ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 1: รัตติกาล
โลกใบนี้เปรียบเสมือนกระดาษที่เต็มไปด้วยรอยพับ… รอยพับที่เชื่อมต่อความจริงที่ถูกยอมรับจากสองฝั่งให้บรรจบกัน และคงไว้ซึ่งวัฏจักรอย่างที่เคยเป็นมาช้านาน สรรพชีวิตส่วนใหญ่ต่างก็ดำเนินไปตามครรลองโดยไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของรอยพับเหล่านั้น เว้นก็แต่เหล่าผู้ที่อาศัยอยู่ในรอยพับเองเท่านั้น
เหล่าผู้เป็นส่วนหนึ่งของความจริงที่ถูกปฏิเสธ ถูกโลกใบนี้ซุกซ่อนและพันธนาการไว้ด้วยกฎเกณฑ์พิเศษ และกฎเกณฑ์พิเศษที่ว่าก็ถูกกำกับดูแลจากเหล่าคนที่อาศัยอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกทั้งสองด้าน พวกเขาเรียกตัวเองว่า 'นักท่องราตรี'
ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่บนถนนในย่านเริงรมย์ แสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาและร้านรวงสาดส่องสะท้อนกระจกบนตึกรามบ้านช่องจนพร่ามัว เด็กสาวคนหนึ่งกำลังค่อยๆ ก้าวเดินฝ่าฝูงชนด้วยท่วงท่าเยือกเย็น
เรือนผมสั้นสีดำขลับตัดกับปลายผมสีแดงสด เข้าคู่กับนัยน์ตาสีโลหิตที่ทอประกายเด็ดเดี่ยว เธอสวมชุดเดรสสั้นสีดำสไตล์โกธิคประดับลูกไม้ ตัดกับสายรัดหนังรอบเอวและรองเท้าคอมแบทพื้นหนาที่เสริมความทะมัดทะแมง ลำคอระหงประดับด้วยโชคเกอร์ห้อยจี้รูปจันทร์เสี้ยวสีแดงทับทิม ด้านหลังสะพายกระเป๋ากีตาร์ใบใหญ่เอาไว้ แววตาที่เรียบเฉยนั้นแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นและไร้ปรานีต่อศัตรู
เธอคือ "รัตติกาล" หญิงสาวผู้เกิดและเติบโตภายในรอยพับของโลกใบนี้
ดวงตาสีแดงดุดันของเธอจับจ้องไปยังชายหนุ่มร่างกำยำในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมช่วงอก ที่กำลังยืนสนทนากับหญิงสาวแต่งกายวาบหวิว ทว่าสิ่งที่รัตติกาลเห็นไม่ใช่แค่ชายเจ้าสำราญ แต่เป็นกลุ่มก้อนออร่าทมิฬที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างกายของชายคนนั้น เธอนิยามมันว่า 'วิญญาณร้ายสิงสู่'
ตึกตัก… ตึกตัก… เสียงหัวใจของรัตติกาลเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย นี่คืองานแรกของเธอในฐานะนักท่องราตรี
เธอกระชับสายสะพายกระเป๋ากีตาร์แน่นและกำลังจะก้าวออกไป แต่เพียงชั่วพริบตาที่มีรถมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารขับโฉบตัดหน้าจนเธอชะงัก ร่างของชายคนนั้นก็อันตรธานหายไปจากสายตา
“ชิ! หายไปแล้วเหรอ?” รัตติกาลสบถเบาๆ ก่อนจะตั้งสติ “ใจเย็นๆ น่าจะยังมีร่องรอยละอองวิญญาณเหลืออยู่… เปิดใช้งานตาทิพย์ ขั้นที่ 1”
สิ้นคำสั่ง ทัศนวิสัยของเธอก็แปรเปลี่ยน คราบพลังงานสีดำจางๆ ปรากฏเป็นทางยาวลากลึกเข้าไปในตรอกแคบที่ไร้ผู้คน เธอเดินตามรอยนั้นเข้าไปพร้อมกับส่ายสายตาอย่างระแวดระวัง มือเรียวเอื้อมปลดซิปกระเป๋ากีตาร์ ล้วงหยิบเอาไม้เบสบอลสีดำขลับ ผิวเรียบเนียนไร้ลวดลาย ออกมากำกระชับแน่น เธอเร่งเคลื่อนที่ลึกเข้าไปในตรอก จนกระทั่งพบกับทางตัน
“ตกใจแทบแย่… ข้าก็นึกว่าโดนไอ้พวกแพทยาคมเจอตัวซะแล้ว ที่แท้ก็แค่สาวน้อยน่ารักคนหนึ่ง”
เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง ชายหนุ่มที่ถูกสิงสู่เดินก้าวออกมาจากมุมมืดพร้อมกับแผ่ไอพลังงานสีดำอมม่วงที่เกรี้ยวกราด
“แม้จะเป็นแค่สาวน้อย แต่ก็มีสัมผัสวิญญาณและถึงกับกล้าตามข้ามาคนเดียว… คงเตรียมใจมาแล้วสินะ ฮี่ๆ”
“พูดมากซะจริง เก็บปากของแกไว้ครวญครางในนรกเถอะ” รัตติกาลตอกกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
วิญญาณร้ายพุ่งทะยานเข้าใส่พร้อมกับกางอุ้งมือที่ถูกห่อหุ้มด้วยออร่าสีม่วงดำหนาแน่น ราวกับปากของสัตว์ร้ายที่อ้าค้างเตรียมขย้ำเด็กสาวให้แหลกคามือ แต่รัตติกาลเบี่ยงตัวหลบและตวัดไม้เบสบอลสวนกลับไปอย่างรุนแรง การปะทะกันของกรงเล็บสีดำและไม้เบสบอลทำให้เกิดคลื่นกระแทกสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งตรอก
“เอ๋ รับการโจมตีของข้าไหวด้วยเหรอ แข็งแรงผิดกับรูปลักษณ์เลยแฮะ” ชายหนุ่มกล่าว “งั้นถ้าแบบนี้ล่ะ”
ชายหนุ่มเหวี่ยงมืออีกข้างที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกันใส่ด้านข้างของรัตติกาล เธอตอบโต้ด้วยการเลื่อนด้ามไม้เบสบอลเข้ากระแทกมือนั้นอย่างทันท่วงที จนชายหนุ่มต้องดึงมือกลับ ทั้งสองต่างแยกออกจากกันชั่วคราว
ชายหนุ่มแสยะยิ้ม “เจ้านี่ไม่เบาเลยนะ คงไม่ใช่แค่พวกรนหาที่ธรรมดาสินะ”
รัตติกาลไม่ตอบโต้ ในใจเธอรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย เนื่องจากเธอเข้าใจดีว่าวิญญาณร้ายนั้นสามารถเปลี่ยนพลังงานด้านลบที่อบอวลอยู่ในบรรยากาศมาเป็นพลังของตัวเองได้ ต่างกับมนุษย์อย่างเธอที่มีแค่แรงกายล้วนๆ
“พละกำลังและความเร็วยังสูสีกัน ปัญหาคือระยะเวลา…” เธอคิด
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เข้าปะทะกันอีกครั้ง รัตติกาลผสมผสานเพลงกระบี่กระบองเข้ากับการวาดหวดไม้เบสบอลได้อย่างลงตัว ในขณะที่ชายหนุ่มก็บล็อกการโจมตีของเธอด้วยกรงเล็บสีดำ และหาโอกาสโจมตีกลับด้วยมืออีกข้างจนรัตติกาลต้องรีบปัดป้องและเกือบเสียกระบวนหลายครั้ง
เมื่อเวลาผ่านไป รัตติกาลเริ่มหอบหายใจ การตอบสนองของเธอเริ่มช้าลง และเมื่อเกิดการปะทะกันสุดแรงอีกครั้ง กรงเล็บที่ยังว่างอยู่ของชายหนุ่มก็เสียบแทงเข้าหาลำคอของเธอ ในคราวนี้ความเหนื่อยล้าทำให้เธอไม่สามารถใช้ไม้เบสบอลในมือปัดป้องได้ทัน จึงทำได้แค่โยกตัวหลบในจังหวะกระชั้นชิด
เล็บแหลมคมของชายหนุ่มเฉือนเข้าที่หัวไหล่ของเธอ ความเจ็บปวดแล่นผ่านจนเธอต้องกัดฟัน
“เจ้าช้าลงนะสาวน้อย มีตำหนิซะแล้วเนี่ย วัตถุดิบราคาตกกันพอดี” ชายหนุ่มพูดพลางแลบลิ้นเลียปลายเล็บที่เปื้อนเลือด
รัตติกาลได้แต่กัดฟัน เธอจ้องมองชายหนุ่มด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะเอ่ยถาม “ก่อนที่เราจะไปถึงจุดแตกหัก… ฉันขอถามได้ไหมว่าคดีคนหาย 5 รายในละแวกนี้เกี่ยวข้องกับแกหรือเปล่า?”
ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเสียงดังพร้อมกับยกอุ้งมือขึ้นปิดหน้า เผยให้เห็นใบหน้าที่แสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวและดวงตาสีแดงผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วมือ “ฮ่าๆๆ แค่ 5 งั้นเหรอ ข้าว่าน่าจะมากกว่านั้นอยู่นะ… เจ้าเองก็จะไม่ต่างจากพวกหล่อน”
รัตติกาลพยายามข่มความโกรธ เธอเหลือบมองไม้เบสบอลสีดำในมือและพึมพำกับตัวเอง “ลำพังพลังของฉันเองคงไม่พอจริงๆ สินะ…”
จากนั้นจึงหลับตาลงและตั้งสมาธิ นึกถึงคำพูดจากร่างเงาของชายในชุดสูทสีดำ ‘แปลกมาก ในบรรดาอาวุธที่เรามีทั้งหมด มีแค่ไม้เบสบอลนี่อันเดียวที่แสดงความสั่นพ้องทางวิญญาณกับเธอ… เจ้านี่คืออาวุธวิญญาณที่อยู่ในสถานะหลับใหล เธอต้องปลุกมันให้ตื่นก่อนจึงจะใช้พลังได้เต็มที่ และมนตร์ที่จำเป็นต้องใช้ก็คือ…’
รัตติกาลหมุนควงไม้เบสบอลก่อนที่จะจับกระชับด้ามของมันด้วยสองมือ ในลักษณะเอาหัวไม้ชี้ลงพื้น วงเวทสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเธอ อักขระหน้าตาแปลกๆ ปรากฏขึ้นภายในวงเวททรงกลม
“โอม ปพุชณาหิ ทัณฑะ…”
อักขระภายในวงเวทเปล่งแสงสีแดงเรืองรอง เปรี๊ยะ! รอยร้าวสีเพลิงปะทุขึ้นรอบไม้เบสบอลสีดำราวกับหินภูเขาไฟที่ร้อนจัดจนแทบระเบิด
“…มหากัณฑ์!”
สิ้นประโยค รัตติกาลกระทุ้งหัวไม้เบสบอลลงกับพื้นดินอย่างรุนแรง เปลือกนอกที่แตกร้าวถูกแรงกระแทกส่งให้กระเด็นลอยออกราวกับสะเก็ดไฟ
วิญญาณร้ายเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ชั่วแวบหนึ่งมันรู้สึกราวกับว่าเห็นภาพเงาเลือนรางของยักษาถือกระบองซ้อนทับอยู่ด้านหลังของรัตติกาล แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น เมื่อมันได้เห็นโฉมหน้าแท้จริงของอาวุธในมือรัตติกาล มันก็ถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดังออกมา
“ฮ่าๆๆ ข้าก็นึกว่าอาวุธวิเศษอะไร ที่แท้ก็แค่แท่งเหล็กโกโรโกโสอันนึง” มันหัวเราะเยาะพร้อมทำท่าเอามือกุมท้อง
รัตติกาลยกอาวุธในมือขึ้นมาพิจารณา เธออดที่จะผิดหวังไม่ได้เมื่อพบว่าไม้เบสบอลสีดำได้กลายเป็นแท่งเหล็กสีดำแดงผิวขรุขระ สิ่งนี้จะเรียกว่าโกโรโกโสอย่างที่ชายหนุ่มล้อเลียนก็นับว่าไม่ผิด “นี่เหรอที่เรียกว่ากระบองมหากัณฑ์… น่าผิดหวังชะมัด” เธอคิด
ชายหนุ่มหยุดหัวเราะและยืดตัวตรง ก่อนจะพูดว่า “ถึงสภาพจะอนาถแค่ไหน แต่ในเมื่อเจ้ามีอาวุธวิญญาณทั้งที ข้าเองก็ควรจะให้เจ้าได้เห็นอาวุธของตัวเองบ้าง”
มันพูดพลางยกมือขวาขึ้น จากนั้นออร่าสีม่วงดำที่เคยห่อหุ้มทั่วร่างกายของมันก็ไหลมารวมกันที่มือนั้น ออร่าเหล่านั้นกลายเป็นของเหลวสีม่วงดำขนาดใหญ่ห่อหุ้มรอบๆ มือของมัน จากนั้นจึงยืดยาวออกกลายเป็นใบดาบสีม่วงที่เชื่อมติดกับแขนของมันเป็นเนื้อเดียวกัน
“นับว่าไม่เลวเลย สำหรับเด็กสาวอย่างเจ้าที่ทำให้ข้าสนุกได้ขนาดนี้ แต่มันคงจะต้องจบแล้วล่ะนะ” ชายหนุ่มกล่าว
รัตติกาลไม่พูดพล่าม เธอเงื้อมกระบองเหล็กและกระโจนเข้าใส่ชายหนุ่มทันที ด้านชายหนุ่มก็ส่งเสียงหัวเราะแหลมพร้อมกับเหวี่ยงมือดาบเข้าปะทะกับกระบอง ทั้งสองกะจะวัดความแข็งแกร่งของอาวุธด้วยการปะทะกันตรงๆ
ตูม!
เสียงปะทะกันดังสนั่นราวกับเสียงระเบิด คลื่นจากการปะทะส่งให้ทั้งสองต่างกระเด็นถอยหลังออกจากกัน
“สะใจโว้ย!” ชายหนุ่มตะโกนเยาะเย้ย มันสัมผัสได้ว่ามือของมันยังอยู่ดี จึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าอาวุธของศัตรูน่าจะพินาศไปแล้ว ทว่ามันกลับพบความผิดปกติในชั่วอึดใจต่อมา “เอ๋ อะไร? ได้ยังไง?”
มันถึงกับหน้าถอดสีเมื่อพบว่า ใบดาบที่เคยห่อหุ้มอยู่บนมือขวาค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นผุยผงแล้วปลิวหายไปในอากาศ ฝ่ามือของมันกลายเป็นเพียงมือของคนธรรมดา ไม่มีพลังใดๆ ไม่มีแม้แต่ออร่าสีดำที่เคยมี
รัตติกาลเองก็มึนงงเช่นกัน ในขณะที่อาวุธทั้งสองปะทะกัน เธอรู้สึกถึงกระแสบางอย่างที่โถมเข้ามาแต่เธอก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร เธออดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยังกระบองเหล็กในมืออีกครั้ง “เจ้านี่แข็งแกร่ง?”
เมื่อพบว่าตัวเองไร้พลัง ชายหนุ่มอาศัยจังหวะที่รัตติกาลกำลังเผลอ หันหลังวิ่งหนีทันที “ไอ้แท่งเหล็กนั่นมันบ้าอะไรกัน? อยู่ไม่ได้แล้ว”
“คิดจะหนีงั้นเหรอ!” รัตติกาลพุ่งตามไปติดๆ
เมื่อไร้พลังวิญญาณ แม้แต่ความเร็วก็ลดลงไปอย่างมาก ชายหนุ่มถูกรัตติกาลกระโดดเข้าขวางจนมันเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้า มันลนลานอย่างมาก “ด…เดี๋ยวก่อน! ถ้าเธอฆ่าฉัน เจ้าของร่างผู้บริสุทธิ์นี่ก็ต้องตายไปด้วยนะ!”
รัตติกาลชะงักไปชั่วครู่ ทันใดนั้นเองกระแสเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความคิดของเธอ
“อย่าห่วงยัยหนู ตัวข้านั้นสามารถใช้พลังโจมตีเฉพาะวิญญาณร้ายได้ ไอ้หนุ่มนี่จะไม่ถึงตายแน่นอน”
เสี้ยววินาทีในจังหวะเดียวกัน ชายหนุ่มก็พุ่งตัวเข้าหารัตติกาลพร้อมกับเสือกแทงมีดในมือที่ไม่รู้ว่าเอาออกมาจากไหน ฝ่ายรัตติกาลเองก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เธอฟาดกระบองในระยะสั้นๆ ไปยังชายหนุ่มทันที ร่างของชายหนุ่มกระเด็นออกไปนอนแผ่อยู่กับพื้นถนน ในขณะที่รัตติกาลยังคงสับสน
“ม… เมื่อกี้เสียงจากกระบองงั้นเหรอ?”
“ใช่แล้ว เป็นข้าเอง… เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เจ้ารีบพาข้าเข้าไปใกล้ๆ ไอ้หนุ่มนั่นทีได้ไหม”
แม้จะยังมึนงงแต่รัตติกาลก็ทำตามอย่างว่าง่าย เธอถือกระบองในมือเดินไปหยุดตรงหน้าร่างของชายหนุ่มที่นอนสลบเหมือด ทันใดนั้นเธอก็สังเกตเห็นบางอย่าง ออร่าสีม่วงดำกำลังไหลวนเหนือร่างของชายหนุ่ม มันขมวดวนรวมกันเป็นวงกลมขนาดเท่าลูกมะนาว ทันใดนั้นเองออร่านั้นก็เริ่มไหลเข้าหากระบองในมือของเธอ เธอตกใจจนเผลอส่งเสียง ยี้! ออกมา
“ถือข้าดีๆ สิยัยหนู” กระแสเสียงจากกระบองดังขึ้นอีกครั้ง
“นี่มันอะไรกัน?” รัตติกาลถามด้วยความสงสัยสุดขีด
กระบองยังคงไม่สื่อจิตตอบในทันที มันสูบออร่าสีดำม่วงนั้นจนหมด แล้วจึงตอบว่า “สิ่งนี้คือตะกอนพลังมืด มันคือสิ่งที่หลงเหลือหลังจากกำจัดวิญญาณร้ายไปแล้ว และมันยังเป็นอาหารจานโปรดของข้าด้วย… น่าเสียดาย เจ้านี่คุณภาพต่ำไปหน่อย ข้าฟื้นพลังได้ไม่ถึง 1 ใน 1,000 ส่วนด้วยซ้ำ แต่ก็…”
ทันใดนั้นเองกระบองในมือของรัตติกาลพลันสั่นสะเทือน เกิดแสงสีแดงราวกับเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นบริเวณปลายสุดของมัน เกิดเสียงแกร่กๆ คล้ายกับมีบางอย่างหลุดร่อนออกไป จากนั้นจึงปรากฏเป็นอักขระอุณาโลมเรืองแสงสีแดงนูนขึ้นมา
“อาาา ยัยหนูข้าง่วงแล้ว ไว้เราค่อยคุยกันนะ”
อึดใจต่อมากระบองเหล็กในมือของรัตติกาลก็คืนสภาพกลายเป็นไม้เบสบอลสีดำธรรมดาเช่นเดิม ทิ้งให้เธอเต็มไปด้วยคำถามค้างคาใจ
“อ…อ้าว เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนสิ! เฮ้อ… ไว้ค่อยกลับไปถามพวกลุงดูก็ได้” รัตติกาลถอนหายใจยาว เธอมองดูชายหนุ่มที่ยังคงนอนหมดสติอยู่บนพื้นถนน “หมอนี่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ สินะ”
เธอพยายามจะไม่คิดถึงคดีที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือของชายคนนี้ เพราะคนที่ลงมือจริงๆ คือวิญญาณร้ายที่สิงสู่เขาอีกที ส่วนเรื่องที่ว่าชายคนนี้จะลงเอยอย่างไรล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเธออีกต่อไปแล้ว ภารกิจแรกของเธอสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี… หรืออย่างน้อยเธอก็คิดเช่นนั้น
สูงขึ้นไปบนยอดตึกเหนือตรอกแห่งนั้น ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว เงาร่างของชายปริศนาในชุดคลุมฮู้ดกำลังยืนทอดสายตามองลงมายังภาพเหตุการณ์เบื้องล่าง รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นบนมุมปาก
“ในที่สุด… กงล้อแห่งชะตาก็เริ่มหมุนแล้วสินะ”