บทพิเศษส่งท้าย : พวกเราพร้อมแล้ว
“ดีใจที่สุดเลย ในที่สุดพี่ตฤณก็จะมาอยู่ไม่ห่างจากเราแล้ว”
วรดารู้สึกหัวใจสูบฉีดแรงเมื่อได้ทราบว่าทีมเจ้าพระยา บราโว่ ซึ่งเธอเองก็มีส่วนในงานของสโมสรนี้กำลังได้ตัวของพี่ชายที่เธอรักและเคารพสุดหัวใจมาร่วมทีม
จิตแพทย์สาวหยิบรูปถ่ายของเธอที่ถ่ายร่วมกับตฤณในสมัยมัธยมมาดูอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี จนวรุณพรพยาบาลผู้ช่วยสังเกตได้
“วันนี้อาจารย์วรดาอารมณ์ดีเป็นพิเศษเลยนะคะ ปกติก็ยิ้มง่ายอยู่แล้ววันนี้ดูจะยิ้มไม่หุบกว่าเดิมหลายเท่ามีข่าวดีอะไรล่ะคะเนี่ย”
“แหม พี่ฝนก็…อาการของน้ำออกขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ออกชัดเลยล่ะค่ะ”
วรดาหยิบรูปใบนั้นเก็บใส่ลิ้นชักแล้วจึงตอบกลับพยาบาลคนสนิทไป
“คนที่น้ำรอมาตลอด เขากำลังจะมาอยู่ที่นี่แล้วล่ะค่ะ”
วรุณพรเลิกคิ้วสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะถามกลับอย่างซื่อๆ
“ไม่รู้เลยนะคะว่าอาจารย์วรดามีแฟนด้วย?”
คำพูดนี้ของพยาบาลคนสนิททำเอาวรดา 2 แก้มเลือดฝาดแดงฉาน แต่เธอนั้นมีสติรู้ตัวจึงพยายามดีดอาการนั้นออกไปได้ในเวลาไม่นาน ทว่าน้ำเสียงก็ยังมีอาการขัดเขินอยู่บ้าง
“โอ้ยพี่ฝน! ไม่ใช่แฟนหรอกค่ะ เป็นพี่สมัยมัธยมเขาจะมาเป็นนักเตะใหม่ในทีมเรา”
“แล้ว หล่อไหมคะ?”
วรดายิ้มเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้า อาการหน้าแดงเพราะความเขินกลับเข้ามาอีกครั้งจนวรุณพรรับรู้ไม่ยากนัก
“อย่าบอกนะคะว่าอาจารย์แอบชอบเขามาตลอด”
คำถามจี้ใจนี้ทำเอาวรดาทำอะไรไม่ถูก เธอเองแก้ขินด้วยการหยิบแฟ้มงานแล้วเดินออกไปโดยไม่กล่าวอะไร ทิ้งให้วรุณพรมองตามอย่างรู้ทันว่าจิตแพทย์สาวนั้นคิดตรงกับที่เธอเดาไว้จริง
“ไม่นะไม่….พี่ตฤณก็เหมือนพี่ชายเรา คุณลุงวิบูลย์กับป้าชลดายิ่งรักเราเหมือนกับเป็นลูกสาวคนนึง”
วรดาพยายามข่มใจอยู่นานอยู่บริเวณระเบียงซึ่งมองเห็นสนามของทีมเจ้าพระยา บราโว่อยู่บางส่วน
“อะไรก็ช่างเถอะนะ ขอแค่มีพี่ตฤณเข้ามาวนเวียนในชีวิตอีกครั้ง ฉันก็พอใจที่สุดแล้ว”
เมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมัน
"ดีใจที่คุณก็ไปกับผมนะครับด็อกเตอร์"
ติอาโก้ เข้ามาที่มหาวิทยาลัย เพื่อช่วย ดร.ฮันส์ เก็บของเพื่อเตรียมการย้ายครั้งสำคัญ
"หึๆ นายควรจะกลัวมากกว่านะติอาโก้ นายก็รู้ว่าฉันจะเข้มงวดกว่านี้อีกหลายเท่าเมื่อไปที่นั่น"
"คร้าบ...บ ด็อกเตอร์ แต่เอาเข้าจริงคงมีผมกับพี่ตฤณที่พอจะปรับตัวได้ แต่คนอื่นคงแทบร้องขอชีวิตกับโปรแกรมฝึกของคุณล่ะครับ"
"ทำไงได้ล่ะ โค้ชกับเจ้าของทีมของที่นั่นให้สิทธิ์เต็มที่ ฉันก็จะไม่อ่อนข้อให้ใครทั้งนั้น"
ติอาโก้ยิ้มและหัวเราะอย่างเข้าใจดี แต่ยังมีบางอย่างที่เขาอยากรู้
"ว่าแต่ด็อกเตอร์ครับ ผมเห็นมีหลายทีมที่นี่ก็เคยทาบทามคุณไปทำงาน ทำไมคุณปฏิเสธหมดเลย แต่ครั้งนี้คุณตอบรับแทบจะทันทีเลยล่ะครับ?"
ดร.ฮันส์ แพ็คของชิ้นสุดท้ายใส่กล่องเสร็จพอดี แล้วจึงมานั่งเอนหลังบนเก้าอี้ทำงาน และตอบคำถามของลูกศิษย์คนโปรด
"งานนี้มันท้าทายกว่าเยอะน่ะสิ เหมือนไปช่วยเจียระไนเพชรที่ยังซ่อนอยู่ในก้อนกรวด ถ้ากับทีมในเยอรมันที่เคยติดต่อมาน่ะ พวกเขามีนักเตะที่ไม่ต้องถึงมือฉันก็พัฒนาได้อยู่แล้ว"
ติอาโก้พยักหน้าเห็นด้วยกับเหตุผลนี้ เขาเองก็ยอมรับว่าหากไม่ได้อาจารย์คนนี้
เขาอาจจะเลิกล้มความตั้งใจในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพและเอาดีในการเรียนจนจบปริญญาเอกไปแล้ว
"ว่าแต่นายเถอะ ติอาโก้ คิดยังไงถึงตอบตกลงกับทีมนี้ล่ะ ได้ข่าวว่าทีมใหญ่ในลีกา 3 ที่มีลุ้นขึ้นบุนเดสลีกา 2 ก็อยากได้ตัวนายอยู่นี่"
ติอาโก้ลุกขึ้นไปดื่มน้ำจนหมดแก้วด้วยความกระหาย แล้วจึงตอบคำถามนี้
"เพราะผมก็เชื่อมือด็อกเตอร์เหมือนกันว่าจะทำให้ผมเก่งได้อีก พูดตามตรงนะครับ ทีมเหล่านั้นติดต่อมาเพื่ออยากใช้งานในสิ่งที่เขาเห็นจากผม แต่ทีมเจ้าพระยา บราโว่บอกว่าพร้อมจะช่วยยกระดับให้ผมเป็นนักเตะระดับอินเตอร์ได้ ทีแรกผมก็ลังเลแต่พอคุณตอบรับไปที่นั่น ผมก็เชื่อหมดใจว่าทำได้จริง"
ทั้ง 2 คนเก็บของและทำความสะอาดห้องทำงานของ ดร.ฮันส์จนเสร็จ จดหมายลาออกจากมหาวิทยาลัยของนักวิจัยวัยเฉียด 60 ปีคนนี้ส่งถึงอธิการบดีเรียบร้อย การเดินทางครั้งสำคัญของศิษย์อาจารย์คู่นี้ก็พร้อมจะเริ่มต้นแล้ว
"ยานนิค! กินข้าวได้แล้วลูก"
เสียงเรียกเป็นภาษาไทยทว่าอยู่ในแผ่นดินสวิตเซอร์แลนด์ ในบ้านเล็กๆชานเมืองซูริค นิดา โกรส หญิงหม้ายเจ้าของร้านอาหารไทยในซูริค เรียกลูกชายที่ขลุกตัวอยู่ในห้องนอนให้มารับประทานมื้อเที่ยง
"ครับแม่ เดี๋ยวลงไปครับ"
"รีบหน่อยนะยานนิค เรามีนัดนะลูก?"
"ครับ ไม่ต้องเรียกหรอกแม่ กลิ่นผัดกะเพราไข่ดาวของแม่ก็ทำให้ผมหิวจะแย่อยู่แล้วล่ะ"
เด็กหนุ่มวัย 22 ปี รูปร่างสูงเกือบ 2 เมตร ทว่าร่างกายนั้นดูผอมบางไปบ้าง รีบลงมารับประทานเมนูโปรดราวกับหิวโหยมานาน
"ว่าแต่ทำไมคุณป้าคนนั้นถึงนัดคุยที่บ้านเราล่ะ ยานนิค?"
"ไม่รู้เหมือนกันครับแม่ ผมก็เพิ่งเจอคุณป้าเขาอาทิตย์ก่อนเองที่สนามบอล ผมเห็นเขาใจดีแล้วเป็นคนไทยด้วย พอคุณป้าแกบอกว่าอยากมาเยี่ยมที่บ้านพบกับแม่ผมเลยไม่คิดอะไรครับ"
ปกติแล้วยานนิค โกรสอาศัยอยู่ที่อพาร์ทเมนท์เล็กๆในตัวเมือง เขาเล่นฟุตบอลกับทีมระดับดิวิชั่น 3 ของสวิตเซอร์แลนด์ควบกับทำงานในร้านอาหารของนิดา
"ว่าแต่พูดถึงเรื่องฟุตบอลแล้ว ลูกไม่เสียดายเหรอที่จะเลิกเล่นน่ะ"
เด็กหนุ่มร่างใหญ่ตั้งหน้าตั้งตากินกระเพราหมูไข่ดาวโดยไม่ตอบ แต่นิดารู้ได้ว่าลูกชายคนเดียวของเธอคงเจ็บปวดใจไม่น้อย
"ติ๊ง!"
เสียงสัญญาณหน้าประตูดังขึ้น ยานนิคไม่รอให้นิดาต้องร้องบอกก็รีบไปต้อนรับแขกที่มาเยือนแล้วเชื้อเชิญเข้ามาในบ้าน
"สวัสดีค่ะ น้องยานนิค"
หญิงชาวไทยอายุ 50 เศษ ท่าทางใจดี มาพร้อมกับผู้ติดตามอีก 3 คน นิดาที่ออกมารับหน้าบ้าน เมื่อเห็นบุคลิกของสาวใหญ่คนนี้ ก็พอเดาได้ว่าไม่ใช่บุคคลธรรมดา
"สวัสดีค่ะ ฉันนิดาเป็นแม่ของยานนิค ยังไงเชิญเข้ามาในบ้านก่อนนะคะ"
ทั้งหมดเข้าไปในห้องรับแขกซึ่งไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็มีความสะอาดและเป็นระเบียบอย่างมาก
"ดิฉันชื่อดุจดาวนะคะ เมื่อวันก่อนไปที่สนามฟุตบอลแล้วเจอยานนิค พอรู้ว่าเป็นลูกครึ่งไทยก็เลยอยากทำความรู้จัก ว่าแต่ดิฉันมารบกวนรึเปล่าคะ?"
"ไม่เลยค่ะ เราอยู่ต่างแดนพอได้เจอคนไทยด้วยกันก็เหมือนได้เจอญาติสนิท ออกจะรู้สึกยินดีด้วยซ้ำค่ะ"
นิดาตอบอย่างเป็นมิตร ขณะที่ยานนิคนำเอาน้ำและของว่างมาให้ดุจดาวกับผู้ติดตาม
"ว่าแต่ดิฉันขอพูดตรงๆนะคะคุณดุจดาวดูไม่ใช่คนธรรมดา คงไม่ได้มาที่นี่เพราะแค่อยากทักทายแน่ๆ"
นิดากล่าวทักอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ดุจดาวเองก็ถือโอกาสเข้าเรื่องทันที
"ค่ะ ดิฉันมาที่นี่เพราะทราบว่าน้องยานนิคกำลังจะเลิกเล่นฟุตบอล"
นิดากับยานนิครู้สึกสงสัยไม่น้อยที่ดุจดาวรู้เรื่องนี้
"ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะคะ ดิฉันดุจดาว ธรรมวาณิช มาจากสโมสรฟุตบอล
เจ้าพระยา บราโว่ ในประเทศไทย ทีมงานของเราติดตามน้องยานนิคมาหลายเดือนแล้ว เพราะเรามีโปรเจกต์ตามหาเด็กไทยจากทั่วโลกที่ตรงกับปรัชญาของทีมเรา เท่าที่ดูมาตลอด น้องยานนิคเข้ากับสิ่งนี้ทุกอย่างค่ะ"
"เดี๋ยวนะครับคุณป้าดุจดาว แต่ผมเล่นไม่ได้ดีเลยนะครับคนที่นี่เขาบอกเลยว่า ในสนามผมเป็นแค่ ไอ้ตัวใหญ่ไร้ประโยชน์'"
ดุจดาวจิบน้้ำเล็กน้อยก่อนจะยิ้มและกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกลับไป
"จ้ะ แต่นั่นก็แค่ความคิดเห็นของคนอื่น แต่สำหรับพวกเรา ยานนิคตัวใหญ่และมีประโยชน์ที่สุดจ้ะ"
สาวใหญ่ชาวไทยให้หนึ่งในผู้ติดตามเปิดแล็ปท็อป และเล่าถึงโครงการสำคัญของเจ้าพระยา บราโว่ อย่างละเอียด ใช้เวลาราว 30 นาที จนจบ ดุจดาวถามยานนิคและนิดาทันทีโดยไม่เสียเวลา
"น้องนิดาคะ พี่สัญญาว่าถ้ายานนิคมาอยู่กับเรา เขาจะได้เล่นฟุตบอลที่ตัวเองรักต่อไป และเขาจะได้พัฒนาไปสู่ระดับแถวหน้าของประเทศและทวีปได้แน่ค่ะ"
นิดานิ่งไปครู่หนึ่งราวกับคิดอะไรบางอย่าง แล้วก็น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“ยานนิค แม่อยากถามอีกครั้งนะว่าลูกยังอยากจะเล่นฟุตบอลต่อไหม”
“ผม....ผมอยากเล่นต่อครับ แต่ผมไม่อยากให้แม่อยู่ที่นี่คนเดียวเลย”
เด็กหนุ่มร่างใหญ่น้ำตาไหลบ้าง
“ไปเถอะลูก อย่างน้อยก็ถือซะว่าได้ทำตามฝันของพ่อเขานะ แม่อยู่คนเดียวได้ไม่ต้องห่วงหรอก”
นิดามองไปยังรูปของเธอที่ถ่ายกับสามีชาวสวิสผู้ล่วงลับเมื่อครั้งไปเชียร์ยานนิคลงแข่งนัดแรกในการเล่นในโปรโมชั่นลีก(ดิวิชั่น 3)เมื่อปีก่อน แต่โชคร้ายที่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
“ไม่เป็นไรนะคะน้องนิดา ขอแค่น้องต้องการจะไปที่เมืองไทยทางเรายินดีจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินและที่พักให้แน่นอน”
ดุจดาวเดินเข้าไปจับมือกับนิดาด้วยความจริงใจแล้วจึงหันไปหายานนิค โกรสอีกครั้ง
“มากับเรานะยานนิค มาเป็นครอบครัวเดียวกับป้า กลับมาเล่นฟุตบอลที่ตัวน้องกับคุณพ่อรักอีกครั้งนะ”
ยานนิค โกรสปาดน้ำตาก่อนที่จะตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่สุด
“ครับ ผมยินดีและจะทำให้เต็มที่สมกับที่คุณป้าวางใจครับ”
บ่ายสองโมงของวันจันทร์อันแสนธรรมดาในคานางาวะ เด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นวัย 22 ปีเพิ่งสอบวิทยานิพนธ์ผ่านหมาดๆ แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับคนทั่วไปแต่เขากลับรู้สึกทุกอย่างนั้นว่างเปล่า
“แล้วฉันจะเอาไงต่อกับชีวิตกันล่ะ?”
เขาเดินไปยังชมรมฟุตบอลซึ่งตัวเองเป็นสมาชิกของที่นี่มา 4 ปีเต็ม แม้จะมีโอกาสลงเล่นเป็นตัวหลัก ทว่ากลับไม่ได้ถูกสนใจจากทีมระดับอาชีพเหมือนกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ
“อาจจะต้องสิ้นสุดเส้นทางนี้จริงๆสินะ เราเองพูดได้หลายภาษาถ้าลองหางานทำดูก็คงไม่ได้ยากอะไร”
เด็กหนุ่มวัย 22 มองสนามฟุตบอลของที่นี่ด้วยความทอดอาลัย แต่ก่อนที่เขาจะกลับไปยังที่พักก็มีเสียงของอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมตะโกนเรียกเขา
“ยามาโอกะ!”
“ครับอาจารย์คอนโดะ”
“สอบวิทยานิพนธ์ผ่านฉลุยแล้วล่ะสิ”
“ครับ ไม่มีปัญหาอะไรเลย ผมเองถือว่าเรียนจบอย่างไม่เป็นทางการแล้วจริงๆครับ”
คอนโดะเห็นเด็กหนุ่มมีแววตาที่แฝงด้วยความว่างเปล่าในใจจึงพูดอะไรบางอย่างที่โดนใจเขาเข้าอย่างจัง
“ยามาโอกะนายยังอยากเล่นฟุตบอลใช่ไหม?”
“เอ่อ....ครับการเล่นในเจลีกมันคือความฝันของผมเลยครับ”
“แต่อย่างที่รู้ไม่มีใครติดต่อนายมาเลย กระทั่งทีมระดับ JFL(ระดับดิวิชั่น 4 ของญี่ปุ่น)”
“ใช่ครับอาจารย์คอนโดะ”
อาจารย์ที่ปรึกษายิ้มเล็กน้อยก่อนจะบอกข่าวดีกับเด็กหนุ่มวัย 22 ปีคนนี้
“อาจารย์เพิ่งได้รับอีเมลมาอันนึง เขาเจาะจงเลยว่าอยากเชิญนายไปทดสอบฝีเท้ากับเขา”
“จ....จริงเหรอครับ?”
“ใช่แล้วล่ะ แต่อาจจะมีปัญหานิดหน่อยไม่รู้นายจะโอเครึเปล่านะ”
“เรื่องอะไรครับอาจารย์คอนโดะ?”
“ทีมสโมสรที่ว่านั่นอยู่ที่ประเทศไทยน่ะสิ”
เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกใจจึงขอดูอีเมลฉบับนี้ด้วยตัวเองซึ่งมีข้อความกล่าวถึงเขาอย่างชัดเจน
“ทางสโมสรเจ้าพระยา บราโว่ใคร่ขอเชิญคุณริวซึเกะ ยามาโอกะมาร่วมทดสอบฝีเท้ากับเราเป็นเวลา 14 วัน”
“นายว่าไงล่ะยามาโอกะ?”
“แล้วอาจารย์คอนโดะพอจะทราบไหมครับว่าทีมนี้เป็นยังไง?”
“อืม ก็เพิ่งเป็นแชมป์ไทยลีก 2 แบบไร้พ่ายนะ ฤดูกาลหน้าก็ขึ้นมาในไทยลีกเต็มตัว ถ้าถามฉันๆก็อยากให้นายลองดูนะ”
ริวซิเกะใช้เวลาคิดเพียงชั่วอึดใจก็ตอบรับในทันที
“ผมไปครับ ถึงจะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับฟุตบอลไทยเลย แต่นี่ก็น่าจะเป็นโอกาสสำคัญของผมที่จะทำตามฝันแล้วเหมือนกัน”
“งั้นฉันจะตอบรับเขาไปนะ ส่วนนายก็รอการติดต่อกลับด้วยล่ะยามาโอกะคุง ถ้าทีมไทยทีมนี้เห็นสิ่งพิเศษที่นายมีแบบที่ฉันเห็น มั่นใจเลยว่านายจะได้โอกาสที่นั่นแน่นอน”
คอนโดะรีบกลับไปตอบรับการเชิญของสโมสรจากไทยในทันที ขณะที่ริวซึเกะนั้นจากที่จะกลับบ้านเขารีบนั่งลงและเปิดโทรศัพท์หาข้อมูลของสโมสรและฟุตบอลไทยในภาพรวมอย่างตั้งใจ
“มันอาจจะเป็นโอกาสที่เราไม่ได้คิดไว้เท่าไหร่ แต่ฉันก็พร้อมแล้วล่ะ ไทยลีกงั้นรึฉันจะแสดงให้ดูว่าทำอะไรที่นั่นได้บ้าง”
เกมฟุตบอลระดับกึ่งอาชีพของรัฐวิกตอเรียจบลง ทีมเคล์ตันเอาชนะคู่แข่งไปได้ 3-0 ประตูที่ทำได้นั้นมาจากการจ่ายบอลของนักเตะเชื้อสายเอเชียคนหนึ่ง
“อินบอมนายทำได้ดีมากเลยนะวันนี้น่ะ”
โค้ชของทีมเคลย์ตันกล่าวชมนักเตะเชื้อสายเกาหลีที่รูปร่างเล็กสูงเพียง 170 ซ.ม.คนหนึ่ง
“ขอบคุณครับโค้ช”
นักเตะชาวเกาหลีใต้กล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ
“เออนี่ พอดีมีคนๆนึงเขาอยากพบนายน่ะ อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ไปพบเขาหน่อยก็แล้วกัน เห็นว่ามาจากประเทศไทยนะ”
อินบอมพยักหน้าตอบรับโดยไม่พูดอะไร เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงไปตามนัดที่จุดพักของสนาม พบชายคนหนึ่งมากับผู้ติดตามซึ่งชายชาวไทยคนนี้เป็นคนทักทายเขาก่อน
“สวัสดีคุณจองอินบอม ผมวิทวินนะยินดีที่ได้เจอ”
ชายคนไทยผู้นี้อายุราว 32-33 ปี ท่าทางคล้ายนักธุรกิจ พูดภาษาอังกฤษสำเนียงบริติชอย่างคล่องแคล่วแสดงให้เห็นว่าต้องเคยอยู่ที่อังกฤษมาเป็นเวลานาน
“ครับคุณวิทวิน ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรถึงนัดผมมาเจอครับ”
“ถามแบบนี้ผมก็เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะ”
วิทวินเริ่มเปิดการสนทนาอย่างจริงจังในสถานที่ๆไม่ได้เป็นส่วนตัวมากนัก แต่ไม่มีปัญหาใดๆเพราะคนที่นี่ไม่สนใจกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“ผมมาจากสโมสรฟุตบอลในประเทศไทย ทีมงานของเราเองติดตามฟอร์มการเล่นของคุณที่นี่มาพักใหญ่แล้ว และเราเพิ่งรู้ว่าสิ้นเดือนนี้คุณมีแผนจะกลับเกาหลีใต้”
จองอินบอมรู้สึกประหลาดใจที่วิทวินรู้เรื่องนี้ใจหนึ่งก็แอบบกลัวว่าจะเป็นมิจฉาชีพแต่อีกใจก็รู้สึกอยากลองคุยต่อว่าจะมาไม้ไหน
“คุณไม่ต้องกังวลหรอกนะ วันนี้เป็นแค่การเจอกันครั้งแรก เรารู้ดีว่าคุณกำลังหาโอกาสไปเล่นในฟุตบอลระดับ K 3 ที่นั่น ซึ่งด้วยฝีเท้าของคุณผมก็เชื่อว่าคุณจะได้รับโอกาสไม่ยากแน่”
“คุณวิทวินต้องการจะบอกอะไรกับผมกันแน่ครับ?”
เด็กหนุ่มวัย 22 ปีชาวเกาหลีใต้เริ่มอยากจะให้สรุปโดยเร็ว เพราะไม่อยากเสียเวลามากนัก
“ผมแค่จะบอกว่าเราเห็นศักยภาพของคุณมากกว่านั้น และมั่นใจว่าการย้ายไปเล่นกับพวกเราเจ้าพระยา บราโว่จะเป็นช่องทางที่คุณพัฒนาตัวเองได้อีกมาก คุณอาจจะย้ายจากทีมเราไปเล่นในฟุตบอลระดับสูงของเอเซียได้แน่นอน”
คำพูดของวิทวินกลับดึงดูดใจจองอินบอมอย่างมาก แต่เขายังรู้สึกไม่มั่นใจนักกับการคุยครั้งนี้มากนัก วิทวินให้เบอร์ติดต่อและให้โอกาสเขาได้นัดเวลาและสถานที่ในการพูดคุยอย่างเป็นทางได้ตามสะดวก
“ขอบคุณมากนะครับคุณวิทวิน ว่าแต่ทีมของคุณที่ว่าเนี่ย ฤดูกาลหน้าจะเล่นในระดับลีกไหนครับ?”
จองอินบอมคิดว่าคงเป็นทีมเล็กๆในลีกระดับล่าง แต่คำตอบของวิทวินทำให้เขาต้องสนใจอย่างจริงจัง
“เราเพิ่งขึ้นสู่ลีกสูงสุด และเราจะไม่หยุดแค่นั้น พวกเราตั้งใจว่าจะไปเล่นในถ้วยชิงแชมป์สโมสรเอเชียในฤดูกาลถัดไปทันที และเราเชื่อว่าคุณจะเป็นส่วนสำคัญของเป้าหมายนี้ครับ”
จองอินบอมถึงกับเย็นวาบที่แผ่นหลัง เขาเองก็ฝันมาตลอดว่าอยากเล่นฟุตบอลในระดับสูง แต่พยายามมาตลอดในออสเตรเลียก็ยังทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะฝีเท้าแต่เป็นเรื่องความเป็นคนเอเชียของเขา
“งั้นพรุ่งนี้พบกันเลยครับคุณวิทวิน สถานที่คุณว่ามาได้เลย ผมชักสนใจและพร้อมจะอยู่ในแผนของพวกคุณแล้วครับ”
ภายในห้องประชุมของสโมสรเจ้าพระยา บราโว่คึกคักไม่น้อย วันนี้เป็นการประชุมแผนงานในการสู้ศึกไทยลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
"คุณดาวทำได้ดีจริงๆเลยนะ ถ้าไม่มีคุณงานของเราหลายอย่างคงสำเร็จได้ยากกว่านี้เยอะเลย"
วิทูรย์กล่าวชมภรรยาของตนเองระหว่างติดตามความคืบหน้าต่างๆ
"แหมนี่คุณล่ะก็ ฉันไม่ได้ทำอะไรมากเลย ส่วนใหญ่ก็ไปตามที่ทีมงานที่คุณมอบหมายไว้ชี้เป้าให้ฉันเท่านั้นค่ะ ส่วนใหญ่ก็มักจะมีแนวโน้มคุยง่ายอยู่แล้ว"
"ไม่ต้องถ่อมตัวหรอกครับคุณดาว ทุกคนก็รู้ว่าเวลาจะเปิดดีลเจรจากับใคร ต้องผ่านการพิจารณาของคุณว่าพวกเขานิสัยเข้ากับเราได้รึเปล่าด้วย"
วิฑูรย์ยังคงให้เครดิตแก่ดุจดาวผู้ซึ่งเพิ่งเข้ามาช่วยงานสโมสรเพียง 1 ปี หลังจากก่อนหน้านี้เธอเป็นฝ่ายบริหารของ D.V. group ในธุรกิจอื่นซึ่งประสบความสำเร็จทั้งหมด
"แล้วเรื่องแผนการขยายสนาม คุณพ่อยังคงจะเดินตามแผนรึเปล่าครับ?"
วิทวินเอ่ยถามขึ้นเพราะก่อนจบฤดูกาลไทยลีก 2 นั้น สนามความจุ 6,000 ที่นั่งของพวกเขาดูจะคับแคบเกินไปแล้ว
"เอาตามแผนครั้งก่อนเถอะนะวิน พ่อพิจารณาแล้วคุณเอกเขาก็พูดถูกที่ให้เราค่อยๆ ขยายไป ถ้าจู่ๆสร้างเลยเป็น 20,000 ที่นั่งมันอาจจะไม่คุ้ม เพราะพูดตามตรงแบรนด์ของทีมเรายังไม่แข็งแรงขนาดนั้น"
วิทวินรับคำพร้อมกับบันทึกสิ่งต้องทำลงไป วิฑูรย์จึงหันไปถามความเคลื่อนไหวในด้านอื่นบ้าง
"ว่าแต่การเสริมทีมเท่านี้คุณว่าทุกอย่างพร้อมรึยังครับคุณดนัย?"
"ก็ถือว่าตรงตามโจทย์ครับท่านประธาน อาจจะขาดบางอย่างไปบ้าง แต่เดี๋ยวเราจะได้พวกกลุ่มเบต้า 4 คนมาจากยืมตัวด้วย พวกนี้ใช้งานได้แน่ครับผมรับรอง"
"หมายถึง ต่าย, ไทเกอร์, มิก แล้วก็มัดน่ะเหรอ?"
ดนัยรู้สึกดีใจที่วิฑูรย์ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยอย่างนักเตะเยาวชนของทีม กระทั่งจำชื่อพวกเขาก็ได้อย่างแม่นยำ
"ใช่ครับ พวกเขาแยกกันไปคนละทีมในไทยลีก 3 แต่พาทีมเป็นแชมป์โซนได้ทั้งหมด ถือว่าพัฒนาขึ้นเยอะเชียวล่ะครับ ขัดเกลากันอีกหน่อยทั้ง 4 คนจะเป็นแกนหลักที่พาพวกเราทำตามเป้าหมายสำเร็จได้แน่ๆ"
การประชุมดำเนินต่อไปอีกราว 1 ชั่วโมง ความคืบหน้าทั้งหมดเป็นไปด้วยดี ชิ้นส่วนทุกอย่างมีพร้อม รอแต่ประกอบให้เสร็จก่อนเปิดฤดูกาลเท่านั้น
"แบบนี้เราคงพร้อมเต็มที่แล้วใช่ไหมครับท่านประธาน"
เอกคณิตในฐานะรักษาการเป็นผู้อำนวยการของทีมเอ่ยถาม
"จะว่างั้นก็ใช่นะคุณเอก แต่อย่างที่ผมบอกแบรนด์เจ้าพระยา บราโว่ต้องแข็งแกร่งกว่านี้ แต่ผมก็มีคนมาช่วยแล้วล่ะ"
รถหรูคันหนึ่งจอดที่จุดจอดรถของผู้บริหารแม้จะจอดเสียบได้ทันที แต่รถคันนี้กลับใช้วิธีถอยหลังเข้าจอดผิดกับคันอื่นๆ หญิงสาววัย 20 ปลายก้าวลงจากรถโดยมีทีมงานของ D.V. group คอยรับรองอย่างสมเกียรติ เธอสวมชุดเบลเซอร์สีครีมทับเสื้อคอวีสีขาว กระโปรงยาวเท่าหัวเข่าสีน้ำตาลอ่อน ผมยาวถึงกลางหลังแต่รวบอย่างเรียบร้อย คิ้วเข้มได้รูป ดวงตากลมสวยงาม เครื่องหน้าราวกับฟ้าประทานมาให้อย่างดี รูปร่างเพรียวสูง 170 ซ.ม.ต้นๆ
"ผู้หญิงคนนี้ใครน่ะ เป็นดารามาช่วยโปรโมตทีมรึเปล่า?"
เจ้าหน้าที่ของทีมบางคนต่างคาดเดากันไปต่างๆนานา ทว่ากลับมีทีมงานใกล้ชิดของวิฑูรย์ตอบคำถามนี้แทน
"นั่นคุณมินทิรา หลานสาวคนโปรดของคุณวิฑูรย์กับคุณดุจดาวน่ะ จะมาทำงานที่นี่"
หญิงสาวคนนี้ค่อยๆ เดินด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวกับถูกฝึกมาอย่างดี เธอยิ้มรับและทักทายเจ้าหน้าที่ทุกคนอย่างไม่ถือตัว
"เชิญค่ะคุณมิน ท่านประธานกับคุณดุจดาวรอที่ห้องรับรองแล้ว"
มินทิราหยุดครู่หนึ่งและมองบรรยากาศโดยรอบ ออฟฟิศที่ดูทันสมัยกับสนามที่ห่างออกไปไม่มากมีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร เธอยิ้มเล็กน้อยและคิดในใจว่า
"ฉันมาทำงานถูกที่จริงๆ จะสู้สุดฝีมือให้ทีมนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วเอเชียให้ได้เลย"
เธอขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 4 เดินไปยังห้องรับรองตามที่นัดเอาไว้ แต่ระหว่างทางเดินนั้นเธอกลับหยุดครู่หนึ่ง
“เศษซองใส่หลอดดูดน้ำนี่นะ ถ้าไม่ทำเป็นก้อนเล็กๆมันก็จะปลิวไปไม่รู้ตัวแบบนี้ล่ะ”
มินทิราย่อตัวลงเก็บทันทีและเดินย้อนกลับไปยังหน้าลิฟต์ซึ่งมีถังขยะตั้งอยู่ จากนั้นก็ไปล้างมือและค่อยเดินไปยังห้องรับรองที่นัดหมายเอาไว้
วิฑูรย์กับดุจดาวดีใจที่ได้พบเธออย่างมาก ทั้ง 3 คนต่างพูดคุยเรื่องต่างๆ อยู่พักใหญ่ ก่อนที่คุณวิฑูรย์กล่าวชมหลานสาวคนโปรด
“ขอบใจมากนะเรื่องโปรเจคต์สมาร์ทออฟฟิศที่อินโดนีเซีย เพราะมิ้นท์เลยนะพวกเขาถึงตอบรับ D.V.group ของเราน่ะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะคุณลุง เป็นเพราะทีมงานของเราเก่งด้วยล่ะค่ะ มิ้นท์ก็แค่คอยดูภาพรวม”
วิฑูรย์ยิ้มอย่างภูมิใจกับความสามารถของหลานสาว ขณะที่ดุจดาวก็เข้าไปกอดกับมินทิราด้วยความคิดถึง
"พร้อมทำงานที่นี่รึยังล่ะมิ้นท์?"
วิฑูรย์ถามด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง
"พร้อมเต็มที่แล้วค่ะคุณลุง มีหนูทั้งคนทุกอย่างไปได้สวยแน่"
การขึ้นสู่ไทยลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่มันยังเป็นเพียงก้าวแรกของพวกเขาเท่านั้น ยังมีอีกหลายสิ่งที่พวกเขาจะต้องฝ่าฟันจนกว่าจะได้ตะโกนคำว่า “Bravo! เช่นเดียวกับชื่อของสโมสรแห่งนี้”
แล้วพบกันอีกครั้งใน “Final Curve: Bravo! ทีมธรรมดาที่ไม่ธรรมดา”

https://www.larnkham.com/creator/novels/162/chapters