ลำนำย่ำราตรี (ภาคปฐมบทสู่โลกผู้วิเศษ) | ตอนที่ 1-30

ตอนที่ 23: ตอนที่ 22 : ตระกูลโอสถ

👁️ 17 อ่าน
22px

ตอนที่ 22 : ตระกูลโอสถ

ครืนนน...!

แรงสั่นสะเทือนปริศนาดังขึ้นชั่วแวบหนึ่งจนฝุ่นผงบนเพดานร่วงกราว ณ ฐานทัพลับกลุ่มใต้ศาล รุต, อัส, ทักกี้ รวมถึงรัตติกาลที่กำลังจูงมือทิวารินซึ่งมีผ้าพันแผลพันปิดรอบดวงตาเอาไว้ ต่างพากันเปิดประตูห้องพักและก้าวออกมายืนรวมตัวกันอยู่กลางห้องโถงใหญ่อย่างพร้อมเพรียง

ที่มุมหนึ่งของโถงใหญ่ซึ่งเคยกะทัดรัดและเรียบง่าย จู่ ๆ พื้นกระดานก็เกิดกลไกขยับตัว ประตูห้องใต้ดินบานหนึ่งที่ทิวารินไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีอยู่ ดีดตัวเปิดผางออกพร้อมกับกลุ่มควันสีดำและเขม่าที่พวยพุ่งฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

“แค่ก ๆ ๆ!”

เสียงไอสำลักดังนำมาก่อนที่ชายร่างท้วมหัวฟู สวมเสื้อฮาวาย ‘แด๊ดดี้’ จะเดินโขยกเขยกออกมา ชายวัยกลางคนทิ้งตัวลงนั่งแหมะบนโซฟากลางห้องอย่างหัวเสีย พลางใช้มือปัดฝุ่นตามตัว

เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางลง แด๊ดดี้ก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าสมาชิกกลุ่มใต้ศาลมายืนมุงดูกันอยู่พร้อมหน้า และสายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับสภาพของทิวารินที่เรียกได้ว่า ‘ดูไม่จืด’

“อ้าว... ฉันไม่อยู่แป๊บเดียวเองนะ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?” แด๊ดดี้เลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ

เพียงไม่กี่อึดใจ สมาชิกทั้งหมดก็เข้ามาล้อมวงพูดคุยกันกลางโถง รัตติกาลเป็นคนเริ่มเปิดบทสนทนา เล่าถึงเหตุการณ์การปะทะกับเผ่าเขี้ยวพิษตั้งแต่ต้นจนจบ จากนั้นทิวารินจึงรับช่วงเล่าเสริมในมุมของเธอ และปิดฉากด้วยวีรกรรมสุดเท่ของอัสที่ตวัดมีดตัดมือศัตรูขาดกระเด็น ซึ่งในจังหวะนี้ ทั้งรัตติกาลและทิวารินต่างหันหน้าไปทางอัสแล้วยกนิ้วโป้งให้เขาพร้อม ๆ กัน

“เผ่าเขี้ยวพิษเรอะ...” รุตโพล่งขึ้นมาพลางลูบคาง “หาเรื่องเจ้าอัสเนี่ยนะ? พวกมันไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน”

แด๊ดดี้มีสีหน้าเคร่งเครียดและครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะเอ่ยวิเคราะห์ “อืม... เรื่องนี้แปลกมาก ลำพังแค่พวกวัยรุ่นเลือดร้อนตีกันยังพอเข้าใจได้ แต่กับผู้วิเศษขั้น 4 ระดับกลางถึงกับกล้าเมินเฉยลำดับชั้นทางสายเลือด... งานนี้อาจจะมีเบื้องหลังอยู่ก็ได้”

พูดจบ แด๊ดดี้ก็เบนสายตาไปพิจารณาทิวารินที่ยังคงยืนนิ่งโดยมีผ้าพันแผลพันรอบดวงตา ก่อนจะหันไปถามอัสด้วยความเป็นห่วง “แล้วอาการของแมวน้อยเป็นยังไงบ้างล่ะ?”

“เธอฝืนเปิดใช้งานตาทิพย์ขั้นที่ 3 และอาศัยพลังจากถุงมือเพิ่มระดับขึ้นไปเป็นขั้น 5 ครับบอส จึงเกิดผลสะท้อนทำให้เสียการมองเห็นชั่วคราว” อัสอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะขยายความต่อ “ที่มากกว่านั้น... ในภาวะ ตาทิพย์ขั้นที่ 5 สมองและสายตาของเธอนั้นอยู่ในสภาพ ‘โอเวอร์คล็อก’ ทว่าร่างกายกลับยังคงเชื่องช้า แต่เพื่อจะช่วยรัตตี้... เธอได้ฝืนขยับร่างกายต่อต้านกฎเกณฑ์แห่งมิติและเวลา ทำให้ร่างกายบอบช้ำอย่างหนัก กล้ามเนื้อและเส้นเลือดทั้งร่างฉีกขาด โชคดีที่ได้รับ ‘โอสถฟื้นชีพ’ ทันทีจึงฟื้นตัวได้เร็วครับ”

คำอธิบายของอัสทำเอาทุกคนในห้องโถงถึงกับตกตะลึง พวกเขาหันขวับไปจ้องพิจารณาทิวารินเป็นตาเดียว

“เดี๋ยว ๆ เธอบังคับให้ร่างกายเคลื่อนไหวตามความเร็วของดวงตาและสมองที่กำลังโอเวอร์คล็อกเนี่ยนะ!? แบบนี้ไม่ใช่ว่าร่างของเธอก็ต้องโอเวอร์คล็อกตามไปด้วยเหรอ... เอาจริงดิ!?” ทักกี้โพล่งถามเสียงหลง

“เพิ่งเคยได้ยินเลยแฮะ” รุตกล่าวเสริมด้วยสีหน้าทึ่งจัด “จะทำแบบนั้นได้ ต้องใช้พลังมหาศาลขนาดไหนกัน แล้วไหนจะความเสี่ยงที่จะถูกมิติเวลาฉีกกระชากจนร่างแหลกเหลวอีก... โหดเกิ๊น!”

พอได้ยินคำพูดของรุต ทิวารินก็ถึงกับเย็นสันหลังวาบกับการกระทำอันบ้าคลั่งของตนเองในตอนนั้น

“ถ้าผมเดาไม่ผิด...” อัสวิเคราะห์ต่อด้วยแววตาที่เป็นประกายตื่นเต้น “เธอน่าจะอัดพลังวิญญาณเข้าไปในเซลล์ทั่วทั้งร่าง แล้วบังคับให้พลังมหาศาลนั่นทลายกฎเกณฑ์แห่งมิติและเวลาออกมา... นี่น่าจะเป็นเรื่องที่มีแค่ ‘ผู้ครอบครองห้วงวิญญาณอนันต์’ แบบเธอเท่านั้นที่จะทำได้ครับ”

แด๊ดดี้นิ่งเงียบอย่างครุ่นคิดไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาว “อืม... นับว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่สุดยอดมาก แต่ว่า...” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเข้มงวดดุดัน “ดูจากสภาพเธอตอนนี้แล้ว ฉันคงต้องห้ามไม่ให้ทำอะไรแบบนี้อีกเด็ดขาดเลยนะ แมวน้อย!”

ทิวารินพยักหน้ารับหงึก ๆ อย่างว่าง่าย ทว่าเพียงพริบตาเดียว แด๊ดดี้ก็คลายสีหน้าเคร่งเครียด รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า “อย่างไรก็ตาม! ครั้งนี้รัตตี้สามารถรับมือกับศัตรูที่ระดับสูงกว่าถึง 2 คน และเอาชนะมาได้ ในขณะที่แมวน้อยของเราก็ตบหน้าผู้วิเศษขั้น 4 ระดับกลางจนหน้าหัน... ทั้งสองคนเก่งมาก เอ้า! ปรบมือสิรออะไรล่ะ!”

สิ้นเสียงคำสั่ง บรรดา 4 ลุงแห่งกลุ่มใต้ศาลต่างก็พากันปรบมือยินดีปรีดากันลั่นห้องโถง รัตติกาลยืนนิ่งเงียบ ทว่ามุมปากแอบยกยิ้มบาง ๆ ในขณะที่ทิวารินขวยเขินจนต้องก้มหน้าก้มตาเอามือลูบหัวตัวเองป้อย ๆ พลางหัวเราะแหะ ๆ

หลังจากฉลองชัยกันพอหอมปากหอมคอ แด๊ดดี้ก็กระแอมไอเรียกสติทุกคนกลับมาสู่โหมดจริงจัง เขาสันนิษฐานว่าการกระทำของเผ่าเขี้ยวพิษครั้งนี้ อาจจะเป็นการอยากหยั่งเชิงพลังของรัตตี้และเด็กใหม่อย่างทิวาริน แต่จะทำไปเพื่ออะไรนั้น เป็นเรื่องที่ต้องสืบดูให้แน่ชัดอีกที เพราะแต่เดิมแม้เผ่านี้จะค่อนข้างวางโตในจตุคีรี แต่ก็ไม่เคยกล้าที่จะงัดข้อกับกลุ่มใต้ศาล

แด๊ดดี้จึงออกคำสั่งเตือนให้สมาชิกทุกคนระมัดระวังตัวให้มากในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... เขากำชับให้รัตติกาลคอยดูแลปกป้องทิวารินให้ดี อย่าให้ห่าง

รัตติกาลทำท่าจะอ้าปากโต้แย้งตามนิสัย ทว่าเมื่อปรายตามองสภาพของทิวารินและหวนนึกถึงเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างในช่วงนี้ จึงกลืนน้ำลายลงคอและเอ่ยปากรับคำเบา ๆ “เข้าใจแล้ว” ซึ่งคำสั้น ๆ นั้น กลับสร้างความอบอุ่นในใจให้ทิวารินขึ้นมา

ในจังหวะนั้น ทิวารินนึกถึงเรื่องที่เธอมองเห็นภาพผ่านสายตาของศรีนวล เธอคิดจะเล่าออกไป แต่เมื่อไตร่ตรองดูเธอก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก จึงตัดสินใจเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ทว่าพอนึกถึงศรีนวลก็ทำให้นึกถึงคุณยายและโรคร้ายที่คุณยายกำลังเผชิญอยู่ และเชื่อมโยงไปถึง ‘โอสถฟื้นชีพ’ ที่อัสใช้รักษาเธอก่อนหน้านี้... บางทีนี่อาจจะเป็นทางช่วยคุณยายจากโรคร้ายก็ได้

“เอ่อ... คือหนูสงสัยเรื่องของสายโอสถน่ะค่ะ” ทิวารินโพล่งถามทำลายความเงียบ

ทุกสายตาต่างหันมามองเธอ “อย่างโอสถฟื้นชีพนี่... ช่วยรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งระยะสุดท้ายได้ไหมคะ?”

คำถามนั้นทำให้บรรยากาศในห้องชะงักไปเล็กน้อย รัตติกาลหันมองเสี้ยวหน้าของคนตาบอดข้าง ๆ ด้วยแววตาสะท้อนใจ ‘ยัยโง่เอ๊ย... ตัวเองเพิ่งรอดตายมาหมาด ๆ ดันไปห่วงคนอื่นซะได้’ ในขณะที่อัสเองก็มองเด็กสาวด้วยสายตาที่อ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด แม้เขาจะไม่รู้จุดประสงค์ของเธอแต่ก็พอจะคาดเดาได้จากนิสัยที่เธอแสดงออกมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ‘เด็กนี่กำลังคิดกังวลกับเรื่องของคนอื่นอีกแล้ว’ นั่นทำให้เขาเผลอยิ้มที่มุมปากออกมาโดยไม่รู้ตัว

แด๊ดดี้ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนตอบ “สำหรับเรื่องนี้... โอสถฟื้นชีพใช้รักษาได้เฉพาะอาการบาดเจ็บ ไม่สามารถรักษาโรคที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติได้ แต่จะมีโอสถอื่นที่ทำได้ไหม... อันนี้ฉันก็ไม่รู้แฮะ” เขาพูดพลางมองหน้าลุง ๆ อีก 3 คน ซึ่งทุกคนก็ต่างส่ายหัวอย่างจนปัญญา

“ใต้ศาลของเราถือว่ามีความรู้เรื่องสายโอสถน้อยมาก” ทักกี้เสริมขึ้น “โอสถที่เรามีอยู่ในสต็อก รวมถึงโอสถฟื้นชีพที่พวกเธอกินเข้าไป ก็ล้วนแล้วแต่เป็นของเก่าเก็บ ที่ได้มาจาก ‘ตระกูลโอสถ’ ในอดีตทั้งนั้น”

“ตระกูลโอสถ?” ทิวารินและรัตติกาลโพล่งขึ้นมาพร้อมกันอย่างสงสัย นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนได้ยินเรื่องนี้

“จริงด้วย เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้วนี่นะ ไม่แปลกที่รัตตี้จะไม่เคยได้ยิน... เกี่ยวกับตระกูลนี้...” รุตกล่าวพลางหันไปมองอัสอย่างมีนัยยะ

อัสหลับตาลง นิ่งเงียบ เขายืนกอดอกพิงผนังห้องไม่กล่าวสิ่งใด แด๊ดดี้จึงถอนหายใจยาวแล้วพูดขึ้นว่า

“ตระกูลโอสถ คือตระกูลใหญ่ที่อาศัยอยู่ในจตุคีรีฝั่งโลกปกติ และได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าออกโลกรอยพับได้อย่างอิสระเป็นกรณีพิเศษ ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะพวกเขาสร้างคุณูปการอย่างมหาศาลให้กับโลกผู้วิเศษ ทั้งใต้ศาลของเรา ผู้คนในโลกรอยพับ รวมถึง ‘กระทรวงแพทยาคม’ ต่างก็ต้องพึ่งพาโอสถจากตระกูลนี้

“ทว่าอยู่มาวันหนึ่ง... แพทยาคมก็บุกโจมตีกวาดล้างพวกเขา โดยตั้งข้อหาว่าใช้วิญญาณมนุษย์ในการหลอมโอสถ! ตระกูลที่สืบทอดความยิ่งใหญ่มาหลายร้อยหลายพันปีถูกตีแตกภายในคืนเดียว ผู้คนในตระกูลส่วนใหญ่ถูกฆ่าล้าง บ้างก็ถูกแพทยาคมจับตัวไป แต่ก็มีหลายคนหนีเข้าไปในโลกรอยพับด้วยการช่วยเหลืออย่างลับ ๆ ของใต้ศาลเรา... เหตุการณ์นั้นสร้างรอยร้าวให้ใต้ศาลกับแพทยาคมจนถึงทุกวันนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า แม้เบื้องหน้าจะติดต่อประสานงานกันได้ปกติ แต่ตั้งแต่วันนั้น พวกเราก็ไม่อาจไว้ใจพวกเขาได้ดังเดิม”

รัตติกาลและทิวารินรับฟังด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย... หลอมวิญญาณมนุษย์เป็นโอสถ? ถูกกวาดล้างตระกูลในคืนเดียว? ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับอดีตอันโหดร้าย อัสลอบกัดฟันแน่นจนสันกรามปูดโปน ใบหน้าเรียบเฉยซุกซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้อย่างมิดชิดโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

“แสดงว่าในรอยพับ ก็ยังมีคนของตระกูลนี้อยู่ใช่ไหมคะ?” ทิวารินถามด้วยความหวัง

“อืม... แต่เพื่อเอาชีวิตรอด พวกเขาส่วนมากเลือกที่จะซ่อนตัว เปลี่ยนชื่อแซ่ และหันหลังให้การปรุงโอสถไปแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ผู้ที่แสดงตัวออกมาล้วนถูกขุมอำนาจต่าง ๆ จับกุมเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ ยังไม่นับที่ต้องหวาดระแวงพวกแพทยาคมตลอดเวลาด้วย... เพราะงั้นการจะหาตัวพวกเขานั้นไม่ง่ายเลย” แด๊ดดี้ตอบตามตรง

“เอ้อ! ผมได้ยินมาว่า อีกสองวันจะมีการเปิดประมูล ‘โอสถร้อยวิญญาณ’ ที่โรงประมูลของเสี่ยช้าง!” รุตโพล่งขึ้นมาเหมือนนึกได้ “ถ้าเราไปที่นั่น อาจจะได้เบาะแสของนักปรุงโอสถก็ได้นะ”

“อืม สต็อกโอสถของเราก็เหลือไม่มากแล้วด้วย ถ้าได้ผูกปิ่นโตกับนักปรุงโอสถเก่ง ๆ สักคน ก็ช่วยได้มากเลยล่ะ” ทักกี้กล่าวเสริม

แด๊ดดี้ปรบมือเสียงดังเป็นการส่งสัญญาณสรุป “โอเค งั้นรัตตี้กับแมวน้อยรักษาตัวให้หายซะก่อน เดี๋ยวเราค่อยไปดูการประมูลนั่นสักหน่อย จะได้ถือโอกาสนี้พาแมวน้อยไปทัวร์จตุคีรีในฝั่งรอยพับด้วย!”

ณ สถานที่อันเร้นลับ...

ภายในห้องโถงอันมืดสลัว เสียงสูดหายใจ ฟ่อ... ฟ่อ... ของ อสีวิสะ ค่อย ๆ ดังสะท้อนก้องคล้ายอสรพิษ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงพูดแหบพร่า

“เรียนท่านหัวหน้า... คนของกระผมที่ส่งไปทดสอบหน้าใหม่ของใต้ศาล ได้ข้อสรุปมาว่า เด็กนั่นมีความสามารถแปลก ๆ ถึงกับเข้ามาประชิดและตบหน้าผู้วิเศษขั้น 4 โดยไม่ทันตั้งตัว... น่าจะเป็นสายวิญญาณที่มีความสามารถหรืออาวุธวิเศษสำหรับการลอบเร้นขั้นสูง ทว่านางกลับมีพลังเพียงแค่ขั้น 2 หรือ 3 เท่านั้น ไม่น่าจะมีผลกระทบกับแผนการของเรามากนัก ส่วนนังเด็กกาลกิณีผู้รอดชีวิตจากจันทราโลหิต ดูเหมือนนางจะมีอาวุธวิเศษขั้นสูงที่กดข่ม ‘หอกนาคาเขียว’ อาวุธวิญญาณขั้น 3 ได้ แต่ตัวนางเองก็ยังมีพลังเพียงแค่ขั้น 2 สูงสุด จึงไม่น่าเป็นกังวลอะไร เพียงแต่ว่า...”

เบื้องหน้าของเขา ลึกลงไปในความมืด คือเงาร่างของผู้ที่มีเส้นผมสีแดงเพลิง กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนบัลลังก์ พร้อมกับโยกวนแก้วไวน์ในมือไปมาอย่างเชื่องช้า

“ว่ามาเถอะ...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอนุญาต

อสีวิสะกล่าวต่อ “พวกที่ส่งไป ได้ปะทะเข้ากับท่านอัสแห่งใต้ศาล... และลงเอยด้วยการที่ขั้น 4 ระดับกลาง ต้องเสียมือไปหนึ่งข้าง ขอรับ”

เสียงชายบนบัลลังก์สูดลมหายใจเข้าลึก “ก็สมกับเป็นเขาล่ะนะ... ข้าอุตส่าห์เตือนพวกเจ้าแล้วว่าให้ระวังชายคนนั้นอย่างที่สุด... เอาเถอะ มอบ ‘โอสถร้อยวิญญาณ’ 1 เม็ดให้มันเป็นการชดเชย”

ร่างบนบัลลังก์ยกแก้วไวน์ในมือขึ้นกระดก รสฝาดของมันชวนให้เขาหวนคิดถึงภาพความทรงจำแต่เก่าก่อน...

ภาพอันแสนอบอุ่นและเลือนราง ของชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่ทั้งคู่จะหันมามองที่เขา และฝ่ายหญิงก็แย้มยิ้มพลางเอ่ยทักทายขึ้นว่า...

“อ้าว... ว่าไงจ๊ะ พายัพน้องพี่...”

ความทรงจำนั้นถูกตัดฉับลงเพียงแค่นั้น เมื่อเขาถูกปลุกจากภวังค์ด้วยเสียงแหบพร่าของอสีวิสะ

“ส่วนเรื่องแผนการในอีก 2 วันข้างหน้า ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับ... ฝั่งอาวุโสอีก 4 คน ก็เตรียมความพร้อมไว้แล้ว เมื่อการประมูลเริ่มขึ้น เราจะเริ่มแผนการทันที”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!