Final Curve : Set piece master. ฟรีคิกพลิกเกม

ตอนที่ 5: Culture shock !!!

👁️ 13 อ่าน
22px

“ทุกอย่างที่เยอรมันเราคงไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วล่ะ ต้องขอบคุณโธมัสที่จัดการเรื่องของที่เราเอากลับมาไม่ได้ให้แล้วทุกอย่าง“

ตฤณรู้สึกสบายใจไม่น้อยที่เพื่อนที่ดีช่วยจัดการหลายๆเรื่องให้เขาเดินทางกลับไทยได้อย่างสบายใจ แล้วจึงหยิบของชิ้นที่ ดร.ฮันส์ให้มาก่อนกลับมาดูไว้พร้อมกับคิดถึงคำพูดของอาจารย์ที่เขาเคารพที่สุด

“รับอันนี้ไว้นะตฤณ นี่เป็นนาฬิกาอัจฉริยะมีระบบ AI มันช่วยวิเคราะห์การเคลื่อนไหวร่างกายของคนที่ใส่มันได้ ฉันเองเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาในการพัฒนามันขึ้นมา บริษัทนี้เขาก็เลยให้ฉันมาอันหนึ่ง มันประมวลผลได้แม่นซัก 80% แต่ก็คงพอจะช่วยนายได้ในเวลาฝึกซ้อม อย่างน้อยนายจะได้ระวังอาการบาดเจ็บได้ แล้วเวลาลงแข่งนายก็เปลี่ยนสายของมันเป็นเข็มขัดเพื่อใส่ติดตัวได้ ลองเอาไปใช้ดูนะ”

ตฤณหยิบนาฬิกาอัจฉริยะมาดูพร้อมกับรู้สึกขอบคุณอย่างที่สุด

“ผมจะเป็นผลสำเร็จในงานวิจัยของคุณเองครับ”

เครื่องบินที่ตฤณโดยสารมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ วิบูลย์กับชลดาซึ่งเป็นพ่อและแม่ของตฤณรับเขาที่สนามบินแต่ยังมีอีกคนที่ตามมาด้วย

“พี่ตฤณคะ!”

เสียงที่คุ้นเคยแต่ว่าตฤณนั้นไม่ได้ยินมาแสนนาน หญิงสาวท่าทางเรียบร้อยแต่แฝงด้วยความน่ารักสดใส ผมยาวประบ่า รูปร่างเล็กสูงราว 160 ซ.ม. ดวงตาดูใสซื่อราวกับลูกกวางตะโกนเรียกเขาด้วยเสียงใสแต่ก้องกังวานจนคนอื่นต่างเหลียวมอง

135289795

“น้ำค้าง! มาด้วยเหรอเนี่ย”

ตฤณทักทายน้ำค้างแบบเป็นกันเอง ขณะที่หญิงสาวแม้จะอยากเข้าไปกอดเขาแต่ก็ยั้งใจไว้ได้ทัน ทำได้เพียงเดินเข้าไปใกล้และเผยรอยยิ้มอันสดใสเท่านั้น

“หนูนึกว่าพี่จะกลับมาตอนอายุซัก 50 ซะแล้วนะคะเนี่ย”

หญิงสาวกระเซ้าเล่นโดยที่ตฤณได้แต่ยิ้มเล็กๆไม่ตอบอะไร แต่ทุกอย่างมันได้เติมเต็มหัวใจของเขาทั้งหมดแล้วเพียงแค่ได้เจอกับพ่อแม่และวรดา(น้ำค้าง)

“ไปลูก...กลับบ้านกันดีกว่า มีอะไรเดี๋ยวไปกินข้าวแล้วคุยกันอีกที นี่เดินทางมาครึ่งค่อนวันนี่นะ จะได้ไปพักให้หายเหนื่อยด้วย”

วิบูลย์พ่อของตฤณชวนกันกลับบ้าน เพื่อจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันเพราะรู้ดีว่าตฤณเองมีอะไรที่ต้องจัดการอีกมาก โดยวรดาอาสาเป็นคนขับให้

“นี่หนูไม่เจอพี่ตฤณมากี่ปีแล้วนะ?”

“ก็ 11 ปีแล้วล่ะ”

“หนูอ่านบันทึกที่พี่เขียนส่งมาให้ทุกอันเลยนะคะ บอกตามตรงว่าไปเอาดีทางงานเขียนได้เลยนะคะอ่านเพลินเลย”

“จริงสิน้ำค้าง”

“จริงสิคะ อ่านเพลินจนหลับเลยนึกว่างานเขียนทางวิชาการ ฮิๆๆ”

“เราเนี่ยนะ ชอบแซวพี่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ”

ตฤณนึกย้อนไปในการพบกันกับวรดาครั้งแรก ตอนนั้นเขาอยู่ชั้น ม.4 ขณะที่หญิงสาวเพิ่งเข้า ม.1 ที่โรงเรียนมีกิจกรรมสำหรับน้องใหม่ ม.ต้น และ ม.ปลาย ให้จับคู่บัดดี้ดูแลกันซึ่งตฤณจับสลากได้น้ำค้างเป็นบัดดี้พอดี

“ไม่ได้แซวหรอกค่ะ แต่สำหรับน้องถ้าไม่ได้พี่ตฤณเขียนสรุปบทเรียนให้ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.3 น้องท่าจะรอดยากเลยล่ะคะ เวลาอ่านบันทึกที่พี่ส่งมาน้องก็คิดถึงสรุปบทเรียนที่พี่ช่วยทำให้ตอนนั้นทุกที มันมีความหมายมากเลยนะ”

ท่าทางของหญิงสาวนั้นแสดงออกถึงความซาบซึ้งจนตฤณเองก็สัมผัสได้เช่นกัน

“พี่ตฤณยังเก่งและพลังเยอะเหมือนเดิมเลยนะคะ อยู่ที่เยอรมันก็ทำงานอะไรหลายอย่าง”

“พี่ว่าเราก็เก่งเหมือนกันล่ะนะ เป็นถึงจิตแพทย์เชียวมันไม่ใช่ง่ายๆเลยนี่”

ตฤณชมวรดากลับบ้าง ในใจของเขานั้นก็หาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมเวลาอยู่กับน้องสาวคนนี้แล้วเขากลายเป็นคนพูดเยอะกว่าปกติได้ ราวกับสบายใจที่จะได้พูดเพราะน้ำค้างพร้อมจะยิ้มรับแบบไม่ตัดสินอะไร

“เอาไว้ถ้าพี่มีเรื่องไม่สบายใจอะไรก็มาปรึกษาหนูได้ตลอดนะคะ สำหรับพี่ตฤณหนูเคลียร์คิวนัดให้เลย”

วรดาพูดทีเล่นทีจริงซึ่งเป็นนิสัยของเธอตั้งแต่เด็กทำให้เธอดูน่ารักเป็นธรรมชาติจนใครๆต่างก็เอ็นดู   

“ได้เลยพี่เชื่อมือน้ำค้างอยู่แล้ว”

ตฤณมองสบตาอย่างจริงจังจิตแพทย์สาวก็ยิ้มรับอย่างจริงใจ บรรยากาศชื่นมื่นตลอดการเดินทางไปถึงบ้าน ทั้ง 4 คนได้กินข้าวพูดคุยกันอย่างมีความสุข ทำให้ตฤณเหมือนได้ชาร์จพลังพร้อมจะเจอสิ่งต่างๆที่จะเข้ามาในวันต่อๆไป

“ยังไม่ได้ทีมอีกเหรอตฤณ?”

โธมัส ไฮม์เมอร์โทรหาตฤณด้วยความเป็นห่วง

“ที่คุณหาข้อมูลให้ผมน่ะเขาบอกว่าไม่รับใครเพิ่มล่ะครับ”

“อืม ฉันเข้าใจได้ล่ะ ส่วนใหญ่ตลาดนักเตะรอบกลางฤดูกาลส่วนใหญ่มันก็ค่อนข้างยากที่จะหาทีม”

“แต่ไม่ต้องห่วงครับ มีทีมนึงติดต่อมาแล้ว”

ผ่านไปเกือบ 2 สัปดาห์หลังจากกลับไทย ตฤณได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมระดับไทยลีก 3 ย่านปริมณฑล เขาจึงส่งข้อมูลให้กับโธมัสดู

“เป็นยังไงบ้างครับคุณโธมัส”

“ฉันดูข้อมูลคร่าวๆแต่ไม่แน่ใจว่าโปรแกรมแปลมันจะแปลถูกรึเปล่านะ เจ้าของทีมเป็นนักการเมืองใหญ่มีชื่อเสียงอย่างมากในย่านนั้น อ่านข่าวย้อนหลังก็เห็นว่ามีเป้าหมายพาทีมเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 2 ภายในปีเลยล่ะ มีการลงทุนดึงนักเตะดีกรีอดีตทีมชาติชุดเยาวชน U17 และ U19 มาหลายคน ยังไม่นับตัวเก๋าที่เคยมีประสบการณ์ในไทยลีกอีก 2-3 คนด้วย”

ตฤณไม่รู้เรื่องราวในแวดวงฟุตบอลไทยมากนัก รู้เพียงตอนนี้หากมีทีมไหนตอบรับการขอทดสอบฝีเท้ามาเขาก็ยินดี

“ผมว่าจะลองดู คุณโธมัสคิดว่ายังไงครับ?”

“อืม เวลาในการเปิดตลาดนักเตะมันก็งวดลงทุกที ฉันก็อยากให้นายรีบจบการย้ายทีมโดยเร็วนะ จะได้ซ้อมร่วมกับทีมเพื่อปรับตัวให้ได้มากที่สุด”

คำตอบของโธมัสทำให้ตฤณรู้สึกเห็นด้วยอย่างมาก ตลอด 2 สัปดาห์ที่กลับมาเขาพบว่าตัวเองต้องปรับตัวหลายอย่าง ทั้งเรื่องเวลาเขายังปรับนาฬิกาชีวิตให้ตื่นตรงเวลาเหมือนสมัยอยู่เยอรมันไม่ได้ เรื่องอากาศแม้ช่วงปลายปีจะเป็นหน้าหนาว แต่เมื่อเทียบกันแล้วยังจัดว่าร้อนและชื้นกว่าที่เขาพบมาตลอด 11 ปีมาก

“ก็จริงครับ ผมลองซ้อมส่วนตัวในสนามแถวบ้าน  ผมมีปัญหาระบบหายใจในอากาศร้อนเยอะมากครับ แล้วในช่วงที่เปิดเลก 2 ของลีก T3 อากาศมันจะร้อนกว่านี้อีก เพราะงั้นถ้าหาทีมได้และซ้อมได้ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีครับ”

“งั้นนายลองดูเลย ถ้าหาไม่ได้จริงๆฉันยังพอมีแผนให้ได้นายอยู่”

“ขอบคุณครับ ผมคิดไม่ผิดจริงๆที่ให้คุณเป็นเอเย่นต์ให้”

“ต้องขอบคุณนายมากกว่านะตฤณ ที่ไว้ใจยอมมาเป็นนักเตะคนแรกในการดูแลของฉัน”

วันรุ่งขึ้นตฤณเดินทางไปที่สโมสร พีเค ซิติเซ่นส์ (PK citizens) เมื่อไปถึงปรากฏว่าได้พบกับชายวัย 50 ปีนั่งอยู่ในห้องทำงานซึ่งทีมงานของพีเค ซิติเซ่นส์นัดหมายเอาไว้

“สวัสดีครับ ผมชื่อตฤณที่วันนี้ติดต่อมาขอทดสอบกับทีมน่ะครับ”

ชายคนนั้นมีท่าทีงงงันอยู่บ้าง ราวกับไม่รู้เรื่องมาก่อน แต่ก็ลุกขึ้นรับไหว้จากตฤณพร้อมกับแนะนำตัว

“อืมๆ สวัสดีนะตฤณผมปริกรเรียกสั้นๆว่ากรก็ได้เป็นโค้ชของทีมนี้”

ปริกรนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับลำดับความคิดในใจแล้วจึงพูดต่อ

“อืม.... จริงๆไม่ต้องทดสอบก็ได้นะ เข้าไปคุยรายละเอียดกับคุณทะนงเดชเลยก็ได้ ถ้าเขาโอเคผมก็ตามนั้น”

ปริกรพูดกลับมาด้วยคำตอบที่ตฤณค่อนข้างสับสน จนเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยและครุ่นคิดในใจ

“หมายความว่าไงกันนะ? ถ้าคุณทะนงเดชที่ว่านั่นโอเคโค้ชก็เอาตามนั้น มันไม่ใช่ว่าต้องคุยรายระเอียดอะไรกันหลายอย่างแบบที่โธมัสเคยเล่าหรอกเหรอ”

ตฤณนึกทบทวนคำตอบในใจอีกครั้ง เพราะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์มากนัก ทั้งคู่เดินเข้าไปที่ห้องของประธานสโมสรพีเค ซิติเซ่นส์ พบว่าทะนงเดชประธานสโมสรนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่แต่หันหลังให้พวกเขาอยู่ กำลังง่วนอยู่กับการโทรศัพท์คุยกับใครสักคนท่าทางไม่ค่อยสบอารมณ์นัก แต่เมื่อรู้ว่าทั้งคู่เดินเข้ามาก็วางสายแล้วหมุนเก้าอี้สุดหรูนั้นหันหน้ามายังตฤณและปริกรปั้นหน้ายิ้มแย้มแต่แฝงด้วยความรู้สึกที่ตฤณอธิบายไม่ได้

“คุณตฤณสินะ ผมเห็นข้อมูลของคุณแล้วล่ะ เคยเล่นในลีกเยอรมันด้วยนี่”

ทะนงเดชทักทายแบบเข้าเรื่องทันทีไม่เสียเวลา ทำเอาตฤณตั้งตัวไม่ติดนัก

“ผมสนใจอยากให้คุณมาร่วมทีมกับเรานะ ถ้าคุณมาเล่นที่นี่น่าจะช่วยทีมของเราได้ มากเลย อย่างน้อยก็ได้กระแสหน่อยว่าเราได้นักเตะจากลีกเยอรมันมา”

ตฤณยิ่งฟังก็รู้สึกงงงันวูบ ได้แต่ประมวลเหตุการณ์และคำพูดของอีกฝ่ายเงียบๆในใจ “อะไรคือได้กระแสกันนะ อยากได้เราเข้าทีมเพื่ออะไรกันแน่?”

ทะนงเดชหยิบขวดโลหะเล็กๆที่ห่างออกไปไม่มากมาจิบเครื่องดื่มในนั้นอึกหนึ่งก่อนจะพูดต่อ ตฤณพอเดาได้ว่าในนั้นคืออะไร แต่ไม่อยากใส่ใจมากนัก

“แต่มันมีปัญหานิดหน่อยนะตฤณ อย่างแรกคือคุณอายุ 30 แล้ว ชื่อเสียงในวงการฟุตบอลก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไหร่ มีแค่เคยเล่นในเยอรมันที่ดูจะดีหน่อย  แล้วตอนนี้ทีมเราก็ใช้งบไปเยอะแล้วด้วย ถ้าคุณยอมรับเงินเดือนเบื้องต้น 5,000 บาท ผมจะเซ็นสัญญาตอนนี้ให้เลย”

ตฤณนิ่งเงียบกับข้อเสนอสุดแปลกนี้ ขณะที่อีกฝ่ายเดาว่าเขาอาจจะไม่พอใจข้อเสนออันแสนเอาเปรียบนี้มากนักจึงทำการต่อรองอีกครั้ง

“เอาอย่างนี้ เบื้องต้นคุณเอาไป 8,000 บาทก็ได้ แล้วเดี๋ยวจ่ายเพิ่มตามผลงานนะ ยังไงรวมโบนัสก็ได้หลักหมื่นล่ะน่า อยู่กับผมไม่ต้องกลัวหรอกถ้าผลงานคุ้มค่าผมเพิ่มเงินเดือนให้ 2-3 เท่าเลยก็ยังได้”

ทะนงเดชยอมถอยให้บ้างแต่ก็ยังคงต่อรองไม่ให้จ่ายค่าจ้างมากเกินที่เขาตั้งไว้นัก

“เงินไม่ใช่ปัญหาหรอกครับท่านประธาน ผมแค่ต้องการโอกาสลงเล่นเท่านั้นเอง”

ตฤณตอบกลับอย่างจริงใจ แต่กลับเปิดจังหวะให้อีกฝ่ายได้ทีทะนงเดชจึงชิงปิดเกมทันที

“ถ้างั้นเอาไปเบื้องต้นเดือนละ 5,000 ก่อนได้ไหมล่ะ แล้วค่อยเพิ่มจากโบนัสผลงานส่วนตัวกับทีมเอา เบ็ดเสร็จคุณอาจจะได้เดือนละ 20,000 เลยนะ”

“จะเอาแบบนั้นก็ได้ครับ ผมไม่มีปัญหาอะไร”

ตฤณยอมรับข้อเสนออันแสนเอาเปรียบนี้อย่างง่ายดาย สำหรับเขารายได้จากการทำงานในเยอรมันตลอดหลายปีที่เขาบริหารมาอย่างดีนั้น ช่วยให้ต่อให้เขาเล่นฟรีก็ยังพออยู่ได้สบายเขาเพียงคิดในใจว่า

“ตอนนี้เหมือนตั้งใจจะรีบข้ามแม่น้ำแต่มีแค่สะพานเชือกผุๆที่พอเดินไปได้ก็ต้องรีบไปเพราะเวลาของเราในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพมันเหลือไม่มากนักหรอก ค่อยๆเริ่มจากตรงนี้แล้วไต่ระดับไปก็ได้ ถ้ามันถึงทางตันจริงๆ เราก็ยังไปหางานด้านวิทยาศาสตร์กีฬาทำได้ไม่ยาก อย่างมากก็บินกลับเยอรมันคนที่นั่นยินดีรับเราเข้าทำงานโดยไม่ลังเลอยู่แล้ว”

ตฤณครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน เพราะไม่คิดว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ เคราะห์ดีที่เขาเตรียมการทุกอย่างไว้รอบคอบ ถ้าต้องบากหน้ามาขอเล่นโดยที่ตัวเองไม่มีเงินทุนเลยเขาคงลำบากไม่น้อย

“งั้นเราก็ร่างสัญญากันตอนนี้เลยก็แล้วกัน จริงๆผมมีแบบร่างอยู่บ้างแล้วล่ะ”

ทะนงเดชรุกคืบทันที พร้อมเรียกเลขาเอาสัญญามาให้ ตฤณตั้งใจอ่านอย่างครบถ้วนพบว่าสัญญานั้นระบุไว้เพียงแค่สิ้นฤดูกาล ซึ่งตฤณเองไม่ได้มีปัญหาอะไร

“เอาเถอะเราคงอยู่ทีมนี้ไม่ได้นานแน่ๆ แต่เราก็มั่นใจว่าถ้าแสดงผลงานออกมาในสนามอย่างเต็มที่ ฤดูกาลใหม่ที่ตลาดนักเตะเปิดจะต้องมีแมวมองทีมอื่นสนใจเราแน่นอน”

ตฤณเริ่มมองภาพฟุตบอลลีกระดับล่างของไทยชัดขึ้นทีละน้อยพร้อมกับวางแผนอยู่เงียบๆ การเซ็นสัญญามีนัดกันในวันรุ่งขึ้นซึ่งรวดเร็วเกินคาดไปมาก ตฤณเดินออกมาพร้อมกับโค้ชปริกรจึงได้มีโอกาสพูดคุยกัน

“โค้ชครับพรุ่งนี้ผมจะต้องมาซ้อมหลังเซ็นสัญญาได้เลยรึเปล่าครับ?”

“โอ้ ได้สิอยากมาก็ได้เลยที่นี่เราซ้อมกัน 5 โมงเย็นนะ ยินดีต้อนรับนะตฤณแล้วเจอกัน”

ตฤณรับคำและกลับไปแจ้งข่าวให้ที่บ้านทราบ วิบูลย์กับชลดายินดีกับเขาแม้จะรู้สึกแปลกๆที่ทีมให้เงินเดือนน้อยขนาดนั้น ใจหนึ่งก็เป็นห่วงแต่ก็มั่นใจในการตัดสินใจของลูกชาย ตฤณจึงรีบเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่มเพราะต้องการหลับพักผ่อนให้เยอะไว้ก่อนจะได้พร้อมกับการซ้อมพรุ่งนี้

วันรุ่งขึ้นตฤณไปถึงสโมสรช่วงสาย การเซ็นสัญญาลุล่วงไปได้แบบไร้ปัญหา มีผู้สื่อข่าวซึ่งทะนงเดชว่าจ้างมาทำข่าวอยู่ 2 คน

“การเซ็นสัญญานี้ทีมมองเห็นอะไรในตัวคุณตฤณครับ?”

นักข่าวถามทะนงเดชราวกับเขียนสคริปต์ไว้แล้ว

“เรารู้สึกภูมิใจกับดีลนี้มากครับ ตฤณเขาผ่านการเล่นในลีกเยอรมันมา 3 ปีครับ ผมเชื่อว่าเขาจะเป็นกำลังสำคัญให้กับเราได้”

ทะนงเดชวางมาดตอบราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ ตฤณทำได้แต่ยืนนิ่งเปรียบเหมือนฉากหลังประดับให้ทะนงเดชแสดงบทเด่น การสัมภาษณ์ผ่านไป 10 นาทีโดยที่ทะนงเดชพูดอยู่คนเดียว

“อืม ฉันเล่นที่เยอรมันมา 5 ปีต่างหาก แต่เอาเถอะปล่อยเขาพูดไปคนเดียวน่ะดีแล้ว เราเองก็สัมภาษณ์อะไรแนวนี้ไม่เป็นซะด้วย”

ตฤณคิดพร้อมกับถอนหายใจเบาๆอย่างเบื่อหน่าย หลังเสร็จสิ้นเรื่องทั้งหมดตฤณขอตัวไปห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลนักเพื่อรับประทานมื้อเที่ยงและเลือกซื้ออุปกรณ์กีฬาโดยเฉพาะรองเท้าสตั๊ดกับรองเท้าสำหรับฝึกในยิม เขาเลือกอยู่นานเพราะต้องการรองเท้าที่เหมาะกับเขาจริงๆ

“เสียดายคู่เก่าที่เราใช้มานานมันใกล้จะพัง ถ้าเป็นรองเท้าคู่นั้นเรามั่นใจมากว่าใส่แล้วจะไม่เกิดปัญหากับเราแน่ๆ”

ตฤณเลือกรองเท้าอยู่จนบ่ายคล้อย จึงเดินทางไปที่สโมสรอีกครั้ง เขาไปถึงสนามซ้อมตั้งแต่ 16.00 น. ที่นั่นว่างเปล่ายังไม่มีใครมาแม้แต่คนเดียว

โดยที่นั่นมีแค่แม่บ้านทำความสะอาดอยู่เพียง 2 คนเท่านั้น เขาคิดว่าตนเองมาเร็วเกินไป แม่บ้านยอมเปิดประตูให้เขาเข้าไปในห้องพักได้ ตฤณจึงจัดการเตรียมพร้อมร่างกายพร้อมกับสำรวจสภาพสนามไปด้วย

“อืม สภาพสนามค่อนข้างขาดมาตรฐานถ้าวิ่งไม่ระวังก็อาจจะสะดุดอะไรบาดเจ็บเอาง่ายๆ”

เขาเปลี่ยนชุดพร้อมกับอบอุ่นร่างกายจนเสร็จ เวลา 16.45 น. จึงเริ่มมีนักเตะในทีมเดินทางมาสนามซ้อมกันบ้าง ทุกคนดูสบายๆไม่รีบร้อนนักทั้งที่อีก 15 นาทีจะเริ่มซ้อมทีมตามกำหนดกันแล้ว แม้แต่ปริกรก็เพิ่งมาถึงเช่นกัน

“เอ้า! ทุกคนเปลี่ยนชุดแล้วเดี๋ยวไปพร้อมกันที่สนามนะ”

ปริกรตะโกนสั่งการ ขณะที่เวลาผ่านไปจน 5 โมง 10 นาทีมีนักเตะคนหนึ่งในทีมเพิ่งมาที่สนามโดยเดินมาพร้อมกับทะนงเดช  ขณะที่หลายคนในทีมตะโกนแซวกันเสียงดัง

“ท่านรองประธานมาแล้วโว้ย”

โค้ชปริกรจึงมาแนะนำกับตฤณว่า

“หมอนี่ชื่อ เปรมยศชื่อเล่นว่าปอ อายุ 25 เมื่อก่อนเคยเป็นถึงดาวรุ่งฝีเท้าดีในทีมใหญ่ของไทยลีก เคยติดทีมชาติชุด U19 ด้วยนะแต่มันมีปัญหาด้านวินัย มันเลยค่อยๆหายไปจากสาระบบฟุตบอลไทยลีกนั่นแหละ”

ตฤณถอนหายใจเมื่อได้ฟังเรื่องราวของเปรมยศ ทว่ากลับต้องหนักใจยิ่งกว่าเมื่อปริกรพูดถึงนักเตะหัวโจกคนนี้ต่อ

“ไอ้ปอมันไปเอาดีทางเป็นอินฟลูฯอะไรของมันอยู่เป็นปีๆ แล้วก็เตะบอลเดินสายด้วย โชว์ลีลาเหนือชั้นมีคลิปเป็นไวรัลเพียบ คุณทะนงเดชแกชอบด้วยล่ะ มันดังมีคนรู้จักเยอะแถมฝีเท้าก็หวือหวาเรียกแขกได้”

โค้ชกรเริ่มเล่าแบบเจาะลึก แต่ว่าตฤณมองเพื่อนใหม่ด้วยความแปลกใจกับสิ่งที่เห็น

“ดูน้องเขาอ้วนไปหน่อยนะครับ”

ตฤณพูดแบบตรงๆแต่เปรมยศน่าจะไม่ได้ยินคำพูดของเขา

“อืม... ผมก็บอกให้มันลดแล้วล่ะแต่มันก็ทำๆหยุดๆ ปล่อยมันไปแล้วกัน”

โค้ชปริกรพูดแบบปลงตก

“ครับโค้ช”

ตฤณทำได้เพียงตอบกลับสั้นๆ แต่ในใจนั้นกลับเริ่มรู้สึกทุกอย่างมันดูแย่กว่าที่เขาคิดไปหมด จากนั้นทะนงเดชก็แนะนำตฤณให้ทุกคนในทีมรู้จัก เพื่อนร่วมทีมหลายคนสีหน้าดูไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเขาเท่าไหร่นักโดยเฉพาะเปรมยศ

“ฝากตัวด้วยนะครับพ่อหนุ่มเยอรมัน”

เปรมยศทักทายแบบประชดประชัน แต่เพื่อนร่วมทีมหลายคนก็หัวเราะกับมุขของเขา

“อืม เช่นกันฉันจะพยายามนะ”

ตฤณตอบกลับแบบส่งๆ ทราบดีว่าอีกฝ่ายจงใจเปิดศึก แต่เขาไม่อยากเล่นสงครามประสาทด้วยเพราะยังไงก็เป็นทีมเดียวกัน และเขามาที่นี่เพื่อเล่นฟุตบอลไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับใคร

การซ้อมเริ่มช้าไปเกือบ 30 นาที ทุกอย่างทำให้ตฤณแปลกใจเป็นที่สุด การอบอุ่นร่างกายเพียงน้อยนิดใครใคร่ทำอะไรก็ทำ ใครไม่อยากทำก็ขยับตัวนิดหน่อยพอเป็นพิธี การซ้อมแท็คติกดูไม่จริงจังกันนักทั้งที่อีก 3 วันจะมีแข่งแล้ว

“นี่เด็กเล่นกันที่สนามหญ้าเทียมใกล้ๆห้างที่เราเดินผ่านยังจริงจังกว่านี้อีกนะ”

ตฤณเริ่มรู้สึกไม่ดีแต่ก็พยายามปล่อยผ่าน คิดในแง่ดีว่าวันนี้คงเน้นการซ้อมแบบเบาๆ หลังซ้อมทีมเสร็จซึ่งใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง กลับไม่มีใครสนใจการยืดกล้ามเนื้อและคูลดาวน์เท่าที่ควร บางคนรีบกลับก่อนด้วยซ้ำ มีเพียงนักเตะต่างชาติชาวบราซิลที่อยู่นานพอๆกับตฤณที่มายืดกล้ามเนื้อใกล้ๆเขา

“ไง ฉันชื่อเปาลินโญ่นะ เล่นกองหน้ายินดีที่ได้รู้จักนะพ่อหนุ่มเยอรมัน”

เปาลินโญ่ทักทายด้วยภาษาอังกฤษ ทำให้ตฤณรู้สึกดีขึ้นมาบ้างที่ดูเหมือนเริ่มมีเพื่อน

“เช่นกัน นายเล่นกองหน้าสินะ”

“ใช่ ไว้ใจฉันได้เลย ส่งบอลให้ฉันด้วยล่ะ”

เปาลินโญ่ตอบกลับอย่างเป็นมิตรอยู่บ้างพร้อมขอตัวไปอาบน้ำและกลับบ้าน วันแรกในการซ้อมตฤณรู้สึกเหมือนอยู่คนละมิติกับสิ่งที่เขาคุ้นเคย แต่เขาทำได้เพียงโฟกัสที่ตัวเองเท่านั้น

“แทบไม่ได้เหงื่อซักนิด ไปเวทเทรนนิ่งต่อดีกว่า”

ตฤณไปที่ยิมของหน่วยงานรัฐที่ไม่ห่างสนามมากนักเพื่อเวทเทรนนิ่งต่อ วันนี้เขาเน้นเรื่องความอดทนของกล้ามเนื้อ

“การฝึกหลักวันนี้คือ Hex-bar Deadlift ด้วยน้ำหนักเท่าตัว เซ็ตละ 15 ครั้ง 6 เซ็ต แล้วค่อยไปฝึกอย่างอื่นต่อสินะ”

ตฤณอ่านโปรแกรมที่ผ่านการวิเคราะห์จากเครื่องมือที่ดร.ฮันส์ให้มา เขาคอยตรวจสอบกับนาฬิกาอัจฉริยะนี้ตลอดเวลา ซึ่งมันยังแสดงผลปกติการเคลื่อนไหวของเขาไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ  ตฤณเพิ่งสังเกตว่ามีตัวอักษร D.V.คาดว่าจะเป็นยี่ห้อของนาฬิกาเขาไม่ได้สนใจอะไรนักแค่ไม่รู้ว่าย่อมาจากอะไร

การซ้อมผ่านมา 2 วันยังคงเหมือนกับวันที่ตฤณซ้อมวันแรกทุกอย่าง ไม่ตรงเวลาเหมือนเดิม เหยาะแหยะเหมือนเดิม  ต่างที่วันนี้ซึ่งเป็นวันก่อนแข่ง 1 วันดูจะจริงจังเรื่องแผนการเล่นมากกว่าปกติ ที่แปลกคือทะนงเดชมายืนคุมซ้อมคู่กับโค้ชกรด้วย สั่งโน่นสั่งนี่ราวกับตนเองเป็นโค้ชเสียเอง หลังซ้อมเสร็จโค้ชปริกรได้ประกาศ 11 ตัวจริงในเกมวันรุ่งขึ้น ตฤณมีชื่อเป็นตัวสำรองซึ่งเขาไม่แปลกใจและคิดว่าดีแล้วเพราะเขายังรู้สึกว่าปรับตัวยังไม่ได้นัก แม้จะศึกษาแนวทางเล่นของทีมมาเยอะมาก แต่รูปแบบการเล่นทั้งที่ดูคลิปและได้ซ้อมเขาก็ยังรู้สึกสับสนอยู่ดี

“ทุกอย่างเหมือนไร้รูปแบบไปหมดเลย เกมรุกอาศัยการโยนขึ้นหน้าให้เปาลินโญ่กับปอเท่านั้น จะทำได้ดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับ 2 คนนี้ คนอื่นมีหน้าที่แค่คอยป้อนบอลให้อย่างเดียวแล้วก็เล่นเกมรับไป”

ตฤณถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่ากับวิธีการเล่นของทีมตนเองเกมรับส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของกองหลังกับกองกลางส่วนกองหน้า 2 คน ดูจะไม่ช่วยเกมรับเท่าที่ควร และไม่มีการเล่นเกมเพรสซิ่งใดๆ ได้แต่ถอยมายืนคุมโซนเท่านั้น อาจด้วยเพราะอากาศร้อนของที่นี่ เพราะส่วนใหญ่จะแข่งช่วง 4 โมงเย็นต่อให้เป็นฤดูหนาวอย่างช่วงนี้แดดก็ยังเผาแทบละลายอยู่ดี ต้องรอครึ่งหลังไปแล้วถึงจะพอมีร่มเงาให้เย็นขึ้นมาบ้าง

การซ้อมและประชุมทีมเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน ตฤณสังเกตว่านักเตะหลายคนในทีมจะซื้ออาหารข้างทางไปกิน ตัวเขาเองไม่ตัดสินว่าอาหารใดเป็นอาหารสุขภาพอันไหนอาหารขยะ เพราะทุกอย่างมีดีมีเสียในตัว ขอแค่เข้าใจจริงๆก็ปรับมากินได้หมดตามปริมาณที่เหมาะสม แค่รู้สึกว่าบางคนกินมากไป บางคนกินน้อยไป เกือบทุกคนได้สารอาหารไม่น่าครบ แต่ตฤณเข้าใจดีว่าเขาไม่มีหน้าที่ไปสั่งสอนใคร ให้ผลงานในสนามมันสะท้อนออกมาเองก็พอ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ทำใจสบายๆแล้วเรียกแท็กซี่กลับบ้าน คืนนี้เขาต้องพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายให้เต็มที่ แม้พรุ่งนี้จะเป็นแค่ตัวสำรองแต่เขาก็ต้องพร้อมลงสนามทุกเวลา

“พรุ่งนี้แล้วสินะเกมแรกบนแผ่นดินเกิด”

ตฤณรำพันคนเดียวก่อนปิดไฟนอน ความท้าทายทั้งในสนามและนอกสนามมันช่างมากมายเกินกว่าที่เขาคิดไว้แต่แรกจริงๆ

“ไทยลีก 3 ไม่ง่ายอย่างที่โธมัสวิเคราะห์ไว้จริงๆ จะมีเรื่องอะไรทำให้ฉันช็อคอีกรึเปล่านะ”

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!