Final Curve : Set piece master. ฟรีคิกพลิกเกม

ตอนที่ 9: ความแน่นอนไม่มีอยู่จริง

👁️ 11 อ่าน
22px

อีกเพียง 2 นัดสุดท้ายการแข่งขันในรอบลีกของไทยลีก 3 โซนกรุงเทพ-ปริมณฑลก็จะจบลง

“เราอยู่กับบรรยากาศและการแข่งขันของที่นี่มา 3 เดือนได้รู้ถึงอะไรหลายอย่างในลีกนี้ไม่น้อยแต่ปัญหาหลักๆคือมาตรฐานการเล่น, คุณภาพการตัดสิน, สนามที่บางแห่งเสี่ยงเจ็บ และที่สำคัญที่สุดคือความเป็นมืออาชีพของทั้งนักเตะและผู้บริหารทีมยังห่างไกลจากกระทั่งลีกระดับสมัครเล่นในเยอรมันที่ฉันเคยเล่นเลย”

ตฤณคิดกับตัวเองขณะเดินทางมาที่สโมสร บรรยากาศการซ้อมของวันนี้กลับมีความไม่ธรรมดาเกิดขึ้น ทะนงเดชที่หายหน้าจากสนามซ้อมไปนานเพราะสาละวนกับการหาเสียงเลือกตั้งได้กลับมาแล้ว เขาแพ้การเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมายจึงมีความตึงเครียดเกิดขึ้นทันที ทะนงเดชเรียกทีมบริหารและโค้ชเข้าไปพูดคุยในช่วงเที่ยงวัน และเขาฝากให้ปริกรกับเลขาส่วนตัวมาแจ้งข่าวให้กับนักเตะในทีมหลังการซ้อมเสร็จสิ้น

“วันนี้โค้ชดูเครียดนะว่าไหมมึง?”

เพชรเอ่ยปากคุยกับวิญญูเพื่อนซี้ของเขาที่มักจะคุยกันเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเสมอ

“มีเรื่องอะไรวะพี่ วันนี้เห็นบอสเรียกประชุมใหญ่ด้วย”

ศุภลักษณ์ที่อยู่ในวงสนทนาถามด้วยความอยากรู้ เพราะเขาเองก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเช่นกัน

“ก็คงเรื่องเป้าหมายทีมนั่นล่ะมั้ง เพราะถ้าเกิดทีมเราได้เข้ารอบ Play off เลื่อนชั้น คงต้องวางแผนกันหลายเรื่องเลยล่ะ มันต้องเดินทางข้ามโซนด้วย”

เปรมยศพยายามคาดเดาเหตุการณ์แม้จะได้ชื่อว่าเป็นลูกรักของประธาน แต่ครั้งนี้เขาแทบไม่รู้ข้อมูลใดทั้งสิ้น ส่วนตฤณนั้นนั่งฟังพวกเขาคุยกันขณะกำลังยืดกล้ามเนื้อในใจก็ยังรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน

“ปกติเราก็มีเซ้นส์ซะด้วย ถ้ามีเรื่องสำคัญทีไรจะรู้สึกแปลกๆทุกที ครั้งนี้ขอให้เป็นเรื่องดีทีเถอะ”

ตฤณถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความไม่สบายใจจนเพื่อนร่วมทีมบางคนยังได้ยินเสียงนั้น หลังการซ้อมเสร็จสิ้นลงปริกรและอภิชัยเลขาของทะนงเดชก็เรียกทุกคนมาล้อมวงกันข้างสนามซ้อมบรรยากาศนั้นตึงเครียดจนทุกคนสัมผัสได้

“ผมมีเรื่องแจ้งให้ทุกคนทราบนะครับ คือตอนนี้ทีมเรามีปัญหาการเงินอยู่สักหน่อย”

อภิชัยปิดหัวข้อการประชุมแบบตรงเข้าจุด ขณะที่ทุกคนในทีมรู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยมีดอย่างจัง

“เงินเดือนของทุกคนอาจจะต้องขอจ่ายให้ครึ่งเดียวในเบื้องต้นก่อนนะครับ แต่ทางเราจะพยายามบริหารจัดการให้ดีที่สุดเพื่อจ่ายให้ทุกคนได้ครบจำนวนแน่นอนครับ”

เมื่ออภิชัยพูดประโยคนี้จบ นักเตะทุกคนในทีมรู้สึกชาไปทั้งตัว ความเงียบและตึงเครียดเกิดกับทั้งทีมทันที แต่นี่ยังเป็นเพียงเริ่มต้นเท่านั้น ความน่าตกใจยังคงตามมาเพิ่มจากปากของอภิชัยเมื่อเขาประกาศอีก 1 เรื่องสำคัญ

“และผมคงต้องแจ้งให้ทราบอีกเรื่องครับ จบฤดูกาลนี้ทีมเราอาจจะต้องทบทวนการบริหารงานอีกครั้ง ยังไม่แน่ว่าจะไปต่อรึเปล่าเราอาจจะต้องพักทีมซัก 3 ปีนะครับ”

นักเตะทุกคนเจอประโยคสุดท้ายนี้เข้าไปความรู้สึกของทุกคนยิ่งกว่าโดนคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่ บางคนถึงกับเรี่ยวแรงหายไปหมดต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้น บางคนสีหน้าเหมือนอยากจะตะโกนชื่อสัตว์เลื้อยคลานออกมาแต่ก็พยายามยั้งปากเอาไว้ 

“เฮ้ย! แล้วพวกเราจะทำยังไงล่ะครับ จู่ๆก็มาบอกกะทันหันกันแบบนี้ แล้วสัญญาที่เซ็นกันไว้จะว่ายังไงล่ะ”

เปรมยศตะโกนสวนไปแบบไม่สบอารมณ์ จนเพื่อนร่วมทีมต้องพยายามบอกให้เขาสงบสติอารมณ์ลง

“ใจเย็นนะครับ.....ยังไงเราก็จะจ่ายค่าจ้างให้ครบแน่นอน อย่างมากคงไม่เกิน 3 เดือนหลังทีมพักไปนะครับ เพราะเราก็กังวลเรื่องสัญญากับทุกคนเหมือนกัน เป็นคดีความขึ้นมาเรื่องคงลุกลามใหญ่โต”

อภิชัยพยายามอธิบายเหตุผลเมื่อเห็นทุกคนใจเย็นลงบ้างจึงหันมาพูดกับตฤณโดยตรง

“คุณตฤณ.... บอสเองมีเรื่องอยากคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวนะครับ ถ้าไงวันพรุ่งนี้รบกวนมาที่นี่ช่วงบ่ายโมงด้วยครับ”

“ครับได้....บ่ายโมงนะครับ”

ตฤณทำได้เพียงตอบรับ แม้เขาเองจะไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรกันแน่จึงโดนเรียกไปพบเพียงคนเดียว บรรยากาศของทีมมีแต่ความเงียบ ทุกคนไม่พูดอะไรหลังประชุมเสร็จต่างแยกย้ายกันกลับด้วยสีหน้าหม่นหมอง แม้การซ้อมจะกินแรงไปมากแต่เมื่อได้รับข่าวร้ายเช่นนี้พวกเขาต่างรับประทานอะไรไม่ลงกันโดยพร้อมเพรียง แม้แต่ตฤณเองก็ยังประสบกับอาการดังกล่าวด้วยเช่นกัน

วันรุ่งขึ้นตฤณเดินทางมาที่ห้องของประธานสโมสรตรงตามเวลานัดด้วยสภาพอิดโรย

“เฮ้อ....คิดวนไปวนมาจนนอนแทบไม่หลับทั้งคืนเลย”

เขาพึมพำในใจด้วยความเหนื่อยใจขณะที่นั่งรอหน้าห้องของประธานสโมสร เพียงไม่นานนักทะนงเดชและอภิชัยก็เดินทางมาพร้อมกับปริกร เขาเชิญตฤณนั่งลงตามมารยาทจากนั้นก็ไม่รีรอที่จะเข้าเรื่องที่เตรียมไว้ทันที

“นายเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดของทีมแล้วสินะตฤณ”

“ครับ..... แล้วนี่คือไม่มีทางออกแล้วจริงๆใช่ไหมครับ”

ตฤณยังคงมีความหวังเล็กๆว่าทุกคนในฝ่ายบริหารจะแก้ปัญหานี้ลงได้

“มันก็ยากนะ.... ฉันใช้เงินในการเลือกตั้งไปเยอะแล้วดันแพ้ซะอีก เงินมันก็จมตรงนั้นล่ะ แต่ฉันก็พอมีทางไปต่อได้อยู่ถึงต้องให้นายช่วยนี่ไง”

ทะนงเดชย้ำถึงปัญหาที่เหมือนเขาเองก็แบกรับไม่ไหว แววตาที่เคยภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของตนนั้นหายไปสิ้น

“จริงๆ ที่เรียกนายมาวันนี้คือมีทีมติดต่อมาว่าสนใจอยากได้ตัวนายไปร่วมทีมล่ะนะ”

ทะนงเดชหยุดเพื่อดูอาการของตฤณว่ารู้สึกอย่างไรแล้วจึงพูดต่อ

“เอาจริงนายเองก็จะหมดสัญญาอยู่แล้วยังไงก็ย้ายทีมได้ฟรีไม่มีปัญหา ฉันเลยมีเรื่องจะขอร้องซักหน่อย นายไม่รับเงินเดือนที่เราจะต้องจ่ายจนจบฤดูกาลได้ไหม” 

ตฤณรู้สึกร้อนบริเวณใบหน้าทันที เขามีอาการโกรธอย่างชัดเจนแต่เขาพยายามอดกลั้นเอาไว้อย่างสุดกำลัง

“ผมไม่เข้าใจครับ เงินเดือนผมแค่ไม่กี่บาทเองมันจะช่วยอะไรได้ครับ?”

ตฤณถามอย่างต้องการเหตุผลแต่ในใจของเขานั้นแทบไม่อยากฟังอะไรจากทะนงเดชอีกแล้ว

“คืออย่างนี้นะ ถ้านายยอมรับเรื่องนี้ได้ ฉันก็คงพูดคุยกับกลุ่มพวกที่เงินเดือนสูงๆได้อยู่ ส่วนพวกเด็กๆอายุน้อยพวกนั้นฉันเคลียร์ได้เพราะเงินเดือนก็พอๆกับนาย ถ้าพักการจ่ายกลุ่มนี้ไปได้มันก็โล่งขึ้น ถ้านายรับเรื่องนี้ได้ซักคนและช่วยพูดให้ฉันหน่อย พวกนั้นต้องฟังแน่ๆ”

ทะนงเดชยื่นข้อเสนอที่พิสดารสุดเท่าที่ตฤณเคยได้พบมาทำเอาตฤณรู้สึกทั้งแปลกใจและโกรธในเวลาเดียวกัน

“ไม่จ่ายเงินให้เราไม่พอยังจะต้องให้เราไปโน้มน้าวคนอื่นให้ยอมรับเรื่องนี้อีก” 

ตฤณพยายามทำใจให้เย็นอย่างมากแม้จะไม่สำเร็จแต่ก็พอจะมีสติคมชัดมากขึ้นจนคิดวิธีแก้ปัญหาได้บ้าง

“คุณทะนงเดชคิดว่าต้องใช้เงินประมาณเท่าไรครับ ถึงพอประคองทีมให้มีเงินจ่ายครบทุกคนจนจบฤดูกาลได้”

ตฤณลองยิงคำถามแบบตรงจุดบ้าง ทำเอาทะนงเดชครุ่นคิดอยู่พักใหญ่

“อย่างน้อยก็ 6 แสนล่ะนะ แล้วถ้าจบฤดูกาลนี้ทีมเราได้อย่างน้อยอันดับ 2 ของลีก สปอนเซอร์จะจ่ายเพิ่มอีก ยิ่งถ้าได้เข้ารอบแชมป์เปี้ยนส์ลีก เราน่าจะได้เงินอีกก้อนนึงจากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ยังไม่รวมเงินสนับสนุนจากสมาคมฯ ถ้าเป็นตามนี้ฉันจ่ายได้ครบทุกคนเลย แต่ทีมจะไปต่อหรือไม่ก็ไม่รู้นะ คงต้องปล่อยพวกเงินเดือนสูงๆออกไปเหลือแต่พวกเด็กๆเท่านั้นล่ะ”

ตฤณได้ฟังก็รู้สึกจุกอกอย่างบอกไม่ถูกแต่เขาฉุกคิดได้เรื่องหนึ่งจึงยื่นข้อเสนอทันที
“เอาแบบนี้ครับคุณทะนงเดช ทีมที่สนใจผมคือทีมอะไรครับผมอยากรู้ข้อมูล”

“อ๋อ....เป็นทีมในลีกสิงคโปร์น่ะ ลีกสูงสุดเลยล่ะ”

ตฤณนิ่งและคิดหาแผนการของตัวเองอยู่ครู่หนึ่งอย่างใจเย็น เพียงไม่นานก็ถามทะนงเดชอีกครั้งเพื่อหยั่งเชิง

“ทีมนั้นอยากได้ตัวผมจริงๆใช่ไหมครับ”

“ใช่ เขายอมจ่ายค่าฉีกสัญญาเลยด้วยซ้ำ”

ทะนงเดชตอบตามที่รู้มาจากทีมงานและเอเย่นต์ของสโมสรต่างแดนนั้น

“งั้นคุณต่อสัญญาผมพอเป็นพิธี เอาแค่ผมย้ายฟรีไม่ได้ก็พอ”

ตฤณยื่นข้อเสนอที่พิสดารบ้าง ทำเอาทะนงเดชถึงกับอึ้งกับแผนนี้แต่เขาก็ดูจะมีความหวังขึ้นมาไม่น้อย

“ตฤณนายคิดจะทำอะไรกันแน่?”

“หลังต่อสัญญากันเสร็จคุณขายผมให้ทีมนั้นไปด้วยราคา 6 แสนเลย และผมยินดีจะไม่รับเงินเดือนที่เหลือ แต่ผมขอแค่ 2 เรื่อง”

“เรื่องอะไรว่ามาได้เลย”

ทะนงเดชดูท่าทางพอใจกับแผนนี้ แต่ยังอยากรู้เงื่อนไขมากขึ้น

“ข้อแรกเงินที่ขายผมได้ ขอให้คุณเอามาจ่ายค่าจ้างให้ทุกคน …. ข้อสองผมจะเล่นถึงแค่นัดสุดท้ายในรอบลีกเฟสเท่านั้น ต่อให้เข้ารอบแชมป์เปี้ยนส์ลีกผมก็จะไม่เล่นแม้แต่นาทีเดียว ขอแค่ให้ผมอยู่ซ้อมกับทีมเพื่อรักษาความฟิตก็พอคุณยอมรับข้อเสนอได้ไหมครับ”

ตฤณพูดออกไปด้วยความตั้งใจจริง ตัวเขาเองนั้นไม่เดือดร้อนเรื่องเงินมากขอแค่อยู่อย่างไม่ฟุ่มเฟือยก็พอใช้ชีวิตได้ไม่ยากนัก แต่เขานั้นห่วงเพื่อนร่วมทีมมากกว่า แต่ละคนเท่าที่ตฤณเห็นก็มีภาระค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

“อย่างน้อยถ้าทีมได้ไปต่อจนจบฤดูกาลตามแผนที่คุณทะนงเดชว่าไว้ ทุกคนได้ค่าจ้างที่ควรได้ตามสัญญา ถึงทีมจะพักหรือยุบไปพวกเขาก็ยังพอไปต่อกับทีมอื่นได้บ้าง เท่าที่ผมเห็นฝีเท้าหลายคนในทีมก็ถือว่าเป็นของจริง อย่าว่าแต่ไทยลีก3 เลยครับ ต่อให้ไทยลีก 1 พวกนักเตะอย่าง เพชร, เปรมยศ, เปาลินโญ่, อัปเปียห์ ก็สามารถเล่นได้ไม่ยาก”

ตฤณพูดเหตุผลของตัวเองเสริมเข้าไป ทำให้ทะนงเดชพยักหน้ารับ ขณะที่ปริกรที่นั่งฟังอยู่นานก็ยอมรับในความเฉียบแหลมของตฤณมากกว่าเดิม

“ผมสังเกตอยู่บ้างนะครับว่าในช่วงที่เราชนะติดๆกัน มีแมวมองหลายคนมาติดตามฟอร์มนักเตะในทีมเราอยู่ ถ้าทุกคนยังมีกำลังใจที่ดีแล้วลงเล่นต่อได้ คุณอาจจะได้เงินจากการขายพวกเขามาช่วยอีกแรงนะครับ”

ทะนงเดชพยักหน้ารับมากกว่าเดิมเมื่อคิดตามเหตุผลของตฤณก่อนจะทุบโต๊ะเสียงดังด้วยความพอใจ

“เฮ้ย!...เอาจริงสิ ถ้าได้อย่างนั้น ฉันก็ขอบใจนะ นายนี่มันเทวดามาโปรดชัดๆ”

ทะนงเดชยิ้มกว้างกับข้อเสนอนี้ ทำให้ตฤณพอจะรู้สึกได้ว่าใจจริงเขาก็อยากรักษาทีมไว้

“งั้นถ้าคุณโอเคเราเซ็นสัญญาใหม่กันตอนนี้เลยก็ได้ครับ เดี๋ยวผมวีดิโอคอลคุยกับเอเย่นต์ได้”

ตฤณพูดเสียงดังเพื่อหยี่งเชิงแสดงถึงภาวะความเหนือกว่าทางสถานการณ์ และเขารู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่ทะนงเดชตอบรับข้อเสนอนี้

“เฮ้ย!ใจร้อนจังพ่อหนุ่ม ฉันขอร่างสัญญาก่อนก็แล้วกันนะ เอาแค่นายบอกเงื่อนไขสัญญาทั้งหมดมาก็พอ พรุ่งนี้ค่อยมาอีกทีจะดีกว่าฉันไม่เบี้ยวแน่ นี่มันแสงสว่างปลายอุโมงค์ของฉันเลย”

ทะนงเดชนัดหมายและขอตัวออกไปทำธุระ ปล่อยให้ตฤณอยู่กับปริกรตามลำพัง

“แล้วโค้ชล่ะครับ สะดวกใจรึเปล่าถ้าผมจะขอทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยด้านฟิตเนสด้วย”

ตฤณถามความเห็นของปริกรบ้าง เพราะรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นเขาคนเดียวที่เดินเกมจัดการตามใจ

“เอาสิตฤณ ฉันไม่มีปัญหาอะไรเลย ดีซะอีกเพราะฉันเองยอมรับตามตรงว่าความรู้ด้านฟิตเนสอะไรนี่น้อยยิ่งกว่าหางอึ่งซะอีก มีเจ้าบอยมาทำงานคนนึงแต่ก็อย่างที่รู้ มันยังเรียนไม่จบเลย ถึงจะตั้งใจทำงานดี แต่ความรู้ความชำนาญคงเทียบนายไม่ได้หรอก”

ปริกรตอบรับอย่างง่ายดาย เขารู้อยู่แล้วว่าตฤณทำอะไรได้บ้าง เพราะทุกวันนี้แค่นักเตะในทีมฝึกตามเขา ทุกอย่างก็พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน

“ว่าแต่ทำไมนายถึงดูอยากจะช่วยเรื่องนี้นักล่ะตฤณ เอาเข้าจริงนายไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ แค่พวกนี้ได้เงินจากที่นายย้ายทีมมาช่วย พวกเขาก็น่าจะพอใจแล้วนะ”

“ผมดูแล้วทีมมีโอกาสไม่ไปต่อในฤดูกาลหน้าเยอะครับ ก็เลยอยากจะช่วยดูแลด้านฟิตเนสให้แต่ละคนแบบเจาะจงไปเลยครับ พวกเขามีฝีเท้าดีอยู่แล้วถ้าร่างกายแข็งแกร่งขึ้นยังไงก็ไปทีมอื่นแล้วได้ค่าจ้างมากกว่าเดิมไม่ยาก”

“นายมาที่นี่แค่ 3 เดือนก็ผูกพันกับพวกเขาขนาดนั้นเลยเหรอตฤณ”

“ก็ส่วนหนึ่งครับแต่จริงๆคือ ผมยังอยากเห็นพวกเขาไปต่อในเส้นทางฟุตบอลอาชีพครับ ผมรู้ดีว่าตอนที่ต้องเลิกทำตามฝันมันเจ็บปวดขนาดไหน”

ตฤณบอกเจตจำนงของตัวเองทั้งหมดออกไป ใจเขารู้สึกมีความสุขมากขึ้นทั้งที่เพิ่งเจอปัญหามา การที่เขาตัดสินใจตอนนี้ต่อชีวิตให้กับเพื่อนร่วมทีมทุกคนได้นี่คือสิ่งที่เขาตั้งใจทำอย่างที่สุดแล้ว

“ถ้างั้นพรุ่งนี้เราไปบอกข่าวกับทุกคนก็แล้วกัน ถึงเรื่องมันอาจจะไม่ได้จบสวย 100% แต่ก็ดีกว่าที่ไม่ได้แก้ไขอะไรเลยล่ะนะ ฉันนับถือน้ำใจนายนะตฤณ เอาแบบนี้แล้วกันเงินเดือนฉันจะแบ่งให้นายเป็นค่าจ้างผู้ช่วยโค้ชแล้วกัน ฮ่าๆๆ”

“โธ่! โค้ชไม่ต้องหรอครับ ผมรู้ดีว่าคุณเองก็ไม่ได้สบายอะไรนัก”

ตฤณสังเกตได้จากการที่ปริกรดูเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์ เวลามาซ้อมยังขับรถที่สภาพเก่าอายุการใช้งานเกิน 15 ปี เสื้อผ้าก็ดูราคาไม่แพงและน่าจะซื้อมานานมากเช่นกัน

“งั้นเอาเป็นฉันเลี้ยงอาหาร 3 มื้อให้นายเองก็แล้วกัน ถือเป็นน้ำใจก็แล้วกัน อย่าปฏิเสธซะล่ะ”

“ถ้าแค่นั้นผมก็ยินดีครับ ขอบคุณโค้ชมากนะครับ”

ปริกรเปิดใจคุยกับตฤณในอีกหลายเรื่องระหว่างเดินทางกลับ ตฤณนั้นประทับใจปริกรขึ้นมากจากแค่โค้ชที่ไม่มีน้ำยาอะไรในสายตาเขา แต่ระยะเวลาที่ผ่านไปก็พิสูจน์ว่าโค้ชคนนี้มีหัวใจของความเป็นผู้นำอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อตฤณกลับถึงบ้านเขารีบส่งข้อความให้โธมัสทราบ เพื่อว่าจะให้เพื่อนคนนี้ช่วยหาข้อมูลของลีกสิงคโปร์อย่างเชิงลึกให้เขา ทั้งเรื่องฟุตบอลและการใช้ชีวิตเพราะนี่เป็นการย้ายไปในที่ๆเขาไม่คุ้นเคยจริงๆ การปรับตัวจะต้องทำใหม่ทั้งหมด อารมณ์ของเขาตอนนี้มีผสมกันระหว่างกังวลกับตื่นเต้น

“ในโลกของฟุตบอลนี่ความแน่นอนมันไม่มีอยู่จริง แต่ฉันก็เลือกทางเดินของฉันแล้วและการเลือกครั้งนี้จะไม่มีทางหันกลับได้อีกแล้วล่ะ”

 

 

 

 

 

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!