ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 15 : ทั้งหมดล้วนสั่นพ้อง
เช้าวันนี้ทิวารินเดินทางมาถึงบริเวณตึกอันเป็นที่ตั้งของใต้ศาลตามที่แด๊ดดี้ได้นัดแนะเอาไว้
เด็กสาวมีเวลาพอให้เดินสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณตัวตึกแห่งนั้น และประเมินได้ว่ามันน่าจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส หากมองลงมาจากมุมสูงคงจะมีสภาพไม่ต่างอะไรกับเวทีหรือแท่นปูนขนาดใหญ่ที่วางราบอยู่ใจกลางเมืองจตุคีรี
ครู่ต่อมาเธอก็มาหยุดอยู่หน้าประตูบานที่รัตติกาลเคยพาเธอผ่านเข้าไปเมื่อวันก่อน มือเรียวยื่นออกไปหมายจะผลักเปิดออก ทว่ามือกลับค้างเติ่งอยู่กลางอากาศเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่รู้วิธีเปิดมัน เธอลองเคาะเบา ๆ แต่ที่ตอบกลับมาคือความเงียบ จากนั้นจึงตัดสินใจเคาะแรง ๆ แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ
“เอ้า... แล้วมันเปิดยังไงล่ะเนี่ย” ทิวาบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิด ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงสิ่งสำคัญ “ใช่แล้ว แหวน!”
เธอถอนหายใจยาวก่อนจะปลดกระเป๋าเป้สะพายหลัง... รูดซิปเปิดออกเพื่อค้นหาแหวนเชื่อมจิต หมายที่จะใช้มันติดต่อกับรัตติกาล ทว่าสิ่งแรกที่สายตาแลไปเห็นกลับเป็นถุงกระดาษที่บรรจุเสื้อผ้าของรัตติกาลไว้ภายใน
เมื่อวานนี้กว่าที่เธอจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังสวมเสื้อผ้าของรัตติกาลอยู่ ก็หลังจากกลับมาที่คฤหาสน์ของคุณปู่ได้สักพักใหญ่แล้ว อย่างไรก็ตาม นี่นับเป็นโอกาสดีที่เธอจะหย่อนกระดาษโน้ตอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นลงไปพร้อมกับเสื้อผ้าที่จะนำไปส่งคืน หลังจากที่ยัยรัตตี้นั่นพยายามบ่ายเบี่ยงทุกครั้งที่เธอจะเอ่ยปาก ซึ่งมันรบกวนจิตใจและค้างคาในใจเธอมานาน
ทว่าในขณะที่กำลังจัดแจงพับเสื้อผ้าพวกนี้ใส่ถุงกระดาษ เธอดันเผลอยกมันขึ้นมาสูดดมฟอดใหญ่อย่างอาลัยอาวรณ์ และเมื่อรู้สึกตัว เด็กสาวก็ถึงกับหน้าร้อนผ่าวพลันตั้งคำถามกับตัวเองในใจ...
‘อะไรกัน? นี่ฉันกำลังหลงยัยนั่นอยู่เหรอ...’
เธอรีบสลัดภาพความทรงจำน่าอายนั้นทิ้งไป ก่อนจะตั้งสมาธิค้นหาแหวนเชื่อมจิตต่อ ครู่ต่อมาแหวนสีเงินผิวเรียบที่ประดับด้วยอัญมณีสีฟ้าเปล่งประกายก็ถูกหยิบขึ้นมา
ขณะเดียวกัน ภายในห้องนอนของรัตติกาล เจ้าของห้องกำลังผุดลุกผุดนั่ง ท่าทางกระสับกระส่ายจนอยู่ไม่สุข เธอเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เช้าแล้ว ร่องรอยความลนลานนั้นเด่นชัดเสียจนพวกมนุษย์ลุงที่เจอหน้ากันตอนมื้อเช้าต่างพากันมองด้วยสายตาสงสัยแกมจับผิด
หญิงสาวหยุดยืนอยู่กลางห้อง ยกมือขวาขึ้นมาตรงหน้า ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่ ‘แหวนเชื่อมจิต’ ที่สวมอยู่ที่นิ้วนาง
“ยัยบื้อเอ๊ย... ทำไมถึงไม่สวมแหวนฟระ!” รัตติกาลบ่นอุบด้วยสีหน้ากังวลระคนหงุดหงิด เธอถอนหายใจฟึดฟัด หมุนตัวทำท่าจะเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อสงบสติอารมณ์
ทว่าเท้ายังไม่ทันก้าว... วงแหวนสีเงินบนนิ้วนางก็พลันส่องแสงสีฟ้าเรืองรองสว่างวาบขึ้นมา! พร้อม ๆ กับกระแสเสียงใสกังวานจากอีกด้าน
[ฮัลโหล! ได้ยินไหม? ฉันทิวาเองนะ... คือว่า... ฉันมาแล้วอ่ะ แต่ฉันเปิดประตูเข้าไปไม่ได้ง่ะ แฮะ ๆ]
รัตติกาลสะดุ้งโหยงตัวลอย อ้าปากค้างกลางอากาศด้วยความเหวอ ท่าทางเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ ก่อนที่วินาทีต่อมา มุมปากเรียวสวยจะค่อย ๆ คลี่สยายออกเป็นรอยยิ้มอย่างลืมตัว
“รออยู่นั่นแหละ เดี๋ยวฉันไป”
รัตติกาลหัวเราะหึในลำคอ เธอเองก็ลืมนึกไปเสียสนิทว่ายัยนั่นยังไม่รู้วิธีเปิดประตูนี่นา
รัตติกาลเดินนำทิวารินผ่านส่วนของผับและห้องพักนักดนตรี เข้ามาภายในโถงกลางด้านหน้าห้องพัก เธอหันมาบุ้ยใบ้เป็นเชิงสั่งให้ทิวารินนั่งรอที่เก้าอี้ไม้ ระหว่างนั้นทิวารินก็ถือโอกาสยื่นถุงกระดาษที่มีเสื้อผ้าซึ่งเธอซักและพับมาอย่างดีคืนให้
ทว่ารัตติกาลกลับรับมันมาถือไว้ลวก ๆ แล้ววางแหมะลงบนโต๊ะข้าง ๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก ท่าทางทิ้งขว้างนั้นทำเอาทิวารินถึงกับคิ้วกระตุก แอบค่อนขอดในใจอย่างขัดใจ
‘ยัยบ้าเอ๊ย... ฉันอุตส่าห์ทะนุถนอมซักพับมาอย่างดี ดูทำเข้าสิ โคตรเสียเที่ยวเลย! ช่างเถอะ! รู้งี้ขยำ ๆ ยัดใส่กระเป๋ามาก็ดีหรอก!’
บรรยากาศความเงียบปกคลุมได้เพียงครู่เดียว บรรดามนุษย์ลุงแห่งใต้ศาลก็เริ่มทยอยปรากฏตัวให้เห็นทีละคน
เริ่มจาก ลุงทักกี้ ที่เดินก้มหน้าก้มตาผ่านมา ในมือของเขาถือ ‘กำไลสีทอง’ ของทิวารินไว้แน่น พลางจดจ้องและบ่นพึมพำสลับกับการขีดเขียนบางอย่างลงในสมุดโน้ตเล่มเก่าอย่างคร่ำเคร่ง แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นทิวาริน เขาก็ฉีกยิ้มกว้างทักทายทันที
“ไง แมวน้อย... วันนี้อย่าลืมแวะไปที่คลังล่ะ เธอยังมีสวัสดิการของนักท่องราตรีอีกอย่างที่ต้องไปรับด้วยตัวเองนะ”
คล้อยหลังลุงทักกี้ไปได้ไม่นาน ประตูห้องพักอีกบานก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงของ ลุงรุต ชายผมทองสุดหล่อส่งเสียงทักทายทิวารินด้วยรอยยิ้มทรงเสน่ห์เช่นเคย ก่อนจะหันไปพยักพเยิดหน้ากับรัตติกาล
“วันนี้ฉันอนุญาตให้เธอเข้าเรียนช้าได้หนึ่งชั่วโมงนะรัตตี้... เทคแคร์แมวน้อยของเราดี ๆ ล่ะ ฮ่า ๆ” พูดจบ เขาก็ล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงข้างหนึ่งแล้วเดินผิวปากจากไปอย่างอารมณ์ดี
รัตติกาลมองตามแผ่นหลังนั้นแล้วขมวดคิ้วมุ่น แอบเบ้ปากบ่นอุบอิบไล่หลัง “จุ้นจ้าน! ตาลุงขี้แอ็กเอ๊ย”
เมื่อบ่นจนพอใจ รัตติกาลก็หันกลับมาสนใจงานตรงหน้า เธอหยิบข้าวของหลายอย่างออกมาจากตู้เก็บของ วางเรียงรายบนโต๊ะไม้และเริ่มจัดการจัดเตรียมพวกมันอย่างคล่องแคล่ว ทิวารินเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ... เริ่มจากผ้าขาวสะอาดที่ถูกพับอย่างประณีตวางทับลงบนพานสีทองทรงเตี้ย ตามด้วยเหรียญโลหะหน้าตาแปลกประหลาด ธูป เทียน และดอกไม้สดอีกสองสามชนิด
เด็กสาวคิดจะอ้าปากถามว่ากำลังทำอะไร แต่ก็กลัวจะไปขัดจังหวะสมาธิ จึงได้แต่นั่งเงียบ ๆ รอจนกว่าอีกฝ่ายจะจัดการเสร็จ ทว่ารัตติกาลกลับเป็นฝ่ายชิงเอ่ยขึ้นมาเสียก่อนโดยที่ตายังไม่ละจากพาน
“เดี๋ยวรอลุงอัสลงมา ฉันจะนำเธอทำพิธีไหว้ครูเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์... ไม่ต้องเกร็งล่ะ เธอแค่ทำตามที่ฉันบอกก็พอ”
ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากบันไดชั้นสอง อัส ชายร่างสูงเพรียวเดินลงมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เมื่อสายตาคมกริบกวาดมองเห็นเด็กสาวทั้งสองและพานครูที่เตรียมไว้พร้อมสรรพ เขาก็ค่อย ๆ ก้าวลงมาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่เบื้องหน้าทิวารินอย่างน่าเกรงขาม
รัตติกาลหันมาส่งสัญญาณให้ทิวารินคุกเข่าลงกับพื้น ก่อนจะยกพานครูที่จัดเตรียมไว้ส่งให้ประคองไว้ในมือ แล้วสั่งให้เด็กสาวกล่าววาจาตามตนทีละวรรค...
“ข้าแต่ครูอาจารย์ที่เคารพ... ข้าพเจ้าขอมอบกายและใจ ขอเป็นศิษย์ที่ดีของครู ข้าพเจ้าจะตั้งใจศึกษา เชื่อฟังคำสั่งสอน และปฏิบัติตามด้วยความเคารพทุกประการ ด้วยสัจจะวาจานี้ ขอให้การเรียนสำเร็จผล มีแต่ความเจริญตลอดกาลนานเทอญ”
น้ำเสียงกังวานใสของทิวารินสะท้อนก้องไปทั่วโถงกว้าง ทันทีที่กล่าวจบ เธอก็ค่อย ๆ คลานเข่าเข้าไปยกพานมอบให้อัสด้วยท่าทางนอบน้อม ชายร่างใหญ่รับพานนั้นไปวางไว้ด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกแต่อบอุ่น
“ลุกขึ้นเถอะ... นับจากนี้ไป เธอคือศิษย์ของฉันแล้ว ด้วยพรสวรรค์ด้านวิญญาณที่เธอมี หากตั้งใจศึกษาเล่าเรียน จะต้องไปได้ไกลอย่างแน่นอน” อัสกล่าวพลางเงยหน้าขึ้นไปสบตากับรัตติกาลและพยักหน้ารับรู้กัน ก่อนที่ชายร่างยักษ์จะแอบปัดฝุ่นออกจากขากางเกงแล้วบ่นพึมพำเบา ๆ ปิดท้ายตามประสาคนปากร้ายแต่ใจดีว่า “ดีเลย... หลังจากนี้จะได้มีคนช่วยล้างแก้วกาแฟเพิ่มอีกคน”
คำบ่นนั้นทำเอาทิวารินที่กำลังตื้นตันซาบซึ้งถึงกับหน้าเหวอไปเล็กน้อย แต่อัสก็ไม่เปิดโอกาสให้ทักท้วง เขาเอ่ยต่อทันที “ตามรัตตี้ไปรับของที่คลังก่อนเถอะ แล้วค่อยกลับมาเริ่มบทเรียนแรกกัน”
รัตติกาลนำทางทิวารินลัดเลาะไปตามโถงทางเดินสลัว คลังอาวุธแห่งนี้คือสถานที่เดียวกับที่เธอเคยพาทิวารินในร่างแมวศรีนวลมาเบิกไอเทมตามที่แด๊ดดี้สั่งเมื่อครั้งก่อน ทว่าในตอนนั้นทิวารินไม่ได้ทันสังเกตสภาพแวดล้อมมากนัก คราวนี้ดวงตากลมโตจึงสอดส่ายสำรวจไปตลอดทางอย่างใคร่รู้
ลุงทักกี้ยังคงยืนอยู่หน้าโถงทางเข้าคลัง เอาแต่ก้มหน้าก้มตาจ้องกำไลและพึมพำไม่หยุด กระทั่งรัตติกาลต้องกระแอมไอเสียงดังเรียกสติ ชายวัยกลางคนถึงเพิ่งรู้สึกตัว
“อ้อ... มากันแล้วเหรอ ตามฉันมาสิ”
รัตติกาลพยักพเยิดให้ทิวารินเดินตามลุงทักกี้เข้าไป ส่วนตัวเองกลับยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่ด้านนอก ทิวารินมีสีหน้ามึนงงเล็กน้อยแต่ก็ยอมก้าวเท้าตามแผ่นหลังของลุงทักกี้ไปอย่างว่าง่าย
สองข้างทางที่เดินผ่านเต็มไปด้วยชั้นวางสูงตระหง่าน บนนั้นมีข้าวของหน้าตาประหลาดวางเรียงรายอย่างระเกะระกะ... มีทั้งกระดูกสัตว์รูปร่างพิลึก กิ่งไม้แห้งหงิกงอ กล่องเหล็กขึ้นสนิม ก้อนหินสลักอักขระ ผลไม้เหี่ยวแห้งสีดำคล้ำ ไปจนถึงกระจุกขนสัตว์ที่ดูน่าขนลุก ทิวารินลอบกลืนน้ำลาย อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองกำลังหลงเข้ามาในร้านขายพร็อพจัดงานฮาโลวีนหรือเปล่า
กระทั่งลุงทักกี้หยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้าประตูเหล็กบานใหญ่... มันถูกพันทบไว้ด้วยสายโซ่เส้นเขื่องที่เต็มไปด้วยแผ่นยันต์สีเหลืองเก่าคร่ำคร่าแปะทับซ้อนกันจนแทบไม่เห็นเนื้อเหล็ก
ทิวารินขมวดคิ้ว ท่ามกลางความกดดันที่แผ่ออกมาจากบานประตู เธอกลับรู้สึกคุ้นตากับภาพที่เห็นอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นอะไรแบบนี้ที่ไหนมาก่อน... ในฝันเหรอ? หรือในความทรงจำเลือนรางช่วงที่วิญญาณหลุดออกจากร่างกันแน่? แต่พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
“เอาล่ะ ฟังให้ดีนะแม่หนู” ลุงทักกี้หันมาอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หลังประตูบานนี้คือคลังอาวุธที่แท้จริงของใต้ศาล ด้วยสวัสดิการของนักท่องราตรี เธอจะได้รับสิทธิ์เลือกอาวุธคู่กายหนึ่งชิ้น... เธอจะต้องเดินเข้าไปในนี้เพียงลำพัง จากนั้นค่อย ๆ ปลดปล่อยพลังวิญญาณของเธอออกมา แล้วดูว่ามีอาวุธชิ้นไหนที่ ‘สั่นพ้อง’ กับพลังของเธอบ้าง”
ชายวัยกลางคนเว้นจังหวะ ก่อนจะกล่าวย้ำทีละคำ “จำไว้... หลักการของที่นี่คือ ‘ให้อาวุธเลือกคนก่อน จากนั้นคนค่อยเลือกอาวุธ’ เข้าใจไหม?”
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความประหม่าและไม่แน่ใจนัก แต่ทิวารินก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพยักหน้ารับ “ค่ะ” สั้น ๆ แฝงความเด็ดเดี่ยว
ลุงทักกี้หันกลับไปเผชิญหน้ากับประตูเหล็ก เขาเริ่มขยับมือร่ายมนตร์แปลกประหลาด พร้อมกับพึมพำภาษาที่ทิวารินไม่เข้าใจ... เพียงอึดใจเดียว สายโซ่เส้นหนาที่พันธนาการอยู่ก็เริ่มขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต มันค่อย ๆ คลายตัวและเลื้อยหลุดออกจากบานประตู
ครูด... คราด...
เสียงโลหะเสียดสีกันดังก้องสะท้อน ประตูเหล็กบานยักษ์ค่อย ๆ แง้มเปิดออกอย่างเชื่องช้า วินาทีนั้นเอง ทิวารินสัมผัสได้ถึง ‘แรงดึงดูดไร้รูป’ บางอย่างที่กระชากวูบเข้ามาปะทะร่าง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นพยายามจะดึงตัวเธอเข้าไปด้านในจนเด็กสาวเผลอแสดงสีหน้าตื่นตระหนกออกมา
“ไม่ต้องกลัว... มันไม่เป็นไรหรอก ก้าวเข้าไปสิ” ลุงทักกี้เอ่ยปลอบประโลมให้กำลังใจ
ทิวารินพยักหน้า รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปสู่ความมืดมิดเบื้องหน้า ทันทีที่ยืนหยัดอย่างมั่นคง เด็กสาวก็หลับตาลง ตั้งสมาธิและเริ่มปลดปล่อยกระแสพลังวิญญาณที่หลับใหลอยู่ในตัวออกมาตามคำแนะนำ...
ทว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับไม่เป็นไปตามคาด!
ครืน... ครืนนนน!
จู่ ๆ ทั้งห้องก็เริ่มสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อม แต่ไม่ใช่เลย ทิวารินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่าแรงสั่นสะเทือนนั้นมาจากเหล่าอาวุธ ไม่ใช่แค่ชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่ตอบสนอง... แต่อาวุธทุกชิ้นภายในห้องต่างพร้อมใจกันสั่นระรัวอย่างบ้าคลั่ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงจากสนามรบ อาวุธบางชิ้นถึงขั้นแผ่รังสีคุกคามและส่งเสียงหวีดแหลมคล้ายกับเสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้อง ราวกับพวกมันทั้งหมดกำลังแย่งชิงกันเพื่อจะได้เป็นผู้ถูกเลือก!