ตอนที่ 21 : สูญเสียการมองเห็น
แรงกระแทกมหาศาลจากฝ่ามือเล็ก ๆ ส่งผลลัพธ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เริ่มจากใบหน้าที่บิดเบี้ยวไปตามแรงตบ ก่อนจะส่งผ่านไปยังลำตัว ชายวัยกลางคนเผ่าเขี้ยวพิษผู้มีระดับพลังขั้นที่ 4 หมุนเคว้งกลางอากาศ กระเด็นลอยออกไปกลิ้งหลุน ๆ คลุกฝุ่นอยู่กับพื้นด้านข้างอย่างหมดสภาพ
แสงสีขาวเรืองรองอันเป็นต้นกำเนิดของเสียง ‘ลูกตบนางร้าย’ ค่อย ๆ วูบจางลง เผยให้เห็นร่างของทิวารินที่ยืนหอบแฮ่ก แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วง ทว่าแววตาของเธอกลับสว่างวาบและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทุกคนในห้องฝึกล้วนเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่เว้นแม้แต่รัตติกาลที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น
“เชรี้ยไรวะนั่น!?” บรรดาลิ่วล้อและเด็กหนุ่มตาคมโพล่งอุทานออกมาพร้อม ๆ กันราวกับนัดหมาย
ชายวัยกลางคนที่เพิ่งเสียท่าค่อย ๆ ยันพื้นดันตัวเองลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล มันยกมือขึ้นบีบคาง โยกกรามไปมาซ้ายทีขวาทีจนเกิดเสียงกระดูกลั่น กึกกัก น่าหวาดเสียว ก่อนจะถุยน้ำลายปนเลือดสีข้นลงบนพื้น นัยน์ตาดุดันวาวโรจน์ด้วยโทสะ มันชี้หน้าทิวารินพลางตะคอกลั่น
“แกเป็นใครวะ!? บังอาจนักนะ!!”
ทิวารินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ฮึบเรียกความกล้า สองมือยกขึ้นเท้าเอวพร้อมกับเชิดอกขึ้นอย่างมาดมั่น “ฉันคือ ทิวาริน! นักท่องราตรีแห่งกลุ่มใต้ศาลยังไงล่ะเว้ย!”
“แสบนักนะ นังเด็กเมื่อวานซืน! กล้าตบหน้าข้าทีเผลอ อย่าอยู่เลย!!”
สิ้นเสียงคำราม ร่างใหญ่โตก็ถีบตัวพุ่งทะยานเข้าใส่ทิวารินด้วยความเร็วสูงสุด มันกางฝ่ามือออกกว้าง เผยให้เห็นกรงเล็บคมกริบที่ถูกเคลือบด้วยไอพลังสีเขียวเข้ม หมายจะขย้ำคอหอยของเด็กสาวให้แหลกคามือ
ด้วยสภาวะ ‘ตาทิพย์ขั้นที่ 3’ ที่ยังคงเปิดค้างอยู่ ทิวารินสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เธอเห็นกระแสพลังวิญญาณสีเขียวหนืดข้นที่ไหลไปรวมกันอย่างหนาแน่นบริเวณปลายเล็บ สัญชาตญาณร้องเตือนอย่างบ้าคลั่งว่ามันคือ ‘พิษร้าย’ หากโดนเฉี่ยวแม้แต่นิดเดียวมีหวังได้ซี้แหงแก๋แน่นอน!
ทว่า... แม้สมองจะสั่งการให้หลบหลีก แต่ร่างกายกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะตอบสนอง แม้แต่แรงที่จะยืนให้มั่นเธอก็แทบจะไม่เหลือแล้ว
“ตายยย!!”
การโจมตีด้วยกรงเล็บพิษจากผู้วิเศษขั้น 4 ระดับกลางพุ่งแหวกอากาศ ตรงดิ่งเข้าหาคอหอยของทิวารินในระยะประชิด วินาทีนั้นเมื่อรู้ตัวว่าหมดทางหนี เด็กสาวทำได้เพียงหลับตาปี๋ยอมรับชะตากรรม
ทว่า... เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบ เย็นชา แต่กลับทำให้ทิวารินรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างถึงที่สุด
“ทิ้งมือที่คิดจะฆ่าศิษย์ฉันไว้ซะ... ไอ้สวะ”
ฉัวะ!!
ประกายแสงจาก ‘คมมีดสีเขียวหยก’ ตวัดฉับตัดผ่านอากาศ มือขวาของชายวัยกลางคนที่พุ่งเข้าหาทิวารินเมื่อครู่ ถูกตัดขาดกระเด็นลอยขึ้นไปหมุนเคว้งคว้างพร้อมกับเลือดที่กระฉูดเป็นสาย!
“อ้ากกกกกก!!!”
ชายวัยกลางคนเผ่าเขี้ยวพิษแผดเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส มันรีบทรุดตัวกระเสือกกระสนตะครุบคว้ามือของตัวเองที่เพิ่งร่วงหล่นลงมากระทบพื้น เลือดพุ่งทะลักเจิ่งนองย้อมพื้นห้องฝึกจนแดงฉาน
‘อัส’ ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าทิวารินราวกับปราการเหล็กกล้า ในมือของเขากระชับ ‘มีดเขี้ยวพิษฉีกกระชาก’ ที่เพิ่งดื่มเลือดศัตรูไปหมาด ๆ ชายหนุ่มปรายตามองผู้บาดเจ็บเบื้องล่างด้วยแววตาเหยียดหยาม
“แม้ฉันฆ่าแกไม่ได้...” อัสเว้นช่วงพร้อมกับปรายตามองไปยังเด็กหนุ่มตาคมและพวกลิ่วล้อก่อนจะกลับมาจ้องที่ชายวัยกลางคนเบื้องหน้า “แต่ถ้าจะตัดมือสักข้างหนึ่ง ก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก... จริงไหม? ไสหัวไปซะ! แล้วจงจำใส่กะโหลกไว้ ว่าอย่ามาหาเรื่องกับใต้ศาลอีก!”
แรงกดดันมหาศาลจากอัสทำเอาพวกเผ่าเขี้ยวพิษสั่นเป็นเจ้าเข้า เมื่อตั้งสติได้ เด็กหนุ่มตาคมจึงรีบลนลานเข้าไปพยุงตัวท่านอาของมัน พากันเดินกะเผลกถอยร่นออกไปพร้อมกับลิ่วล้ออีกสามคนอย่างทุลักทุเล ทว่าก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตูห้อง ชายวัยกลางคนยังอุตส่าห์หันขวับกลับมามองอัสและทิวารินด้วยสายตาอาฆาตแค้น
“อวดดีไปก่อนเถอะ! อีกไม่นานกลุ่มใต้ศาลของแกต้องพินาศแน่นอน! อูยยย...” มันทิ้งท้ายก่อนจะร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
“แบร่~!” ทิวารินที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังอัส ชะโงกหน้าออกมาทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตาล้อเลียนอย่างหมั่นไส้จนกระทั่งพวกมันเดินลับสายตาไป
ทว่าทันใดนั้นเอง...
พรวด!!
เลือดกำเดาสีเข้มพุ่งปรี๊ดออกมาจากจมูกของทิวารินราวกับก๊อกแตก! ร่างบอบบางที่ฝืนยืนมาตลอดเสียหลักล้มหงายหลังตึงลงไปทันที!
อัสตอบสนองอย่างฉับไว เขารีบย่อตัวลงช้อนร่างของเธอเอาไว้ได้ก่อนที่ศีรษะจะกระแทกพื้น เมื่อก้มลงมองก็พบว่าเด็กสาวได้หมดสติไปแล้ว ร่างของเธออ่อนยวบยาบ ผิวกายที่เคยมีสีขาวอมชมพูบัดนี้แดงก่ำราวกับมีเลือดคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง ซ้ำร้ายยังมีเลือดข้น ๆ ไหลซึมออกมาจากจมูกและดวงตาทั้งสองข้างอย่างน่ากลัว
รัตติกาลที่เห็นภาพอันน่าตกใจนั้น พยายามกัดฟันฝืนความเจ็บปวด ดันร่างบอบช้ำของตัวเองลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลเพื่อเข้ามาดูอาการของทิวารินด้วยความเป็นห่วง
อัสจับชีพจรที่ข้อมือของทิวารินและตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้นิ้วง้างเปิดปากของเธอออกเบา ๆ แล้วป้อน ‘ยาลูกกลอนสีเขียว’ กลิ่นสมุนไพรฉุนกึกเข้าไป จากนั้นเขาก็หยิบยาแบบเดียวกันยื่นส่งให้รัตติกาล
“นี่คือผลสะท้อนจากการฝืนใช้ตาทิพย์ขั้นสูง และการใช้ร่างกายรับภาระหนักเกินขีดจำกัด...” อัสกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เราต้องรีบพาเธอกลับไปรักษาตัวที่ฐานเดี๋ยวนี้”
...เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบ...
ทิวารินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เธอต้องประหลาดใจ เธอกำลังมองเห็นโลกในมุมมองที่ต่ำมาก ๆ... ต่ำจนแทบจะติดพื้น!
เธอพยายามจะออกแรงดันตัวลุกขึ้น แต่กลับพบว่าทิศทางที่เห็นด้วยสายตากับสัมผัสทางกายภาพมันผิดเพี้ยนสวนทางกันไปหมด จนเธอเกือบจะเสียหลัก สัมผัสที่แผ่นหลังและผิวเนื้อบ่งบอกชัดเจนว่าเธอกำลังนอนหงายอยู่บนฟูกนุ่ม ๆ สบายตัว แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ อันแสนคุ้นเคยที่ชวนให้ภาพความทรงจำอันวาบหวามในคืนนั้นผุดขึ้นมาในหัว
‘นี่มันเตียงนอน... ในห้องนอนของยัยนั่นนี่นา?’
ทว่าภาพที่เธอเห็นตรงหน้ากลับเป็นพื้นไม้กระดานขัดเงา บรรยากาศของห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ และมีร่างของคุณยายผู้เป็นเจ้าของบ้านนั่งอยู่ไกล ๆ... และที่สำคัญคือ อุ้งเท้าปุกปุยที่ยื่นออกมาด้านหน้า
‘นี่ฉัน... อยู่ในร่างศรีนวลอีกแล้วงั้นเหรอ!?’
คราแรกเธอสงสัยว่าตัวเองอาจจะวิญญาณหลุดเข้าไปติดอยู่ในร่างของศรีนวลอีกแล้ว จึงทดลองขยับอุ้งเท้าที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ทว่าคราวนี้มันต่างออกไป เธอไม่ได้อยู่ในร่างแมว เธอเพียงแค่กำลัง ‘แชร์การมองเห็น’ ผ่านดวงตาของมันเท่านั้น!
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เธอพยายามนึกสั่งการในหัวว่าจะยกขาซ้ายขึ้นมาโบกไปมา เสียงเล็ก ๆ แหลม ๆ เสียงหนึ่งก็ดังสะท้อนขึ้นมาในโสตประสาทของเธอ
“บะ... แบบนี้เหรอ เมี้ยว?”
พร้อมกับภาพตรงหน้าที่เจ้าแมวศรีนวลยกขาซ้ายขึ้นมาแกว่งไปมากลางอากาศตามที่เธอคิด!
ทิวารินถึงกับอ้าปากค้างอยู่บนเตียง ‘เฮ้ย! ไม่ใช่แค่มองผ่านสายตาได้ แต่ฉันยังสามารถสื่อสารทางจิตและสั่งให้ศรีนวลทำตามได้ด้วย... อเมซิ่งสุด ๆ!!’
หลังจากมัวแต่ตื่นเต้นและทดลองเล่นสนุกสั่งให้ศรีนวลทำนู่นทำนี่อยู่หลายครั้ง ในที่สุดความทรงจำของเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็ไหลหลั่งกลับเข้ามา ทิวารินจึงตั้งสติและตัดการเชื่อมต่อกับศรีนวลลง
จากนั้นจึงหันมาจดจ่อกับการสำรวจร่างกายของตัวเอง เธอก็พบความจริงอันโหดร้าย ร่างกายของเธอปวดร้าวระบมไปแทบทุกสัดส่วนราวกับโดนสิบล้อชน ดวงตาทั้งสองข้างถูกพันปิดทับไว้ด้วยผ้าพันแผลอย่างแน่นหนา และใช่... เธอกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องของรัตติกาลจริง ๆ
“อย่าบอกนะว่าตาฉันบอดซะแล้ว… ไม่หรอกน่า คงไม่ซวยขนาดนั้นหรอก” เธอยังคงมองโลกในแง่ดีและพยายามปลอบใจตัวเอง “อูยยย... ปวดฉี่แฮะ...ห้องน้ำมันอยู่ทางไหนล่ะเนี่ย...”
เธอค่อย ๆ ดันร่างที่หนักอึ้งลุกขึ้นนั่ง จากนั้นจึงหย่อนขาลงจากเตียงแล้วยื่นมือคลำทางไปข้างหน้า ทว่าด้วยความไม่ชินจึงเสียหลักไถลร่วงลงจากเตียง
พลั่ก!
ทิวารินนอนแผ่หลาหน้าคะมำอยู่กับพื้นห้องครู่หนึ่ง ใจหนึ่งก็ไม่อยากจะฝืนลุกขึ้นแล้ว ทว่าความปวดเสียดที่ท้องน้อยก็บีบรัดกดดันขึ้นเรื่อย ๆ “อูย... ไม่ไหวแล้ว จะราดแล้วโว้ยยย”
เธอลุกขึ้นกางแขนออกเดินคลำทางไปข้างหน้าได้เพียงสามก้าว ฝ่ามือที่ปัดป่ายไปมาก็ดันกระทบเข้ากับ ‘บางสิ่ง’ ผิวสัมผัสของมันทำให้เธอคิดว่าเป็นเสื้อผ้าของรัตติกาลที่แขวนพาดไว้ แต่ก็รู้สึกแปลกใจที่ภายใต้สัมผัสของเนื้อผ้านั้น มันกลับมีความนุ่มนิ่ม ยืดหยุ่น และละมุนมือพิกล ด้วยความสงสัยปนลืมตัว เธอจึงยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาตะปบ ลูบไล้ และเคล้าคลึงสิ่งนั้นอย่างเพลิดเพลินเพื่อพิสูจน์ทราบ
“โห... ยัยนี่เองก็ยัดฟองน้ำหนาเหมือนกันแฮะ” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ฟองน้ำบ้านเธอสิ!! นี่ของจริงโว้ย! เอามือออกไปซักที!!”
เสียงของรัตติกาลตวาดลั่นแสบแก้วหูอยู่ตรงหน้า!
ด้วยความตกใจสุดขีด ทิวารินสะดุ้งเฮือก รีบชักมือกลับอย่างไว เธอผงะถอยหลังจนข้อเท้าพันกันและทำท่าจะเสียหลักล้มหงาย
“ว้ายยย แม่!!”
เธอร้องลั่นหลับตาปี๋เตรียมรับแรงกระแทก ทว่า... ร่างบอบบางกลับไม่ร่วงถึงพื้น มันถูกช้อนรับและตระกองกอดเอาไว้ด้วยวงแขนและสัมผัสอันแสนคุ้นเคยจากรัตติกาล
ตึกตัก... ตึกตัก...
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงก้อนเนื้อในอกที่เต้นระรัว กลิ่นกายหอมกรุ่น กลิ่นลมหายใจอุ่น ๆ และกลิ่นอายของสถานที่แห่งนี้ ช่างปลุกเร้าและชวนให้ทิวารินนึกถึงความทรงจำอันลึกซึ้งในคืนนั้นอย่างห้ามไม่ได้
รัตติกาลก้มลงจ้องมองดูร่างบอบบางที่อยู่ในอ้อมแขน สภาพของทิวารินที่มีผ้าพันแผลพันปิดรอบตา ดูอ่อนแอและเปราะบางราวกับลูกแมวน้อยที่ได้รับบาดเจ็บ และที่สำคัญ... ที่ทิวารินต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ ก็เพราะฝืนตัวเองเพื่อปกป้องเธอ
ความรู้สึกเป็นห่วง ความรู้สึกผิด และความรู้สึก ‘โหยหา’ อย่างบอกไม่ถูก ตีตื้นขึ้นมาในอกของเธอ มันทำให้เธอเผลอโอบกระชับร่างนั้นให้แนบชิดอิงแอบกับกายเธอมากขึ้นอย่างลืมตัว หัวใจของรัตติกาลเต้นไม่เป็นส่ำ ลมหายใจเริ่มผ่าวร้อน ใบหน้าคมคายค่อย ๆ โน้มต่ำลงไปใกล้ หมายจะประทับสัมผัสลงบนริมฝีปากบางที่เผยอจ่ออยู่ตรงหน้าอย่างเสียการควบคุม...
ตึกตัก... ตึกตัก...
ริมฝีปากของทั้งคู่ห่างกันเพียงแค่ลมหายใจกั้น… ทว่า…
“นะ... นี่... ฉันจะราดแล้วอะ... ช่วยพาไปห้องน้ำทีได้ไหม?”