ลำนำย่ำราตรี (ภาคปฐมบทสู่โลกผู้วิเศษ) | ตอนที่ 1-30

ตอนที่ 14: ตอนที่ 13 : เข้าร่วมใต้ศาล

👁️ 17 อ่าน
22px

ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 13 : เข้าร่วมใต้ศาล

ผลพวงจากประโยคทิ้งท้ายของแด๊ดดี้ ทำเอาบรรยากาศบนโต๊ะอาหารตกอยู่ในความกระอักกระอ่วน รัตติกาลที่เพิ่งสำลักน้ำไปหมาดๆ เอาแต่เช็ดปากแล้วมองไปทางอื่นด้วยใบหน้ามุ่ยตึง ในขณะที่ทิวารินก็นั่งก้มหน้างุด แก้มสองข้างยังคงแดงปลั่งราวกับลูกตำลึงสุก ต่างคนต่างหันหน้าหนีกันไปคนละทิศละทาง

แด๊ดดี้ลอบสบตากับบรรดาสามลุงที่เหลือ พวกเขาทั้งสี่ต่างพากันยกยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างรู้ทัน ก่อนที่หัวหน้าโต๊ะร่างท้วมจะกระแอมไอทำลายความเงียบ เพื่อดึงสถานการณ์กลับเข้าสู่โหมดจริงจัง

“เอาล่ะ ถึงเวลาสำคัญแล้ว...” แด๊ดดี้ประสานมือวางไว้บนโต๊ะ นัยน์ตาแฝงความขี้เล่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง “ฉันมีเรื่องจะถาม... เธออยากจะเข้าร่วมกลุ่ม ‘ใต้ศาล’ ของพวกเราไหม แมวน้อย”

ทิวารินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ๆ ก็ถูกตั้งคำถามแบบไม่ทันตั้งตัว แถมยังพ่วงมาด้วยสรรพนามใหม่เอี่ยม จนหญิงสาวได้แต่นั่งนิ่งงัน อ้าปากค้างน้อยๆ ประมวลผลไม่ทัน

เมื่อเห็นท่าทีสับสนของเด็กสาว แด๊ดดี้จึงอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น “แมวน้อย... เธอในตอนนี้ ไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อนหรือเด็กสาวธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่เธอคือ ‘ผู้วิเศษสายวิญญาณระดับ 2’... หรือบางทีอาจจะเหนือกว่านั้นด้วยซ้ำ ความพิเศษและพัฒนาการแบบก้าวกระโดดของเธอ ทำให้ตอนนี้เธอเปรียบเสมือนรถสปอร์ตประกอบใหม่ที่มีเครื่องยนต์แรงทะลุไมล์ แต่คนขับกลับยังเป็นแค่มือใหม่หัดขับ หากไม่ได้รับการฝึกฝนและชี้แนะที่ถูกต้อง มันจะเป็นอันตรายต่อทั้งตัวเธอเองและคนรอบข้าง”

แด๊ดดี้ผายมือไปทางมือเบสมาดนิ่งที่นั่งกอดอกอยู่ “ฉันจึงอยากเสนอให้เธอฝากตัวเป็นศิษย์ของ ‘อัส’ และเข้าร่วมเป็นสมาชิกของใต้ศาลอย่างเป็นทางการ”

ทิวารินเม้มริมฝีปาก เธอนึกย้อนไปถึงคุณปู่และทุกคนในคฤหาสที่ได้รับผลกระทบจากวิญญาณร้ายนักเวท เธอไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก แต่ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้เธอจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับโลกของผู้วิเศษให้มากขึ้นเพื่อที่จะหาทางป้องกันเหตุอันตรายเหล่านี้ให้ดีในอนาคต เธอแอบชำเลืองหางตาไปมองคนข้างกาย คิดกังวลไปว่าการที่คนนอกอย่างเธอโผล่พรวดเข้ามาเป็นสมาชิกหน้าใหม่แบบนี้ อาจจะสร้างความไม่พอใจให้ยัยนักเลงโตหรือไม่... ทว่าผิดคาด หางตาของเธอหลุบไปเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่ผุดขึ้นตรงมุมปากของรัตติกาล ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบหุบยิ้มและตีหน้าขรึมกลบเกลื่อนทันทีที่รู้ตัวว่าถูกแอบมอง

‘เอ๋ ทำไมถึงยิ้มขึ้นมาได้ล่ะนั่น...’ ทิวารินแอบสงสัยอยู่ในใจ ก่อนจะหันกลับมาหาแด๊ดดี้

“แล้ว... อนาคตของหนูล่ะคะ? หนูยังสามารถกลับไปใช้ชีวิตธรรมดาๆ เหมือนที่เคยเป็นได้ไหม?”

แด๊ดดี้ถอนหายใจบางเบา “เธอยังสามารถใช้ชีวิตในโลกปกติได้ ไปเรียน ไปเที่ยว ทำทุกอย่างได้เหมือนเดิม... แต่นับจากนี้สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นแค่หน้าฉาก” เขาเว้นจังหวะสบตาเธอ “โลกผู้วิเศษมีกฎเกณฑ์ธรรมชาติอยู่ข้อหนึ่งคือ ‘ผู้วิเศษจะดึงดูดผู้วิเศษด้วยกันเสมอ’ นับจากนี้ชีวิตเธอจะดึงดูดสิ่งเร้นลับเข้ามาหาอย่างเลี่ยงไม่ได้ อาจจะมีทั้งมาดีและมาร้าย แต่เพื่อเอาชีวิตรอด... จงสันนิษฐานไว้ก่อนเสมอว่าพวกมันมา ‘ร้าย’ และถ้าเธอไม่มีกลุ่มสนับสนุน หรือไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ เธอจะถูกมองว่าเป็น ‘ผู้พเนจร’ ซึ่งมักจะตกเป็นเป้าหมายชั้นดีของการถูกล่าหรือหลอกใช้ เรียกได้ว่าสถานการณ์ของเธอในตอนนี้ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงเลยทีเดียว”

ทิวารินหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดเพื่อขับไล่ความลังเล ภาพความทรงจำอันเลวร้ายจากเหตุการณ์วิญญาณร้ายนักเวทสิงสู่ ภาพอสูรครึ่งหมาป่าที่บุกทำลายหมู่บ้านที่เธอเห็นในห้วงฝันของรัตติกาล และความทรงจำอันอบอุ่นที่แก๊งลุงๆ และรัตติกาลมอบให้ ไหลเวียนเข้ามาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ

“ตกลงค่ะ...” หญิงสาวลืมตาขึ้น แววตาฉายชัดถึงความเด็ดเดี่ยว เธอลุกขึ้นยืนตัวตรง ก่อนจะค้อมศีรษะโค้งคำนับไปทางบรรดาสี่มนุษย์ลุงอย่างนอบน้อม “หนูจะเข้าร่วมกลุ่มใต้ศาล... ฝากตัวด้วยนะคะ!”

บรรดาลุงทั้งสี่ต่างคลี่รอยยิ้มบางๆ อย่างเอ็นดู แม้แต่อัสผู้ซึ่งปกติมักจะแสดงออกอย่างห่างเหินและมีใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งก็ยังยิ้มและพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยท่าทีที่ดูพอใจเป็นอย่างมาก

ปฏิกิริยานั้นทำเอารัตติกาลที่นั่งมองอยู่ถึงกับเบ้ปาก แอบบ่นอุบอิบในใจ ‘เชอะ... ทีกับฉันสมัยก่อน ทำเป็นตีหน้ายักษ์ใส่แล้วบอกว่าเกลียดเด็กอย่างนู้นอย่างนี้ ทีงี้ล่ะทำมาเป็นยิ้มพอใจสองมาตรฐานนี่หว่า’

เมื่อทิวารินหย่อนตัวลงนั่งตามเดิม แด๊ดดี้ก็ลุกขึ้นยืนตบมือดังป้าบ เรียกความสนใจจากทุกคน “เอาล่ะ! ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว... ขอต้อนรับ แมวน้อยทิวาริน เข้าสู่ใต้ศาลอย่างเป็นทางการ! เอ้า พวกเรา ปรบมือ!”

แปะๆๆๆ!

บรรดาลุงๆ ต่างรัวมือปรบกันอย่างพร้อมเพรียงและกึกก้อง ในขณะที่รัตติกาลเพียงแค่ยกมือขึ้นมาแปะๆ สองสามทีพอเป็นพิธีด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

“และขอยินดีด้วย...” แด๊ดดี้ฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม “นับจากนี้เป็นต้นไป... เธอคือ ‘นักท่องราตรี’ ในสังกัดใต้ศาลของเรา! เอ้า ปรบมืออีกรอบ!”

แปะๆๆๆ!

ฉากซิทคอมแห่งความยินดีถูกรีเพลย์ซ้ำอีกครั้ง ทว่าคราวนี้คนโดนปรบมือให้กลับนั่งหน้าเหวอ กะพริบตาปริบๆ ด้วยความมึนงงสุดขีด

ทักกี้ มนุษย์ลุงผิวสีทองแดงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นสีหน้าของเด็กสาว จึงช่วยอธิบายกลั้วเสียงหัวเราะ “คือทางกลุ่มเรากำลังขาดคนอย่างหนักน่ะแมวน้อย เนื่องจากพวกฉันมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ ‘ออกไปทำภารกิจข้างนอกไม่ได้’ ตอนนี้ตำแหน่งนักท่องราตรีของเราเลยตกไปอยู่ที่รัตตี้แค่คนเดียว”

รุต มือกีตาร์ผมทองพยักหน้าเสริม “ตามกฎแล้ว เมืองจตุคีรีต้องมีนักท่องราตรีคอยลาดตระเวนอย่างน้อย 2 คน การหลงเข้ามาของเธอเลยเป็นจังหวะนรกที่... เอ่อ จังหวะสวรรค์ที่พอดีเป๊ะเลยล่ะ”

“แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ...” ทิวารินยกมือเบรก “การจะเป็นนักท่องราตรีเนี่ย มันไม่มีเงื่อนไขหรือบททดสอบอะไรเลยเหรอคะ? จู่ๆ ก็แต่งตั้งกันดื้อๆ แบบนี้เลย?”

อัส มือเบสหน้าตายเป็นคนตอบคำถามนี้ “การจะเป็นนักท่องราตรีอย่างเป็นทางการ มีเงื่อนไขว่าต้องจัดการ ผู้วิเศษนอกกฎขั้น 1 จำนวนสิบคน, หรือขั้น 2 จำนวนห้าคน, หรือขั้น 3 จำนวนหนึ่งคน... ซึ่งเธอเพิ่งจะทำสำเร็จด้วยเงื่อนไขที่โหดและยากที่สุดไปหมาดๆ นั่นคือการโค่นวิญญาณร้ายจอมเวทขั้น 3 ยังไงล่ะ”

ทิวารินได้แต่อ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรจะดีใจในความเก่ง หรือควรจะช็อกที่ตัวเองรอดตายมาได้แบบฟลุกๆ ดี อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงอนาคตอันสุ่มเสี่ยงและโดดเดี่ยวของตัวเองในโลกเบื้องหลัง กลุ่มใต้ศาลก็คือเซฟโซนเดียวที่เธอมี พวกเขาดีกับเธอมาก แม้ทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้นจากความผิดพลาดของรัตติกาล แต่หากพวกเขาจะปล่อยผ่านชีวิตน้อยๆ ของเธอไปก็ย่อมได้

“เข้าใจแล้วค่ะ... แล้วในฐานะนักท่องราตรี หนูต้องทำหน้าที่อะไรบ้างคะ?” เธอเอ่ยถามอย่างตั้งใจ

“หน้าที่หลักของเธอคือการ ‘เก็บกวาด’ สิ่งปฏิกูลของโลกใบนี้” แด๊ดดี้เริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในโลกปกติ หลังจากที่มนุษย์จำพวกที่เลวทรามสุดขั้วตายลง วิญญาณแรกกำเนิดของพวกมันจะถูกดึงกลับเข้าสู่วัฏจักร ทว่า... ‘เจตจำนงอันชั่วร้าย’ ที่ฝังรากลึกจะยังคงตกค้างอยู่บนโลก เจตจำนงเหล่านี้เมื่อรวมตัวกันอย่างเข้มข้น มันจะเริ่มกลืนกินเจตจำนงด้านลบอื่นๆ ที่พบเจอ และฟักตัวก่อรูปร่างกลายเป็น ‘วิญญาณร้าย’ จากนั้นมันจะเริ่มวิวัฒนาการตัวเองจนกลายเป็นภัยคุกคามที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ธรรมดา”

แด๊ดดี้ประสานมือแน่น “หน้าที่ของนักท่องราตรี คือการออกล่าและกำจัดวิญญาณร้ายเหล่านั้น หรือไม่ก็ส่งพวกมันกลับเข้าไปกักขังในโลกรอยพับเสีย ก่อนที่พวกมันจะก่อหายนะเป็นวงกว้าง”

แด๊ดดี้อธิบายเพิ่มเติมว่า อันที่จริงในโลกปกติก็มีหน่วยงานลับของรัฐบาลที่คอยรับมือกับเรื่องพวกนี้อยู่ พวกเขาเรียกตัวเองว่า ‘กระทรวงแพทยาคม’ แต่เนื่องจากเมืองจตุคีรีถูกตั้งให้เป็นเขตปกครองพิเศษ พวกแพทยาคมจึงไม่สามารถแทรกแซงหรือสอดมือเข้ามาทำงานอย่างเปิดเผยได้

“แต่เพราะช่วงที่ผ่านมา ใต้ศาลของเรากำลังขาดแคลนคนอย่างหนัก พวกแพทยาคมเลยอาจจะเริ่มจับตามองและเพ่งเล็งมาที่จตุคีรีแล้วก็ได้ การตกลงเข้าร่วมเป็นนักท่องราตรีของเธอในวันนี้ ถือว่าช่วยคลี่คลายวิกฤตของพวกเราไปได้เยอะเลยล่ะแมวน้อย”

“บอสครับ...” อัสเอ่ยแทรกขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะล้วงเอาก้อนกลมสีม่วงดำที่แผ่กลิ่นอายอึดอัดออกมาวางแหมะลงกลางโต๊ะ “เกี่ยวกับตะกอนพลังมืดก้อนนี้...”

ทุกคนดึงความสนใจไปที่ก้อนตะกอนบนโต๊ะทันที อัสเริ่มรายงานข้อมูลที่เขาสกัดมาได้ “ผมสกัดข้อมูลของกลุ่ม ‘ลมทมิฬ’ มาได้นิดหน่อยครับ แต่ไม่ลึกมากนัก เพราะดูเหมือนไอ้วิญญาณร้ายนักเวทตนนี้ จะเป็นแค่อาวุโสหน้าใหม่ที่เพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมา... ลมทมิฬมีตำแหน่งอาวุโสอยู่ 5 คน และมีหัวหน้ากลุ่มอีก 1 คน”

อัสเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ “ข้อมูลที่หลุดมามีแค่ชื่อของอาวุโสอีก 4 คนที่เหลือครับ ได้แก่... กรัณฑะกะ, ชตุกา, อสีวิสะ, และ มหิงสา” อัสเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความขิง “อ้อ... แล้วผมก็ได้ ‘มนตร์ลวงตาระดับ 1 และ 2’ แถมติดไม้ติดมือมาด้วย ถือเป็นของแถมที่ไม่เลวเลย”

แด๊ดดี้พยักหน้าและกล่าวชมอัสสั้นๆ ก่อนจะหันขวับไปทางรัตติกาลที่นั่งเงียบมาตลอด “เอาล่ะ! คุยเรื่องเครียดๆ จบแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาให้รางวัลกับ ‘เจ้ากระบอง’ นั่นสักที”

รัตติกาลถอนหายใจยาว เธอเอื้อมมือไปหยิบไม้เบสบอลสีดำมืดที่วางพิงอยู่ข้างเก้าอี้ขึ้นมา ก่อนจะขยับริมฝีปากกระซิบคำร่ายด้วยความคุ้นเคย “โอม ปพุชฺฌาหิ... ทัณฑะ มหากัณฑ์”

ทว่าคราวนี้กลับไม่ได้มีปรากฏการณ์แสงสีเหมือนตอนก่อนหน้านี้ มีเพียงกระแสเสียงแหบพร่าที่ฟังดูงัวเงียและหงุดหงิดดังก้องขึ้นในหัวของทุกคน “ปลุกข้าทำไมแต่เช้า... พวกคนใจดำ...”

แต่น้ำเสียงบ่นอุบอิบนั้นพลันเงียบกริบลงทันที เมื่อดวงตา (ที่ไม่มีอยู่จริง) ของมัน สัมผัสได้ว่ารัตติกาลกำลังยื่น ‘ตะกอนพลังมืด’ ก้อนโตมาจ่อตรงหน้า “จะกิน... หรือไม่กิน?” รัตติกาลถามห้วนๆ ด้วยน้ำเสียงและแววตาเย็นชา

เจ้ากระบองไม่รอช้า มันเริ่มกระบวนการดูดกลืนตะกอนพลังมืดเข้าสู่ตัวมันเองทันทีโดยไม่กล่าวสิ่งใดให้เสียเวลา แม้เสียงนั้นจะดังขึ้นผ่านการสื่อสารทางจิต แต่ทุกคนในห้องครัวกลับได้ยินเสียงคล้ายกับคนกำลังดูดชาไข่มุกจากหลอดดังอยู่สองสามอึดใจ

‘ซู้ดดดดด... จ๊วบๆ...’

“อี๋...” ทิวารินเผลอหลุดอุทานออกมา ในขณะที่รัตติกาลก็ทำหน้าเหยเกไม่แพ้กัน

อึดใจต่อมา เมื่อการสวาปามเสร็จสิ้น ไม้เบสบอลสีดำก็สั่นระริกราวกับได้รับพลังงานมหาศาล บริเวณเหนือจุดที่ใช้มือจับ เกิดการหลุดร่อนของพื้นผิวดังก๊อบแก๊บ แกร่ก... แกร่ก... ก่อนที่ผิวบริเวณนั้นจะแปรสภาพงอกเงยขึ้นมากลายเป็น ‘ลายบัวประดับฐาน’ ล้อมรอบตัวด้ามอย่างวิจิตรบรรจง รัตติกาลสัมผัสได้ทันทีว่าอาวุธคู่กายของเธอมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และแผ่ไอความร้อนระอุออกมามากกว่าเดิม

“อ่าาาา... ของโคตรดี...” เสียงแหบพร่าดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูฟินขั้นสุด “อิ่มแล้ว... ข้าของีบก่อนนะ...”

สิ้นกระแสเสียง ทรวดทรงที่ดูน่าเกรงขามก็หดวูบ กลายสภาพกลับเป็นไม้เบสบอลสีดำผิวเรียบเนียนด้ามเดิม ทิ้งให้ทุกคนบนโต๊ะนั่งอึ้งงันกับความอินดี้ของมัน

“ให้ตายเถอะ... ที่สุดของความหน้าไม่อายจริงๆ” รัตติกาลบ่นพึมพำ พลางวางไม้เบสบอลพิงลงข้างเก้าอี้อย่างหมั่นไส้

แด๊ดดี้กระแอมกลั้นขำ ก่อนจะตบมือเรียกความสนใจอีกครั้ง “เอาล่ะๆ นับจากนี้ รัตตี้ และ แมวน้อยทิวา พวกเธอทั้งสองคนคือ ‘ทีมเดียวกัน’ แล้วนะ... และเพื่อเป็นการฉลองการต้อนรับสมาชิกใหม่ รวมถึงเป็นของรางวัลสำหรับความสำเร็จในภารกิจสุดหินที่ผ่านมา เราจะขอมอบสิ่งนี้ให้พวกเธอ...”

แด๊ดดี้ผายมืออย่างสง่างามไปยังทักกี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับส่งซิกทางสายตา ทว่า... ทักกี้กลับนั่งนิ่งเหม่อลอย แด๊ดดี้ขมวดคิ้ว ส่งสัญญาณขยิบตาอีกครั้ง... ทักกี้ก็ยังคงนั่งนิ่งไม่รับมุก

“เฮ้ยทักกี้! เร็วดิ๊! เสียฤกษ์หมดโว้ย!” แด๊ดดี้หมดความอดทนตะคอกลั่น

“ค... ครับๆ บอส!” ทักกี้สะดุ้งโหยง ลุกลี้ลุกลนล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะควักเอาสิ่งของสองชิ้นออกมายื่นส่งให้รัตติกาลและทิวารินคนละชิ้น

มันคือ ‘แหวนเงินผิวเรียบเกลี้ยงเกลา ที่ประดับด้วยอัญมณีสีฟ้าเม็ดเล็กๆ’... ซึ่งทิวารินจำได้ติดตาว่า มันคือแหวนวงเดียวกับที่เธอเคยสวมไว้ที่ข้อเท้าซ้าย ตอนที่ยังอยู่ในร่างของแมวศรีนวลนั่นเอง!

รัตติกาลและทิวารินรับแหวนวงนั้นมาถือไว้ ก่อนจะก้มลงมองแหวนในมือของตนเอง สลับกับเงยหน้าขึ้นมองแหวนในมือของอีกฝ่าย

และราวกับใจตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย สองสาวเผลอโพล่งถามขึ้นมาพร้อมกันด้วยน้ำเสียงหลงทิศ...

“แหวนคู่!!??”



💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!