ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 12 : ผู้บำเพ็ญสองสาย
แสงแดดอุ่นยามเช้าลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบใบหน้า ปลุกให้ทิวารินงัวเงียตื่นขึ้น
หญิงสาวบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบที่เกาะกุมไปทั่วทั้งร่าง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า... ตอนนี้เธออยู่บนเตียงของรัตติกาล!
ภาพความทรงจำและประสบการณ์สุดหฤหรรษ์เมื่อคืนไหลบ่าเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ ทิวารินสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมองข้างกาย ทว่าบนเตียงนอนหลังนี้กลับมีเพียงเธอคนเดียว หญิงสาวเลิกผ้าห่มขึ้นสำรวจตัวเองแล้วก็ต้องใจหายวาบเมื่อพบว่าร่างของตนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า
เธอรีบตวัดผ้าห่มมาม้วนพันรอบตัวจนกลมดิกเป็นดักแด้ พลางกวาดสายตาลุกลี้ลุกลนมองหาชุดเดรสตัวเก่งที่ถอดทิ้งไว้บนพื้นเมื่อคืน แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า
ทว่าสายตาของเธอกลับไปสะดุ้งเข้ากับข้าวของบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง มันคือกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนด้วยลายมือตวัด ๆ ว่า...
“เสื้อผ้าเน่า ๆ ของเธอเหม็นจนฉันต้องเอาไปซัก อาบน้ำแล้วเอาชุดของฉันไปใส่ก่อน”
ด้านล่างของกระดาษโน้ตมีผ้าขนหนูหนึ่งผืน เสื้อยืดสีขาว และกางเกงขาสั้นสีดำถูกพับเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ
ทิวารินอ่านข้อความนั้นแล้วพลันรู้สึกเขินอายจนใบหน้าร้อนผ่าว ทว่าลึก ๆ ในใจกลับอวลไปด้วยความอบอุ่นอย่างประหลาด ‘ยัยหน้าย่นใส่ใจคนอื่นเป็นเหมือนกันนี่นา...’ หญิงสาวเอื้อมมือไปคว้าเสื้อยืดตัวนั้นมาพิจารณา ก่อนจะเผลอยกมันขึ้นมาสูดดมกลิ่นหอมจาง ๆ อย่างลืมตัว
“หอมจัง… ว้าย! นี่ฉันทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย!”
เธอสะดุ้งโหยง หัวเราะวี๊ดว๊ายหน้าแดงก่ำอยู่คนเดียวราวกับคนเสียสติ ก่อนจะรีบคว้าผ้าขนหนูมาพันรอบตัวแล้ววิ่งหน้าตั้งพุ่งหลาวเข้าห้องน้ำไปทันที
ทว่าแม้แต่ในห้องน้ำก็ยังไม่วายทำให้ใจสั่น บรรยากาศภายในห้องน้ำของรัตติกาลเต็มไปด้วยกลิ่นสบู่หอมละมุน ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกับเรือนร่างที่เธอกอดรัดฟัดเหวี่ยงเมื่อคืนไม่มีผิด กลิ่นนี้กระตุ้นให้ภาพความวาบหวามหวนกลับมาโจมตีระลอกแล้วระลอกเล่า
ขณะที่กำลังอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ทิวารินก็เผลอเลื่อนมือไปสัมผัสตามจุดต่าง ๆ บนผิวเนื้อที่เคยถูกมือของอีกฝ่ายลูบไล้และบีบเค้น
“อืออ...”
เธอเผลอส่งเสียงครางแผ่วเบาออกมาเมื่อปลายนิ้วแตะโดนรอยแดงช้ำบริเวณเนินอก “เจ็บแฮะ...” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะชะโงกหน้าไปที่กระจกอ่างล้างหน้าเพื่อสำรวจร่องรอยเหล่านั้น
ทว่าสายตากลับสะดุดเข้ากับ รอยแตกร้าวรูปใยแมงมุม บนบานกระจก ราวกับเพิ่งโดนใครบางคนชกเข้าอย่างจัง ทิวารินยืนจ้องมันด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อคิดหาคำตอบไม่ได้ เธอจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จสรรพ
ไม่กี่อึดใจต่อมา บานประตูห้องนอนของรัตติกาลก็ถูกแง้มออกอย่างเชื่องช้า ทิวารินในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งและกางเกงขาสั้นค่อย ๆ โผล่หัวออกมามองซ้ายมองขวา เมื่อไม่พบเจ้าของห้อง เธอก็ถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันไปหมด ทั้งรอดตัว โล่งอก และ... แอบผิดหวังลึก ๆ
แต่แล้ว จู่ ๆ กลิ่นหอมฉุยของอาหารก็ลอยมาปะทะจมูก
ทิวารินเผลอกลืนน้ำลายดัง เอื๊อก ท้องเจ้ากรรมพลันส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงขึ้นมาทันที ก็ไม่แปลกหรอกที่จะหิวโซขนาดนี้ เพราะตั้งแต่ได้ร่างนี้คืนมา เธอยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักอย่าง
ว่าแล้วสัญชาตญาณความตะกละก็เข้าครอบงำ ร่างกายของเธอขยับก้าวเดินตามกลิ่นอาหารไปเองโดยอัตโนมัติ ท่าทางการย่องฝีเท้าเบากริบของเธอในตอนนี้ หากใครมาเห็นเข้าคงอดขำไม่ได้ เพราะมันดูไม่ต่างอะไรกับแมวขโมยเลย
พื้นที่ด้านหลังบานประตูห้องพักนักดนตรีที่เธอเคยเดินตามรัตติกาลและลุงทักกี้เข้ามาเมื่อวาน แท้จริงแล้วคือโถงกว้างขวางที่ดูคล้ายกับโกดังหรืออู่ซ่อมรถขนาดใหญ่ ด้านหนึ่งถูกแบ่งโซนสร้างเป็นห้องพักสองชั้นเรียงรายกันอยู่ ห้องของรัตติกาลที่เธอเพิ่งย่องออกมานั้นอยู่บนชั้นสอง
ทิวารินค่อย ๆ ย่องลงบันไดตามกลิ่นหอมฉุยลงมาจนถึงโถงด้านล่าง เมื่อชะโงกหน้ามองเข้าไปในโซนห้องครัว หัวใจของเธอก็พลันกระตุกเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง...
เบื้องหน้าของเธอคือแผ่นหลังของใครบางคนที่มีเรือนผมสีแดงดำ... ร่างเล็ก ๆ ทว่าอัดแน่นไปด้วยพละกำลังที่เคยกอดฟัดรัดรึงเธอจนแนบสนิท ร่างที่เธอเคยซุกไซร้ริมฝีปากไปทั่วทุกซอกทุกมุม
‘ตึกตัก... ตึกตัก...’ หัวใจของทิวารินเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ‘ท... ทำไงดี จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินเข้าไปตีเนียน หรือจะเผ่นกลับขึ้นห้องดีนะ!’
ใจหนึ่งเธอก็อยากหันหลังหนีด้วยความเขินอาย แต่อีกใจก็อยากรู้ว่ารัตติกาลจะมีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างไร ไหนจะกลิ่นหอมเย้ายวนของอาหารที่กำลังเตะจมูกอยู่นี่อีก ‘อยากชิมฝีมือยัยนี่เหมือนกันแฮะ...’ เธอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
และราวกับสวรรค์แกล้ง ในจังหวะที่เธอกำลังชั่งใจอยู่นั้น รัตติกาลก็หันขวับกลับมาพอดี!
สองสายตาสบประสานกันโดยไม่ทันตั้งตัว ทิวารินสะดุ้งเฮือกยืนแข็งทื่อราวกับถูกไฟช็อต ติดสถานะสตัน ไปในทันที ในขณะที่รัตติกาลเองก็เบิกตากว้างเล็กน้อยและยืนนิ่งค้างไปเช่นกัน
บรรยากาศเดดแอร์ก่อตัวขึ้นชั่วขณะ จนกระทั่ง... กลิ่นไหม้ฉุน ๆ จากกระทะเริ่มลอยคละคลุ้ง ปลุกให้รัตติกาลหลุดจากภวังค์ เธอรีบหันขวับกลับไปตวัดตะหลิวในมือผัดรัว ๆ อย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่หันกลับมามอง
“นั่งรอแป๊บนึง... กับข้าวจะเสร็จแล้ว”
ทิวารินที่ยังคงทำตัวไม่ถูกรีบพยักหน้ารับคำและทำตามอย่างว่าง่าย เธอเดินเข้าไปนั่งลงที่โต๊ะกินข้าวตัวยาวซึ่งรายล้อมไปด้วยเก้าอี้หลายตัว บนโต๊ะมีอาหารวางรออยู่แล้วสองอย่าง แต่ที่แปลกคืออาหารแต่ละอย่างถูกตักแบ่งแยกย่อยใส่จานถึง 3 ใบ ทำให้บนโต๊ะตอนนี้ดูมีจานชามวางเรียงรายละลานตาไปหมด ทว่าด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ทิวารินจึงนั่งก้มหน้างุด สองมือเอาแต่จิกเล็บอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่กล้าแม้แต่จะมองพิจารณาอาหารเหล่านั้นอย่างละเอียด
ครู่ต่อมา รัตติกาลก็ตักอาหารเมนูสุดท้ายแบ่งใส่จาน 3 ใบ แล้วทยอยยกมาวางลงบนโต๊ะ
“เรียบร้อย” รัตติกาลพึมพำเสียงเรียบโดยไม่สบตาทิวาริน จากนั้นเธอก็หมุนตัวเดินไปที่ประตูครัว เอื้อมมือไปคว้าจับสิ่งของบางอย่างที่ห้อยอยู่... มันคือ ‘ตุ๊กตาไก่โอ๊ก’ สีเหลืองอ๋อยปากแดงบานเบอะ!
รัตติกาลออกแรงบีบมันอย่างแรงหนึ่งที เสียงร้องโหยหวนอันแสนคุ้นเคยและชวนขบขันก็ดังกังวานไปทั่วทั้งโกดัง
“โอ๊กกกกก! โอ๊กกกก!”
เมื่อทำหน้าที่ลั่นระฆังเรียกทานข้าวเสร็จ รัตติกาลก็เดินกลับมาหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ ทิวาริน บรรยากาศรอบโต๊ะตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทิวารินเหลือบมองคนข้าง ๆ มือก็กำชายเสื้อยืดแน่น หัวใจเต้นระรัว
‘ฉันต้องอธิบายเรื่องที่แอบเข้าไปในห้องของเธอเมื่อคืน...’ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าเตรียมจะเอ่ยปากเปิดบทสนทนา
ทว่ายังไม่ทันที่เสียงจะหลุดลอยออกจากลำคอ...
“กินข้าวเว้ยยยย!” “ยะฮู้ววว! กองทัพต้องเดินด้วยท้อง!” “หิววววววว!”
เสียงเอะอะมะเทิ่งดังลั่นมาจากบันได ก่อนที่บรรดามนุษย์ลุงทั้ง 4 จะวิ่งแข่งกันโผล่พรวดพราดเข้ามาในห้องครัว พวกเขาพุ่งตรงดิ่งมานั่งประจำที่ของตัวเอง แล้วเริ่มต้นเปิดฉากสวาปามอาหารบนโต๊ะอย่างเมามันราวกับพายุทอร์นาโดลง โดยไม่ได้สนใจเลยว่ามีเด็กสาวสองคนกำลังนั่งนิ่งเป็นหินมองดูอยู่
“กินสิ” รัตติกาลเอ่ยทำลายความเงียบเบา ๆ ก่อนที่เธอเองจะหยิบช้อนเริ่มตักอาหารเข้าปากเช่นกัน
ทิวารินมองดูจานอาหารบนโต๊ะด้วยความสับสน ไม่รู้จะเริ่มต้นตักจากตรงไหนดี รัตติกาลที่ลอบสังเกตอยู่จึงเอ่ยแนะนำหน้าตาย
“กินเลย อร่อยทุกอย่าง... ไข่ม้วนตรงนั้นก็อร่อย ต้มจืดซี่โครงหมูนั่นก็อร่อย และที่เด็ดสุดคือผัดพริกเผารวมมิตรใส่เห็ด”
ได้ยินดังนั้น ทิวารินจึงตัดสินใจประเดิมด้วย ‘ไข่ม้วน’ สีเหลืองทองที่วางอยู่ใกล้มือที่สุด ทันทีที่กัดเข้าปาก ความหนึบของผิวชั้นนอกที่ถูกทอดจนสุกกำลังดี ผสมผสานกับความนุ่มฟูละมุนลิ้นของเนื้อไข่ด้านใน รสชาติเค็มปะแล่มตัดกับความหวานอ่อน ๆ คลอเคล้าด้วยกลิ่นหอมของเนยที่ลอยอวลในโพรงจมูก มันอร่อยจนแทบจะละลายในปาก!
“อร่อยเกินไปแล้ว...”
ทิวารินพึมพำ น้ำตาแทบไหล เผลอทำหน้าตาเคลิบเคลิ้มซาบซึ้งราวกับตัวละครในอนิเมะทำอาหารไม่มีผิด และเพียงครู่ต่อมา... สภาพการกินของเธอก็ดุเดือดเลือดพล่าน มูมมามตะกรุมตะกรามไม่ต่างอะไรกับบรรดาลุง ๆ ก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
รัตติกาลลอบมองดูฉากการสวาปามปานพายุของทิวารินและแก๊งลุงทั้ง 4 แล้ว ริมฝีปากที่เคยมุ่ยตึงก็เผลอคลี่รอยยิ้มจาง ๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
หลังจากจัดการอาหารบนโต๊ะจนเกลี้ยง ทุกคนต่างก็นั่งเอกเขนกลูบพุงกันอยู่บนเก้าอี้ ทิวารินเพิ่งจะมีโอกาสได้กวาดสายตาพิจารณาใบหน้าของบรรดาคุณลุงที่ไม่ได้สวมไอ้โม่งปิดบังอำพรางทีละคนอย่างชัดเจน
นอกจาก ‘แด๊ดดี้’ ชายวัยกลางคนร่างท้วม หัวฟูแล้ว เธอไม่รู้เลยว่าอีก 3 คนที่เหลือใครเป็นใครกันบ้าง โชคดีที่สีผมของพวกเขามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เบื้องต้นทิวารินจึงแอบตั้งฉายาจำแนกพวกเขาในใจว่า ลุงผมทอง ลุงผมน้ำตาล และ ลุงผมดำ
เมื่อรัตติกาลลุกขึ้นเริ่มเก็บรวบรวมจานชาม ทิวารินก็รีบลุกขึ้นช่วยอย่างรู้งาน ทั้งสองคนช่วยกันหยิบจับเก็บกวาดจนโต๊ะสะอาดสะอ้าน แต่ในขณะที่รัตติกาลกำลังจะเดินเอาช้อนชามไปล้างที่อ่างล้างจานนั้นเอง เสียงเข้ม ๆ ของแด๊ดดี้ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“ยัยหนู... ดูเหมือนแขนขวาของเธอจะขยับได้ดีขึ้นมากเลยนะ มานี่สิ เดี๋ยวให้อัสตรวจดูสักหน่อย” แด๊ดดี้กวักมือเรียก ก่อนจะเบือนสายตามาทางทิวารินพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “เธอก็ด้วยนะ... ยัยแมวน้อยนักย่อง”
ทิวารินสะดุ้งโหยง แก้มร้อนฉ่าจนแดงเถือกไปถึงใบหู
ครู่ต่อมา ‘อัส’ มือเบสมาดนิ่ง หรือคุณลุงผมดำ ผู้มีใบหน้าเรียวยาวและแววตาเย็นชา ก็ได้ทำการตรวจสอบร่างกายของทั้งรัตติกาลและทิวารินจนเสร็จสิ้น เขาละมือออก ก่อนจะเริ่มรายงานผลลัพธ์ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ใจและตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
“แขนขวาของรัตตี้หายดีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว... เหมือนแขนเดิมเป๊ะ ราวกับว่าไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อนเลยด้วยซ้ำ! แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ... พลังวิญญาณของเธอที่เดิมทีหยุดนิ่งอยู่แค่ ‘ขั้น 1 ระดับต้น’ ตอนนี้มันกลับทะลวงพรวดพราดขึ้นสู่ ‘ขั้น 2 ระดับกลาง’ ไปแล้ว! ห้วงวิญญาณที่เคยแคบเท่าห้องเล็ก ๆ 3–4 ห้อง ตอนนี้มันขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลยล่ะ!”
สิ้นเสียงรายงานของอัส ทุกคนในห้องครัวต่างก็นิ่งอึ้งตาค้างไปตาม ๆ กัน ทิวารินที่ยืนฟังอยู่พยายามเม้มปากกลั้นยิ้มอย่างได้ใจสุด ๆ เธอแอบปรายตาเหล่มองรัตติกาลพลางคิดในใจ ‘หึ ๆ ยัยหน้าย่นนี่ต้องดีใจจนหน้าบาน แก้มปริแน่ ๆ!’
ทว่าผิดคาด... รัตติกาลในเวลานี้กลับยืนกอดอก นิ่งสงบอย่างประหลาด แววตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายกับกำลังใช้ความคิดหนัก
“เอ๋? ถ้าเป็นแบบนี้... ก็ไม่เท่ากับว่ารัตตี้ของเรากลายเป็นนักบำเพ็ญสายวิญญาณไปด้วยน่ะสิ?” เสียงทุ้ม ๆ ของคุณลุงหน้าตาหล่อเหลา ผู้มีเรือนผมสีทองสว่างเอ่ยถามขึ้นมา เขาคือ ‘รุต’ มือกีตาร์นั่นเอง
“เฮ้ย! นี่มันเรื่องโคตรสุดยอดเลยไม่ใช่หรือไง! นานมากแล้วนะเว้ยที่เราไม่ได้เห็น ‘ผู้บำเพ็ญ 2 สาย’ แบบนี้น่ะ!” คราวนี้เป็นเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นของคุณลุงร่างเล็ก ผิวสีทองแดง และมีเรือนผมสีน้ำตาล เขาคือ ‘ทักกี้’ ผู้จัดการคลังอาวุธแห่งใต้ศาล และควบตำแหน่งมือกลองแห่งวง USB
ทิวารินยืนกะพริบตาปริบ ๆ มองซ้ายทีขวาทีด้วยความมึนงง เธอแทบไม่เข้าใจศัพท์เฉพาะที่พวกลุง ๆ กำลังตื่นเต้นกันอยู่เลยสักนิด แด๊ดดี้ที่เหลือบมาเห็นสีหน้ามึนงงของทิวาริน จึงกระแอมเบา ๆ แล้วเริ่มอธิบายให้ฟัง
“อย่างที่ฉันเคยอธิบายให้เธอฟังไปเมื่อคราวก่อนนะแมวน้อย... ผู้วิเศษจะแบ่งเส้นทางการฝึกฝนออกเป็น 2 สายหลัก ๆ คือ ‘สายกายา’ และ ‘สายวิญญาณ’ โดยธรรมชาติแล้ว ผู้วิเศษแต่ละคนจะมีเพียงสายเดียวเท่านั้นที่โดดเด่นและไปได้ไกลกว่าอีกสายเสมอ ยกตัวอย่างเช่น รัตตี้ที่เกิดมาพร้อมความโดดเด่นในสายกายา แต่กลับด้อยในสายวิญญาณ ในขณะที่ตัวเธอเองกลับมีพรสวรรค์สูงปรี๊ดในสายวิญญาณ แต่ร่างกายกลับบอบบางและด้อยในสายกายา”
แด๊ดดี้กวาดสายตามองไปรอบโต๊ะ “แม้แต่พวกเราสี่คนในที่นี้เองก็เป็นแบบนั้น ผู้วิเศษทั่ว ๆ ไปมักจะเลือกมุ่งเน้นฝึกฝนเฉพาะสายที่ตัวเองถนัดเป็นหลัก ส่วนสายที่ตัวเองด้อย... แม้จะพยายามฝืนฝึกได้ แต่มันก็จะยากลำบากแสนเข็ญ ทั้งกินเวลาและสูบผลาญทรัพยากรอย่างมหาศาล ส่วนใหญ่จึงมักจะเลือกเรียนรู้แค่สกิลระดับต่ำสุดของสายรองเอาไว้ 1–2 สกิล เพื่อเอาไว้ใช้เสริมจังหวะการต่อสู้เท่านั้น”
“ทว่า... กฎเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับ ‘ผู้บำเพ็ญ 2 สาย’”
แด๊ดดี้เน้นเสียงหนัก “คนกลุ่มนี้คือพวกกลายพันธุ์ที่สามารถฝึกฝนทั้งพลังกายาและพลังวิญญาณควบคู่กันไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้พวกเขาก็มีสกิลพลิกแพลงที่หลากหลาย เรียกว่าเป็นนักสู้ที่ ‘ครบเครื่อง’ ไร้จุดบอดในตัวคนเดียวเลยก็ว่าได้!”
ทุกคนพยักหน้าตามอย่างตื่นเต้น ก่อนที่แด๊ดดี้จะหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อ
“แต่อย่างไรก็ตาม... ในเคสของรัตตี้ เราคงต้องคอยเฝ้าสังเกตการณ์ดูก่อน ว่าพลังวิญญาณที่ก้าวกระโดดขึ้นมาจากการได้รับ ‘ปัจจัยภายนอก’ แบบฉุกละหุกนี้ มันจะคงอยู่ถาวร หรือจะค่อย ๆ สลายหายไปตามกาลเวลาและหดกลับไปเป็นขั้น 1 เหมือนเดิม หากเป็นอย่างหลัง เธอก็ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญ 2 สายที่แท้จริง”
แด๊ดดี้ยกยิ้มมุมปาก “แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น มันก็ไม่ถือว่าไร้ประโยชน์หรอกนะ เพราะในระหว่างที่พลังวิญญาณของเธอยังพุ่งสูงอยู่ในระดับนี้ รัตตี้จะสามารถฉวยโอกาสเรียนรู้และฝึกฝน ‘สกิลสายวิญญาณขั้นสูง’ ได้เช่นเดียวกับผู้มีพรสวรรค์สายวิญญาณ และถึงแม้ในอนาคตห้วงวิญญาณของเธอจะหดเล็กลงจนเหลือเท่าเดิม สกิลเหล่านั้นที่เรียนรู้ไปแล้วก็จะยังคงติดตัวอยู่ไม่หายไปไหน เพียงแต่ว่า...”
แด๊ดดี้จงใจเว้นจังหวะการพูด พลางส่งยิ้มทะเล้นและปรายตาไปทางทิวารินอย่างมีนัย
“ถ้าอยากจะงัดสกิลวิญญาณพวกนั้นออกมาใช้... ก็อาจจะต้องทำการ ‘เติมพลังวิญญาณ’ ซะก่อนล่ะมั้งนะ”
พรวด!
รัตติกาลที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่มพลันสำลักออกมา ในขณะที่ทิวารินเองก็ใบหน้าเห่อร้อน ความเขินอายแล่นพล่านไปยันเส้นผม หญิงสาวก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับใครในห้องครัวเลยแม้แต่น้อย!