อื้ม... นอนหลับเต็มที่เลยเรา ตั้งแต่ย้ายมาที่นี่ ได้ทำอะไรหลายอย่างจนหัวถึงหมอนแล้วหลับสนิททุกที"
วรดาตื่นเช้ามาอย่างสดใส เธอลุกขึ้นหยิบสมุดตารางงานขึ้นมาดูทันทีแม้จะจำได้ทั้งหมดก็ตาม
"มาอยู่ที่นี่แป๊บเดียวก็ผ่านไป 4 เดือนแล้วเหรอเนี่ย จะว่าเร็วก็เร็วนะถึงงานที่นี่จะไม่หัวหมุนเท่าที่กรุงเทพ แต่ก็เยอะเอาเรื่องเลยนะ"
เธอเปิดตารางงาน ซึ่งวันนี้ส่วนใหญ่เป็นการออกไปยังชุมชนรอบข้างคลินิกโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ แต่เป็นเพียงช่วงเช้าเท่านั้นตารางรอบบ่ายกลับว่างอย่างไม่น่าเชื่อ
"ติ๊ดๆ"
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหลังจากวรดาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เป็นวรุณพรพยาบาลผู้ช่วยของเธอเองที่โทรมา
"อาจารย์วรดาคะ วันนี้ตารางงานยังคงเดิม แต่ว่าหลังเสร็จสิ้นงานเช้า ทางผู้บริหารขอนัดพบที่ออฟฟิศใหญ่ช่วงบ่ายนะคะ"
พยาบาลผู้ช่วยของจิตแพทย์สาวโทรบอกข่าวให้ทราบ
"ได้ค่ะพี่ฝน ถ้าไงเสร็จงานภาคเช้าน้ำจะขับรถไปเองค่ะ"
วรดารู้สึกแปลกใจอยู่บ้างเพราะปกติผู้บริหารจะนัดเจอที่ห้องประชุมของโรงพยาบาล ขณะที่ออฟฟิศใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อ นครสวรรค์, อุทัยธานี และชัยนาท นั้น แม้ห่างจากโรงพยาบาลเพียง 5 กม. แต่เธอยังไม่เคยไป
"มีเรื่องอะไรกันนะ แต่ช่างเถอะเรารีบไปทำงานก่อนดีกว่า"
ขณะที่เธอนั่งรถไปกับทีมงานภาคชุมชนของโรงพยาบาล วรดานึกได้ว่าตฤณอาจจะมีเกมการแข่งขันในวันนี้
"อืม สิงคโปร์คัพคืออะไรนะแต่ไม่สำคัญหรอก แข่ง 1 ทุ่มเราเปิดดูเชียร์พี่ตฤณดีกว่า"
วรดาเปิดการแจ้งเตือนเอาไว้ แต่พลันมือของคนที่นั่งข้างๆ หยิบโทรศัพท์ของเธอไป
"นั่นแน่! นี่อะไรครับพี่น้ำค้างติ๊กรูปหัวใจไว้ตอน 1 ทุ่มด้วย มีนัดกับใครที่ไหนเอ่ย?"
นัทภัทรแพทย์รุ่นน้องของวรดาหยอกกระเซ้าเธออย่างสนุกสนาน
"หมอนัทเอาโทรศัพท์พี่คืนมาเดี๋ยวนี้เลย"
"งั้นพี่น้ำค้างบอกก่อนว่ามีนัดกับใคร ไม่งั้นผมไม่คืน"
"อืม บอกก็ได้พี่จะรอดูแข่งฟุตบอลน่ะ ไม่มีอะไรหรอก"
นัทภัทรยิ้มกว้างอย่างคนรู้ทัน ก่อนจะคืนโทรศัพท์ให้วรดาตามสัญญา
"พี่เนี่ยนะดูฟุตบอลร้อยวันพันปีผมยังไม่เคยเห็นพี่สนใจเลย ให้เดานะครับพี่น้ำค้างจะรอเชียร์นักบอลมากกว่า ฮิๆ"
วรดาไม่ตอบอะไรแต่เห็นได้ชัดว่า 2 แก้มของเธอนั้นแดงฉานอย่างชัดเจน
"เอาล่ะพี่ ผมไม่แซวแล้วก็ได้ครับเพราะงี้สินะครับสมัยเรียนมีหนุ่มๆ มาจีบเพียบแต่พี่น้ำค้างก็ไม่เคยสนใจ"
"นัทสำหรับพี่เนี่ยนะพี่ตฤณคือคนที่พี่รักเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง มันยังไม่ไปไกลขนาดนั้นหรอกจ้ะ"
วรดายิ้มและพยายามตัดบทการสนทนานี้ให้เร็วที่สุด
"อืม ก็อาจจริงครับพี่ ผมจำได้ว่าสมัยเรียน ตอนนั้นลุงวิบูลย์กับป้าชลดามาเป็นผู้ปกครองให้พี่น้ำค้างด้วย จะว่าไปพี่ก็เหมือนเป็นคนในครอบครัวของพี่ตฤณเขาเหมือนกันนะครับ"
วรดาพยักหน้าเห็นด้วยกับนัทภัทร แต่กลับมีความคิดในใจที่ดังลั่นในสมองของเธอ
"หรือเราไม่ควรพยายามก้าวข้ามคำว่าพี่น้องนี้กันนะ?"
งานบริการชุมชนของโรงพยาบาลผ่านไปอย่างราบรื่น แม้จะมีชาวบ้านมาเข้ารับการบริการทางสาธารณสุขจำนวนมาก แต่การจัดการที่ดีทำให้งานเสร็จตามเวลา วรดาจึงไปตามนัดหมายในช่วงบ่ายก่อนเวลาเล็กน้อย
"นี่สินะออฟฟิศใหญ่เพิ่งเคยมาครั้งแรกนี่แหละ ว่าแต่นี่มันอยู่ติดกับสนามฟุตบอลเลยเหรอ"
เธอก้าวเท้าเข้าสู่อาคาร 4 ชั้นที่ออกแบบอย่างทันสมัย ป้ายหน้าอาคารมีตัวอักษรสีเมทัลลิกว่า "D.V. Group"
"โห ออฟฟิศสวยจัง แถมทุกอย่างในนี้ก็ดูไฮเทคอย่างกับอยู่ในหนังเลย"
วรดาตื่นตากับการออกแบบภายในอันโดดเด่นของอาคารนี้ จนมาถึงชั้น 4 อันเป็นห้องประชุมที่นัดหมายไว้ ประตูของห้องเปิดต้อนรับเธออัตโนมัติและมีสัญลักษณ์ขึ้นด้านบนว่า “accepted” หลังจากเธอก้าวเท้าเข้าสู่ห้องประชุมประตูก็ปิดทันที
“สวัสดีคุณหมอวรดา มาเร็วกว่าที่นัดไว้อีกนะครับ”
ภายในห้องมีคนอยู่อีก 5 คนมองจากบุคลิกก็เดาได้ไม่ยากว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลแขนงต่างๆ แต่คนที่กล่าวทักทายนั้นเป็นชายอายุราว 50 กลาง ท่าทางดูเป็นคนพิถีพิถันจากการสังเกตเครื่องแต่งกาย
“สวัสดีค่ะคุณเอกคณิต”
วรดาไหว้ทักทายเอกคณิตซึ่งเป็นรองประธานของบริษัท D.V. group แม้เธอจะเคยเห็นเขามาบ้าง แต่ยังมีความกังวลเล็กๆ ที่ต้องพบเจอ เพราะรองประธานผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องความเขี้ยว
“นั่งสิคุณหมอ เดี๋ยวเราเริ่มประชุมกันเลยก็แล้วกันไหนๆ ก็มากันครบแล้ว”
วรดานั่งลงไม่กี่อึดใจเอกคณิตก็นึกขึ้นได้จึงพูดขึ้นกลางที่ประชุม
“อ้อลืมไปยังขาดคนสำคัญอีกคน”
เอกคณิตเปิดจอภาพของที่ประชุมขึ้นปรากฏภาพของชายคนหนึ่งอยู่ในวัย 40 กลางๆ ซึ่งคนในที่ประชุมเรียกเขาว่าโค้ช
“ว่าไงล่ะโค้ชเราเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เล่ามาเลยสิโปรเจ็คอะไรนั่นของคุณน่ะ”
การประชุมเริ่มขึ้นทันที บุคคลที่อยู่ทางไกลนั้นพูดถึงแผนการพัฒนาเยาวชนของทีม ขณะที่คนอื่นๆ อีก 5 คนต่างก็เสนอข้อมูลมากมายที่วรดาเองไม่ทราบมากนักแต่ก็ตั้งใจฟังและจดหัวข้อต่างๆ เอาไว้
“เฮ้อ คุยกันเรื่องแผนพัฒนาทีมฟุตบอลทั้งระบบอะไรนี่ ยอมรับเลยว่าเราแทบไม่รู้เรื่องเลย ถ้าเป็นพี่ตฤณมานั่งตรงนี้แทนเราคงจะคุยกันสนุกแน่ๆ เลย”
วรดาพยายามฟังแม้จะไม่เข้าใจเกือบทั้งหมด เธอตั้งใจว่าจะพยายามไปหาข้อมูลเพิ่มเพราะที่ประชุมให้เธอเป็นส่วนหนึ่งของทีมแล้วโดยปริยาย
“คุณหมอวรดาสินะครับ มีอะไรจะเสนอแนะรึเปล่า”
ชายในจอเอ่อยถามเธอด้วยใบหน้าเป็นมิตรอย่างยิ่ง
“เอ่อ คือดิฉันพูดตมตรงเลยนะคะว่า ที่คุยกันมาทั้งหมดนี่ดิฉันเข้าใจเรื่องราวต่างๆ น้อยมากเลยค่ะ แล้วยังงงๆ อยู่เลยว่าตัวเองมีหน้าที่อะไรในโปรเจ็คนี้”
ชายวัย 40 กว่าหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะยกมือทำท่าทางราวกับขอโทษเธอ
“โอ้ ความผิดผมเองเอาเข้าจริงยังไม่ได้คุยถึงบทบาทที่เราอยากให้คุณหมอเข้ามาช่วยเลยครับ”
ชายคนดังกล่าวจิบน้ำเล็กน้อยเพราะคอเริ่มแห้งแล้วจึงพูดต่อในที่ประชุม
“คือตอนนี้ทีมของพวกเราเนี่ยผมค่อนข้างมั่นใจว่าฤดูกาลหน้าจะขึ้นสู่ไทยลีก 1 ซึ่งเป็นลีกสูงสุดได้แน่ๆ ครับ แต่โครงสร้างต่างๆ ของเรายังไม่พร้อมมากนัก ก็เลยเป็นที่มาของการประชุมในวันนี้”
วรดาพยักหน้ารับฟังโดยที่ไม่พูดแทรกเพราะอยากทราบหน้าที่ของเธอ
“เรื่องอื่นๆ เราก็คุยไปหมดแล้วล่ะครับ ก็เหลือเรื่องสำคัญที่คุณหมอน่าจะช่วยได้มาก ก็คือการดูแลเรื่องจิตวิทยาของน้องๆ ในทีม”
วรดาเริ่มจับประเด็นหน้าที่ของเธอได้และเห็นชายคนนั้นพูดจบจึงได้โอกาสถามบ้าง
“แล้วดิฉันต้องทำอะไรบ้างล่ะคะ?”
“คุณหมอน้ำค้างกับทีมงานจิตวิทยาก็คอยดูเรื่องจิตใจของนักเตะในทีมทั้งชุดใหญ่และเยาวชนน่ะครับ การขึ้นมาเล่นในระดับที่สูงขึ้นจิตใจและทัศนคติของนักกีฬามันสำคัญมากไม่แพ้ด้านร่างกายและฝีเท้าเลย”
วรดาพยายามคิดตามและเริ่มออกแบบแผนของเธอเองในใจแต่ยังอดสงสัยไม่ได้
“เอาเข้าจริงเราจ้างผู้เชี่ยวชาญทางนี้โดยตรงก็ได้นะคะ ดิฉันเองต่อให้เป็นจิตแพทย์แต่เรื่องจิตวิทยาการกีฬานี่สารภาพตามตรงเลยค่ะว่ายังขาดประสบการณ์และข้อมูลอยู่ไม่น้อยเลย”
ชายคนดังกล่าวหันไปยังเอกคณิตราวกับจะให้เขาเป็นคนบอกกับเธอเอง
“ไม่ต้องขยิบตาหรอกโค้ช พวกคุณนี่ก็นะโยนบาปให้ผมอยู่เรื่อยผมพูดเองก็ได้”
เอกคณิตเปลี่ยนอิริยาบถจากท่านั่งเป็นลุกยืนขึ้นก่อนจะกล่าวออกมาจากใจของเขา
“เราจะจ้างทำไมให้เสียงบประมาณล่ะ ศูนย์คลินิกจิตวิทยาของเราก็มีเองใช้บุคลากรที่มีไม่ดีกว่ารึ?”
ทุกคนในที่ประชุมพยายามกลั้นยิ้มเอาไว้ราวกับรู้ว่านิสัยเขี้ยวลากดินและคิดทุกอย่างเป็นตัวเลขของเอกคณิตนั้นยากที่เลิกได้
“คุณหมอไม่ต้องคิดเยอะ ถ้าไม่มีความรู้หรือประสบการณ์เราพร้อมจะส่งคุณกับทีมงานบางคนไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้ ผมว่ามันคุ้มกว่าที่ต้องไปจ้างคนมาเพิ่มนะ”
วรดายิ้มในใจเพราะได้สัมผัสกิตติศัพท์ของเอกคณิตที่ที่ทุกคนในเครือ D.V.group รู้กันดีว่าทุกอย่างคิดแค่คุ้มหรือไม่คุ้ม
“เอาเข้าจริงนะ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับโปรเจ็คอะไรนี่มากหรอก มันยุ่งยากวุ่นวายแค่ทำทีมฟุตบอลก็เอาแบบชาวบ้านเขา ลงทุนนิดหน่อยซื้อตัวดีๆ มาเข้าทีมก็พอ แต่ผมเห็นแก่ท่านประธานที่เอาด้วยกับพวกคุณนะถึงได้ยอม”
เอกคณิตระบายความอัดอั้นของตัวเองที่แม้ดูจริงจังแต่ก็แฝงด้วยบุคลิกของคนที่พร้อมจะรับฟังเสมอถ้ามีเหตุผลมากพอ
“งั้นดิฉันก็ยินดีค่ะคุณเอกคณิต ขอแค่ไม่กระทบกับงานหลักที่คลีนิคก็พอค่ะ เพราะยังไงดิฉันก็ยังอยากทำงานที่คลีนิคอยู่”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับคุณหมอ เราอยากจะให้ตั้งทีมมาช่วยแล้วให้คุณหมอเป็นหัวหน้าฝ่ายจิตวิทยาดูแลภาพรวมก็พอ ไว้มีเคสสำคัญๆ ค่อยให้คุณออกโรงก็ได้ครับ”
ชายผู้เป็นโค้ชกล่าวอย่างเข้าใจวรดาเป็นอย่างดี ทำให้จิตแพทย์สาวพอใจและยอมรับงานนี้อย่างเต็มใจ
“คุณหมอไม่ต้องห่วงนะครับถึงผมจะขึ้นชื่อเรื่องความงกแต่ก็แฟร์พอกับทุกคน ผมจะเสนอให้ขึ้นเงินเดือนให้คุณด้วยสบายใจได้”
วรดาพยักหน้ารับและฝืนไม่ให้ตัวเองยิ้มเพราะคำพูดที่ใช้การชิงต่อว่าตัวเองของเอกคณิต เช่นเดียวกับทุกคนในที่ประชุมที่กลั้นหัวเราะกันอย่างหนัก
การประชุมทั้งหมดใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น วรดาเดินออกมาจากอาคารนี้ด้วยหัวใจที่ลุกโชนเพราะได้รับหน้าที่ใหม่ซึ่งเธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ทำ
“เอาเข้าจริงตอนพี่ตฤณมีปัญหา เราก็คอยช่วยคุยจนพี่เขาดีขึ้น งานนี้ก็น่าจะทำได้ล่ะ”
แต่เพียงไม่กี่นาทีหลังจากเธอกลับไปยังห้องทำงานโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น ปลายสายเป็นชายผู้ที่ทุกคนเรียกว่าโค้ชนั่นเอง
“ขอโทษที่โทรมารบกวนนะครับคุณหมอ พอดีผมอยากจะคุยต่อจากที่ประชุมกันไปไม่ทราบว่าจะสะดวกรึเปล่าครับ”
“ได้ค่ะดิฉันว่างอยู่พอดี”
โค้ชวัย 40 กว่ายิงเข้าประเด็นที่จะคุยกันทันที แต่เป็นเรื่องที่วรดาเองตื่นเต้นอย่างมาก
“คุณหมอรู้จักกับตฤณ วายุโชติดีใช่มั้ยครับ?”
“เอ่อ ใช่ค่ะดิฉันเป็นรุ่นน้องสมัยเรียนมัธยม แล้วก็สนิทกับพ่อแม่ของพี่เขาดีเลย โค้ชมีอะไรรึเปล่าคะ”
“คือผมอยากจะบอกว่าเรากำลังติดตามการเล่นของเขาอยู่ครับ”
“หมายความว่ายังไงคะโค้ช?”
วรดาหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะแต่พยายามควบคุมอารมณ์เอาไว้ เธอภาวนาในใจว่าขอให้โค้ชตอบอย่างที่เธอคิด
“คือผมกับทีมงานกำลังคุยกันว่าเป็นไปได้ไหมที่จะดึงเขามาร่วมทีมล่ะครับ”
วรดาแทบกระโดดจากเก้าอี้ของตัวเอง แต่ใช้กำลังสติมหาศาลเพื่อยั้งร่างกายเอาไว้ แต่น้ำเสียงของเธอนั้นแสดงออกถึงความดีใจออกไปอยู่เล็กน้อย
“ดีเลยค่ะ เท่าที่รู้จักมาพี่ตฤณเป็นคนที่ตั้งใจและมุ่งมั่นมาก น่าจะเหมาะกับทีมของโค้ชนะคะ”
“ครับ แต่ยังมีปัญหาอยู่บ้างนะครับ”
“อะไรคะ?”
“คือเอาเข้าจริงผมน่ะอยากสร้างทีมจากผู้เล่นอายุน้อย อีกอย่างนึง ณ ตอนนี้เนี่ยผมเองแม้จะได้ชื่อว่าเป็นโค้ชแต่ก็ยังต้องเรียนระดับโปรไลเซ่นส์ให้จบก่อน ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมาก็ต้องหาคนอื่นมาคุมแทน ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้สนใจตฤณก็ได้”
วรดารู้สึกราวกับขึ้นรถไฟเหอะตีลังกาในสวนสนุก อารมณ์ของเธอเปลี่ยนจากดีใจสุดขีดเป็นกลัวว่าจะผิดหวังในเวลาไม่นาน
“เรื่องนี้เป็นเรื่องของอนาคตล่ะค่ะดิฉันเข้าใจ แล้วอีกอย่างมันก็เป็นหน้าที่ๆ ไม่เกี่ยวกับดิฉันด้วย เพราะงั้นโค้ชตัดสินใจได้เต็มที่เลยค่ะ”
“ครับคุณหมอ แต่ผมบอกตามตรงว่าผมประทับใจสิ่งที่เขาแสดงออกในสนามสมัยเล่นในไทยลีก 3 นะ กระทั่งย้ายไปสิงคโปร์แล้วผมก็เห็นพัฒนาการของเขาอยู่ แต่อย่างที่บอกเคสนี้คงต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง”
วรดาพยักหน้ารับ แม้ทุกอย่างจะยังไม่แน่นอนนัก แต่เธอก็มีความหวังว่าจะได้เจอกับ”พี่ตฤณ”ของเธออีกครั้ง
“โค้ชไม่ต้องห่วงนะคะ ต่อให้ไม่มีพี่ตฤณมาร่วมทีม ดิฉันก็จะทำงานเต็มที่แน่นอน พูดตามตรงเลยค่ะว่าตื่นเต้นเหมือนกัน ที่จะได้มีส่วนร่วมกับโปรเจ็คที่วางแผนกันระยะยาวขนาดนี้ ถึงดิฉันจะไม่รู้เรื่องฟุตบอลมาก แต่สัมผัสได้เลยค่ะว่าโค้ชกับท่านประธานตั้งใจจริงๆ เพื่อฟุตบอลไทยในภาพรวมจริงๆ”
โค้ชวัย 40 กว่าปียิ้มรับกับคำชมของวรดาและตอบกลับบ้าง
“แต่ผมรบกวนหมออย่างนึงนะครับ อย่าเล่าเรื่องนี้ให้ตฤณเขาฟังเด็ดขาด ผมอยากให้เขามีสมาธิเต็มที่กับทีมปัจจุบันของเขา”
“ได้ค่ะดิฉันรับปาก สัญญาด้วยเกียรติของอาชีพแพทย์เลยค่ะ”
วรดาเองเห็นด้วยเช่นกันที่จะไม่เล่าเรื่องนี้กับตฤณ เธอวางสายจากโค้ชและยิ้มอย่างมีความสุขด้วยความหวัง
“ขอให้ทุกอย่างมันเป็นไปด้วยดีทีเถอะ เส้นทางของพี่ตฤณกับเราจะได้มาบรรจบกันอีก”
จิตแพทย์สาวหวนนึกถึงเมื่อครั้งอดีตที่เธออยู่ ม.ต้น การมีตฤณเข้ามาในชีวิตนับว่ามีส่วนสำคัญให้เด็กต่างจังหวัดตะเข็บชายแดนทางภาคเหนือที่กำพร้าพ่อและแม่ได้มีที่พึ่งทั้งเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนและเป็นเหมือนครอบครัวอันอบอุ่นที่เธอไม่เคยมี
“เพราะพี่เลยนะคะน้ำค้างถึงได้มีวันนี้”
เธอหยิบรูปที่ถ่ายกับตฤณเมื่อครั้งงานรับน้องนักเรียนใหม่ ซึ่งทั้ง 2 คนเป็นบัดดี้ดูแลกันขึ้นมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงาน
“วันที่พี่ไปเยอรมัน น้องอ้างว่ากลับไปต่างจังหวัดกับคุณยายเพราะคิดถึงบ้าน แต่จริงๆ น้องไม่อยากไปร้องไห้ที่สนามบินต่างหาก ตลอด 11 ปีที่พี่อยู่ที่นั่น ไม่มีวันไหนเลยที่น้องจะไม่คิดถึงพี่ชายคนนี้”
วรดาน้ำตาคลอเบ้าแต่ก็ยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงสิ่งที่โค้ชได้บอกเธอมา หญิงสาวเดินทางกลับบ้านพักในเวลา 6 โมงเย็น เธอเตรียมอาหารเองอย่างง่ายๆ เพียงแค่ข้าวไข่เจียว เพราะไม่อยากเสียเวลามากนักเพื่อจะรีบมาดูการแข่งขันของตฤณผ่านการสตรีมมิ่ง
“พี่ตฤณเก่งที่สุดเลย ช่วยเพื่อนทำประตูได้ตั้ง 3 ลูก แบบนี้ฟอร์มต้องเข้าตาโค้ชกับทีมงานของเราแน่นอน”
วรดายิ้มดีใจไปกับตฤณ ที่ทีมแทมปิเนส การ์เดี้ยนส์เอาชนะในเกมสิงคโปร์คัพไปได้อย่างไม่ยากเย็น และ MVP ของเกมนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือตฤณนั่นเอง
“ยินดีด้วยนะคะ แล้วขอให้พี่สู้เต็มที่ในทุกๆ เกมที่เหลือด้วยล่ะ”
วรดาพร่ำรำพันเพียงคนเดียวขณะที่ดูการสัมภาษณ์หลังจบเกมของตฤณ
“คุณโชว์ฟอร์มดีมากเลยครับวันนี้อยากฝากอะไรถึงแฟนบอลรึเปล่าครับ”
นักข่าวภาคสนามยิงคำถามให้ตฤณเป็นผู้ตอบ
“ผมขอขอบคุณแฟนบอลที่มาให้กำลังใจในวันนี้ครับ และขอบคุณที่สุดคือกำลังใจจากที่บ้านของผมในประเทศไทย หวังว่าพวกเขาทั้ง 3 คนจะดูอยู่ อยากบอกจริงๆ ว่าถ้าไม่มีพวกเขา ผมก็คงไม่มาถึงตรงนี้เหมือนกัน”
คำสัมภาษณ์ของตฤณทำเอาน้ำตาของจิตแพทย์สาวไหลออกมา เธอไม่จำเป็นต้องกลั้นไว้อีกต่อไป บางครั้งเธอเองก็ชอบการอยู่คนเดียวที่บ้านเพราะสามารถแสดงความรู้สึกต่างๆ ได้อย่างเต็มที่
“น้องเชื่อนะคะพี่ตฤณว่าโชคชะตา ไม่สิเพราะความสามารถของพี่อาจจะพาให้เรากลับมาพบกันอีกครั้งก็ได้ แล้วน้องจะรอวันนั้นนะคะ”