ลำนำย่ำราตรี (ภาคปฐมบทสู่โลกผู้วิเศษ) | ตอนที่ 1-30

ตอนที่ 25: ตอนที่ 24 : เด็กฝึกจากแพทยาคม

👁️ 23 อ่าน
22px

ตอนที่ 24 : เด็กฝึกจากแพทยาคม

ทันทีที่ทิวารินถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ ภาพลวงตาร่างโคลนนับพันของรัตติกาลที่ยืนเบียดเสียดแผดเสียงหัวเราะลั่นห้องก็สลายวับไปราวกับหมอกควัน

หลังจากตั้งสติได้ อัสพยายามอธิบายทฤษฎีและขั้นตอนการใช้ ‘มนตร์ลวงตา’ อย่างละเอียดอีกครั้ง ทิวารินสูดหายใจลึก ค่อย ๆ ทำตามทีละขั้นตอน

ทว่า... ไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็จบลงแบบเดิม ร่างโคลนของรัตติกาลโผล่พรวดขึ้นมากลางโถงฝึกเสมอ หนำซ้ำในบางครั้งภาพที่ปรากฏดันเป็นรัตติกาลในอิริยาบถที่ ‘ล่อแหลมและน่าอาย’ จนเจ้าของร่างตัวจริงทนดูไม่ได้ ต้องแหกปากร้องให้ยัยเด็กบ๊องล้มเลิกการฝึกมนตร์นี้เสียที

อัสถอนหายใจยาว ก่อนจะฟันธงว่า ทิวารินไม่สามารถใช้วิชาลวงตาในรูปแบบปกติได้ สาเหตุอาจเป็นเพราะจิตใจของเธอซื่อตรงเกินไป หรือไม่ก็เพราะในหัวของเธอมีแต่เรื่องของ ‘รัตตี้’ วนเวียนอยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์ของสกิลจึงบิดเบี้ยว แถมดูเหมือนว่าตัวทิวารินเองนั่นแหละ ที่ตกเป็นเหยื่อภาพลวงตาของตัวเองเข้าเต็มเปา

ทิวารินได้ฟังคำวิเคราะห์ก็ทั้งเขินอายหน้าร้อนผ่าวและหดหู่ใจ เธอเดินคอตกไปนั่งกอดเข่าจิ้มพื้นอยู่ตรงมุมห้องคนเดียวเงียบ ๆ ทว่าอัสก็ทำหน้าที่อาจารย์ที่ดี เขาเดินเข้ามาปลอบใจและชี้ให้เห็นมุมมองใหม่

“อย่าเพิ่งท้อไป การที่เธอสร้างร่างจำแลงของรัตติกาลออกมาได้แบบไม่จำกัดจำนวน มันมีประโยชน์มากในบางสถานการณ์นะ เพราะร่างโคลนพวกนี้สมจริงมาก ขอแค่เธอกะจังหวะใช้ให้ดี มันก็สามารถใช้ดึงดูดความสนใจและหลอกล่อศัตรูในสนามรบได้สบาย แม้จะล้มเหลวในฐานะมนตร์ลวงตาทั่วไป แต่นี่เป็นสกิลเฉพาะตัวที่พลิกแพลงได้เหนือความคาดหมายเลยล่ะ”

เมื่อปรับความเข้าใจกันได้ การฝึกจึงดำเนินต่อไป รัตติกาลยังคงมุ่งมั่นพยายามประสานวิชาลวงตาเข้ากับการโจมตีระยะประชิดให้จังหวะไหลลื่นและแนบเนียนที่สุด

ในขณะที่ทิวารินถูกสั่งให้กลับไปฝึกพื้นฐาน คือการคงสภาพ ‘ตาทิพย์ขั้นที่ 2’ เอาไว้ให้เสถียร พร้อมกับฝึกควบคุมพลังวิญญาณ ถ่ายเทมันไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อใช้เสริมสมรรถภาพร่างกายแบบเดียวกับที่เธอเคยทำตอนที่โอเวอร์คล็อก ทว่าคราวนี้ถูกกำชับให้ค่อย ๆ ทดลองจากต่ำสุดและไต่ระดับสูงขึ้นทีละนิดเพื่อความปลอดภัย

บางช่วงอัสก็สั่งให้ทั้งสองสาวจับคู่ประลองกันโดยห้ามใช้อาวุธและสกิลโจมตี ซึ่งผลลัพธ์ก็เดาได้ไม่ยาก... ทิวารินผู้ไร้ประสบการณ์ต่อสู้พ่ายแพ้ทุกครั้งไป แม้รัตติกาลจะพยายามออมมือให้แบบสุด ๆ แล้วก็ตาม

ล่วงเข้าสู่ช่วงบ่าย เสียงเคาะประตูห้องฝึกก็ดังขึ้น ทักกี้เดินหน้านิ่งเข้ามาพร้อมกับของบางอย่างในมือ เขายื่น ‘กำไลข้อมือ’ ที่ยืมไปวิเคราะห์ก่อนหน้านี้คืนให้กับทิวาริน

“ฉันคัดลอกวงเวททั้งหมดไว้แล้ว” ทักกี้อธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความตื่นเต้น “ตอนนี้ถอดความไปได้กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ทำให้รู้ว่าอัญมณีทั้ง 7 เม็ดบนกำไลวงนี้ มีคุณสมบัติบรรจุพลังธาตุที่แตกต่างกันอย่างสมบูรณ์แบบ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ แสง มืด และความว่างเปล่า... หรือจะเรียกว่าไร้ธาตุก็ได้ ฉันสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นสุดยอดไอเทมสายป้องกัน”

“โห! มีตั้งเจ็ดธาตุเลยเหรอคะเนี่ย!” ทิวารินรับกำไลมาสวมพลางลูบไล้อัญมณีด้วยดวงตาเป็นประกายวาววับราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่ ทว่าทักกี้ก็เบรกความตื่นเต้นของเธอไว้เสียงเรียบ

“แต่… น่าเสียดายที่ฉันยังหา ‘เงื่อนไขการเปิดใช้งาน’ ของมันไม่พบ คงต้องใช้เวลาวิเคราะห์ถอดรหัสวงเวทอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือให้แตกซะก่อน อ้อ... ฉันตั้งชื่อให้มันแล้วนะ เรียกมันว่า ‘ม่านแก้วสัตตะคุณ’ ก็แล้วกัน”

“ม่านแก้วสัตตะคุณ... ชื่อเท่สุด ๆ ไปเลยค่ะ!” ทิวารินยิ้มกว้าง

หลังจากจบเรื่องกำไล บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปเมื่อทักกี้หันไปหาอัสด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น

“มีอีกเรื่อง ช่วงสายวันนี้มี ‘เด็กฝึกงาน’ จากกระทรวงแพทยาคมเดินทางมาที่ใต้ศาลของเรา คราวนี้เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง”

อัสที่ยืนกอดอกฟังอยู่ขมวดคิ้วมุ่นทันที “คนของแพทยาคมงั้นเหรอ? ฉันนึกว่าไม่มีพวกรุ่นใหม่อยากมาที่เมืองชายขอบของเราแล้วซะอีก”

ทักกี้พยักหน้า “พวกนั้นจะมาฝึกงานอยู่ที่นี่ราว ๆ หนึ่งเดือนก่อนจะกลับไปรายงานตัวที่ส่วนกลาง ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติปกติระหว่างหน่วยงาน ตอนนี้สองคนนั้นเข้ามาในโลกรอยพับเรียบร้อยแล้ว”

ทักกี้หันมาปรายตามองทิวารินกับรัตติกาล ก่อนจะเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “จำเอาไว้ให้ดี... แม้พวกนั้นจะมาด้วยท่าทีเป็นมิตรและดูไร้อันตราย แต่จงอย่าไว้ใจคนของแพทยาคมเด็ดขาด พยายามอย่าเผยหน้าไพ่ของเราให้พวกนั้นเห็น และจงรักษาความลับของพวกเธอให้ดีที่สุด”

หลังจากฝากฝังคำเตือนเสร็จ ทักกี้ก็หันไปหาอัส แจ้งว่าอีกหนึ่งชั่วโมง ‘บอส’ จะเรียกประชุมด่วนและชวนอัสให้ไปรอล่วงหน้าด้วยกัน ส่วนทิวารินกับรัตติกาล อัสอนุญาตให้ไปเดินเล่นพักผ่อนในตลาดได้

เมื่อได้รับอิสระ รัตติกาลก็รับหน้าที่ไกด์ เสนอตัวพาทิวารินไปเดินสำรวจตลาดใหญ่ของเมืองจตุคีรี รวมทั้งดูลาดเลาพื้นที่รอบ ๆ ‘โรงประมูลเสี่ยช้าง’ เผื่อจะเจอไอเทมน่าสนใจ

ระหว่างทาง รัตติกาลเริ่มเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้ฟังว่า แต่เดิม ‘เสี่ยช้าง’ เป็นเพียงผู้อพยพที่หนีตายจากสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ลึกเข้าไปในโลกรอยพับอันไกลโพ้น เขาหนีซมซานมาตั้งรกรากในจตุคีรีเช่นเดียวกับผู้คนจากหลาย ๆ ชนเผ่า

“โลกรอยพับที่แท้จริงน่ะ เป็นดินแดนของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทั้งป่าเถื่อน วุ่นวาย และไร้กฎเกณฑ์ใด ๆ” รัตติกาลอธิบาย “นั่นทำให้จตุคีรี ซึ่งถูกตั้งให้เป็นเขตปลอดภัย กลายเป็นเหมือนสรวงสวรรค์ของผู้ที่อ่อนแอไงล่ะ”

คำพูดนั้นทำให้ทิวารินฉุกคิด เธอนึกย้อนไปถึงหมู่บ้านของรัตติกาลที่เธอเคยเห็นในนิมิตแห่งความทรงจำคืนจันทราสีแดง... ‘หรือว่าหมู่บ้านที่ถูกทำลายนั้น ก็ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรอยพับด้วยเหมือนกันนะ?’

รัตติกาลเล่าต่ออย่างออกรส “แม้เสี่ยช้างจะเป็นผู้วิเศษที่อ่อนแอเรื่องต่อสู้ แต่พอมาอยู่ที่นี่ เขากลับค้นพบพรสวรรค์ด้านธุรกิจของตัวเอง ใช้เวลาแค่ไม่กี่ปีก็ไต่เต้าจนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเมือง ธุรกิจกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์ในจตุคีรีเป็นของเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม โรงประมูล หรือแม้แต่ตลาดที่เรากำลังเดินอยู่นี่ก็ด้วย เสี่ยช้างคือข้อพิสูจน์ว่า ต่อให้ในอดีตจะกากแค่ไหน แต่ถ้าหาที่ทางของตัวเองเจอ คนเราก็เปล่งประกายได้เสมอ”

ทิวารินฟังแล้วก็รู้สึกว่าคำชมของรัตตี้มันออกจะทะแม่ง ๆ แต่ก็เลือกที่จะเงียบไว้ไม่ขัดจังหวะ

เดินดูของไปได้สักพัก จู่ ๆ ทิวารินก็เกิดข้อสงสัย “นี่รัตตี้... เมืองใหญ่อย่างจตุคีรีมีตำรวจหรือทหารคอยคุมกฎไหม? ทำไมฉันไม่เคยเห็นเลย แล้วใครเป็นคนรักษากฎหมายล่ะ ในเมื่อคนพลุกพล่านขนาดนี้แต่เมืองกลับดูสงบเรียบร้อยมาก”

“ไม่มีของแบบนั้นหรอก” รัตติกาลตอบหน้าตาย “การจะก้าวเข้ามาในเมืองนี้ได้ ทุกคนต้องได้รับ ‘ตราประทับวิญญาณ’ จากแท่นบูชาที่ประตูเมืองเสียก่อน และกฎเหล็กของการอยู่ที่นี่มีเพียงข้อเดียวคือ ‘ห้ามฆ่าฟันกันภายในเขตเมือง’ หากใครละเมิด ตราประทับในวิญญาณก็จะระเบิดทันที”

ทิวารินสะดุ้งโหยง รีบยกมือขึ้นคลำตามตัวหน้าตาตื่น “ดะ... เดี๋ยวนะ! แล้วฉันล่ะ? ตอนเข้ามาฉันจำไม่ได้เลยนะว่าโดนประทับตราอะไรนั่นไปตอนไหน!”

รัตติกาลเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนก็หัวเราะหึ ๆ ออกมา “ลุงอัสเป็นคนจัดการประทับตราให้เธอ ตั้งแต่ตอนที่เขาตรวจสอบห้วงจิตของเธอแล้วไงล่ะ ยัยบื้อ”

ทิวารินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลูบอกตัวเองเบา ๆ ด้วยความโล่งอก รัตติกาลจึงอธิบายต่อ

“ส่วนเรื่องกระทบกระทั่งยิบย่อยอื่น ๆ ขุมอำนาจต่าง ๆ ในเมืองจะเป็นคนจัดการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกันเอง เธออาจจะคิดว่าระบบนี้มันดูมักง่าย แต่ความจริงก็คือ ผู้อาศัยทุกคนรักเมืองนี้และหวงแหนความสงบสุขของมันมาก ที่ผ่านมาเลยไม่ค่อยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นเท่าไหร่... อ้อ และเธอควรรู้ไว้นะว่า ‘ใต้ศาล’ ของพวกเราเนี่ย ก็เป็นหนึ่งในขุมอำนาจใหญ่ที่คอยคุมกฎพวกนั้นเหมือนกัน!” รัตติกาลยืดอกกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ทิวารินถึงกับเบิกตากว้าง ภาพใบหน้าของแด๊ดดี้และแก๊งคุณลุงสามคนลอยเข้ามาในหัว ‘มนุษย์ลุงพวกนี้... ขุมอำนาจใหญ่เลยเรอะ!?’

ทันใดนั้นเอง เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังแทรกขึ้นมาแต่ไกล สองสาวหันขวับและรีบก้าวเท้าเข้าไปดูเหตุการณ์มุงตรงหน้า

สิ่งที่เห็นคือ พ่อค้าร่างเล็กที่มีใบหน้าแหลมยาว ใบหูใหญ่ตั้งชันคล้ายหนู กำลังโวยวายชี้หน้าด่าทอคนในชุดคลุมมิดชิดสองคนที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหน้าแผงลอยของตน

“อะไรกันวะ! ทำข้าวของเสียหายก็ต้องชดใช้สิเว้ย!” พ่อค้าหน้าหนูตวาดลั่น ชี้มือไปยังเศษกระเบื้องแตกหักบนพื้น “นี่มันคือ ‘โถแห่งการชำระล้าง’ เป็นถึงสมบัติวิเศษระดับ 2 ราคาตั้งสี่เหรียญเงินวิญญาณ! พวกแกดูสิว่าทำบ้าอะไรลงไป!”

หนึ่งในคนใต้ผ้าคลุมพยายามค้อมศีรษะกล่าวขอโทษอย่างสุภาพ แต่ชายหน้าหนูกลับไม่ยอมลดละ ตะคอกลั่นหมายจะเรียกเงินชดเชยให้ได้

รัตติกาลเห็นภาพนั้นก็ส่ายหน้าอย่างระอา เตรียมจะหมุนตัวเดินหนี ทว่าหูของทิวารินกลับบังเอิญได้ยินเสียงซุบซิบนินทาจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าแผงข้าง ๆ

“ไอ้หนูสกปรกนี่มันงัดมุกเดิมมาใช้อีกแล้วว่ะ... เห็นหน้าใหม่หลงเข้ามาหน่อยเป็นไม่ได้เลยเชียว”

ทิวารินหันขวับไปสบตากับรัตติกาลทันที รัตติกาลชะงัก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าเบา ๆ อย่างเอ็นดูในความขี้สงสารของยัยเด็กบ๊อง ก่อนจะแทรกตัวเดินฝ่าวงล้อมเข้าไป

“นี่... ไอ้หน้าหนู” เสียงทรงอำนาจของรัตติกาลดังขึ้น “สองคนนี้เป็นเพื่อนฉันเอง พวกเขาเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ยังไม่ค่อยรู้ความเท่าไหร่”

ชายหน้าหนูหันขวับเตรียมจะด่าสวน แต่พอเห็นชัด ๆ ว่าคนพูดคือใครก็ชะงักกึก กลืนน้ำลายเอื๊อก ทว่าความงกก็ยังค้ำคอ จึงฝืนยิ้มแหย ๆ ตอบกลับ “ถะ... ถ้าเป็นเพื่อนของคุณหนูรัตตี้ ผม... ผมยอมเข้าเนื้อ ลดค่าเสียหายให้ครึ่งหนึ่งเหลือสองเหรียญเงินก็ได้ขอรับ”

รัตติกาลขมวดคิ้วย่น ก่อนจะเหยียดยิ้มร้ายกาจที่มุมปาก เธอสาวเท้าเข้าไปใกล้ชายหน้าหนูแล้วกระซิบเสียงเหี้ยม “แกลองมองไปที่ผู้หญิงชุดขาวตรงนั้นสิ... เห็นไหม? นั่นน่ะ ผู้เชี่ยวชาญตาทิพย์ระดับ 3 เชียวนะ”

พ่อค้าหน้าหนูเหลือบมองทิวารินที่ยืนงงอยู่ เหงื่อเย็นเริ่มซึมชื้นแผ่นหลัง

“ถ้าฉันขอให้เธอใช้ตาทิพย์กวาดมองดูของทั้งหมดในร้านแก แล้วป่าวประกาศแฉให้ทุกคนเห็นว่า สินค้าทั้งหมดเป็นแค่ขยะพัง ๆ ที่ถูกเอามาเชื่อมติดกันด้วยกาววิญญาณห่วย ๆ ใช้แค่ครั้งสองครั้งก็พังคามือ... มันคงไม่ส่งผลดีกับกิจการของแกแน่ ๆ... จริงไหม?”

รัตติกาลตบไหล่ชายหน้าหนูที่บัดนี้ยืนตัวแข็งทื่อหน้าซีดเผือด ก่อนจะหันไปพยักพเยิดส่งสัญญาณให้คนใต้ผ้าคลุมทั้งสองรีบออกไปจากตรงนี้ แล้วเดินยิ้มร่ากลับมาหาทิวาริน

‘จัดการง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ... เมื่อกี้รัตตี้ไปกระซิบอะไรนะ ทำไมหมอนั่นถึงมองมาที่ฉันด้วยท่าทางแบบนั้น’ ทิวารินคิดด้วยความงุนงง

เมื่อเดินหลบมุมมาได้ ทิวารินก็อดรนทนไม่ไหวรีบถามเคล็ดลับทันที รัตติกาลหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะอธิบายไขข้อข้องใจ

“พวกพ่อค้าต้มตุ๋นน่ะ กลัว ‘ผู้ใช้ตาทิพย์ระดับสูง’ ขึ้นสมองเลยล่ะ เพราะตาทิพย์ระดับ 3 ขึ้นไป สามารถมองทะลุประเมินคุณภาพของไอเทมในร้านพวกมันได้ทะลุปรุโปร่ง โดยเฉพาะร้านที่หลอกขายของพัง ๆ ที่เอากาวแปะไว้หยาบ ๆ อย่างไอ้หน้าหนูนั่น ถ้าถูกแฉกลางตลาดล่ะก็ ถึงขั้นเจ๊งหมดตัวได้เลย เผลอ ๆ อาจโดนคนของเสี่ยช้างหิ้วปีกเตะโด่งออกไปนอกเมืองข้อหาทำลายชื่อเสียงตลาดด้วยซ้ำ”

ทิวารินได้ยินประโยคนั้นก็ชะงักฝีเท้า เบิกตากว้างราวกับบรรลุสัจธรรมบางอย่าง “เดี๋ยวนะ... นี่ฟังดูเหมือนว่า... สกิลตาทิพย์ของฉัน จะใช้หาเงินได้ไม่ใช่เหรอ!?”

รัตติกาลที่กำลังเดินนำหน้าพลันชะงักกึกตาม สองสาวหันขวับมามองหน้ากัน สบตากันนิ่งอยู่สามวินาที ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งคู่

“จริงด้วย! ทำไมก่อนหน้านี้ฉันถึงคิดเรื่องนี้ไม่ออกฟระ!” รัตติกาลตบฉาดเข้าที่หน้าผากตัวเอง

“ถ้าฉันใช้ตาทิพย์สแกนหาของดีราคาถูกเจอสักชิ้นสองชิ้น แล้วเอาไปรีเซลล์ขายต่อเก็งกำไร... โอ้วววว!”

ภาพความฝันที่จะเป็นเศรษฐีนีฉายขึ้นตรงหน้า สองสาวเผลอคว้ามือกันมากุมแน่นแล้วกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างลืมตัว ทว่าท่ามกลางความตื่นเต้นนั้นเอง เสียงทุ้มของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้น

“เอ่อ... ขอโทษนะครับ”

สองสาวหยุดกระโดด หันขวับไปยังต้นเสียง ก็พบว่าเป็นบุคคลในชุดคลุมทั้งสองคนที่เพิ่งมีปัญหากับชายหน้าหนูเมื่อครู่นี้เอง

“คุณ... เธอ... ใช่ทิวารินหรือเปล่า?” ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยถาม

ทิวารินกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความมึนงง พยักหน้ารับช้า ๆ “ชะ... ใช่ค่ะ”

เจ้าของเสียงค่อย ๆ ยกมือขึ้นปัดฮูดที่คลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ตัดกับผิวที่ขาวจัด และเรือนผมสีดำสนิทที่ถูกไถข้างเป็นทรงอันเดอร์คัตสุดเนี้ยบ ชายหนุ่มระบายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทิวารินต้องเบิกตากว้าง

“ฉัน... ฉัตร เองนะ เธอจำได้ไหม?”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!