Final Curve : Set piece master. ฟรีคิกพลิกเกม

ตอนที่ 7: ถูกปลดปล่อย

👁️ 14 อ่าน
22px

บรรยากาศของทีมพีเค ซิติเซ่นส์นั้นตึงเครียดถึงขีดสุดหลังจากแข่งขันในไทยลีก 3 โซนกรุงเทพและปริมณฑลเลก 2 มา 4 นัดแต่เก็บได้เพียง 1 คะแนนเท่านั้น

“ความหวังที่จะเข้ารอบแชมป์เปี้ยนส์ลีกน่าจะยากมาแล้วล่ะครับ”

ตฤณระบายกับโธมัสเอเย่นต์ของเขาซึ่งกำลังใช้โปรแกรมช่วยคำนวณโอกาสของทีมให้อยู่

“จะว่าหมดหวังไปซะเลยก็คงไม่ขนาดนั้นหรอกตฤณ ยังพอมีโอกาสอยู่แต่เงื่อนไขมันค่อนข้างยากซักหน่อย”

“ยังไงเหรอครับ?”

“ทีมของนายต้องชนะรวด 6 นัดที่เหลือให้ได้ แล้วคงต้องลุ้นผลคู่อื่นๆ ในทีมกลุ่มทีมนำให้สะดุดกันบ้าง”

ตฤณเผยรอยยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ความตั้งใจแน่วแน่ของเขานั้นมากจนโธมัสสัมผัสได้

“ถ้าผมได้โอกาสก็จะพยายามทุกอย่างให้ทีมชนะให้ได้เลยครับ”

“งั้นนายก็พักก่อนเถอะแล้วก็ตั้งใจซ้อมล่ะ แต่อืม...ไม่สิตั้งใจซ้อมอยู่แล้ว เอาเป็นว่าอย่าหักโหมเกินไปจนบาดเจ็บก็พอ”

คุยกันต่ออีกไม่นานทั้งคู่ก็วางสาย ตฤณจึงรีบเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม

“พรุ่งนี้เช้ามาซ้อมลูกตั้งเตะในแต่ละจุดก็น่าจะดี ฉันสังหรณ์ใจว่าสัปดาห์นี้น่าจะได้โอกาสเพราะงั้นต้องเตรียมพร้อมไว้ให้มากที่สุด”

การซ้อมทีมในวันถัดมาแม้จะคล้ายกับทุกวัน แต่ว่าตฤณจับสังเกตได้ว่ามีบางอย่างที่แปลกไป

“อืม วันนี้ประธานไม่มาจุ้นจ้านในการซ้อมเหมือนทุกทีนะ”

ตฤณมองเห็นทะนงเดชทำเพียงมายืนดูนักเตะซ้อมเพียง 10 นาทีแล้วจึงเรียกปริกรที่คุมทีมซ้อมอยู่ไปคุยที่ห้องทำงานราว 15 นาที

“มีอะไรรึเปล่านะ โค้ชกรออกมาก็หน้าเครียดเลย”

ตฤณมองไปรอบๆ เห็นเพื่อนร่วมทีมหลายคนต่างสีหน้าเคร่งเครียดไม่มีสมาธิในการซ้อมมากกว่านี้

“เงินเดือนมึงเข้าครบไหมวะ”

หูเจ้ากรรมของตฤณพาให้ไปได้ยินเพชรคุยเรื่องสำคัญกับเพื่อนอีกคนเข้า

“ไม่ครบเลยพี่ ขาดไปเกือบครึ่งไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร ผมล่ะเครียดเลยเดือนนี้จะมีเงินจ่ายค่าห้องรึเปล่าก็รู้”

เมื่อได้ฟังตฤณจึงนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้เช็คยอดเงินในบัญชีธนาคาร หลังการซ้อมที่บรรยากาศซังกะตายจบลง ปริกรจึงรีบเรียกประชุมทันทีต่างกับทุกครั้งที่จะปล่อยนักเตะกลับบ้าน

“หืม เงินเข้าแค่ 3,000 บาท?”

ตฤณรู้สึกตกใจไม่น้อยทีเงินเข้าไม่ครบแม้เขาจะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินนัก แต่ก็รับไม่ได้กับการไม่ปฏิบัติตามสัญญา เขาส่ายหน้าด้วยความหน่ายกับการบริหารของทีมนี้

“พวกเราฟังนะเดือนนี้คุณทะนงเดชบอกมาว่าเงินอาจจะต้องแบ่งเข้า 2 งวดก่อนนะ แต่ยังไงก็จ่ายครบแน่นอนไม่ต้องกังวลกันไป”

ปริกรออกตัวแทนประธานสโมสรเพื่อให้ลูกทีมสบายใจ แม้ว่าตัวของโค้ชวัย 50 ปีเองก็ไม่มั่นใจกับสถานการณ์นี้มากนักก็ตามเช่นเดียวกับนักเตะบางคนที่เริ่มมีอาการไม่สบายใจและเริ่มคุยกันเองโดยเฉพาะเพชรกับวิญญู

“ไอ้ยูกูว่าบอสหมุนเงินไปใช้หาเสียงแน่ๆ เลยว่ะ”

“จริงด้วยไอ้เพชร บอสเป็นระดับแกนนำพรรคด้วยนี่หว่าคงต้องทุ่มสุดตัว เห็นว่าหวังตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย”

“แต่กูว่าบอสก็ไม่ควรทำแบบนี้ไหมวะ เงินส่วนทำทีมไม่น่าเอาไปรวมกับเงินหาเสียงสิ”

เพชรดูเดือดเนื้อร้อนใจกว่าใคร ตฤณซึ่งรู้ปูมหลังของเขามาบ้างก็รู้สึกเห็นใจไม่น้อย ยิ่งมองไปยังเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ความรู้สึกเป็นห่วงยิ่งทวีขึ้นกว่าเดิม

“หลายคนยังต้องผ่อนบ้านผ่อนรถกันอยู่เลย บางคนมีครอบครัวต้องเลี้ยงดูอีก แล้วจะอยู่กันยังไงล่ะ”

ตฤณเก็บความรู้สึกขมขื่นใจเอาไว้ หลังจากทุกคนกลับบ้านกันแล้ว เขายังคงซ้อมต่อตามลำพังเพื่อเตรียมพร้อมให้มากที่สุด

“โอ้โห! ขยันสุดๆ เลยนะพ่อหนุ่มเยอรมัน”

เปรมยศซึ่งเดินมาพบเข้าพอดีจึงทักทายกึ่งแซะเขา ในมือนั้นตฤณมองเห็นว่ามีซองบุหรี่อยู่ด้วย เขาได้แต่ถอนใจและไม่คิดจะสนทนาด้วย

“นี่พี่...แค่ความขยันกับความฟิตน่ะมันใช้ที่นี้ไม่ได้หรอก ถึงจะเป็นลีก T3 แต่ที่นี่ก็มีดาวรุ่งจากทีมใหญ่ๆ กับตัวเก๋าๆ ที่เคยมีประสบการณ์ในไทยลีกมา แต่ละคนเทคนิคดีไม่ต้องบ้าวิ่งทั้งเกมก็ชนะได้”

ตฤณได้แต่มองแล้วก็หันไปซ้อมต่อเปรมยศเห็นว่ายั่วโมโหไม่สำเร็จจึงหมดสนุกและทำท่าจะเดินจากไป

“เอาเถอะพ่อหนุ่มเยอรมัน ถ้าได้ลงเล่นก็อย่าเป็นภาระก็แล้วกันนะไปล่ะ Guten Tag!”

ตฤณมองคล้อยหลังไปโดยไม่พูดอะไรได้แต่เพียงคิดในใจเท่านั้น

“เฮ้อ.....Guten Tag! มันแปลว่าอรุณสวัสดิ์ต่างหากเล่า”

เขากลับมาสนใจการซ้อมพิเศษของตัวเองโดยนำเอานาฬิกาอัจฉริยะมาป้อนคำสั่งจำลองสถานการณ์ต่างๆ ในสนาม และให้ตัวโปรแกรม AI ออกแบบการฝึกให้

“นาฬิกายี่ห้อ D.V.นี่ไฮเทคดีจริงๆ นะ เหมือนมีด็อกเตอร์เวอร์ชั่นที่ไม่ตะคอกใส่มาช่วยคุมการฝึกเลย”

เขาซ้อมคนเดียวอยู่ราว 45 นาทีจึงกลับ ความรู้สึกของตฤณมีความมั่นใจมากกว่าทุกครั้งว่าวันรุ่งขึ้นจะต้องได้โอกาส และนอนหลับไปด้วยความสบายใจ

ก่อนเริ่มการแข่งขัน 3 ชั่วโมงขณะที่ทุกคนมาถึงสนามแข่งไม่นานนักปริกรเดินมาบอกข่าวดีกับตฤณด้วยตัวเอง

“วันนี้ฉันจะให้นายลงตัวจริงนะตฤณ บอกตามตรงฉันเห็นความสามารถของนายมาตลอดวันนี้ถึงเวลาที่ต้องปลดปล่อยนายออกมาแล้วล่ะ”

ปริกรถือโอกาสที่ทะนงเดชสาละวนกับการหาเสียงเลือกตั้งเข้ามาวุ่นวายกับทีมไม่ได้มากเหมือนก่อน จัดทีมตามผลงานการฝึกซ้อมซึ่งตฤณและนักเตะอายุ 20-21 อีก 3 คนก็ได้โอกาสเช่นกัน

“ยินดีด้วยนะตฤณ บอกตามตรงว่าฉันเห็นนายตอนซ้อมแล้วก็รู้สึกได้ว่านายควรได้โอกาส วันนี้เต็มที่เลยนะเพื่อน”

เปาลินโญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เข้ามาจับมือแสดงความยินดีกับตฤณเช่นเดียวกับผู้เล่นคนอื่นๆ กระทั่งเพชรเองซึ่งวันนี้ต้องนั่งข้างสนามแทนตฤณ มีเพียงเปรมยศที่นั่งมองอยู่ห่างๆ และฟังเพลงอยู่คนเดียวที่ไม่ได้มาสนใจอะไรนัก ระหว่างที่ทุกคนเตรียมพร้อมจะไปอบอุ่นร่างกายในช่วง 1 ชั่วโมงก่อนแข่ง โทรศัพท์ของปริกรก็ดังขึ้น

“อะไรนะครับ แต่เอ่อผมส่งรายชื่อไปแล้วนะครับ”

ปริกรคุยโทรศัพท์อยู่พักใหญ่ด้วยอาการไม่สบอารมณ์แต่จำเป็นต้องฝืนพูดดีกับปลายสายไว้ เมื่อคุยจบก็ให้ทีมงานโค้ชติดต่อประสานงานกับฝ่ายจัดการแข่งขันกันจ้าละหวั่น

“สังหรณ์ใจไม่ดียังไงก็ไม่รู้ หวังว่าเซ้นส์ของฉันจะไม่แม่นนะ”

ตฤณเห็นท่าทางของโค้ชแปลกๆ หลังรับสาย เขาพอจะเดาเหตุการณ์ได้แต่ก็ไม่อยากให้ตนเองเดาแม่นนัก แต่สิ่งที่เขาคาดไว้ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด

“ฉันขอโทษทีนะตฤณ คุณทะนงเดชโทรมาให้ฉันส่งเพชรลงเล่นเหมือนเดิม พอดีว่าแกไปโม้ไว้กับคนในที่ประชุมพรรคว่ามีนักเตะดีกรีไทยลีกในทีม แล้ววันนี้พวกนั้นโดนเกณฑ์มาดูกันด้วย แกก็เลยไม่อยากเสียหน้า”

ตฤณได้แต่กัดฟันอดทน เขาทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากไปนั่งข้างสนามเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

“เอาเถอะฉันจะทำอะไรได้ล่ะนอกจากอดทนไว้”

วันนี้ทีมพีเค ซิติเซ่นส์ต้องไปเยือนทีมกลุ่มนำของตารางอย่างพราวด์บางกอก ทีมนี้มีดาวรุ่งฝีเท้าดีหลายคนนับว่าเป็นเกมหนักสำหรับทีมพีเคมาก

เกมเริ่มไปไม่นานทีมเจ้าบ้านที่เต็มไปด้วยนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีทำเกมบุกเข้าใส่ พีเคซิติเซ่นส์ต้องถอยร่นลงไปตั้งรับอย่างอย่างหลังพิงฝา จนทั้งเปาลินโญ่และเปรมยศไม่ได้บอลแม้แต่ครั้งเดียว

“มีทีมที่ระบบดีแบบนี้ในลีกล่างด้วย ฟุตบอลไทยมีอะไรให้เราแปลกใจเสมอจริงๆ”

ทีมพราวด์บางกอกเพรสซิ่งเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อนทั้งรวดเร็วและดุดันท่ามกลางอากาศร้อนแสดงให้เห็นถึงการซ้อมที่ยอดเยี่ยม ตฤณมองดูเกมจากข้างสนามยังอดชื่นชมคู่แข่งไม่ได้

จบครึ่งแรกสถิติการครองบอลทีมเจ้าบ้าน 80% ขณะที่พีเค ซิติเซ่นส์ครองบอลได้เพียง 20%และไม่มีโอกาสยิงแม้แต่ครั้งเดียว หลังกลับเข้าห้องแต่งตัวทุกคนในทีมมีอาการเหนื่อยล้าอย่างหนักเพราะต้องเร่งเกมเร็วสู้กับเจ้าบ้าน แต่ระดับความฟิตและความเข้าใจเกมต่างกันชนิดเทียบไม่ได้ทำให้เกมออกมาเสียเปรียบชัดเจน

“ผมฝืนวิ่งไม่ไหวแล้วครับโค้ชขาก้าวแทบไม่ออกเลย ถ้าครึ่งหลังยังส่งผมลงอีก ทางด้านซ้ายโดนเจาะพรุนแน่ครับโค้ช”

เพชรเอ่ยปากบอกปริกรอย่างยอมจำนน แววตาบ่งบอกว่าสู้ไม่ไหวอีกต่อไป ทำเอาโค้ชวัย 50 ปีว้าวุ่นใจเพราะสัญญากับทะนงเดชว่าจะส่งเพชรลงจนครบ 90 นาที

“ตฤณงั้นนายลงไปแทนเพชรนะ ถ้าตัดบอลได้บอลแล้วทิ้งไปที่ว่างหลังไลน์เลยฉันเห็นช่องที่จะเจาะพวกนั้นได้อยู่”

ปริกรตัดสินใจเอาทีมเป็นที่ตั้ง และติวเข้มแผนของเขาให้ตฤณก่อนเปลี่ยนตัว

“ได้ครับ ผมจัดการเอง”

ตฤณรับคำด้วยแววตามุ่งมั่น เขาเองก็คิดคล้ายกับโค้ช เพราะถ้าทำเกมจากแดนหลังขึ้นมาจะต้องโดนคู่แข่งตัดบอลและเจอเกมสวนกลับเร็วหลุดแนวรับเข้าไปยิงเป็นแน่ 

เริ่มครึ่งหลังตฤณลงสนามเกมแรกอย่างเป็นทางการ เขาประหม่าเล็กน้อยแต่ก็ยังมีสมาธิกับเกม เพียงแค่นาทีแรกก็โดนเจ้าบ้านทดสอบทันที ปีกขวาตัวต่างชาติของคู่แข่งได้บอลและพยายามกระชากหลบเขา ตฤณแม้จะหลงเหลี่ยมไปจังหวะหนึ่ง แต่ความเร็วที่เขาฝึกมาอย่างดีทำให้วิ่งไล่ได้ทันและตัดบอลได้อย่างเฉียบขาด

"เฮ้ย! พ่อหนุ่มเยอรมันส่งมาเลย"

เสียงเปรมยศตะโกนเรียกบอลมาแต่ไกล ตฤณไม่เสียเวลาจับบอลแม้แต่น้อย เขาจ่ายบอลพุ่งขนานเส้นทั้งเร็วและแม่นยำไปตรงพื้นที่ว่าง เปรมยศหลุดกับดักล้ำหน้าของเจ้าบ้านไปได้และตะบึงเข้าหาบอลแต่ยังช้าไป ถูกผู้รักษาประตูพราวด์บางกอกออกมาตัดไว้ได้ก่อน

“เฮ้! มีของเหมือนกันนี่พี่ นึกว่าวิ่งอึดอย่างเดียว”

เปรมยศกล่าวชมพร้อมยกนิ้วให้ นี่แทบจะเป็นการพูดดีๆ กับตฤณครั้งแรกของเขาเลยก็ว่าได้

“ถ้าหมอนี่ลดไขมันลงแค่ 3 กิโล คงวิ่งได้เร็วกว่านี้อีกและคงยิงได้แน่”

ตฤณนึกเสียดายโอกาสยิงประตูแทนเปรมยศ แต่เขาเริ่มจับจังหวะเกมได้บ้างแล้ว

“ไม่เป็นไร โอกาสยังมีเราทำได้อีกแน่ ถ้าส่งบอลไม่เร็วเท่านี้กองหน้า 2 คนน่าจะเอาบอลไปเล่นได้”

เกมยังคงเป็นของเจ้าบ้านที่ทำเกมเข้าใส่ แต่ความเข้มข้นของการเพรสซิ่งนั้นดูจะลดระดับลงอย่างมากเนื่องจากอากาศร้อนและเรี่ยวแรงที่ถดถอย

“ทำเกมสู้เลย! แรงเขาเหลือน้อยแล้ว”

ปริกรตะโกนสั่งการที่ข้างสนาม พร้อมกับเปลี่ยนตัวสำรองที่เป็นเด็กเยาวชนลงไป นี่เป็นครั้งแรกของกลุ่มเด็กเหล่านี้เช่นเดียวกับตฤณ

“ดูเหมือนว่าพอโค้ชกรมีอิสระมากขึ้นเขาเองก็ถือว่ามีการแก้เกมที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว”

ตฤณรู้สึกได้ว่ารูปเกมดีขึ้นมาก และไม่เล่นในแบบที่เคยเห็นมาตลอด 4 เกมอีกทีมพีเค ซิติเซ่นส์ตั้งลำได้เริ่มต่อบอลเข้าสู้บ้าง เปาลินโญ่กับเปรมยศสร้างปัญหาให้เจ้าบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ จนย่างเข้านาทีที่ 75 เกมเริ่มเดือดชัยพิชิตกองกลางของพีเคถูกเตะจากด้านหลังแล้วโวยวายใส่ผู้เล่นเจ้าบ้าน ทั้งสองทีมกรูเข้าหากันเหมือนจะมีเรื่อง ตฤณต้องวิ่งเข้าไปช่วยห้ามกันจ้าละหวั่นแต่กลับไปกระทบกระทั่งกับผู้รักษาประตูตัวเก๋าของเจ้าถิ่นเข้า

“มึงเสือกอะไรวะ!”

“ก็แค่เข้ามาห้ามปราม เรามาแข่งฟุตบอลนะจะมามีเรื่องกันเพื่อ?”

ตฤณเริ่มไม่สบอารมณ์บ้างเพราะคู่กรณีไม่ยอมจบ แต่ยังสามารถสะกดอารมณ์ได้อยู่

“ปากดีจังนะ มาจากเยอรมันคิดว่าแน่เหรอวะ”

“อืม รอดูก็แล้วกัน”

ตฤณโต้กลับแบบท้าทายไปบ้างเพราะเริ่มมีอารมณ์เดือดขึ้นมา แต่ผู้ตัดสินก็มาเคลียร์ให้แยกย้ายกันพอดี

ฝั่งพราวด์บางกอกเริ่มเข้าบอลหนักขึ้น เพราะถูกพีเค ซิติเซ่นส์ทำเกมรุกขึงใส่อย่างหนัก มีจังหวะฟาล์วในระยะกลางสนามบ่อยครั้งแต่ยังไม่ใช่จุดที่ตฤณคาดหวัง จนนาทีที่ 90+3 พราวด์บางกอกได้บุกบ้างแต่ว่าตฤณสามารถตัดเกมไว้ได้

“วันนี้ถึงเราจะยืนตำแหน่งผิดพลาดไปบ้างแต่ก็ยังเร็วพอจะแก้ไขได้ทัน”

ความแข็งแกร่งของตฤณเบียดผู้เล่นแนวรุกของเจ้าถิ่นจนล้มลุกคลุกคลาน ตฤณได้บอลบริเวณมุมธงฝั่งตัวเอง เขาสังเกตเปรมยศวิ่งขึ้นหน้าไปแล้ว จึงพลิกตัวจ่ายบอลยาวตกพอดีในระยะเกินกลางสนามมา 5 เมตร กองหลังเจ้าถิ่นสกัดไม่ทัน ทำให้เปรมยศหลุดเดี่ยวจากกลางสนามทันที แต่เพราะเขาหมดแรงแล้วทำให้ผู้เล่นของพราวด์มาทำฟาล์วได้ก่อน

ปรี๊ด!!!!

เสียงนกหวีดผู้ตัดสินดังขึ้น พีเค ซิติเซ่นส์ได้ฟรีคิกระยะ 35 หลาอยู่ตรงกลางเยื้องไปทางขวาของประตูเล็กน้อย

“มุมเหลี่ยมนี้เท้าซ้ายยิงปั่นไซด์โป้งน่าจะยาก”

ตฤณมองทิศทางของบอลที่เตรียมจะเตะอกไปพร้อมกับตะโกนขอบอลจากเปาลินโญ่

“ให้ฉันจัดการนะเพื่อน”

“เปิดมาแม่นๆ แล้วกันนะตฤณ”

เปาลินโญ่พูดเสร็จก็วิ่งไปเตรียมพร้อมรอบอลในเขตโทษ ฝั่งเจ้าบ้านไม่ประมาทนักมีคนมายืนขวางทางยิง 1 คน ตฤณตั้งบอลถอยหลังออกมามากกว่าปกติหลายก้าว

"ไอ้นี่มันจะทำอะไรวะ จะยิงเหรอ"

ผู้รักษาประตูเจ้าบ้านพูดกับเพื่อนร่วมทีม ขณะที่ตฤณหลับตานึกถึงต้นหญ้าพลิ้วตามสายลม ความลังเลสับสนไม่มั่นใจใดๆ ของเขาหายไปสิ้น ตฤณวิ่งเข้ามาด้วยความเร็วเหวี่ยงขาสุดแรงเตะด้วยข้างเท้าด้านนอกของเท้าซ้ายแบบเฉือนๆ

 

“ตู้ม!”

บอลพุ่งไซด์อ้อมผู้เล่นที่มายืนขวาง บอลพุ่งสูงระดับไม่เกินศีรษะของคู่แข่งนัก ทั้งเร็วและแรงบอลมุดลงโคนเสาด้านในเสียบตาข่าย

“ซ่วบ!”

เสียงบอลกระทบตาข่ายเหมือนเสียงประกาศการปลดปล่อยตัวเขาจากพันธนาการออกหมดสิ้น

“เฮ! สุดยอดเลยเว้ย”

แฟนบอลของทีมพีเคที่มาเชียร์เพียง 50 คนเศษตะโกนลั่นสนาม

“เฮ้ย!!! บานาน่าคิกนี่หว่า บ้าไปแล้ว อย่างกับตำนานแบ้คซ้ายบราซิลเลย”

ทุกคนพูดเกือบจะเป็นประโยคเดียวกัน หลายคนยังอึ้งกันอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นเช่นเดียวกับผู้รักษาประตูของพราวด์ บางกอก

“เมื่อกี้มันลูกอะไรกัน เราแทบไม่ได้ตั้งตัวเลย”

ขณะที่เปรมยศกับเปาลินโญ่วิ่งโถมมากอดตฤณเป็นคนแรกๆ คนอื่นตามมากอดอีกจนล้มกันทับตฤณแทบหายใจไม่ออก

“สุดยอดเลยว่ะพี่ ลูกนี้นี่มันระดับตำนานเลยนะเนี่ย”

เปรมยศเรียกเขาว่าพี่อย่างเคารพไม่มีการแซะครั้งแรก ซึ่งเกมหลังจากนั้นก็เหลือเวลาไม่กี่วินาทีก็จบลง ทีมพีเค ซิติเซ่นส์เก็บ 3 แต้มได้สำเร็จยังคงอยู่ในเส้นทางเข้ารอบแชมป์เปี้ยนส์ลีกต่อไป

“นายทำได้ดีมาก ไม่ใช่แค่ลูกยิงนะแต่เกมทั้งหมดครึ่งหลังพลิกฟื้นได้เพราะนายช่วยเกมได้ดีมากๆ”

ปริกรเอ่ยปากชมระหว่างเดินเข้าห้องพัก เขาเองก็โล่งอกไม่น้อยที่กล้าหักคำสั่งของทะนงเดชแต่ก็ได้ชัยชนะกลับมาทำให้พอจะปลอดภัยอยู่ไม่น้อย

“ผมขอโทษที่เคยแซวพี่นะครับ จากนี้คือผมฝากเนื้อฝากตัวด้วยจริงๆ วันนี้พี่จ่ายแต่ละลูกผมได้ลุ้นตลอดเลย เท้าชั่งทองมากครับ”

เปรมยศเดินเข้ามามอบตัวกับเขาสายตาเริ่มเปลี่ยนเป็นยอมรับมากขึ้น ขณะที่ตฤณนั้นยิ้มรับอย่างเป็นมิตรและได้แต่คิดว่า

“เราพอจะทำให้เพื่อนๆ ยอมรับแล้วสินะ ต่อไปจะต้องพยายามกว่านี้”

ทุกคนเข้าห้องพักเตรียมพร้อมจะกลับขึ้นรถ มีนักข่าวคนหนึ่งมาดักสัมภาษณ์ตฤณขณะกำลังจะเดินทางกลับ

“คุณตฤณใช่ไหมครับ ลูกนั้นนี่สุดยอดเลยนะครับทำได้ไงครับเนี่ย”

“ผมแค่เสี่ยงดูน่ะครับ เวลาเหลือน้อยแล้วคิดว่าลองดูก็ไม่เสียหาย โชคดีที่มันเข้าประตู”ตฤณตอบไปแบบส่งๆ เพราะไม่อยากพูดเยอะ

“ขอตัวก่อนนะครับรถจะออกแล้ว”

ตฤณรีบปลีกตัวอย่างรวดเร็ว แฟนบอลพีเคซิติเซ่นส์ราว 10 คนมาดักรอตรงรถบัส ตฤณได้แต่ยกมือไหว้ขอบคุณแล้วรีบขึ้นรถจากไป

เมื่อกลับถึงที่พักตฤณเอานาฬิกาอัจฉริยะมาเช็คข้อมูล พบว่าการยิงลูกนี้ของเขายังมีการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงบาดเจ็บอยู่บ้าง จึงรีบดาวน์โหลดโปรแกรมฟื้นฟูหลังแข่งทันที

“พรุ่งนี้วันพักก็จริงแต่มีอะไรให้ทำเยอะเลย”

ตฤณยังคงวางแผนล่วงหน้า ก่อนพักผ่อนคืนนั้นเขาโทรหาพ่อกับแม่เพื่อเล่าเรื่องการแข่งขัน วิบูลย์กับชลดาคุยกับเขาอย่างมีความสุขที่เห็นลูกชายเริ่มแสดงศักยภาพให้คนได้เห็น สำหรับตฤณเขาจะพูดเยอะกว่าปกติก็แค่กับพ่อแม่และวรดาท่านั้น อาจเพราะทั้ง 3 คือพื้นที่ปลอดภัยที่สุดของเขาที่จะแสดงทั้งความเข้มแข็งและอ่อนแอให้เห็นได้ ขอเพียงแค่ 3 คนนี้รับฟังตฤณก็เหมือนจะผ่านพ้นทุกอย่างไปได้อย่างเข้มแข็งแน่นอน

“นี่ไม่ใช่ประตูแรกของฉันด้วยซ้ำ แต่ทำไมตื่นเต้นจนนอนไม่หลับกันนะ”

ตฤณนอนพลิกตัวไปมาอยู่นานจนต้องเปิดเพลงเสียงคลื่นเสียงอัลฟ่าเพื่อช่วยให้ใจสงบลงและหลับไปในที่สุด

มันคงเพราะตัวตนที่ถูกกักขังไว้มานานของฉันถูกปลดปล่อยให้วงการฟุตบอลไทยได้เห็นแล้ว จากนี้ไม่ว่าจะมีสิ่งท้าทายใดๆ รออยู่ฉันก็พร้อมสู้แล้วล่ะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!