Final Curve : Set piece master. ฟรีคิกพลิกเกม

ตอนที่ 6: เมล็ดพันธุ์ดีในที่แห้งแล้ง

👁️ 15 อ่าน
22px

เกมแรกในไทยลีก 3 เลกที่ 2 โซนกรุงเทพ-ปริมณฑล พีเค ซิติเซ่นส์ เล่นในบ้านพบกับกรุงธน เอฟซี ตฤณมีชื่อเป็นตัวสำรองเขานั่งประชุมทีมในห้องแต่งตัว โค้ชปริกรทบทวนแท็คติกครั้งสุดท้ายก่อนลงสนาม ลูกทีมทุกคนดูมีความตั้งใจกว่าตอนที่ซ้อมหลายเท่า ทำเอาตฤณคิดในใจอย่างฉงนสงสัย

“พอเป็นวันแข่งความมุ่งมั่นของแต่ละคนนี่เพิ่มขึ้นหลายเท่าเลย ทำไมตอนซ้อมกันตลอดสัปดาห์ถึงไม่ตั้งใจกันอย่างนี้บ้างนะ?”

ท่ามกลางอากาศ 36 องศา แฟนบอลของพีเค ซิติเซ่นส์ไม่หนาตามากนัก นับคร่าวๆเพียงไม่เกิน 500 คน

“ร้อนมากจริงๆ ไม่เข้าใจเลยว่าที่ผ่านมาทำไมทีมเราถึงไม่เคยลองซ้อมเวลาแข่งจริงดูบ้าง ซ้อมกันแต่ช่วง 5 โมงเย็นมันไม่ร้อนเท่านี้เลย หวังว่าทีมเราจะยืนระยะได้ทีเถอะ”

ยังไม่ทันเริ่มเกมตฤณเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีนัก ขณะที่มองไปยังคู่แข่งกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูลำหักลำโค่นเหนือกว่า

เกมเริ่มมาไม่กี่นาที กองกลางของทีมพีเคเปิดบอลยาวให้เปาลินโญ่ กองหน้าชาวบราซิลโหม่งเช็ดให้เปรมยศบริเวณริมเส้นด้านซ้าย เปรมยศคลึงบอลหลบแบ็คขวาของกรุงธน แล้วกระชากเข้าในยิงเต็มข้อด้วยเท้าขวาบอลพุ่งแรงเสียบเสาแรกชนิดผู้รักษาประตูของกรุงธนได้แต่มอง พีเค ซิติเซ่นส์ขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่ 10 นาทีแรก

“สุดยอดมากเลยเพื่อน!”

เปาลินโญ่วิ่งเข้าไปแสดงความดีใจกับเปรมยศ ขณะที่ข้างสนามปริกรไม่ได้แสดงความดีใจมากนักต่างกับทะนงเดชที่วิ่งดีใจราวกับเป็นคนทำประตูเอง

“เยี่ยมเลยที่ขึ้นนำเร็วก็หวังว่าจะรักษาสกอร์ได้นะ”

ตฤณยังไม่วางใจกับสถานการณ์นัก เพราะฝั่งคู่แข่งดูจะยังมีกำลังใจที่ดีอยู่

“จริงๆทักษะความสามารถของปอก็ยอดเยี่ยมจริงๆ สมแล้วที่เคยเป็นเยาวชนทีมชาติมาก่อน”

ตฤณยอมรับในความสามารถที่ยอดเยี่ยมของเปรมยศ แต่จากสิ่งที่เขาเห็นยังทำให้นักเตะวัย 30 ปีอดเป็นห่วงไม่ได้

“ช่วงไหล่ของปอแคบไหล่กับแขนเล็กแบบนี้เร่งสปีดไม่กี่รอบก็คงเร่งไม่ขึ้น ไขมันเกาะที่ช่วงพุงลามไปถึงสะโพกกับขา ร่างกายแบบนี้ยืนระยะแค่ 30 นาทียังไม่น่าจะเป็นไปได้เลย”

อากาศยังคงร้อนอย่างต่อเนื่องเรี่ยวแรงของทีมพีเคจึงเริ่มถดถอยลงตามที่ตฤณคาดไว้ เกมมาถึงนาทีที่ 35 จากจังหวะที่วิญญูกองกลางของทีมพีเคถูกเบียดล้มลงกลางสนาม

“เฮ้ย! กรรมการไม่ฟาล์วเหรอ?”

ผู้เล่นพีเคแทนที่จะเล่นต่อกลับหยุดเพื่อจะฟ้องผู้ตัดสิน แต่ผู้เล่นทีมกรุงธนไม่สนใจแทงบอลทะลุหลุดเดี่ยวไปยิงตีเสมอเป็น 1-1 โค้ชปริกรเริ่มกระสับกระส่ายลุกขึ้นตะโกนใส่ลูกทีมทันที

“เฮ้ย !!! หยุดเล่นหาพระแสงอะไรวะ เอาใหม่ๆทีมนั้นมีแต่เด็กมหาวิทยาลัย อย่าแพ้นะโว้ย”

ตฤณเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่กุมขมับ และไม่ใช่เพียงจังหวะเสียประตูนั้น แต่นักเตะของทีมเพเคถูกแซะล้มง่ายๆในทุกการเบียดปะทะ

“นี่ล่ะผลงานในสนามมันก็สะท้อนภาพการฝึกซ้อม แล้วล้มจังหวะแบบนี้กรรมการไม่มีทางให้ฟาล์วแน่”

ทั้งสองทีมผลัดกันรุกและรับกันจนหมดครึ่งแรก แม้ทีมพีเคจะมีจังหวะฉาบฉวยที่ดีแต่เปรมยศกับเปาลินโญ่ที่เริ่มจะหมดแรงก็ไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นประตูได้

“ฝั่งนู้นยังดูมีแรงเหลืออยู่เลย แต่ฝั่งเราสิเริ่มยืนงอตัวกุมหัวเข่ากันแล้ว”

ตฤณเริ่มเห็นเค้าลางไม่ดีของทีมตัวเอง อาการเช่นนี้ตฤณรู้ชัดเจนว่าพวกเขาหมดแรงกันไปแล้ว

ช่วงพักครึ่งเวลาแรกการประชุมทีมในห้องแต่งตัวโค้ชปริกรกลับเงียบสนิทไม่ได้เป็นคนสั่งการปรับแผนการเล่นแต่อย่างใด เพราะมีอีกคนหนึ่งพูดไม่หยุด

“เฮ้ย! พวกเราสู้ดิวะ ฝ่ายนั้นไม่มีอะไรมันมีแค่แรง ดันเกมสู้ไปเลยโยนให้ไอ้ปอกับไอ้เปาลินโญ่มันเราก็ชนะแล้วไม่ต้องคิดเยอะ”

คนที่ติวเข้มแท็คติกกลับเป็นทะนงเดช เขาทั้งพูดปลุกใจและสอนลูกทีมราวกับเป็นหัวหน้าโค้ชเสียเอง เท่านั้นไม่พอยังสั่งโค้ชให้เปลี่ยนตัวตามที่เขาคิดอีกด้วย

“วันนี้ทีมเราพังแน่ คนเป็นโค้ชได้แต่นิ่งเป็นใบ้ คนที่ไม่ใช่กลับสอนแท็คติก”

ตฤณนั่งมองด้วยความรู้สึกหลากหลาย และสิ่งที่เขาคิดก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อเริ่มครึ่งหลังมาไม่ถึง 5 นาที

“ยืนเชปเกมรับดีๆหน่อยโว้ย ระวังตัวสอดแถวสองด้วย!”

ปริกรพยายามสอนลูกทีมข้างสนามคล้ายการบอกบท แต่ทีมพีเคจัดระเบียบเกมรับยังไม่ดีนัก อัปเปียห์เซ็นเตอร์ฮาล์ฟชาวกาน่าของทีมสกัดบอลพลาดเข้าประตูตัวเอง กรุงธน เอฟซีพลิกขึ้นนำ 2-1

“งานเข้าของจริง ทีมเราจะมีแรงพอที่จะบุกเอาประตูคืนได้รึเปล่า? เกมนี้ยากแล้วแต่ถ้าฉันได้ลงสนามก็อาจจะพอช่วยอะไรได้บ้าง”

ตฤณเริ่มร้อนใจและพยายามหันไปมองปริกรเพื่อหวังว่าจะลองใช้เขาให้เป็นประโยชน์ แต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทะนงเดชยังคงเป็นคนคุมทีมตัวจริง ยังคงเป็นผู้เล่นชุดเดิมที่เจ้าของทีมมั่นใจลงเล่นอยู่

“โค้ชเองเขาก็คงอยากเปลี่ยนตัวเหมือนกันแต่ตัวสำรองส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุไม่ถึง 20 เด็กพวกนี้มีไว้สร้างภาพว่าทีมเราเน้นพัฒนาเยาวชนกับเขาบ้างเท่านั้นแหละ แต่จริงๆระดับฝีเท้ายังไม่พร้อมโค้ชเลยไม่กล้าเสี่ยง หรือไม่ก็เพราะคุณทะนงเดชสั่งไม่ให้เปลี่ยนก็ไม่รู้นะครับ”

บอยนักกายภาพของทีมซึ่งเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยที่นั่งอยู่ข้างตฤณบ่นพึมพำเบาๆราวกับอยากให้ตฤณได้ยินความคิดเห็นของเขา

“เป็นแบบนั้นจริงเกมนี้เราก็จบเห่แล้วล่ะบอย”

ตฤณเอนหลังกับเก้าอี้พร้อมกับบ่นเบาๆเพื่อให้บอยได้ยินเช่นกัน ทำเอานักายภาพจำเป็นของสโมสรหัวเราะในลำคอเบาๆด้วยความตลกปนขมขื่น

ท้ายเกมเปรมยศหมดแรงจนวิ่งแทบไม่ไหวได้แต่เดินไปมาในแดนหน้า แต่แม้บอลจ่ายจากแดนหลังจะมาถึง กองหน้าวัย 25 ก็ไม่สามารถเก็บบอลเพื่อทำเกมรุกได้ ตฤณที่มองอยู่ส่ายหน้าคิดว่า

“ถ้าเขาฟิตกว่านี้นะ เทคนิคความสามารถของเขาจะเก่งขึ้นอีก 2 เท่าแถมยืนระยะได้ทั้งเกมด้วย”

จบเกมทีมพีเค ซิติเซ่นส์แพ้ไป 1-2 ตฤณได้แต่สะกดอารมณ์หลากหลายไว้ในใจ

“ฟอร์มแบบนี้นี่มันแย่กว่าที่คิดไว้มากเลยนะ เอาจริงๆฉันซ้อมดีกว่าทุกคนด้วยซ้ำนะโค้ชเองก็น่าจะเห็น แต่คงเพราะเรายังใหม่กับทีมรึเปล่าเขาถึงไม่ให้เราเล่น”

ตฤณและเพื่อนร่วมทีมต่างอยู่ในบรรยากาศผิดหวัง ทั้งที่ก่อนเกมพวกเขายังมั่นใจเพราะชื่อชั้นตัวผู้เล่นเหนือกว่ามาก ทะนงเดชจัดการด่าเช็ดเรียงตัวในการประชุมทีมขณะที่ปริกรได้เพียงอยู่นิ่งไม่พูดอะไร อัปเปียห์ที่ทำเข้าประตูตัวเองโดนทะนงเดชเฉ่งหนักกว่าคนอื่น เคราะห์ดีที่ว่าเขาฟังภาษาไทยไม่ค่อยออกเลยได้แต่ปั้นหน้าเฉยเหมือนสำนึกผิดไป

“ลูกที่เสียมันก็เป็นความรับผิดชอบร่วมกันนะทั้ง 2 ประตูเลย ถ้าไม่ปรับวิธีคิดใหม่พวกเราได้แพ้รวดแน่”

ตฤณทำได้เพียงแค่คิดในใจเท่านั้นไม่กล้าพูดออกไป หลังการอบรมชุดใหญ่จากทะนงเดชทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน ส่วนตฤณนั้นขอตัวไปซ้อมพิเศษ

“เฮ้อ! วันนี้นอกจากอากาศที่ร้อนแล้วเราก็ไม่เสียเหงื่อจากอะไรเลย”

หลังซ้อมเสร็จนาฬิกาอัจฉริยะของเขาขึ้นเตือนว่าในบางจังหวะการเคลื่อนไหวตฤณลงน้ำหนักที่ขาซ้ายมากกว่าขาขวาอย่างชัดเจน หากปล่อยไปโดยไม่แก้ไขจะเกิดปัญหากับเขาไม่มากก็น้อย

ตฤณรู้แก่ใจดีว่าเป็นเช่นนั้นจริงเขาอาจจะต้องถามหาผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยเรื่องนี้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด

“จำได้ว่าน้ำค้างเคยแนะนำน้องรหัสสมัยเรียนแพทย์เป็นหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยเฉพาะน่าจะช่วยเราได้นะ ลำพังตัวเราเองต่อให้มีความรู้แค่ไหนก็เผลอพลาดได้”

 

เกมถัดมาทีมพีเค ซิติเซ่นส์ต้องบุกไปเยือนทีมในจังหวัดนนทบุรี แม้เปาลินโญ่กับเปรมยศจะช่วยกันยิงคนละประตูในครึ่งแรก แต่ความฟิตที่ด้อยกว่าบวกกับแท็คติกที่ไม่หลากหลายทีมเจ้าบ้านก็สามารถยิงคืนได้ 2 ประตูรวดตีเสมอสำเร็จ ตฤณยังคงไม่ได้สัมผัสเกมแรกของไทยลีก 3 แม้ตลอดสัปดาห์เขามุ่งมั่นทำผลงานในการซ้อมอย่างหนัก ทว่าก็ยังไม่มีชื่อเป็น 11 ตัวจริงหรือถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรองแม้แต่เกมเดียว

“นี่คงไม่เกี่ยวกับที่ฉันซ้อมดีรึเปล่าแล้วล่ะคุณโธมัส ผมว่าระบบการคิดของทีมนี้มันไม่ใช่แบบฉบับของมืออาชีพแล้ว”

ตฤณคุยออนไลน์ระบายกับโธมัสเอเย่นต์ของเขาด้วยอารมณ์โกรธอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน

“ใจเย็นก่อนนะตฤณ ขอฉันเช็คข้อมูลก่อนว่าตำแหน่งแบ็คซ้ายในทีมของนายเนี่ยคนที่เล่นอยู่มีดีกว่านายเรื่องไหน”

โธมัสหาข้อมูลทั้งหมดได้เร็วจนน่าทึ่ง

“โอเคฉันพอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไม เขาชื่อเพชรสินะ”

“ใช่ แต่ผผมไม่ค่อยรู้อะไรมากนักหรอกครับ แต่พูดตามตรงเพชรดูเป็นคนที่เทคนิคการเล่นในตำแหน่งนี้จัดว่าไม่เลว อาจจะระดับเดียวกับผมเลย”

“อืม ฉันแปลจากข่าวเก่าๆนะตฤณ 3-4 ปีก่อนเพชรเคยเล่นในทีมใหญ่ของไทยลีก เขาเล่นได้ดีจนมีชื่อในลิสต์ของทีมชาติเลยล่ะ แต่ว่าดันไปมีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายเกินตัวติดหนี้สินจนไม่มีสมาธิกับฟุตบอลเท่าที่ควร จนเขาค่อยๆลดระดับตัวเองมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้จะเรียกว่าเหลือแต่ชื่อก็ได้”

ตฤณนิ่งฟังข้อมูลของโธมัสอย่างตั้งใจและพอปะติดปะต่อเรื่องราวได้ก่อนจะตอบโธมัสไปว่า

“แต่แค่ชื่อชั้นดีกรีระดับไทยลีกของเขา ก็มากพอที่คุณทะนงเดชจะสั่งให้โค้ชจัดให้เขาลงสนามอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องสนใจผลการฝึกในสนามซ้อมแล้วสินะครับ”

ตฤณเริ่มเข้าใจอย่างชัดเจนว่าวัฒนธรรมของทีมนี้ต่างกับเขามาก สำหรับตฤณ การฝึกซ้อมคือการเอาจริง สนามแข่งเป็นแค่การทดสอบ แต่ความคิดของคนในทีมนี้กลับข้างกันสิ้นเชิง เวลาซ้อมไม่ต้องจริงจังเก็บแรงไว้วันแข่งดีกว่า

 

เกมต่อมายังคงเป็นเกมเยือน คราวนี้ทีมพีเค ซิติเซ่นส์ต้องพบกับทีมท้ายตารางอย่างมหาวิทยาลัยพาณิชย์ปทุม ซึ่งนักเตะในทีมทั้งหมดเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยไม่มีตัวต่างชาติแต่อย่างใด

“จากที่เราสืบข้อมูลการเล่นทีมนี้มา ถึงจะเป็นทีมท้ายตารางแต่ระบบการเล่นและความฟิตจัดว่าดีใช้ได้เลย เพียงแต่ประสบการณ์และความสามารถของนักเตะค่อนข้างจำกัด”

ตฤณนั่งกอดอกนิ่งบนม้านั่งสำรองพร้อมกับคิดถึงสิ่งที่ตัวเองพยายามหาข้อมูลมา แต่ก็ยังถอนหายใจยาวเมื่อคิดต่อ

“แต่ทีมเรานี่สิวิ่งได้ซัก 45 นาทียังแทบจะไม่ไหว เกมจะจบแบบไหนคงแทบไม่ต้องเดาแล้ว”

ทุกอย่างที่ตฤณคาดไว้เกิดขึ้นทั้งหมด เกมนี้เปรมยศกับเปาลินโญ่โชว์ฟอร์มไม่ออก แต่ข้างสนามก็ยังคงได้ยินโค้ชปริกรสั่งการตามที่ทะนงเดชบอกบทมา

“ได้บอลแล้วส่งขึ้นหน้าไปเร็วๆสิวะ! แล้ววิ่งตามไปช่วยเพื่อนด้วย”

ทำเอาตฤณแทบอยากจะกลับบ้านเสียตั้งแต่ยังไม่จบเกม แต่ความเป็นมืออาชีพทำให้เขาสะกดอารมณ์นี้ไว้ได้

“ความหมายของคำสั่งนี้คือหวังผลแค่กองหน้า 2 คนแบกทีมให้ชนะ แล้วทั้งปอกับเปาลินโญ่เจอคู่แข่งเข้าถึงเร็วพลิกบอลไม่ได้ตลอดทั้งเกมแบบนี้ มันก็เท่ากับทีมเราเตะบอลส่งให้คู่แข่งเพื่อให้เขาเอาบอลมาบุกฝ่ายเดียว แล้วระบบที่ดีบวกความตั้งใจใส่ไม่หมดของคู่แข่งจะเหยียบทีมเราจมดิน”

ตฤณทอดถอนใจกับเกมการเล่นในสนามที่เขาเห็น จึงพยายามเปลี่ยนมุมมองดูบ้างเพราะไม่อยากเครียดกับเกมที่ไม่เป็นอย่างใจ

“ถ้าเราลงไปจะพอช่วยอะไรได้บ้างนะ?”

ตฤณคิดจบไม่กี่นาที ฝั่งคู่แข่งอย่าง ม.พาณิชย์ปทุมก็สวนกลับจากการเสียบอลของเปรมยศ บอลถูกแทงทะลุมาให้กองหน้าของทีมยิงแฉลบขาของเพชรเข้าไป 1-0 และเป็นประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนี้ ขณะที่ตฤณนั่งทอดอาลัยกับความพ่ายแพ้อีกครั้งของทีมอยู่ที่ม้านั่งสำรอง เขาได้ยินเสียงผู้ช่วยโค้ชกระซิบคุยกับปริกรเบาๆ

“โค้ชไม่ลองส่งตฤณลงบ้างล่ะครับ ผมสังเกตเห็นตอนซ้อมเขาเตะลูกนิ่งได้คมดีนะ” “ตำแหน่งของมันมีลูกรักของคุณทะนงเดชเขาสัมปทานอยู่ผมทำอะไรไม่ได้มากหรอก”

ปริกรตอบแบบยอมจำนน แม้ตฤณจะได้ยินไม่ชัดเจนนักแต่ก็พอจับใจความได้ เขาเริ่มสำเหนียกตัวเองแล้วว่าอยู่ในสถานการณ์เช่นไร

“นี่ต่อให้เราพยายามแค่ไหนก็จะไม่ได้โอกาสอยู่ดีสินะ”

ตฤณเริ่มทำใจยอมรับความจริงที่ยากจะรับได้ เขาเดินเข้าห้องแต่งตัวด้วยความสิ้นหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ยังคงพยายามมองโลกในแง่ดีตามที่น้ำค้างเคยสอนได้บ้าง

“เอาเถอะเรามีสัญญายังไงก็ต้องทำเต็มที่ไปก่อน โอกาสมันต้องมีบ้างสิน่า”

เขาคิดเรื่องนี้จริงจังระหว่างนั่งแท็กซี่กลับที่พัก แม้จะไม่ได้ออกแรงในการลงแข่ง แต่ความเหนื่อยใจนั้นกัดกินเขาจนหลับไปด้วยความอ่อนล้า

วันรุ่งขึ้นเขายังมีนัดเรียนโยคะซึ่งทั้งนาฬิกาอัจฉริยะของเขากับหมอนัทรุ่นน้องของน้ำค้างต่างก็แนะนำเขาเพื่อเสริมความสมดุลร่างกายของเขาเอง

ทีมพีเคซิติเซ่นส์ของตฤณยังคงไม่ชนะใครต่อไป นัดต่อมาก็เก็บได้เพียง 1 แต้มในเกมเหย้า แต่สิ่งที่ตฤณรู้สึกไม่ดียิ่งกว่าคือ ในการซ้อมแต่ละวันก็ยังไม่มีความพยายามในการยกระดับขึ้นแต่อย่างใด และการที่โค้ชยังฝืนใช้แต่ผู้เล่นเดิมลงสนามทำให้ความอ่อนล้าเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

“แต่ละคนในทีมไม่ฟิตแถมดูแลตัวเองกันไม่ดีอยู่แล้วด้วย แล้วต้องลงสนามติดๆกัน 4 เกม เดินได้ก็บุญแล้วล่ะ”

ตฤณอยากระบายความรู้สึกเบื่อหน่ายสุดจะทนนี้กับใครสักคน เขาวิดิโอคอลหาวรดาทันที คุยกันกับเรื่องที่ตฤณคับข้องใจอยู่หลายนาที ปลายสายที่ฟังอยู่นานก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใสแต่แฝงด้วยความจริงจัง

“นี่พี่ตฤณเก่งมากนะคะ ขนาดไม่ได้โอกาสลงเล่นแต่ก็ยังขยันซ้อมที่สุด หมอนัทบอกน้องมาว่าร่างกายพี่นี่ฟิตสุดตั้งแต่เขาเคยตรวจร่างกายนักกีฬาอาชีพมาเลย”

จิตแพทย์สาวเริ่มตอบกลับด้วยคำชมก่อนเพื่อให้ตฤณรู้สึกดีและจิตใจคลายความขุ่นมัวลงบ้าง

“พี่ว่าพี่อึดอัดนะน้ำค้าง เห็นอยู่ว่าทุกอย่างมันผิดพลาดไปหมดแต่กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย”

ตฤณยังคงพรั่งพรูความรู้สึกขงตัวเองออกมาราวกับน้ำที่ล้นจนเขื่อนแตก

“ที่พี่ตฤณคิดแบบนี้เพราะพี่ก็รักทีมใช่ไหมคะ?”

วรดาสะท้อนความรู้สึกของตฤณออกมาซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไป

“อืม มันก็ใช่เพราะยังไงพี่ก็ยังเป็นคนของทีมนี้”

“พี่ตฤณทำให้ดีที่สุดต่อไปนะคะ เอาแบบตามเหตุผลเลยคือยังไงมันจะต้องมีคนในทีมเจ็บหรือล้าจนเล่นไม่ไหวแน่นอน ถึงเวลานั้นพี่ก็โชว์ให้เต็มที่ไปเลยล่ะ น้ำค้างรอเชียร์ค่ะ”

พลังแห่งความใจดีของวรดานั้นช่วยตฤณได้มาก เธอเองแทบไม่ต้องทำอะไรเพียงแค่ฟังและสะท้อนความรู้สึกลึกๆของตฤณออกมา เขาก็คิดสรุปสิ่งที่ต้องทำได้เองทั้งหมด “ขอบคุณนะน้ำค้าง ช่วยพี่ได้เยอะเลย”

“พี่ตฤณเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีอยู่แล้วค่ะ แค่ช่วงนี้มันอาจจะแล้งไปหน่อยเลยยังไม่ค่อยโตเท่าที่มันควรจะเป็น”

น้ำค้างยิงคำคมเชิงเปรียบเทียบปิดท้ายซึ่งทำให้ตฤณเห็นภาพมากขึ้น คุยต่ออีกไม่นานน้ำค้างก็ขอตัวไปเตรียมงานของเธอสำหรับวันพรุ่งนี้ วางสายเสร็จตฤณกลับไปซ้อมสิ่งที่เป็นอาวุธหลักของเขา

“ลูกตั้งเตะนี่ล่ะคือสิ่งที่ฉันจะเอามาพลิกเกม”

ตฤณซ้อมเตะฟรีคิกระยะต่างๆราว 1 ชั่วโมง ทุกเป้าหมายที่เล็งเอาไว้เขาเตะไม่พลาดเป้าแม้แต่ลูกเดียว

“เกมต่อไปเราต้องไปเยือนสินะ มั่นใจได้เลยว่าถ้าได้ลงฉันจะต้องยิง 1 ประตูให้โค้ชได้เห็นให้ได้”

ตฤณเริ่มวางเป้าหมายให้ตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังซ้อมเสร็จ

“ขอเพียงน้ำหยดเดียวก็พอแล้ว เมล็ดพันธุ์อย่างฉันจะเติบโตให้ดูเอง

 

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!