ลำนำย่ำราตรี (ภาคปฐมบทสู่โลกผู้วิเศษ) | ตอนที่ 1-30

ตอนที่ 15: ตอนที่ 14 : ลมทมิฬก่อตัว

👁️ 17 อ่าน
22px

ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 14 : ลมทมิฬก่อตัว

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”

บรรดามนุษย์ลุงประสานเสียงหัวเราะกันลั่นโต๊ะจนตัวโยนกับคำว่า ‘แหวนคู่’ ที่รัตติกาลและทิวารินเผลอหลุดโพล่งออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ทำเอาสองสาวนั่งหน้าเจื่อนไปตาม ๆ กัน

ทักกี้ที่เพิ่งกลั้นขำได้สำเร็จ รีบกระแอมอธิบายสรรพคุณของไอเทมชิ้นนี้ “มันคือ ‘แหวนเชื่อมจิต’ น่ะ เอาไว้ใช้สื่อสารระหว่างผู้สวมใส่ คล้ายกับการใช้สื่อจิตแต่มันก้าวข้ามขอบเขตระยะทางได้ไกลกว่ามาก และที่พิเศษกว่านั้น คือ ถ้าเธอใส่พลังวิญญาณเข้าไปมากพอ มันจะสามารถฉายภาพสถานการณ์รอบตัวของอีกฝ่ายให้เห็นได้ด้วย”

มนุษย์ลุงผิวเข้มมองไปทางหัวโต๊ะ “ก่อนหน้านี้ บอสเองก็ใช้เจ้านี่แหละ แอบสอดส่องดูสถานการณ์ของพวกเธอตอนที่กำลังปะทะกับไอ้วิญญาณร้ายนักเวทนั่น เผื่อว่าถ้าจวนตัวหรือเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นมา พวกเราจะได้หาทางแทรกแซงและเข้าไปช่วยได้ทันเวลา ที่บอกว่าเป็นไอเทมช่วยชีวิต ก็เพราะเหตุผลนี้แหละ”

เมื่อสิ้นสุดคำอธิบายของทักกี้ บรรยากาศของสองสาวก็ยังไม่วายปกคลุมไปด้วยความขัดเขินจากการเผลอทึกทักว่าเป็นแหวนคู่ ทั้งคู่ต่างคนต่างหลบสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองหน้ากัน ทิวารินก้มหน้าก้มตาแก้เขินด้วยการลองสวมแหวนเข้ากับนิ้วนั้นนิ้วนี้ไปเรื่อย ในขณะที่รัตติกาลเลือกที่จะตัดรำคาญโดยการโยนมันเก็บลงไปในถุงหนังข้างเอวอย่างรวดเร็ว

หลังจากหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ แด๊ดดี้ก็เปลี่ยนโหมดกลับมาจริงจัง เขาแจ้งข่าวดีให้ทิวารินทราบว่า สถานการณ์ที่คฤหาสน์ของคุณปู่เรียบร้อยดีทุกประการ ทีมเก็บกวาดของใต้ศาลได้เข้าไปจัดการรักษาผู้คนในบ้านจนกลับมาเป็นปกติ และลบร่องรอยความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เลวร้ายในช่วงที่ผ่านมาจนหมดสิ้น ราวกับว่าค่ำคืนอันโหดร้ายนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“เธอกลับไปพักผ่อนได้แล้วล่ะแมวน้อย เดี๋ยวฉันจะให้รัตตี้ขับรถไปส่ง” แด๊ดดี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ก่อนจะกำชับด้วยแววตาจริงจัง “แต่จำไว้นะ ตอนนี้เธอคือ ‘ผู้วิเศษ’ แล้ว ต้องระวังตัวให้มากเข้าไว้ หากเจอคนน่าสงสัยหรือสัมผัสได้ถึงเหตุการณ์แปลก ๆ ให้รีบสวมแหวนวงนั้น แล้วสื่อจิตเรียกหารัตตี้ทันที คืนนี้กลับไปพักผ่อนให้สบายใจก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับมาที่ใต้ศาลอีกครั้ง”

ภายนอกใต้ศาล ทิวารินยืนกะพริบตาปริบ ๆ มองยานพาหนะของรัตตี้ด้วยความรู้สึกสับสนเล็กน้อย คราแรกเธอจินตนาการไว้ว่ามันน่าจะเป็นรถยนต์คันหรูสีดำทมิฬติดฟิล์มมืดทึบ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ควรจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่เสียงเครื่องยนต์กระหึ่ม

แต่ในความจริงกลับเป็น... รถมอเตอร์ไซค์แม่บ้านคันเล็กสีพาสเทลสุดคิวต์!

“เอ้า ขึ้นมาสิ” รัตติกาลเอี้ยวตัวมาเร่ง ในขณะที่มือก็บิดกุญแจสตาร์ตเครื่องยนต์เสียงดัง แต๊ก ๆ

ทิวารินก้าวขึ้นไปซ้อนท้ายอย่างเก้ ๆ กัง ๆ สองมือของเธอพยายามหาที่ยึดจับ ครั้นจะยื่นไปโอบรอบเอวของคนขับก็กล้า ๆ กลัว ๆ จึงทำได้เพียงจับชายเสื้อของรัตติกาลไว้หลวม ๆ ทว่าเมื่อรถเคลื่อนตัวออกไปได้สักพัก จู่ ๆ ล้อหน้าก็ตกลงไปในหลุมบ่อบนถนนจนตัวรถสั่นสะเทือนอย่างแรง

กึก!

“ว้าย!” ทิวารินหลุดอุทาน ร่างของเธอเซถลาไปข้างหน้า

รัตติกาลจิ๊ปากเบา ๆ เธอละมือข้างหนึ่งจากแฮนด์รถ คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของทิวาริน แล้วดึงพรวดเดียวรวบเข้ามาโอบกอดเอวของตัวเองไว้แน่น

“จับแน่น ๆ สิยัยทึ่ม! ไม่เคยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์หรือไง!” รัตติกาลดุเสียงเข้ม ทว่าใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อกกลับแอบขึ้นสีระเรื่อ

ทิวารินที่ใบหน้าแนบชิดอยู่กับแผ่นหลังของอีกฝ่าย สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่คุ้นเคย เธอรวบรวมความกล้า เอ่ยปากพูดท่ามกลางเสียงลมปะทะ “ฉ... ฉัน เรื่องเมื่อคืนน่ะ...” ทิวารินอยากจะอธิบายและเคลียร์ใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทว่ารัตติกาลกลับตัดบทขึ้นมาเสียก่อน “เงียบเถอะน่า ลมตีหน้าหมดแล้ว... ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ใกล้จะถึงแล้วเนี่ย”

หลังจากหนึ่งวันอันเงียบสงบผ่านพ้นไป ค่ำคืนนี้ ‘ผับใต้ศาล’ ก็ยังคงเปิดทำการต้อนรับนักดื่มจากโลกรอยพับตามปกติ

ในช่วงหัวค่ำ ลูกค้าทยอยเดินตบเท้าเข้ามาทางประตูใหญ่หน้าร้าน บานประตูไม้ขนาดมหึมาที่ดูไม่เข้ากับสถานที่นักบานนี้ถูกสลักรอบกรอบด้วยอักขระยันต์หน้าตาประหลาดมากมายซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ซึ่งเป็นคนละช่องทางกับประตูที่รัตติกาลเคยพาทิวารินเดินทะลุเข้ามา

บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนต่างจับจองที่นั่งจนแน่นขนัด บนเวทีมีรัตติกาลและแก๊งลุง ๆ วง USB สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นแสดงดนตรี ทั้งบทเพลงป็อปร็อกจังหวะสนุกสนาน และเพลงบัลลาดนุ่มลึก ยิ่งดึก ปริมาณลูกค้าก็ยิ่งหนาตาขึ้น เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ชนแก้วดังเคล้าไปกับจังหวะดนตรีที่เร้าอารมณ์ ก่อนที่รัตติกาลจะทิ้งทวนเพลงสุดท้าย “เพื่อนสีดำ” เพลงร็อกหนักหน่วงที่มีแด๊ดดี้เป็นแร็ปเปอร์ แล้วก้าวลงจากเวที ปล่อยให้แด๊ดดี้และสามมนุษย์ลุงสวมโม่งรับช่วงแสดงต่อ

ทว่า... ที่มุมมืดค่อนข้างเป็นส่วนตัวมุมหนึ่งของร้าน ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลา ผิวขาวซีดรับกับเส้นผมหยักศกสีแดงเพลิง ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมบน กำลังนั่งไขว่ห้างมองตรงไปยังเวทีการแสดงอย่างจดจ่อ

ทว่าแท้จริงแล้ว นัยน์ตาคู่คมที่แฝงไปด้วยเสน่ห์อันตรายนั้น ไม่ได้สนใจเสียงเพลงหรือสมาชิกคนอื่น ๆ ในวงเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขาจับจ้องเพียงแค่ ‘อัส’ มือเบสในชุดสูทสวมหมวกโม่งเพียงคนเดียวเท่านั้น

ริมฝีปากหยักลึกเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ มือเรียวขาวส่ายแก้วไวน์สีแดงสดในมือเบา ๆ ก่อนจะยกมันขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง เขาโบกมือเรียกพนักงานเสิร์ฟที่เดินผ่านมาให้เข้ามาหาเพื่อขอเช็กบิล พร้อมกับจรดปากกาเขียนข้อความบางอย่างลงบนกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก

“ช่วยส่งข้อความนี้... ให้มือเบสคนนั้นทีนะ” ชายหนุ่มกระซิบสั่งพนักงานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมเสน่ห์

เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น ร่างสูงโปร่งก็ลุกขึ้นยืน ก้าวเดินอย่างสง่างามฝ่าฝูงชน แล้วหายลับออกไปทางประตูใหญ่ของร้าน อักขระบางส่วนรอบ ๆ ประตูส่องแสงสีแดงอ่อน ๆ แต่ก็เพียงแค่แวบเดียวโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น ร่างของชายคนนั้นก็อันตรธานหายไปแล้ว

ณ สถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง ภายในโลกของรอยพับมิติ

มันคือโถงถ้ำขนาดมหึมาที่ถูกเจาะลึกลงไปในใจกลางหุบเขา ทางเข้าออกอาจจะดูคับแคบ แต่พื้นที่ว่างด้านในกลับกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศภายในช่างแสนอึดอัดชวนให้หายใจลำบาก

เคร้ง! แกร๊ก! เคร้ง!

เสียงเหล็กกระทบหินดังสะท้อนกึกก้องกระจัดกระจายไปทั่วทุกทิศ แสงสลัวจากคบเพลิงที่ถูกปักไว้ตามผนัง สาดส่องให้เห็นภาพของ ‘อมนุษย์หลากเผ่าพันธุ์’ ที่กำลังใช้พลั่วและจอบขุดเจาะผนังและพื้นถ้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย มีตั้งแต่อสูรรูปร่างเล็กแกร็นคล้ายคนแคระ อสูรขนาดกลางคล้ายมนุษย์แต่ผิวซีดจนดูเหมือนศพ ไปจนถึงอสูรร่างยักษ์ขนรุงรังที่มีเขาโง้งยาว

พวกมันทุกตนล้วนมีนัยน์ตาสีแดงฉานและเหม่อลอยไร้สติ ราวกับถูกควบคุมด้วยมนตร์ดำ บางตนออกแรงขุดจนมือฉีกขาด เลือดสีข้นสาดกระเซ็นชโลมด้ามจอบจนแดงเถือก บางตนหมดแรงล้มพับลงไปกองกับพื้น แต่อึดใจต่อมา ร่างกายที่บอบช้ำนั้นก็กระตุกเกร็ง ลุกขึ้นมาจับพลั่วขุดหินต่อไปอย่างไม่ห่วงชีวิต

บริเวณแท่นหินที่ถูกสกัดยกสูงขึ้นมาคล้ายเวทีกลางโถงถ้ำ ‘ชตุกา’ หญิงสาวเจ้าของร่างเย้ายวนและส่วนเว้าส่วนโค้งที่อันตราย กำลังนั่งไขว่ห้างเอนกายจิบน้ำสีแดงข้นในแก้วไวน์ด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์ เธอแลบลิ้นสีสดออกมาเลียริมฝีปากอวบอิ่มอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วเรียวกรีดกรายลูบไล้จากปลายคาง เลื่อนต่ำลงมาตามลำคอระหง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เนินทรวงอกอวบอิ่มของตนเอง

“อา... ท่านหัวหน้าอยู่ที่ใดกันนะ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน...” เสียงหวานหยดย้อยรำพึงรำพันออกมาเบา ๆ

“ข้าก็คิดถึงเจ้า... ชตุกา”

กระแสเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นจากความมืด ร่างของชายหนุ่มรูปงาม ผิวขาวซีด และเส้นผมหยักศกสีแดงในชุดเชิ้ตดำ ค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืด ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของเธอ

“งานที่ข้าสั่ง... คืบหน้าไปถึงไหนแล้วล่ะ” เขาเอ่ยถามเรียบ ๆ

ชตุกาเบิกตากว้างด้วยความปีติ เธอรีบผุดลุกขึ้นและทิ้งตัวคุกเข่าลงแทบเท้าของเขาทันที “รายงานท่านหัวหน้า! เพื่อตอบสนองคำสั่งอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ข้าได้ควบคุมพวกทาสให้ทำการขุดเจาะพื้นผิวตามแนวของ ‘วงเวท’ สำเร็จไปมากกว่า 8 ใน 10 ส่วนแล้วเจ้าค่ะ!”

ชายหนุ่มโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้ มือหนาค่อย ๆ เชยคางของชตุกาขึ้นมาให้สบตากับเขา “ทำได้ดีมาก... นี่คือรางวัลของเจ้า”

มืออีกข้างของเขาล้วงเอายาลูกกลอนสีน้ำตาลดำเม็ดเขื่องออกมา ก่อนจะค่อย ๆ ดันมันสอดเข้าไปในริมฝีปากอวบอิ่มของชตุกาอย่างแผ่วเบา ด้วยระยะห่างของใบหน้าที่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนของอีกฝ่าย ร่างกายของอสูรสาวร้อนผ่าวด้วยความลุ่มหลง เธอยอมอ้าปากรับเม็ดยาและปล่อยให้เขากระทำตามใจโดยไม่คิดขัดขืนแม้แต่นิดเดียว

ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ศิลาแทนที่ชตุกา ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “นั่นคือ ‘โอสถร้อยวิญญาณ’ ที่ข้าหลอมมันขึ้นมาจากวิญญาณร้ายนับร้อยดวง... มันจะช่วยให้เจ้าทะลวงพลังเข้าสู่ขั้นที่ 4 ได้ จงไปทำสมาธิ ย่อยสลายมัน และทะลวงขั้นซะ”

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ท่านหัวหน้า” ชตุกาโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะรีบเดินไปหย่อนกายลงนั่งสมาธิที่มุมหนึ่งของแท่นหินทันที

ชายหนุ่มทอดสายตามองดูนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนความสนใจไปยังภาพกว้างเบื้องล่าง รอยบากและร่องลึกบนพื้นถ้ำถูกลากยาวต่อเนื่องเชื่อมต่อกัน บางจุดที่มีหินแข็งขวางกั้นก็ถูกพวกทาสอมนุษย์ระดมทุบสกัดออกจนหมดสิ้น ร่องรอยการขุดเจาะเหล่านั้นเริ่มเผยให้เห็นโครงสร้างสลับซับซ้อนของอักขระมนตราขนาดมหึงมา

ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ นัยน์ตาสีเข้มทอประกายแห่งความทะเยอทะยาน

“ใกล้แล้วสินะ... วันที่ข้า ‘พายัพ’ ผู้นี้...” เสียงรำพึงดังก้องแข่งกับเสียงขุดเจาะ “จะได้ออกไปจากรอยพับเฮงซวยนี่ แล้วกลับไปเหยียบโลกปกติเสียที!”



💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!