ตอนพิเศษ : รัตติกาล
คุณเคยได้ยินเรื่องมิติทับซ้อนไหม?
ถ้าฉันบอกว่ายังมีโลกอีกแบบอยู่ภายใต้โลกที่เราอยู่ตอนนี้ล่ะ?
มิติลี้ลับที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้เปลือกนอกของโลกใบนี้ เหมือนกระดาษขาวที่ปกปิดรอยขีดเขียนอันยุ่งเหยิงเอาไว้ภายใต้รอยพับ
ใช่แล้ว... เราเรียกมิติลี้ลับนั้นว่า โลกรอยพับ… และนี่คือเรื่องราวของผู้ซึ่งอาศัยอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกทั้งสองฝั่ง พวกเขาเรียกตัวเองว่า นักท่องราตรี
…
ย่านเริงรมย์ยามค่ำคืนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แสงนีออนสาดส่องสะท้อนแอ่งน้ำและกระจกตึกรามบ้านช่องจนพร่างพราย ท่ามกลางกระแสฝูงชนที่ไหลเวียน เด็กสาวคนหนึ่งก้าวเดินด้วยท่วงท่าเยือกเย็น ขัดกับความวุ่นวายรอบกาย
เรือนผมสีดำขลับตัดปลายผมแดงสด สอดรับกับนัยน์ตาสีโลหิตที่ทอประกายเด็ดเดี่ยว เธอสวมเดรสสั้นสไตล์โกธิคสีดำขลับ รัดเอวด้วยสายหนังทะมัดทะแมง และสวมรองเท้าคอมแบทพื้นหนา ลำคอระหงประดับโชคเกอร์ห้อยจี้จันทร์เสี้ยวสีทับทิม ด้านหลังของเธอคือกระเป๋ากีตาร์ใบใหญ่ที่ดูหนักอึ้ง แววตาของเธอเรียบเฉย
เธอคือ "รัตติกาล" หญิงสาวผู้ถือเกิดและเติบโตขึ้นจากในรอยพับ
สายตาดุดันจับจ้องไปยังชายหนุ่มร่างกำยำในเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกับหญิงสาวแต่งกายวาบหวิว ทว่าสิ่งที่รัตติกาลเห็นหาใช่เพลย์บอยเจ้าสำราญ แต่เป็นกลุ่มก้อนออร่าทมิฬที่แผ่พุ่งคลุมร่างของเขา... ‘วิญญาณร้ายสิงสู่’
ตึกตัก… ตึกตัก…
จังหวะหัวใจของเธอรัวเร็วขึ้นเล็กน้อย นี่คืองานแรกในฐานะนักท่องราตรี เธอสูดหายใจเข้าลึก กระชับสายสะพายกระเป๋าเตรียมก้าวออกไป แต่พลันก็ต้องชะงักด้วยเสียงแตรที่ดังขึ้น!
เพียงชั่วพริบตาที่มอเตอร์ไซค์ส่งอาหารโฉบตัดหน้า ร่างของเป้าหมายก็อันตรธานหายไปจากสายตาของเธอเสียแล้ว
"ชิ! คลาดไปจนได้" รัตติกาลสบถเบา ๆ ก่อนเรียกสติ "ใจเย็นไว้ก่อน ต้องมีร่องรอยเหลืออยู่สิ... เปิดใช้งานตาทิพย์ ขั้น 1"
สิ้นคำร่าย ดวงตาคมส่องแสงสีแดงเรือง ๆ ทัศนวิสัยของเธอพลันแปรเปลี่ยน โลกหม่นแสงลง เผยให้เห็นคราบพลังงานสีดำจาง ๆ คล้ายควันไฟ ลากยาวลึกเข้าไปในตรอกแคบไร้ผู้คน
เธอสะกดรอยตามอย่างระแวดระวัง มือเรียวเอื้อมปลดซิปกระเป๋ากีตาร์ ล้วงหยิบ 'ไม้เบสบอลสีดำขลับ' ผิวเรียบเนียนไร้ลวดลายออกมากำไว้แน่น ยิ่งลึกเข้าไปในตรอก แสงสว่างยิ่งเลือนหาย จนกระทั่งพบกับทางตัน
"ตกใจหมดเลย... นึกว่าพวกแพทยาคมจมูกไวตามมาเจอเข้าแล้ว ที่แท้ก็แค่สาวน้อยหลงทางหรอกรึ" เสียงแหบพร่าดังก้องจากมุมมืด
ชายหนุ่มที่ถูกสิงสู่ก้าวออกมาพร้อมออร่าสีดำอมม่วงที่ปะทุเกรี้ยวกราด "มีสัมผัสวิญญาณแถมยังกล้าตามมาคนเดียว... คงเตรียมใจมาดีแล้วสินะ ฮี่ ๆ"
"พูดมากจริง เก็บปากเน่า ๆ ของแกไปครวญครางในนรกเถอะ" รัตติกาลสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ไม่รอช้า วิญญาณร้ายพุ่งทะยานเข้าใส่ กางกรงเล็บที่อาบไล้ด้วยออร่าสีม่วงดำราวกับปากของอสูรร้ายที่หมายจะขย้ำร่างเล็กให้แหลกคามือ รัตติกาลเบี่ยงตัวหลบฉิวเฉียด ตวัดไม้เบสบอลหวดสวนกลับเต็มแรง!
เปรี้ยง!
การปะทะระหว่างกรงเล็บและไม้เบสบอลก่อให้เกิดคลื่นกระแทกอัดกระแทกเสียงดังสนั่น
"โฮ่... รับการโจมตีของข้าได้ด้วย พละกำลังผิดกับที่เห็นเลยนี่" มันแสยะยิ้ม "งั้นเจอแบบนี้หน่อย!"
มันตวัดกรงเล็บอีกข้างเข้าใส่สีข้าง รัตติกาลเลื่อนด้ามไม้บล็อกการโจมตีได้ทันท่วงที กรงเล็บของชายหนุ่มถูกกระแทกจนเด้งออกไปด้านข้าง ทั้งสองต้องดีดตัวผละออกจากกัน
รัตติกาลเริ่มกังวลเมื่อพบว่าทั้งคู่ต่างสูสีกันทั้งด้านพละกำลังและความเร็ว เนื่องจากวิญญาณร้ายสามารถสูบกลืนพลังงานด้านลบที่ปะปนอยู่ในบรรยากาศมาฟื้นฟูตัวมันเองได้เรื่อย ๆ ต่างจากมนุษย์อย่างเธอที่พึ่งพาเพียงแรงกายล้วน ๆ หากต่อสู้ยืดเยื้อเธอย่อมเป็นฝ่ายที่จะหมดแรงลงซะก่อน
การปะทะระลอกใหม่เริ่มขึ้น รัตติกาลผสานเพลงอาวุธกระบี่กระบองเข้ากับการหวดไม้เบสบอลอย่างดุดัน ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัด การตอบสนองเริ่มช้าลง
เสี้ยววินาทีที่สมาธิหลุด กรงเล็บแหลมคมก็พุ่งเข้าหาลำคอ เธอโยกหลบสุดตัวแต่ก็ไม่พ้น จึงถูกเล็บคมเฉือนฝากรอยแผลถลอกยาวไว้บนหัวไหล่
"อึก!" รัตติกาลกัดฟันข่มความเจ็บปวด รู้สึกถึงความชาหนึบที่แล่นไปทั่วทั้งแขน
"เจ้าช้าลงนะสาวน้อย อุตส่าห์ว่าจะไม่ให้มีแผลแล้วเชียว มีตำหนิแบบนี้เสียรสชาติกันพอดี" มันเลียเลือดที่ติดปลายเล็บอย่างย่ามใจ
รัตติกาลจ้องมองด้วยสายตาอาฆาต "ก่อนจะจบเรื่องนี้...ฉันขอถามได้ไหมว่าคดีคนหาย 5 รายในละแวกนี้เป็นฝีมือแกใช่ไหม?"
"ฮ่า ๆ ๆ แค่ 5 เองเรอะ? ข้าจำได้ว่ามากกว่านั้นเยอะเลยนะ... และเจ้าเองก็กำลังจะเป็นรายต่อไป!"
เด็กสาวระบายลมหายใจ เธอมองไม้เบสบอลในมือพลางนึกถึงคำพูดของชายชุดสูทสีดำในความทรงจำ
‘ในบรรดาอาวุธที่เรามี มีแค่เจ้านี่ที่สั่นพ้องกับวิญญาณของเธอ... แต่มันยังหลับใหลอยู่ เธอต้องปลุกมันด้วยมนตร์บทนี้’
รัตติกาลจับด้ามไม้เบสบอลด้วยสองมือ ปักหัวไม้ลงพื้น วงเวทสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นใต้ฝ่าเท้า อักขระโบราณลอยวนรอบตัวเธอ
"โอม ปพุชณาหิ ทัณฑะ…"
เปรี๊ยะ! รอยร้าวสีเพลิงปะทุขึ้นโดยรอบผิวไม้เบสบอล
"…มหากัณฑ์!"
เธอกระทุ้งไม้เบสบอลลงพื้นสุดแรง เปลือกนอกสีดำแตกกระจายออกราวกับสะเก็ดดาวตก วิญญาณร้ายผงะถอย ชั่วขณะหนึ่งมันรู้สึกเหมือนว่าเห็นภาพเงาร่างคล้ายยักษายืนตระหง่านซ้อนทับร่างของเด็กสาว ทว่าเมื่อควันไฟจางลง เผยให้เห็นสภาพแท้จริงภายใต้เปลือกที่หลุดร่อนออก มันกลับหลุดขำก๊าก
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ! นึกว่าของวิเศษอะไร ที่แท้ก็แค่แท่งเหล็กสนิมเขรอะ!"
รัตติกาลเหลือบมองอาวุธในมือแล้วก็แทบอยากจะกุมขมับ ไม้เบสบอลเท่ ๆ กลายสภาพเป็นแท่งเหล็กสีดำแดงผิวขรุขระแสนอัปลักษณ์ ‘นี่น่ะเหรอกระบองมหากัณฑ์... น่าผิดหวังชะมัด’
"ถึงแม้อาวุธของเจ้าจะดูน่าอนาถไปหน่อย แต่ข้าก็จะให้เกียรติโชว์อาวุธของข้าให้เห็นดูเป็นบุญตาบ้าง!" ออร่าสีม่วงดำไหลมารวมกันที่แขนขวาของปีศาจ ควบแน่นและยืดยาวออกกลายเป็นใบดาบที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับแขน "นี่คือ ดาบเฉือนวิญญาณ จบกันแค่นี้แหละ ยัยหนู!"
รัตติกาลไม่ต่อปากต่อคำ เธอพุ่งทะยานเข้าใส่พร้อมเงื้อกระบองเหล็กในมือขึ้นสูง วิญญาณร้ายเองก็เหวี่ยงดาบเข้าปะทะหมายจะบดขยี้ให้แหลกในดาบเดียว
ตูม!!
เสียงปะทะกึกก้องกัมปนาท แรงระเบิดซัดทั้งสองกระเด็นถอยหลัง
"สะใจโว้ย!" วิญญาณร้ายคำราม มันสัมผัสได้ว่ามือของมันยังอยู่ดี อาวุธของศัตรูต้องแหลกสลายไปแล้วแน่ ๆ ทว่า... "เอ๊ะ? อ...อะไรเนี่ย!?"
ดวงตาของมันเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก ใบดาบสีม่วงดำที่แขนขวาค่อย ๆ ปริแตกและสลายกลายเป็นเถ้าธุลีปลิวหายไปในอากาศ ไม่เพียงแค่นั้น พลังมืดทั้งหมดในร่างก็ค่อย ๆ เหือดแห้งราวกับถูกย่อยสลายไป เพียงครู่เดียวร่างกายกลับกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ไร้พลัง
รัตติกาลเองก็ประหลาดใจก้มมองกระบองในมือ ‘เจ้านี่... ทรงพลังขนาดนี้เลยเหรอ?’
เมื่อไร้พลังวิญญาณก็รู้ตัวว่าหมดทางสู้ ชายหนุ่มหันหลังวิ่งหนีทันที "ไอ้กระบองบ้านั่นมันอะไรวะ! ขืนอยู่ต่อมีหวังตายแน่!"
"คิดจะหนีเรอะ!" รัตติกาลพุ่งเข้าขวาง เมื่อไร้พลังวิญญาณส่งเสริม แม้แต่ความเร็วก็ลดลงไปด้วย ชายหนุ่มถึงกับสะดุดล้มก้นจ้ำเบ้าอย่างหมดสภาพ
"ด...เดี๋ยวก่อน! ถ้าเธอฆ่าฉัน มนุษย์เจ้าของร่างคนนี้ก็ต้องตายไปด้วยนะ!" มันร้องเสียงหลง
รัตติกาลชะงักงัน ทันใดนั้น กระแสเสียงทุ้มต่ำก็ดังก้องขึ้นในหัว
"อย่าไขว้เขวยัยหนู พลังของข้าทำลายเฉพาะวิญญาณร้าย ไอ้หนุ่มนี่ไม่ตายหรอก หวดมันโลด!!"
ในเสี้ยววินาทีที่รัตติกาลเผลอ ชายหนุ่มกลับชักมีดพับพุ่งเข้าจ้วงแทง แต่สัญชาตญาณของเธอไวกว่า รัตติกาลสวนกลับด้วยการฟาดกระบองในระยะประชิดเข้ากลางลำตัว ชายหนุ่มกระเด็นล้มกลิ้งก่อนจะสลบเหมือดทันที
"ม... เมื่อกี้ เสียงจากกระบองเหรอ?"
"อืม… ข้าเอง เจ้าช่วยเอาข้าไปใกล้ ๆ ไอ้หมอนั่นหน่อยซิ"
ด้วยความมึนงง รัตติกาลยื่นกระบองไปใกล้ร่างที่หมดสติ ทันใดนั้น ออร่าสีดำข้นคลั่กก็ลอยขึ้นมาจากร่างชายหนุ่ม จากนั้นจึงหมุนวนควบแน่นเข้าด้วยกันจนเหลือขนาดเท่าลูกมะนาว ก่อนที่จะถูกดูดกลืนเข้าไปในกระบอง เสียงดัง ซู๊ด ซู๊ด!
"ยี้!" รัตติกาลสะดุ้งสุดตัว เกือบปล่อยเจ้ากระบองหลุดมือ
"ถือดี ๆ สิยัยหนู!" เสียงนั้นดุเบา ๆ "นี่คือตะกอนพลังมืด อาหารจานโปรดของข้าเลยล่ะ แต่น่าเสียดาย อันนี้คุณภาพห่วยไปนิด ฟื้นพลังให้ข้าได้ไม่ถึงเสี้ยวของเสี้ยวด้วยซ้ำ..."
ทันใดนั้นกระบองเกิดการสั่นไหวขึ้น ปลายกระบองเรืองแสงสีแดงวาบ เปลือกนอกหลุดร่อนออกเล็กน้อย ปรากฏอักขระอุณาโลมสีแดงนูนเด่นขึ้นมาหนึ่งตัว
"หาววว... พลังยังน้อยนิด ออกแรงนิดเดียวก็ชักจะง่วงแล้ว ไว้ค่อยคุยกันใหม่นะ"
สิ้นเสียง กระบองเหล็กก็หดตัวและเปลี่ยนสภาพกลับเป็นไม้เบสบอลสีดำธรรมดาดังเดิม ทิ้งให้รัตติกาลยืนเหวออยู่ท่ามกลางความเงียบ
"อ้าว เฮ้ย! หลับไปดื้อ ๆ แบบนี้เลยเหรอ! …” เธอพยายามเรียกมันอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายก็ถอดใจ
“กระบองเหล็กพูดได้… ช่างเถอะ ไว้ค่อยลองไปถามจากพวกลุงละกัน" เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะปรายตามองร่างชายหนุ่มที่นอนสลบหายใจรวยริน "ถึงจะร่อแร่แต่ยังไม่ตายจริงๆ แฮะ"
ภารกิจแรกในฐานะนักท่องราตรีสำเร็จลุล่วง วิญญาณร้ายถูกกำจัด ส่วนชายคนนี้อาจจะต้องเผชิญหน้ากับกฎหมายในฐานะฆาตกรต่อเนื่อง แต่นั่นก็ไม่ใช่กงการอะไรของเธออีกแล้ว รัตติกาลค่อย ๆ เดินหายเข้าไปในความมืด
สูงขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกเหนือตรอกนั้น ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ถูกเมฆบดบัง เงาร่างของชายปริศนาในชุดคลุมฮู้ดยืนทอดสายตามองลงมาจากยอดตึก รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นบนมุมปาก
"ในที่สุด… กงล้อแห่งชะตากรรมก็เริ่มหมุนแล้วสินะ"