ลำนำย่ำราตรี (ภาคปฐมบทสู่โลกผู้วิเศษ) | ตอนที่ 1-30

ตอนที่ 24: ตอนที่ 23 : มนตร์ลวงตา กับ รัตติกาลเต็มไปหมด

👁️ 15 อ่าน
22px

ตอนที่ 23 : มนตร์ลวงตา กับ รัตติกาลเต็มไปหมด

สายลมยามดึกพัดโชยปะทะใบหน้า บนดาดฟ้าตึกสูงกลางเมืองจตุคีรี รัตติกาลยืนทอดสายตามองลงไปยังแสงไฟเบื้องล่าง ในฐานะ ‘นักท่องราตรี’ เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ภารกิจลาดตระเวนยามวิกาลจึงตกเป็นของเธอทุกคืน

วูบ...

ตาทิพย์ขั้นที่ 1 ถูกเปิดใช้งาน รัตติกาลกวาดสายตามองทะลุความมืดลงไปตามตรอกซอกซอย ทว่าสายตาเธอกลับไปสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่กำลังเดินอยู่บนถนนเบื้องล่าง... ทิวารินกำลังคลำทางเดินเก้ ๆ กัง ๆ อยู่คนเดียว!

“ตาหายแล้วเหรอ?” รัตติกาลขมวดคิ้ว แต่เมื่อเพ่งมองดี ๆ ก็พบว่าดวงตาของเด็กสาวยังคงมีผ้าพันแผลปิดไว้อย่างแน่นหนา ที่แปลกคือทิวารินสามารถเดินหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ราวกับคนตาดี รัตติกาลเตรียมจะกระโจนลงไปเอาเรื่องยัยบื้อที่ออกมาเตร็ดเตร่ทั้งที่ยังบาดเจ็บอยู่ และแด๊ดดี้ก็เคยเตือนให้ระวังตัว แต่จู่ ๆ เธอก็สัมผัสได้ถึง ‘สายตา’ คู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองเธอมาจากระยะไกล

ไม่ห่างจากจุดที่ทิวารินอยู่มากนัก ‘ศรีนวล’ แมววิเชียรมาศตัวอ้วนกำลังจ้องเป๋งมาที่เธอจากบนกำแพง ซ้ำยังพยายามยกอุ้งเท้าหน้าขึ้นมาโบกไปมาอย่างผิดธรรมชาติของแมว!

ยังไม่ทันได้สงสัย กระแสเสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นภายในห้วงจิต

‘ยัยหน้าย่น! ช่วยด้วย! มีคนท่าทางแปลก ๆ ตามฉันมา!’

รัตติกาลกวาดตามองทันที ห่างออกไปด้านหลังทิวารินในมุมอับสายตา มีชายฉกรรจ์ท่าทางไม่น่าไว้ใจสองคนกำลังย่องสะกดรอยตามเด็กสาวตาบอดไปเงียบ ๆ แม้จะเห็นว่าพวกมันเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา แต่รัตติกาลก็ไม่รอช้า ร่างเพรียวกระโจนทิ้งดิ่งลงจากดาดฟ้าตึก พุ่งตัวเข้าไปเคลียร์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว

เพียงอึดใจ รัตติกาลก็เดินนำทิวารินที่อุ้มเจ้าศรีนวลไว้ในอ้อมแขน ขึ้นมาปรากฏตัวบนดาดฟ้าตึกเดิม

"ยัยบื้อ! ออกมาเดินเพ่นพ่านอะไรดึกดื่นทั้งที่ตามองไม่เห็น!" รัตติกาลเปิดฉากสวดทันที

ทิวารินก้มหน้าสำนึกผิด ก่อนจะเล่าเสียงอ่อยว่า เธอบังเอิญมองเห็นผ่านสายตาของศรีนวลว่าคุณยายล้มฟุบหมดสติ จึงรีบเรียกรถพยาบาลไปที่บ้านของคุณยาย จากนั้นด้วยความกระวนกระวายจนนอนไม่หลับ เธอเลยแอบปีนหน้าต่างหนีออกมา โดยทดลองใช้การแชร์สายตากับศรีนวลในการนำทาง ถือเป็นการฝึกไปในตัว

และนั่นทำให้เธอค้นพบความสามารถใหม่... เธอสามารถเปิดใช้งาน ‘ตาทิพย์’ ด้วยดวงตาของศรีนวลได้! นั่นคือเหตุผลที่เจ้าแมวมองเห็นรัตติกาลบนตึกสูงลิบและส่งโทรจิตขอความช่วยเหลือได้

รัตติกาลอึ้งไป ไม่รู้ว่าควรจะทึ่งจากตรงไหนก่อนดี มองเห็นผ่านสายตาของแมว แถมยังใช้ตาทิพย์ได้อีก ‘ยัยนี่มีลูกเล่นสารพัดจริง ๆ... แต่เพราะยังขาดประสบการณ์ เลยไม่รู้กระทั่งวิธีเอาตัวรอดจากมนุษย์ธรรมดา... เอาเถอะ ในเมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว ในฐานะรุ่นพี่ ฉันจะค่อย ๆ สอนเธอเอง’ คิดได้ดังนั้น ก็ทำให้เธอเผลอคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมา

“ยิ้มอะไรของเธออะ ขนลุกเลย” เสียงทิวารินท้วงขึ้น เธอมองดูรัตติกาลผ่านดวงตาของศรีนวลมาตั้งแต่แรกจึงเห็นทุกอย่าง

รัตติกาลสะดุ้ง หุบยิ้มฉับพลันแล้วรีบหันหน้าหนี “ปะ... เปล่าสักหน่อย! แล้วนี่ไม่กลัวคนที่บ้านวุ่นวายตามหาหรือไง”

“ฉันบอกพวกเขาไว้ว่าเป็นตาแดง จากนั้นก็ล็อกห้องนอนตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เดี๋ยวค่อยแอบกลับไปก่อนเช้า ไม่มีใครสงสัยหรอก”

ทิวารินทำท่าจะลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ ทว่ามือเรียวของรัตติกาลกลับคว้าข้อมือเธอเอาไว้

“วันที่ฉันเจอเธอในร่างแมวครั้งแรก... ฉันก็ยืนมองเธอจากตรงนี้แหละ” รัตติกาลเอ่ยเสียงเบา

ทิวารินชะงัก หวนคิดไปถึงวันนั้น แม้เรื่องวุ่นวายทั้งหมดจะเริ่มจากที่ยัยนี่ทำพลาด แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่พาเธอมาเจอกับโลกใบใหม่ โลกของผู้วิเศษ เวทมนตร์ นักท่องราตรี ได้เข้าร่วมกับกลุ่มใต้ศาล และได้มารู้จักกับคนปากร้ายแต่ใจดีตรงหน้า... บางที เธออาจจะหลงรักเรื่องราวเหล่านี้เข้าให้แล้วก็ได้

“นี่... จากนี้ไปเรียกฉันว่า ทิวา ก็ได้นะ ไหน ๆ เราก็เป็นเพื่อนร่วม—”

“อื้ม!” รัตติกาลรับคำทั้งที่ทิวารินยังพูดไม่จบ “งั้นเธอก็ห้ามเรียกฉันว่า ‘ยัยหน้าย่น’ อีกนะ! ต่อไปให้เรียกว่า รัตตี้ เหมือนพวกลุง ๆ เข้าใจไหม”

ตึกตัก... ตึกตัก...

หัวใจของทิวารินเต้นผิดจังหวะ ‘ทำไมจู่ ๆ ถึงทำตัวน่ารักขึ้นมาเนี่ย!’

“ฉันจำได้ว่า เช้ามืดวันนั้นที่เธอถูกวิญญาณร้ายเล่นงาน ก็เพราะจะออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้นสินะ...” รัตติกาลเอ่ยพลางมองไปยังขอบฟ้าที่เริ่มเรืองรอง “นั่งลงก่อนสิ บนนี้... เธอจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในจตุคีรีเลยนะ ถึงจะต้องมองผ่านตาแมวก็เถอะ”

ทิวารินคลี่ยิ้มกว้าง สองสาวกับหนึ่งแมวอ้วนทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างกัน ปล่อยให้แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อย ๆ อาบไล้ร่างเงียบ ๆ



วันต่อมา หลังจากทิวารินแกะผ้าพันแผลออก เธอแวะไปดูอาการคุณยายที่โรงพยาบาล ทว่าหญิงชรายังคงไม่ได้สติ เธอได้แต่ทำใจรอให้ถึงงานประมูลและภาวนาให้ได้เจอกับนักปรุงโอสถเพื่อที่จะช่วยคุณยายได้ทันเวลา ก่อนจะเดินทางมาที่ใต้ศาลพร้อมศรีนวล

วันนี้ทิวารินและรัตติกาลยังคงต้องเรียนกับอัส โดยบทเรียนวันนี้คือ มนตร์ลวงตา ที่ทักกี้ได้มาจากตะกอนพลังมืดของวิญญาณร้ายนักเวท

“มนตร์ลวงตาไม่ใช่การเสกภาพขึ้นมาลอย ๆ” อัสอธิบายอย่างรัดกุม “แต่มันคือการรวบรวมสมาธิ ปรับคลื่นความคิดของผู้ร่ายให้ตรงกับเป้าหมาย แล้วแทรกแซงเข้าไปบิดเบือนภาพการรับรู้ทางสายตาของอีกฝ่าย... เคล็ดลับคือ หากเราจับอารมณ์ความรู้สึกของเป้าหมายได้ เช่น ความโลภหรือความกลัว การชักจูงให้เกิดภาพลวงตาก็จะยิ่งง่ายขึ้น ก่อนอื่น… พวกเธอลองมองฉันเป็นเป้าหมายแล้วค่อย ๆ ปรับคลื่นความคิดให้ตรงกับฉัน ถ้ามั่นใจว่าทำได้แล้วก็มาลองทดสอบดู”

สิ้นคำอธิบาย รัตติกาลก็หลับตาทำสมาธิทันที ทิวารินไม่ยอมน้อยหน้ารีบทำตามบ้าง

เพียงครู่เดียว รัตติกาลก็ลืมตาขึ้น “ฉันขอทดสอบดูหน่อย”

เธอคว้าไม้เบสบอล พุ่งตัวเข้าหาอัสอย่างรวดเร็ว รัตติกาลวาดไม้หวดเข้าใส่สีข้างของเขาเต็มแรง แวบแรกอัสยกมือขึ้นเตรียมปัดป้องด้านข้าง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ทิศทางที่แท้จริงของไม้เบสบอลกำลังฟาดลงมาจากด้านบน!

หมับ!

ด้วยสัญชาตญาณและระดับขั้นที่เหนือกว่า อัสพลิกข้อมือคว้าไม้เบสบอลไว้ได้ทันท่วงที

“ชิ! นึกว่าจะได้แล้วเชียว” รัตตี้จิ๊ปาก

ทว่าอัสกลับยิ้มกว้าง “ยอดเยี่ยมมาก! การเอาภาพลวงตามาประยุกต์บิดเบือนทิศทางการโจมตีระยะประชิด ใช้พลังวิญญาณแค่นิดเดียวแต่อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ได้มหาศาล ถ้าฝึกให้ชำนาญนี่จะกลายเป็นสกิลส่วนตัวที่ดีเลย”

เมื่อเห็นรัตติกาลได้รับคำชม ทิวารินก็เกิดอาการหมั่นไส้ “ตาฉันบ้าง!”

ทิวารินหลับตาปี๋ รวบรวมสมาธิ ทว่าความจริงแล้วเธอไม่เข้าใจเรื่องการปรับคลื่นความคิดที่อัสอธิบายสักนิด จึงทำได้แค่พยายามจินตนาการภาพที่อยากให้อัสเห็นขึ้นมาในหัว ทว่าภาพที่ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิดของเธอกลับเป็นใบหน้าของรัตติกาลที่กำลังยิ้มอย่างน่ารัก

‘ไม่ใช่สิ นี่ไม่ใช่ภาพที่อาจารย์ควรจะเห็นแน่ ๆ ไม่ได้ ๆ ถ้าฉันทำไม่ได้ยัยหน้าย่นต้องหัวเราะเยาะฉันอยู่แน่ ๆ... ไม่ยอมหรอก!’

เธอแก้ปัญหาด้วยการอัดพลังวิญญาณเพิ่มเข้าไปอีก แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นในหัวกลับเป็นรัตติกาลที่กำลังยิ้มเยาะ จากนั้นก็รัตติกาลอีกหนึ่งกำลังมองเธออย่างเย้ยหยัน จากนั้นก็อีกหนึ่งกำลังส่งเสียงหัวเราะอย่างสะใจ และอีกมากมาย… ร่างของรัตติกาลผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด

ทิวารินหารู้ไม่ว่า ภาพมโนในหัวของเธอตอนนี้ ได้ผสานเข้ากับพลัง ห้วงวิญญาณอนันต์ จนมันทะลักออกมากลายเป็น ‘ภาพลวงตา’ ที่ฉายทับลงบนโลกความเป็นจริง!

อัสและรัตติกาลเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง เมื่อจู่ ๆ ภายในโถงฝึกก็ปรากฏ ‘ร่างโคลนของรัตติกาล’ นับร้อยนับพันร่าง ยืนเบียดเสียดกันแน่นเอี๊ยดไปทั่วทุกมุมห้อง!

และที่พีกที่สุดคือ รัตติกาลนับพันร่างนั้น กำลังพร้อมใจกันชี้หน้าทิวาริน แล้วแผดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลั่น!

“ฮ่าฮ่าฮ่า! อ่อนหัด! กระจอกชะมัด! ยัยบื้อเอ๊ย! แค่นี้ก็ทำไม่ได้!”

รัตติกาลตัวจริงยืนหน้าเหวอ ท่ามกลางวงล้อมของร่างโคลนตัวเองที่กำลังรุมต่อว่าหยามเหยียดทิวารินด้วยใบหน้าราวกับตัวร้ายในละครหลังข่าว...

“ยัยบื้อ!... ทะ... ทิวา! นี่เธอเห็นฉันเป็นคนยังไงเนี่ยยย!!!” รัตติกาลแหกปากโวยวายลั่น

ส่วนอัส อาจารย์มาดขรึมและมือเบสผู้เย็นชาแห่งวง USB บัดนี้... ได้ทิ้งตัวลงไปนั่งกุมท้องหัวเราะลั่นอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้ว

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!