ตอนที่ 20 : ข้ามขีดจำกัด ตาทิพย์ ขั้นที่ 5
ภาพร่างบอบบางของรัตติกาลที่ถูกซัดจนปลิวไปกระแทกผนังอย่างรุนแรง สะท้อนก้องอยู่ในดวงตาของทิวารินราวกับภาพสโลว์โมชั่น
วินาทีนั้น... โทสะที่ถูกกดทับไว้ในส่วนลึกของจิตใจพลันเดือดดาลและปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ ดวงตาของเด็กสาวเริ่มพร่ามัว หูอื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงสรรพสิ่งรอบกาย ภายในหัวขาวโพลนไปหมด มีเพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยันของพวกลิ่วล้อเผ่าเขี้ยวพิษเท่านั้นที่ดังแทรกเข้ามา กระตุ้นเปลวเพลิงแห่งความโกรธให้ลุกโชนขึ้นไปอีก
“หุบปาก!!”
ทิวารินตวาดลั่นออกไปสุดเสียง ทันใดนั้นเอง ลิ่วล้อคนที่กำลังหัวเราะร่าพลันชะงักกึก ร่างกายของมันแข็งทื่อไปในฉับพลันราวกับถูกแช่แข็ง ทำเอาเพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับเลิ่กลั่กด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“ฉันมันไร้ประโยชน์... ฉันมันไร้ประโยชน์...” ทิวารินเอาแต่พึมพำประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ดวงตาเหม่อลอยคล้ายคนสติหลุด
ครืน...
จู่ ๆ โถงฝึกซ้อมระดับวีไอพีที่สร้างจากวัสดุชั้นยอดก็เริ่มเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง รอยร้าวเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนผนังคอนกรีต ก่อนจะค่อย ๆ ปริแตกออก พร้อมกับแสงสีม่วงที่ส่องผ่านออกมาจากรอยร้าวเหล่านั้น บรรยากาศภายในห้องเริ่มหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
“พะ... แผ่นดินไหวเหรอวะ!?” เด็กหนุ่มตาคมชะงักหอกในมือ สีหน้าเริ่มตื่นตระหนกเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติรอบตัว
ทว่า ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง เสียงแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวก็ดังขึ้นจากร่างที่นั่งทรุดพิงผนังอยู่
“มนตร์ประสานพลังสินะ... ทั้งความเร็วและพลังเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าเลยนี่...”
เสียงอันคุ้นเคยนั้นดึงสติของทิวารินให้กลับคืนมาในเสี้ยววินาที อาการสั่นไหวของห้องหยุดลงทันตา รอยร้าวบนผนังและแสงสีม่วงเลือนหายไป ลิ่วล้อที่ตัวแข็งกลับมาขยับตัวได้อีกครั้ง ทุกสายตาในห้องต่างเบนความสนใจไปจับจ้องยังร่างบอบช้ำของรัตติกาล ที่กำลังกัดฟันใช้มือยันพื้น ค่อย ๆ ดันตัวเองลุกขึ้นมายืนหยัดอย่างทุลักทุเล
“ถึงจะเป็นการสู้แบบทีมก็เถอะ...” รัตติกาลปาดเลือดที่มุมปาก แสยะยิ้มเย้ยหยัน “แต่แกไม่คิดบ้างเหรอ... ว่าพลังที่หยิบยืมมาจากคนอื่นน่ะ มันเป็นแค่ของปลอม”
เด็กหนุ่มตาคมลอบกลืนน้ำลาย แอบทึ่งในความอึดของเด็กสาวที่เขาเรียกว่ายัยตัวซวย ทว่าเขาก็ไม่ได้รู้สึกถึงภัยคุกคามแต่อย่างใด เพราะสภาพของเธอในตอนนี้ดูยับเยินจนน่าสมเพชเสียด้วยซ้ำ
“หึ! ยังจะอวดเก่งลุกขึ้นมาอีกนะ ยอมแพ้แล้วไสหัวไปดี ๆ เถอะน่า หรืออยากให้ฉันหักแขนหักขาของเธอทิ้งสักข้างสองข้างก่อน ถึงจะยอมจำนน!” มันเย้ยหยันพลางควงหอกในมือ
รัตติกาลไม่ได้สนใจคำขู่ เธอเพียงแต่เหลือบสายตามองกระบองเหล็ก ‘มหากัณฑ์’ ในมือ ก่อนจะส่งกระแสจิตสื่อสารด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
‘นี่ปู่... ตะกอนวิญญาณมืดก็กินเข้าไปแล้ว ลวดลายก็เพิ่มขึ้นมาแล้ว ไม่คิดว่าตัวเองยังดูกากไปหน่อยเหรอ? ถูกไอ้พวกจมูกแคบนี่ด่าว่าเป็นเศษเหล็กปุโรทั่ง ไม่รู้สึกโมโหมั่งรึไงห๊ะ’
‘เออ! ข้าก็อดทนรอดูอยู่น่ะสิ ว่าเจ้าจะทนรับมือพวกมันได้สักแค่ไหน...’ เสียงทุ้มลึกดุดันของจิตวิญญาณอาวุธตอบกลับมา ‘สำหรับการต่อสู้ข้ามขั้น แถมยังโดนรุม 2 ต่อ 1 ก็นับว่าไม่เลวเลย ถือว่าเจ้ามีคุณสมบัติมากพอ... ที่จะใช้งานมหากัณฑ์ผู้นี้!’
สิ้นกระแสเสียงสื่อจิต พลันอักขระอุณาโลมและลวดลายบัวประดับฐาน ที่เคยปรากฏขึ้นบาง ๆ บนตัวกระบองหลังจากกลืนกินตะกอนพลังมืดไปก่อนหน้านี้ ก็เปล่งแสงสีทองอร่ามเจิดจ้าออกมา!
กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์และดุดันแผ่ซ่านไปทั่วทิศ หอกนาคาเขียวในมือของเด็กหนุ่มตาคมถึงกับเกิดอาการสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับหวาดกลัว จนเกือบจะหลุดจากมือของมัน! มันต้องรีบเกร็งข้อแขนกระชับด้ามหอกไว้แน่น สองตาเบิกกว้างจ้องมองกระบองประหลาดในมือของรัตติกาลเขม็ง
‘จิตวิญญาณอาวุธงั้นเหรอ!? ระดับไหนกันวะ ถึงกับแผ่กลิ่นอายกดข่มหอกนาคาเขียวของฉันได้ขนาดนี้!’
มันพยายามสลัดความกังวลทิ้งไป ปลอบใจตัวเองว่าด้วยสภาพร่อแร่ของรัตติกาลในตอนนี้ ต่อให้มีอาวุธระดับสูงก็ใช่ว่าจะมีพลังพอที่จะคุกคามมันได้มากนัก อีกทั้งตัวมันเองก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดของสภาวะมนตร์ประสานพลังเต็มทีแล้ว ดังนั้น มันจึงตัดสินใจท้าดวลเพื่อเผด็จศึกในกระบวนท่าเดียว!
ทั้งคู่ก้าวเท้าเข้าสู่ท่าร่าง ยืนประจันหน้ารวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายอัดฉีดเข้าไปในอาวุธ ทิวารินที่เปิดใช้งาน ตาทิพย์ขั้น 2 คอยเฝ้ามองอยู่ ถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นกระแสพลังวิญญาณที่บีบอัดอยู่รอบอาวุธของทั้งคู่ มันพุ่งพล่านและแตกซ่านออกมาเป็นเส้นสายราวกับสายฟ้าฟาด!
ทั้งสองฝ่ายถีบตัวกระโจนเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด!
“อสรพิษขย้ำเหยื่อ!!” เด็กหนุ่มตาคมแผดเสียงคำรามลั่น ประกาศชื่อกระบวนท่าไม้ตายอย่างห้าวหาญ
ส่วนรัตติกาลที่ไม่ได้คิดตั้งชื่อท่าเอาไว้ก่อน ก็พลันตะโกนสวนกลับไปตามสัญชาตญาณของตัวเอง...
“ท่า… ฟาดทุบ!!”
วืดดดด—!
อาวุธทั้งสองถูกเงื้อและเหวี่ยงเข้าหากันเต็มแรงหมายจะปะทะชี้ชะตา ทว่า... ยังไม่ทันที่อาวุธจะได้ปะทะกัน หอกเขียวในมือของเด็กหนุ่มตาคมกลับดีดตัวผึง มันหลุดกระเด็นออกจากมือของเขา ลอยละลิ่วขึ้นไปปักเสียบคาอยู่บนเพดานห้องอย่างหมดสภาพ!
“อะไร๊!?”
จังหวะนั้น เด็กหนุ่มตาคมถึงกับหน้าเหวอถอดสี เมื่อพบว่ากระบองมหากัณฑ์ที่อัดแน่นไปด้วยพลัง กำลังพุ่งจ่อกระแทกเข้าที่แสกหน้าของมันอย่างจัง!
ตูม!!!!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว แรงลมจากการจู่โจมกรรโชกตีเป็นวงกว้าง ทว่า... เมื่อฝุ่นควันจางลง เด็กหนุ่มที่หลับตาปี๋คิดว่าตนเองต้องหัวแบะแน่ ๆ แล้ว กลับยังยืนอยู่ดีมีสุข ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน!
ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนปรากฏตัวขึ้นขวางกลางระหว่างทั้งสองตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ บุคคลปริศนาผู้นั้นใช้เพียง ‘มือเปล่า’ รับและหยุดการโจมตีอันรุนแรงของกระบองมหากัณฑ์เอาไว้ได้อย่างง่ายดาย! กระแสพลังที่เคยเรืองรองบนกระบองค่อย ๆ วูบดับและจางหายไปราวกับถูกข่มให้ยอมจำนน
เขาคือชายวัยกลางคนที่มีลักษณะทางกายภาพเฉกเช่นเดียวกับเด็กหนุ่ม รูม่านตาเรียวแหลมและเกล็ดจาง ๆ บนผิว... ‘เผ่าเขี้ยวพิษ’
“ทะ... ท่านอา!” เด็กหนุ่มตาคมโพล่งขึ้นด้วยความดีใจระคนโล่งอก
ชายวัยกลางคนผู้มาใหม่ไม่ได้เอ่ยตอบหลานชายแต่อย่างใด นัยน์ตาเย็นชาประดุจงูพิษของมันจ้องเขม็งไปที่ร่างของเด็กสาวตรงหน้า
“นังเด็กผู้รอดชีวิตจากคืนจันทราโลหิตงั้นรึ... ร้ายกาจไม่เบาเลยนี่”
สิ้นประโยคอันเยือกเย็น มันไม่รอช้า พลิกตัวตวัดเท้าเตะอัดเข้าที่สีข้างของรัตติกาลอย่างป่าเถื่อน! รัตติกาลตอบสนองได้ทันโดยการยกท่อนแขนทั้งสองข้างขึ้นมาบล็อก ทว่าความต่างของระดับพลังนั้นมากเกินไป แรงกระแทกอันมหาศาลส่งร่างของเธอให้กระเด็นครูดไปตามพื้น กระบองมหากัณฑ์หลุดกระเด็นออกจากมือ บัดนี้ เธอหมดสิ้นเรี่ยวแรงอย่างแท้จริงแล้ว เธอพยายามกัดฟันตะเกียกตะกายจะลุกขึ้น แต่เรี่ยวแรงในกายกลับไม่ตอบสนองอีกต่อไป
ทิวารินที่คราแรกยืนมึนงงกับการปรากฏตัวแบบปุบปับของชายวัยกลางคน เมื่อดึงสติกลับมาได้ ความหวาดกลัวและกังวลก็พุ่งตีขึ้นมาจนจุกแน่นในอก
‘นี่มันไม่ใช่การดวลของเด็กแล้ว... ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องขวางไอ้บ้านี่เอาไว้ให้ได้!’
แม้จะคิดได้ดังนั้น แต่ในหัวกลับมืดแปดด้าน เธอไม่มีวิธีการต่อสู้ใด ๆ ที่พอจะนำมาใช้ต่อกรได้เลย ยิ่งเมื่อเธอมองผ่านตาทิพย์และเห็นขนาดของออร่าพลังวิญญาณที่แผ่พุ่งอยู่รอบตัวมัน... ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นผู้วิเศษ ‘ขั้นที่ 4’ หรืออาจจะถึง ‘ขั้นที่ 5’ เลยทีเดียว!
ในขณะที่ทิวารินกำลังสับสน ชายคนนั้นก็ยังคงย่างสามขุมก้าวเข้าไปหารัตติกาลที่นอนฟุบหมดสภาพอยู่บนพื้นอย่างช้า ๆ
“ถึงแม้ฉันจะฆ่าแกไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะหักแขนหรือขาของแกสักข้างสองข้างไม่ได้นี่...” ชายวัยกลางคนแสยะยิ้มเหี้ยม “จงจดจำความเจ็บปวดนี้เอาไว้ แล้วอย่าได้สะเออะมามีปัญหากับเผ่าเขี้ยวพิษอีก”
ทิวารินสิ้นไร้หนทาง เธอตัดสินใจกำหมัดแน่น เตรียมจะพุ่งตัวออกไปขวางตรง ๆ ด้วยร่างเนื้อ ทว่าทันใดนั้นเอง กระแสเสียงลึกลับก็ดังแทรกเข้ามาในหัวของเธอโดยตรง...
‘แม่หนู... รีบใช้ตาทิพย์ กับถุงมือของเจ้าซะ เร็วเข้า!’
เสียงของมหากัณฑ์! แม้ทิวารินจะไม่ค่อยเข้าใจถึงผลลัพธ์ที่จะตามมานัก แต่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้เธอไม่มีเวลาให้ลังเลอีกแล้ว เธอทำตามคำแนะนำทันที!
“ตาทิพย์ ขั้นที่ 1! ขั้นที่ 2! และ... ขั้นที่ 3!!”
เธอรีดเร้นพลังเปิดตาทิพย์รวดเดียวถึงสามระดับ เส้นเลือดฝอยในดวงตาทั้งสองข้างปูดโปนและแดงก่ำขึ้นมาอย่างน่ากลัว ภาพลักษณ์ของกระแสพลังวิญญาณในตัวชายวัยกลางคนเบื้องหน้าปรากฏชัดเจนขึ้นในคลองจักษุ มันมีลักษณะเป็นสีเขียวเข้มข้นดั่งพิษร้าย แต่จุดอ่อนเดียวที่เธอเห็นคือ มีบางจุดที่สีสันหม่นหมองแสดงให้เห็นถึงจุดบอดของพลัง ทว่า... ข้อมูลแค่นั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะคลี่คลายสถานการณ์เลวร้ายตรงหน้าได้อยู่ดี
‘ยังไม่พอ... ต้องใช้ถุงมือด้วย!’
ทิวารินกัดฟันข่มความเจ็บปวดที่ดวงตา รีบยกมือขวาที่สวมทับด้วย ‘ถุงมือผ้าไหมสีเขียวอ่อนพาสเทล’ ขึ้นมาปิดทาบที่ตาขวาของตนเอง ก่อนจะกางแยกนิ้วออกเป็นช่องเพื่อมองลอดผ่าน
“เปิดใช้งานแว่นแก้ววิเศษ!”
วิ้งงง!!
อัญมณีสีขาวบริสุทธิ์ที่ฝังอยู่บริเวณหลังถุงมือเปล่งแสงสว่างวาบ ฉับพลันนั้นเอง ทิวารินรู้สึกราวกับว่ามวลอากาศรอบตัวหนืดขึ้น การเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งรอบกายช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจาย... หยดเหงื่อที่กำลังร่วงหล่น... ทุกอย่างเชื่องช้าลง
‘นี่คือ... ตาทิพย์ขั้นที่ 4’
ทว่าแค่นั้นยังไม่พอรั้งชายตรงหน้า พลังวิญญาณมหาศาลจาก ห้วงวิญญาณอนันต์ ของเธอยังคงถูกสูบทะลักเข้าไปในถุงมืออย่างบ้าคลั่ง พลันเวลาที่เคยดูช้าลงอยู่แล้วก่อนหน้านี้ กลับค่อย ๆ ชะลอตัวช้าลงไปอีก... ช้าลง... ช้าลง... จนดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในห้องกำลังจะ ‘หยุดนิ่ง’
‘ข้ามขีดจำกัด... ตาทิพย์ขั้นที่ 5!!’
ตึกตัก... ตึกตัก!
ทิวารินรู้สึกปวดร้าวที่กระบอกตาอย่างรุนแรงราวกับลูกตาจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ เธอจำต้องหยุดการส่งพลังไปยังถุงมือเพื่อรักษาสภาพร่างกายเอาไว้ เมื่อมองไปข้างหน้า ภาพที่เห็นคือ ชายวัยกลางคนเผ่าเขี้ยวพิษกำลังก้าวเท้าค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ทุกสรรพสิ่งในห้องถูกแช่แข็งไว้อย่างสมบูรณ์แบบในห้วงเวลาสีขาวดำ!
‘สำเร็จ!’ เธอดีใจสุดขีด เตรียมจะพุ่งตัวเข้าไปผลักชายคนนั้นให้พ้นจากรัตติกาล
ทว่า... ทันทีที่เธอพยายามจะก้าวขา ทิวารินกลับพบความจริงอันโหดร้าย ร่างกายของเธอมันหนักอึ้งและหนืดเหนียวราวกับถูกพันธนาการไว้ด้วยสายโซ่ที่มองไม่เห็น! ความเร็วในการเคลื่อนไหวของร่างกายเธอเองก็เชื่องช้าไม่ต่างอะไรกับชายคนนั้นเลย!
‘น... นี่มันอะไรกัน!? สายตาและการประมวลผลความคิดของเราเร็วขึ้นหลายเท่าก็จริง... แต่ร่างกายกายภาพก็ยังตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของเวลาอยู่ดี! แล้วแบบนี้มันจะไปมีประโยชน์อะไรกันล่ะเนี่ย!!’
เธอตื่นตระหนก พยายามขยับแขนขา ลองออกแรงดิ้นรนทุกวิถีทางแต่ก็ไม่เป็นผล ห้วงเวลาที่หยุดนิ่งกำลังค่อย ๆ ขยับเดินหน้าไปทีละมิลลิเมตร สุดท้ายเมื่อจนตรอก เธอจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า สิ่งเดียวที่เธอมีเหนือกว่าใครก็คือ ‘ห้วงวิญญาณอนันต์’
‘ถ้าการถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปในอาวุธช่วยให้อาวุธแกร่งขึ้น การถ่ายพลังวิญญาณเข้าสู่ดวงตาเองก็ทำให้มองเห็นได้ดีขึ้น แล้วถ้าเราถ่ายพลังวิญญาณอัดเข้าไปทั้งร่างล่ะ…”
เธอตัดสินใจเด็ดขาด อัดฉีดพลังวิญญาณอันไร้ก้นบึ้งของตนเอง ทะลวงเข้าไปในทุกเซลล์ ทุกอณูรูขุมขนของร่างกาย มากขึ้น... มากขึ้น... และมากขึ้น! เธอกัดฟันกรอด พยายามงัดข้อกับกฎเกณฑ์ของเวลาที่เหนี่ยวรั้งร่างกายเอาไว้จนเส้นเลือดปูดโปนไปทั่วทั้งร่าง! เจ็บปวดราวกับร่างกายจะแหลกสลายแต่ก็ไม่ยอมหยุด จะหยุดไม่ได้เพราะเธอต้องช่วยรัตติกาล
...กลับมาที่เวลาปกติ...
ชายวัยกลางคนผู้เหี้ยมโหดเดินมาหยุดยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างที่ไร้ทางสู้ของรัตติกาล มันแค่นเสียงหึในลำคอ พลางเงื้อเท้าขึ้นสูง หมายจะกระทืบลงบนแขนขวาของเด็กสาวให้แหลกเละ!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ปลายเท้าของมันกำลังจะสัมผัสกับท่อนแขนของรัตติกาล!
ประกายแสงสีขาวสว่างวาบก็ปรากฏขึ้นที่ด้านข้างของมันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยพร้อมกับเสียงตวาดก้องและฝ่ามือเล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณมหาศาล ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ซีกหน้าของมันอย่างจัง!
“ลูกตบ... นางร้ายยยยยยย!!!”
เปรี้ยง!!