Final Curve : Set piece master. ฟรีคิกพลิกเกม

ตอนที่ 2: ความเพ้อฝัน

👁️ 22 อ่าน
22px

 

“ฟรีคิกลูกนี้สำคัญจริงๆ ครับ ระยะประมาณ 40 หลาได้เลยครับ เรียกได้ว่าเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วของทีมชาติไทย ถ้าลูกนี้ไม่เป็นประตูก็จบรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกแต่เพียงเท่านี้แน่นอนครับ”

เสียงผู้บรรยายพากย์ของเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบ 3 ไทยพบกับออสเตรเลีย ท่ามกลางผู้ชมกว่า 50,000 คน

นักเตะคนหนึ่งวัย 30 ปีเศษถือบอลมาวางบนพื้น ท่าทางกังวลใจอยู่บ้างและขาของเขาก็ยังเจ็บอยู่ไม่น้อย

“เวลาเหลือไม่มากแล้ว มีโอกาสนี้โอกาสเดียวเท่านั้น”

เขากุมที่ขาข้างซ้ายแน่น ขาที่เคยสร้างปาฏิหาริย์มาแล้วมากมายด้วยความเจ็บปวดเกินจะทน

“แต่ขาซ้ายเราไม่ไหวแล้ว มีแต่ต้องเสี่ยงใช้สิ่งที่เราอุตส่าห์ฝึกมานานแล้วล่ะ ต่อให้ตัวฉันต้องล้มตรงนี้จนเดินไม่ได้แต่เราต้องชนะ”

เขากัดฟันฝืนความเจ็บทั้งปวงพร้อมหลับตารวบรวมกำลังใจครั้งสุดท้าย แววตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่สุดขีด พร้อมกับวิ่งเข้าไปเตะลูกฟุตบอลที่วางตรงหน้าสุดแรงโดยที่ไม่มีความลังเล

ผู้บรรยายในการถ่ายทอดสดพากย์ตามจังหวะนี้อย่างตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดเช่นเดียวกับผู้ชมในสนาม

“ลูกนี้บอลพุ่งแรงมากครับ ...... โอ้! เข้าไปแล้วครับ เขาทำได้ครับ ทีมชาติไทยพลิกขึ้นนำ 2-1 ลูกยิงของ ตฤณ วายุโชติ!”

ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นเหงื่อท่วมไปทั้งตัวแม้อากาศจะเย็นจัด ราวกับได้ลงสนามไปอยู่ในฝันนั้นจริง

“ฝันอะไรแบบนี้อีกแล้วเหรอเนี่ย?”

เขาตื่นเร็วกว่าปกติไป 10 นาที จากที่เคยตื่น 6.30 น. ทุกวันมาตลอดโดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก ราวกับว่าวันนี้จะมีเรื่องพิเศษเกิดขึ้น

“อ่ะ! มีข้อความส่งมาจากด็อกเตอร์เหรอเนี่ย ส่งมาตั้งแต่เมื่อคืนด้วย”

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความที่ถูกส่งมาตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืน

“พรุ่งนี้มาเร็วหน่อยนะตฤณ ฉันมีของสำคัญจะให้นาย”

ตฤณจิบกาแฟดำก่อนจะวางโทรศัพท์ลง แล้วนึกในใจ

“คงเป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ ปกติด็อกเตอร์นอนตั้งแต่ 3 ทุ่มนี่นะ”

ระหว่างที่เขากำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำกลับรู้สึกเจ็บแปลบที่ขาข้างขวาเล็กน้อยจนถึงกับสะดุ้ง

“สงสัยเมื่อกี้เราลุกเร็วเกินไปหน่อยและผิดท่าด้วย ต้องระวังกว่านี้แล้วล่ะ”

ตฤณเตือนสติตัวเอง แล้วจึงรีบไปก่อนเวลานัดอย่างน้อย 1 ชั่วโมง อากาศที่ไลป์ซิกประเทศเยอรมันช่วงเดือนตุลาคมแม้ยังไม่เข้าฤดูหนาวแต่ก็เย็นเยียบเกินทนสำหรับคนไทยอย่างตฤณอยู่เสมอขณะที่กำลังขี่จักรยานไปยังมหาวิทยาลัยแห่งไลป์ซิก
“สวัสดีเอเชี่ยนส์สตาร์!”

รปภ.ที่ดูแลหน้าประตูทางเข้าทักทายเขาอย่างเป็นกันเอง ชายชาวเอเชียหน้าคมเข้มบุคลิกโดดเด่น ผิวสีแทนเล็กน้อยอย่างตฤณนั้นถูกจดจำได้ไม่ยากนัก

“ขอเข้าไปหน่อยนะครับ”

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยิ้มรับและเปิดประตูภาควิชาชีวกลศาสตร์ให้ตฤณเข้าไป
สถานที่ๆ ดร.ฮันส์นัดเอาไว้เป็นห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทางด้านการตรวจวัดและพัฒนาความเคลื่อนไหวที่ทันสมัยอย่างมากมาย

“สวัสดีตฤณ มาเร็วดีนี่สมกับเป็นนายจริงๆ นะ”

ชายรูปร่างสูงใหญ่เกือบ 190 ซ.ม. อายุราวเกือบ 60 ปี ผมสีดอกเลายาวประบ่ากล่าวทักทายอย่างเรียบง่ายเหมือนทุกครั้ง

“สวัสดีครับด็อกเตอร์ วันนี้คงสำคัญมากสินะครับถึงกับต้องส่งข้อความมาเมื่อคืนตอนดึกเลย”

“แน่นอนสิ ฉันก็คิดอยู่นะว่าจะติดอาวุธหนักให้กับนาย ลำพังความแข็งแกร่งจากการเคยเป็นนักทศกรีฑามาก่อนของนายน่ะ อาจจะเล่นระดับ Landesliga (ลีกระดับ 6) ได้ไม่ยาก แต่สำหรับนายที่อยากไปให้ไกลกว่านี้มันคงไม่พอ”

ดร.ฮันส์มองออกว่าแม้ลีกที่ตฤณลงเล่นเป็นเพียงระดับสมัครเล่นไม่ได้มีเทคนิคการเล่นที่สูงนัก แต่ก็ถือว่าเป็นแหล่งเพราะบ่มนักเตะอายุน้อยให้ก้าวไปในระดับสูงได้ดีเช่นกัน

“ผมเข้าใจดีเลยครับด็อกเตอร์ เล่นที่นี่มา 5 ปี บอกตามตรงว่าไม่เคยมีเกมไหนง่ายเลย ถึงคุณเองจะฝึกเรื่องความแข็งแกร่งให้ผมมาอย่างดีมากก็เถอะ”

“แต่ที่นายเรียนโค้ชระดับ ซี ไลเซ่นส์ มาเมื่อปีก่อนก็ดูจะช่วยได้เยอะนะตฤณ”

“ครับ มันช่วยเรื่องความเข้าใจเกมได้มากเลย ก็พอเอาตัวรอดในเกมได้ดีขึ้น”

ตฤณกล่าวด้วยความรู้สึกขอบคุณ ดร.ฮันส์เป็นทั้งอาจารย์และดูแลเขาราวกับญาติสนิท แม้จะดูเป็นคนเย็นชาแข็งกระด้างในสายตาคนทั่วไป แต่ชายวัยเฉียด 60 ปีคนนี้ก็ช่วยเหลือตฤณทั้งเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตเป็นอย่างดี

“ถามหน่อยนายยังอยากเล่นทีมชาติไทยอย่างที่เคยเล่าให้ฉันฟังอยู่ไหม?”

“ครับ ไม่เคยเปลี่ยนใจเลย”

ตฤณตอบสั้นๆ แต่แววตามุ่งมั่นที่สุด

“ในวัยจะ 30 แล้วอย่างนายนี่นะตฤณ?”

“ครับด็อกเตอร์ผมตัดสินใจตั้งแต่เข้าร่วมงานวิจัยของคุณแล้วครับ และพูดตามตรงเพราะงานนี้ทำให้ผมกล้าที่จะฝันอีกครั้ง”

ตฤณคงตอบอย่างแน่วแน่ ความรู้สึกนั้นส่งออกจากแววตาของเขาอย่างชัดเจน

“นายนี่เพ้อฝันดีนะแต่ฉันชอบว่ะ งั้นไปต่อกันเลย”

ดร.ฮันส์ให้ตฤณไปเตรียมพร้อมแต่งตัวเพื่อมาทำการฝึกพิเศษกับเขา ก่อนจะพาเขาไปที่สนามฟุตบอลในร่มของมหาวิทยาลัยพร้อมเครื่องมือต่างๆ มากมาย

“ตลอด 5 ปีนี้นายเองพัฒนาศักยภาพทางร่างกายมาได้ดีตามมาตรฐานของฉันนานแล้วล่ะนะ ส่วนความเข้าใจเกมก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ”

“ครับด็อกเตอร์”

“แต่ตอนนี้นายเป็นแค่นักเตะอายุ 29 ที่แค่ฟิตและแข็งแกร่งไม่แพ้ใครเท่านั้นยัง ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรเลยซักนิด”

คำพูดของดร.ฮันส์นั้นราวกับชกหมัดตรงเข้าหน้าของตฤณอย่างจัง แต่นอกจากเขาจะไม่เถียงแล้วยังอดที่จะเห็นด้วยไม่ได้เช่นกัน

“วันนี้ที่ฉันให้นายมาเร็วก็เพื่อจะติดอาวุธสำคัญให้นาย โลกจะต้องตะลึงกับความสามารถนี้ของนาย”

ตฤณถึงกับหัวใจเต้นแรงกับสิ่งที่ผู้เป็นอาจารย์พูดถึง และเริ่มอยากรู้ว่าอาวุธนั้นคืออะไร

“ฉันจะฝึกให้นายเป็น Set piece master”

* (เจ้าแห่งลูกตั้งเตะ) *

สิ้นคำพูดของดร.ฮันส์ตฤณรู้สึกภายในสมองสว่างวาบขึ้นทันที เขาคิดเสมอว่าแค่แข็งแกร่งและฟิตมันจะเพียงพอที่จะทำให้ฝันเป็นจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่อาจารย์คนนี้จะฝึกเขานั้นราวกับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายพอดี

“ตฤณนายน่ะมีพรสวรรค์ในเรื่องการจัดระเบียบร่างกายที่ยอดเยี่ยมชนิดไม่มีใครเทียบ ฉันจะฝึกการเตะลูกนิ่งทุกแบบให้กับนาย แต่จะมีการเตะลูกฟรีคิกแบบหนึ่งที่พิเศษกว่าทุกลูก นี่คืออาวุธหนักที่จะทำให้ฝันของนายเป็นจริงได้ไม่ยากเลย”

ตฤณแววตาลุกโชนทันทีที่ ดร.ฮันส์พูดเช่นนั้น

“ฉันจะให้นายฝึกลูก knuckle ball shoot (ลูกยิงที่รุนแรงแต่บอลแทบจะไม่หมุน) ด้วย แต่มันจะไม่เหมือนที่คนอื่นเคยทำ มันจะทั้งรุนแรงกว่ารวดเร็วและหวังผลยิงเข้ากรอบได้ 99%เลยล่ะพวก”

ตฤณนิ่งเงียบราวกับมีความไม่มั่นใจอยู่หลายส่วน เขาค่อยๆ เอ่ยปากถามด้วยความกังวล

“แต่มันอาจจะต้องใช้เวลาฝึกนานขึ้นรึเปล่าครับด็อกเตอร์”

ดร.ฮันส์หัวเราะในลำคออย่างคนที่เข้าใจดีแล้วจึงตอบกลับบ้าง

“เมื่อก่อนฉันสังเกตเวลาที่นายลงแข่งประเภททุ่มน้ำหนักกับขว้างจักรในทศกรีฑาตลอดนะ ฉันจะเอา spin technique (วิธีการหมุนตัวส่งแรง) ของนายที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้วเอามาประยุกต์ใช้ในการเตะลูก set piece ของนายด้วย”

ตฤณนึกภาพตามอย่างตั้งใจและยอมรับว่าเขาเองถนัดในเรื่องนี้อย่างที่ดร.ฮันส์ว่าไว้จริง

“คนอื่นอาจจะฝึกกันแรมเดือนแรมปี แต่สำหรับนายที่มีพรสวรรค์อยู่แล้วรวมกับความเข้มงวดของฉัน มันจะทำได้อย่างสมบูรณ์ในเวลาไม่นานเลยตฤณ”

 

ตฤณรู้สึกไฟในใจลุกโชนจนอยากเริ่มฝึกโดยเร็ว เขาเชื่อในความมุ่งมั่นของดร.ฮันส์และการฝึกซ้ำๆ ชนิดไม่มีวันเหน็ดเหนื่อยของเขาเองจะทำให้ทักษะด้านการเตะลูกนิ่งเข้าใกล้คำว่าสมบูรณ์แบบได้จริง

“เริ่มแล้วสินะ ความเพ้อฝันจะถูกสานต่อด้วยการลงมือทำอย่างตั้งใจแล้ว”

ดร.ฮันส์ค่อยๆ ติด motion capture suit (ชุดสำหรับดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย) ให้กับตฤณ และให้เขาลองเตะลูกบอลนับครั้งไม่ถ้วน ภายใต้อากาศที่เย็นลงจนคนทั่วไปไม่น่าจะทนไหว แต่ก็ไม่ทำให้การฝึกของทั้งคู่ลดความเข้มข้นไปเลยแม้แต่น้อย

“อย่าใช้แค่ขาสิใช้แรงเหวี่ยงตั้งแต่ช่วงบน เอว สะโพก มาช่วยด้วยสิ นึกถึงตอนส่งแรงเวลาที่นายขว้างจักรน่ะ”

ดร.ฮันส์สอนแบบตะคอกใส่ซึ่งเป็นนิสัยของเขาอยู่แล้ว เมื่อตฤณเตะเสร็จแต่ละลูกทั้งคู่ก็มานั่งวิเคราะห์อย่างตั้งใจอยู่อีกนานแล้วจึงเริ่มฝึกอีกนับรอบไม่ถ้วนจน 6 โมงเย็น

“เหนื่อยจนแทบขาดใจเลยแต่มีความสุขชะมัด เหมือนจิ๊กซอว์ที่ขาดไปมันมาต่อได้เต็มแล้วยังไงอย่างงั้น”

ตฤณเองรู้สึกเบิกบานแม้จะแทบหมดแรงจนถีบจักรยานได้ช้าจนแม้แต่คนแก่ยังแซงเขาได้ก็ตาม

“เอาล่ะวันนี้พักให้เต็มที่แล้วกัน พรุ่งนี้ยังมีงานที่ศูนย์วิทยาศาสตร์กีฬารออยู่อีกเยอะ”

ตฤณกลับถึงห้องพักแล้วเช็คตารางงานซึ่งเขาเป็นโค้ชด้านฟิตเนสฝีมือดีจนหลายที่ยอมรับแล้วเขายังเป็นอาจารย์ผู้ช่วยของดร.ฮันส์ในบางโอกาสอีกด้วย

“วันนี้รู้สึกเหมือนเป้าหมายอยู่ไม่ไกลแล้วจริงๆ อาวุธที่ด็อกเตอร์พยายามติดให้นี่แหละ จะพาพี่ไปถึงตรงนั้นได้แน่”

ตฤณเขียนข้อความส่งไปยังคนที่บ้านแล้วจึงล้มตัวลงนอน ปกติเขาเป็นคนหลับง่ายแต่วันนี้ราวกับอะดรินาลีหลั่งเยอะกว่าทุกวันจากความตื่นเต้น ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในสมองตฤณก่อนที่เขาจะล้มตัวลงนอนท่ามกลางอากาศเย็นจนต้องห่มผ้า 2 ชั้น

“แข่งวันอาทิตย์นี้สนุกแน่ล่ะ เราจะลองทำอะไรให้เพื่อนตะลึงหน่อยก็แล้วกัน”

ก่อนเขาจะเคลิ้มหลับด้วยความอ่อนล้า คำพูดหนึ่งยังดังก้องในโสตประสาทของเขาอย่างชัดเจน

“ความเพ้อฝันที่ผ่านการพยายามอย่างหนัก บางทีมันอาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้นะ”

 

“ยังไม่ได้เรื่องเลย ให้พัก 5 นาทีตั้งสติแล้วเอาใหม่”

ดร.ฮันส์ ตะคอกใส่อย่างไม่ไว้หน้า ท่ามกลางอากาศที่เย็นจัด แต่ว่าตฤณไม่รู้สึกท้อแม้แต่น้อย เพราะนี้มันเป็นสไตล์การสอนของเขาอยู่แล้ว

“การฝึกอะไรกันเนี่ยยิงฟรีคิก 20 ลูกต้องเข้าเป้าทั้งหมด นี่เราพลาดไป 3 ลูกเองนะ”

ตฤณเหงื่อโทรมไปทั้งตัวทั้งที่อากาศจะอยู่ที่ 12 องศา เขาจิบน้ำเล็กน้อยก่อนที่จะตั้งใจเตะใหม่จนสำเร็จ

“ผมเข้าใจแล้วล่ะครับด็อกเตอร์ ทำไมคนที่เคยมาฝึกในโครงการของคุณถึงหนีกันไปหมด”

ตฤณนอนลงกับพื้นอย่างคนหมดแรง พร้อมกับพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดได้

“เข้าใจว่าไงล่ะตฤณ?”

“อย่างแรกเลยครับ งานของคุณทำเพื่อคนที่เริ่มต้นชีวิตนักกีฬาอาชีพช้ากว่าคนอื่นมากๆ แบบผม เอาแบบตรรกะธรรมดาเลยมันไม่มีทางสำเร็จอยู่แล้ว”

“ก็จริงนะ แต่เมื่อกี้นายบอกว่าข้อแรก งั้นต้องมีข้ออื่นอีกที่นายคิดได้สิตฤณ”

“ใช่ครับ ข้อ 2 การฝึกของคุณมันโหดสุดๆ จนไม่น่าจะมีใครทนได้เกิน 1 เดือนแน่ๆ ครับ”

“ฮ่าๆๆ แต่นายทนมาได้ 5 ปีนะตฤณ งั้นนายก็เป็นพวกหัวหน้าของคนเพี้ยน”

ตฤณได้แต่นอนหัวเราะกับมุขตลกหน้าตายของดร.ฮันส์

“แต่ยังมีอีกคนที่น่าจะบ้าเหมือนผมนะ เสียดายที่กลับบราซิลไปซะก่อน”

“เอาเถอะ ตราบใดที่นายยังอยู่ในโลกของฟุตบอลอาชีพ นายต้องได้เจอกับเจ้านั่น อีกแน่ๆ แต่ถ้านายมัวโอ้เอ้แบบนี้ นายไม่มีวันอยู่ในโลกของฟุตบอลอาชีพได้หรอก”

ดร.ฮันส์ปลอบใจตฤณก่อนอารมณ์จะเปลี่ยนทันควันเป็นเทรนเนอร์จอมโหด

“ไป!!! ให้เวลาพัก 30 นาที แล้วไปฝึกต่อที่ยิม เล่นเวทเทรนนิ่งร่างกายช่วงบนต่อ วันนี้ถ้ายังมีแรงเหลือก็ไม่ต้องกลับ ฉันจะรีดศักยภาพในตัวนายมาให้ถึงขีดสุดเลยคอยดู”

"Ja, Herr Schneider." (ครับ คุณชไนเดอร์) ”

“หึ...การฝึกซ้อมคือการเอาจริง สนามแข่งเป็นแค่การทดสอบ ก็คงมีแต่นายนั่นแหละตฤณที่ทำเกินที่ฉันบอกได้”

การฝึกจบลงในที่สุด ดร.ฮันส์ให้ตฤณกลับไปพักผ่อนที่ห้องพักซึ่งเขาหลับไปตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงบ่าย 3 แล้วจึงไปซ้อมกับทีมในช่วงเย็น

รุ่งเช้าวันอาทิตย์ เขาตื่นมาเวลา 6.30 น. เหมือนที่เขาตื่นเสมอในทุกวัน

“อืม ร่างกายดูฟื้นได้แค่ 80% แต่นี่แหละการฝึกล่ะ ด็อกเตอร์บอกเราเองว่า ต้องฝ่าฟันสู้ในวันที่ร่างกายไม่พร้อมให้ได้ เราก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะลองสู้ด้วยสภาพเท่านี้ว่าจะไหวไหม”

ก่อนออกจากที่พักไปสนามที่ห่างออกไปเพียง 10 นาที ตฤณตรวจเช็คของใช้ที่จำเป็นทุกอย่างในการแข่งขันใส่กระเป๋าอย่างประณีต

“สมุดจดสถิตินี่ใกล้จะต้องเปลี่ยนเล่มแล้วสินะ เดี๋ยวต้องเอาเล่มใหม่ไปให้คุณโธมัสแล้วล่ะ”

ตฤณนึกถึงโธมัส ไฮม์เมอร์อาสาสมัครคนหนึ่งในทีมที่เขาเล่นอยู่ซึ่งตฤณไหว้วานให้เขาช่วยจดสถิติส่วนตัวในแต่ละเกมให้ทุกนัด

“สวัสดีตฤณยังมาเร็วกว่าใครเหมือนเดิมนะ”

โธมัสทักทายขณะที่ตฤณกำลังจอดจักรยานคู่ใจ แม้เวลาการแข่งขันคือ 16 นาฬิกา แต่เขากลับมาตั้งแต่ 13.30 น. เท่านั้น

“แต่คุณเองก็มาเร็วกว่าผมอีกนะครับโธมัส”

“ฉันมีธุระแถวนี้พอดีน่ะเสร็จแล้วก็เลยมาสนามดีกว่า ไม่อยากเปลืองน้ำมันไปที่อื่น”

“คิดเงินละเอียดเสมอสมกับเป็นคุณเลยนะครับ”

“แน่นอนไม่งั้นฉันจะเป็นผู้จัดการกองทุนที่นายไว้ใจได้ยังไงล่ะ ฮ่าๆๆ”

ตฤณเห็นด้วยกับโธมัส เพราะชายคนนี้ช่วยบริหารเงินให้เขาอย่างดีมาตลอด

“วันนี้หวังว่าจะมีสถิติใหม่ๆ มาให้ฉันจดบ้างนะ เบื่อกับการจดอะไรเดิมๆ แล้วล่ะ แต่คู่แข่งวันนี้ก็หนักเอาการนะตฤณ”

“วันนี้ล่ะครับคุณโธมัส มีแน่ๆ”

ตฤณพูดด้วยใบหน้านิ่งเหมือนทุกครั้ง แต่แววตานั้นมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทีม VFL Adler (เฟาเอฟแอล อาดเลอร์) ของตฤณวันนี้ต้องพบกับทีมแกร่งในลีกนี้อย่าง SG Einheit (เอสเก ไอน์ไฮต์) ก่อนเกมเริ่มพวกเขาประชุมทีมกันอีกครั้งเพื่อทบทวนแผนครั้งสุดท้ายโดยโยฮันโค้ชวัย 43 ปีเป็นคนอธิบายแผนให้กับ 11 ตัวจริงแบบทีละคน

“ตฤณวันนี้นายเล่นแบ็คซ้ายต้องระวังเจ้าซีกเลอร์ให้ดีล่ะ หมอนั่นตัวใหญ่แถมมีความเร็วจัด ถ้าไงก็เล่นให้ชัวร์ไว้ก่อนแล้วควบคุมอารมณ์ให้ดีด้วยล่ะ”

โยฮันกำชับตฤณอย่างหนัก เพราะนอกจากซีกเลอร์จะมีฝีเท้าที่น่ากลัวยังมีอะไรมากกว่านั้นด้วย

“เจ้าบ้าซีกเลอร์อีกแล้วเหรอ เกลียดไอ้หมอนี่ชะมัด”

เมเหม็ด โอโดกันกองหน้าวัย 25 ปีเชื้อสายตุรกีส่ายหัวเมื่อได้ยินชื่อนี้

“นายรู้จักด้วยเหรอเมเหม็ด?”

“รู้จักดีเลย บ้านมันอยู่ห่างฉันไปแค่ 2 บล็อกถนน เป็นพวกชาตินิยมขั้นรุนแรงจนชอบเหยียดคนที่ไม่ใช่เยอรมันแท้ๆ น่ะ นายก็ระวังด้วยนะตฤณ”

ระหว่างกำลังเดินลงสนาม ตฤณได้พบกับซีกเลอร์กองหน้าตัวหัวโจกประจำทีมของคู่แข่ง เพียงแค่เห็นหน้าตฤณเขาก็เริ่มกวนประสาททันที

“ว่าไงวะ มองหน้าฉันอยากมีเรื่องรึไง!”

ตฤณเลือกที่จะเงียบและไม่ใส่ใจทำเพียงโฟกัสเฉพาะเกมในสนามที่กำลังจะเริ่มเท่านั้น

“เฮ้! คุยด้วยแล้วทำไมไม่ตอบวะ หรือกลัวว่ากลิ่นกระเทียมจะออกจากปากล่ะ”

ก่อนที่คำพูดเชิงเหยียดอันน่ารังเกียจจะออกมาจากปากเขามากกว่านี้ ผู้ตัดสินเดินมาห้ามปรามไว้ได้ทันเพราะไม่อยากให้เหตุการณ์บานปลาย

“นายจะได้เห็นดีแน่ซีกเลอร์”

ตฤณเพียงคิดในใจเท่านั้นไม่ได้พูดออกไปแต่สีหน้านั้นชัดเจนว่าเขาคิดจะสั่งสอนซีกเลอร์ไว้แล้ว

เกมการเล่นของทีมอาดเลอร์ทางฝั่งซ้ายนั้นแข็งแกร่งมากกว่าปกติตฤณจับผู้เล่นเกมรุกของทีมไอน์ไฮต์ได้อยู่หมัด

“นี่สินะการฝึกสปรินท์ระยะสั้นแบบเอาเป็นเอาตายมาตลอด 5 ปีของเรา ให้วิ่งแบบนี้ทั้งวันยังไหว นายผ่านฉันไม่ได้หรอกซีกเลอร์”

ตฤณยิ้มย่องในใจขณะที่ซีกเลอร์นั้นเอาหมัดทุบพื้นด้วยความไม่สบอารมณ์ เพราะตฤณแม้จะตัวเล็กกว่ามาก แต่การปะทะเข้าบอลแต่ละครั้งจัดการเขาจนล้มไม่เป็นท่าเสมอ

“หนอย!.... ทำไมไอ้หน้าเจ๊กนี่มันเร็วและแข็งแรงวะผ่านมันไม่ได้เลย”

ซีกเลอร์นั้นดื้อแพ่งที่จะเรียกบอลมาที่เขาคนเดียว และบุกแบบเดิมๆ ซึ่งก็เจอกับตฤณที่เอาเขาได้อยู่หมัด จบครึ่งแรกทั้ง 2 ทีมยังเสมอกัน 0-0

“วันนี้เราเล่นง่ายกว่าที่คิดซะอีก ถึงหมอนั่นจะสูงใหญ่แต่เราฝึกกับหุ่นจำลองการกระแทกที่ด็อกเตอร์เอามาให้จากคณะวิศวะฯมันยากกว่านี้อีก ครึ่งหลังคงต้องสั่งสอนหมอนั่นให้หลาบจำบ้าง”

เกมครึ่งหลังนั้นทีมอาดเลอร์ของตฤณเริ่มทำได้ดีมากขึ้น ซีกเลอร์ได้บอลทะลุจากกองกลางขึ้นมา เขาวิ่งแข่งกับตฤณเพื่อจะไปเอาบอลในพื้นที่ว่างริมเส้น นักเตะหัวโจกของทีมไอน์ไฮต์รู้ตัวว่าความเร็วสู้ไม่ได้จึงคิดเล่นตุกติก

“อย่างแกต้องโดนแบบนี้”

ซีกเลอร์จงใจใช้ไหล่เบียดกระแทกหวังให้ตฤณเสียหลักแต่แม้นักเตะไทยวัย 29ปีจะสูง 182 ซ.ม. ซึ่งตัวเล็กกว่าทว่าความแข็งแกร่งกลับมีดีกว่าที่ซีกเลอร์คิดไว้มาก

“อั่ก! ไอ้คนจีนนี่มันฝึกจากเส้าหลินมารึไงวะ”

เป็นตฤณที่วิ่งไปรับบอลได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ซีกเลอร์ล้มคว่ำไม่เป็นท่า ตฤณเก็บบอลได้แล้วเปิดบอลขึ้นหน้าไปตามจังหวะเกมจากนั้นเดินผ่านซีกเลอร์ไปพร้อมกับสบตาด้วยสีหน้าจริงจัง

“Ich bin Thailänder , kein Chinese. (ฉันเป็นคนไทยไม่ใช่คนจีน) ”

ซีกเลอร์ได้ยินคำนี้จากตฤณราวกับเขาถูกสะกดให้หมดฤทธิ์ไป จากนั้นสิ่งที่ผู้ชมในสนามเห็นการปะทะกันของทั้งคู่นั้นตฤณคือนักเตะคนละชั้นกับซีกเลอร์อย่างชัดเจนไปแล้ว

เกมผ่านมาช่วงท้ายเกมนาทีที่ 85 ทั้ง 2 ทีมยังเสมอกันอยู่ 0-0 เมเหม็ด กองหน้าเพื่อนร่วมทีมของตฤณถูกทำฟาล์วระยะประมาณ 30 หลา ตรงริมเส้นด้านขวา นักเตะทีมอาดเลอร์ส่วนใหญ่เตรียมพร้อมไปรอบอลเปิดเข้ามาในเขตโทษส่วนตฤณนั้นกลับเดินไปที่ลูกบอลที่อยู่ข้างสนาม

“ผมขอเตะลูกนี้เองครับโค้ช”

ตฤณหยิบลูกบอลขึ้นมาพร้อมกับขอเล่นเอง โยฮันที่อยู่ไม่ไกลนักไม่คิดอะไรมากเพราะปกติทีมก็ไม่ได้มอบหมายบทบาทการเล่นลูกตั้งเตะให้ใครเป็นพิเศษอยู่แล้ว

“โอเค งั้นนายโยนไปตรงที่มีพวกเราเยอะที่สุดนะ มุมนี้ยิงโดยตรงท่าจะยาก”

ตฤณยิ้มรับโดยไม่พูดอะไรเขาวางบอลลง ถอยหลังมา 4 ก้าว มองไปยังประตูฝั่งของทีมไอน์ไฮต์แล้วคิดในใจ

“มุมแบบนี้ต้องเตะแบบตำนานเทพลูกนิ่งทีมชาติเซอร์เบียแล้วล่ะ”

ตฤณหลับตาจินตนาการถึงการจัดระเบียบร่างกายท่ายิงที่ฝึกมาอย่างหนัก จากนั้นจึงวิ่งเข้าไปปั่นโค้งด้วยเท้าซ้ายแม้เพื่อนร่วมทีมจะคิดว่าเป็นการโยนให้โหม่งทำประตู บอลนั้นพุ่งแรงและโค้งคล้ายจะออกหลังแต่กลับมุดลงอย่างฉับพลันเสียบสามเหลี่ยมเสาไกลอย่างงดงาม

“ซ่วบ!”

เสียงตาข่ายสัมผัสบอลกับเสียงเพื่อนร่วมทีมตะโกนดีใจนั้นราวกับช่วยเป็นดนตรีเปิดตัวเขาในฐานะเจ้าพ่อลูกนิ่งคนใหม่ของทีม เฟาเอฟแอล อาดเลอร์ขึ้นนำ 1-0

“นี่มันการยิงครั้งแรกนับตั้งแต่เล่นทีมนี้ของนายเลยนะ”

โธมัสที่จดข้อมูลอยู่ข้างสนามถึงกับต้องรีบใส่ข้อมูลนี้ลงสมุดทันทีด้วยความตื่นเต้น

“สุดยอดเลยเพื่อน ฉันนึกว่าบอลมันจะเลยออกหลังซะแล้ว โชคดีที่มันมุดลงเข้าประตูนะ”

เมเหม็ดเข้ามากอดแสดงความดีใจกับตฤณพร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆ

“ใช่ โชคดีจริงๆ”

ตฤณยิ้มและตอบกลับอย่างเรียบง่าย แต่ในใจนั้นมีอาการลิงโลดอย่างเต็มที่

“นี่ล่ะผลของการฝึกหนักล่ะ ตลอดสัปดาห์เราเตะลูกแบบนี้มาเป็นร้อยลูกแล้ว”

ฟรีคิกลูกนี้ของตฤณเป็นประตูชัยให้ เฟาเอฟแอล อาดเลอร์ชนะเอสเก ไอน์ไฮต์ ไป 1-0 หลังจบเกมตฤณเดินผ่านซีกเลอร์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้นักเตะจอมเหยียดไม่กล้าสบตาด้วยแม้แต่น้อยเขาทำท่ากลบเกลื่อนอีโก้ของตัวเองที่เพิ่งถูกทุบพังด้วยการก้มหน้าเดินไปอย่างผู้แพ้

“เกมที่เหลือลูกตั้งเตะทุกลูกฉันฝากนายด้วยก็แล้วกันนะตฤณ ฉันไม่รู้ว่าลูกนี้โชคดีรึเปล่า แต่ถ้านายเตะบอลโค้งได้แบบนั้นมันก็กดดันคู่แข่งได้เยอะจริงๆ”

โค้ชโยฮันเข้ามามอบบทบาทใหม่ให้แก่ตฤณหลังจากประชุมทีมเสร็จ

“ให้พวกเขาคิดว่าโชคดีก็ดีเหมือนกัน เรารู้คนเดียวก็พอแล้วล่ะ” 
ตฤณกลับที่พักด้วยความเบิกบานใจเป็นพิเศษ เขาเตรียมสมุดบันทึกสถิติไปให้ ดร.ฮันส์ในวันรุ่งขึ้น เพื่อเตรียมแผนการฝึกกันต่อ และอยากฝึกเตะลูกนิ่งรูปแบบต่างๆ ด้วยใจที่ตื่นเต้น

“รอหน่อยนะความฝัน ฉันกำลังรีบวิ่งไปหาแล้ว”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!