเข้าไปข้างใน... ทั้งๆที่พวกเขาเพิ่งจะหนีฆาตกรออกมาแท้ๆ ความกระวนกระวายใจทำให้ความสงสัยในอกของเบนซ์ทวีคูณจนทนไม่ไหว
“ริว! เดี๋ยวก่อน!” เบนซ์ตะโกนเรียกพร้อมกับวิ่งเหยาะๆ ตามรุ่นน้องไป
วที่ได้ยินจึงชะลอฝีเท้าพร้อมหันกลับมามองรุ่นพี่ที่มาหยุดยืนหอบอยู่ตรงหน้า นัยน์ตาของเบนซ์ยังคงสั่นไหวจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเจอมา แล้วพูดขึ้น
“ถามจริง... ผู้หญิงคนนั้นน่ะใคร ทำไมถึงเดินกลับเข้าไปข้างในนั้นคนเดียวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นวะ”
“เธอชื่อแนนโน๊ะครับ... เป็นเพื่อนห้องเดียวกับผมเอง” ริวตอบเสียงเรียบ
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว คิ้วของเบนซ์ถึงกับขมวดเข้าหากันทันที เพราะไม่เข้าใจว่ารุ่นน้องคนนี้มันจะรู้จักกับนักเรียนคนอื่นๆ ทั้งที่ดูปกติและเป็นฆาตกรไล่ฆ่าคน หรือดูแปลกๆแบบนี้ได้ยังไง และมั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายเข้าไปใหญ่ ริวที่เห็นสีหน้าของรุ่นพี่ ก็รู้ได้ทันทีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ผมเข้าใจความรู้สึกพี่นะครับ มันจะรู้สึกกลัวๆระแวงๆแบบนี้แหละในช่วงแรก”
“แต่พอพี่อยู่ที่นี่ไปสักพัก... เดี๋ยวพี่ก็จะเริ่มชินไปเองครับ”
คำพูดของริวทำให้เบนซ์อึ้งไปครู่ใหญ่ เขาสะดุดใจกับคำว่า เดี๋ยวก็ชิน จนเริ่มตระหนักได้ ก่อนจะพูดออกไปตามความคิดของตัวเอง
“นี่... อย่าบอกนะว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่น้องโดนยัยฆาตกรนั่นไล่ฆ่าแบบนี้น่ะ”
ริวไม่ได้หลบสายตา เขาพยักหน้าตอบรับเบาๆเป็นคำยืนยัน ก่อนจะตัดจบการสทนาไว้เพียงเท่านั้น เพราะตัวของริวเองก็ไม่อยากจะคิดอะไรไปมากกว่านี้แล้ว
“งั้น… ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” พูดจบ ริวก็หันหลังเดินจากไปทันที โดยไม่รอคำตอบใดๆ ทิ้งให้เบนซ์ยืนเคว้งอยู่ริมถนนเพียงลำพัง
เบนซ์หันกลับไปมองทางประตูโรงเรียนอีกครั้ง แสงไฟจากป้อมยามยังคงส่องสว่าง แต่ร่างของแนนโน๊ะหายวับไปในเงามืดแล้ว ความเงียบเชียบและบรรยากาศวังเวงทำเอาเบนซ์ขนลุกซู่ แล้วรีบวิ่งกลับบ้านของตัวเองไปในทันที
ทางฝั่งของแนนโน๊ะที่เดินกลับเข้ามาในโรงเรียน ดวงตาคมกริบทอดมองไปยังผืนฟ้าเบื้องบนที่โปร่งใสไร้เมฆบดบัง แสงจันทร์ส่องกระทบลงบนชุดนักเรียนสีขาวของเธอ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบชวนให้ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความว่างเปล่านั้น ทว่าความเงียบก็อยู่ได้ไม่นาน เสียงโลหะคมและหนักขูดมากับพื้นดัง ครืด... ครืด... ทำลายบรรยากาศนั้นทันที
แนนโน๊ะค่อยๆหันหน้ามองไปยังต้นเสียงอย่างช้าๆ เห็นว่ายูริกำลังเดินมา คมขวานในมือขูดมากับพื้น ใบหน้าและเสื้อนักเรียนของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยหยดเลือดสีแดงที่เริ่มแห้งเป็นกระหย่อมๆ แล้วยูริหยุดยืนเว้นระยะห่างจากแนนโน๊ะเพียงไม่กี่ก้าว ดวงตาคู่นั้นยังคงฉายแววคลุ้มคลั่งที่ยังไม่หายดี
แนนโน๊ะมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งวี่แววของความหวาดกลัวใดๆ ในทางกลับกัน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดูราวกับกำลังมองดูเด็กน้อยที่กำลังเล่นสนุกจนเลอะเทอะ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่บาดลึกเข้าไปในใจของอีกฝ่าย
“ใช้แผนแบบโลว์คลาสอีกแล้วนะยูริ...”
ยูริจ้องกลับด้วยแววตานิ่งสนิท ก่อนจะยิ้มหยันแล้วตอบ “นี่ไม่ใช่แผนสักหน่อยนะแนนโน๊ะ ยูริก็แค่หาอะไรสนุกๆก็เท่านั้นเอง...”
เมื่อได้ยินคำแก้ตัวนั้น แนนโน๊ะก็ยกมือขึ้นกอดอกพลางส่ายหน้าเบาๆ ราวกับระอาเริ่มในตัวของยูริ แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงก้าวเดินออกไป ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะเดินผ่าน แนนโน๊ะหยุดแล้วเอนหลังกลับไปกระซิบที่ข้างหูของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“เล่นสนุกเหรอ… แต่ถ้ามีคนไม่สนุกด้วย ก็ไม่ควรไปเล่นกับเขานะคะ”
สิ้นประโยคนั้น แนนโน๊ะขยับตัวกลับมายืนหลังตรงแล้วก้าวเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้คำพูดนั้นวนเวียนอยู่ในอากาศ
ทางยูริที่ได้ยินแบบนั้น เธอยืนนิ่งไปในทันที สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แววตาฉายแววไม่พอใจ ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“อย่ามัวแต่ปล่อยให้พวกมันฆ่ากันเองเถอะ... แนนโน๊ะอาจจะชอบดูคนดิ้นรนตายช้าๆ แต่ในสถานที่เน่าๆแบบนี้…”
“สำหรับยูริ... ความตายที่รวดเร็วที่สุด คือสิ่งที่พวกมันควรได้รับ”
พูดจบยูริปรายตามองตามแผ่นหลังของแนนโน๊ะที่ค่อยๆ ห่างออกไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตา แล้วเดินออกไปจากตรงนั้นเช่นกัน
ครืด… ครืด… เสียงลากขวานยังคงดังไปตามทางเดินเรียนที่เงียบสงัด แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะผ่านหัวมุมทางแยก เสียงหวานนุ่มที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นก็ดังขึ้นเบาๆ
“ยูริควรเคลียร์ทางก่อนนะ”
ยูริหยุดเดินทันที ก่อนจะหันไปมองตามเสียงนั้น เห็นร่างของเด็กสาวคนหนึ่งยืนพิงกำแพงอยู่ แสงไฟจากเสาตามทางเดินส่องกระทบเพียงช่วงล่างของเธอเท่านั้น ทำให้ใบหน้าและร่างกายส่วนบนจมหายไปในเงามืดของอาคาร แต่ยังพอมองเห็นโบว์สีขาวรางๆที่พอจะยืนยันว่าคนตรงนั้นคือใคร
ยูริที่เห็นแบบนั้นก็หัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างนึกสนุก “หึๆ... ไว้ครั้งหน้าแล้วกันนะจุนโกะ”
พูดจบ ยูริก็ยกขวานที่เปื้อนเลือดขึ้นพาดบ่า แล้วเดินจากไปทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอ จุนโกะยังคงยืนนิ่งอยู่ในเงามืด สายตาของเธอมองตามยูริด้วยความรู้สึกที่แอบหงุดหงิดเล็กน้อย ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ และความผิดพลาดในครั้งนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของตัวเธอ
แต่ก็ช่างมันเถอะ… จุนโกะคิดในใจ
จากนั้นเด็กสาวโบว์ขาวก็ขยับตัวออกจากเงามืด แสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งของเธอ เผยให้เห็นรอยยิ้มที่เคยดูอ่อนโยนและเป็นมิตรเมื่อก่อนหน้า แต่ตอนนี้มันกลับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบและดูมีเล่ห์เหลี่ยม เธอดึงโบที่ผูกผมอยู่ให้แน่นขึ้นพลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“ถ้าริวฉลาดกว่านี้หน่อย จะรู้ว่าการตายซะตั้งแต่ตอนนี้... มันอาจจะเจ็บ แต่ก็ยังน้อยกว่าการมีชีวิตอยู่ต่ออย่างทรมาน”
จุนโกะมองไปยังประตูที่ริวเพิ่งเดินออกไป “ถ้าเป็นครั้งหน้าล่ะก็… เราจะทำให้นายไม่ต้องรู้สึกเจ็บอีกเลยก็แล้วกันนะริว”