ตอนที่ 25 : เส้นทางเศรษฐี
ทิวารินกะพริบตาปริบ ๆ นัยน์ตาสีอ่อนทอประกายว่างเปล่า เธอพยายามเค้นภาพความทรงจำในหัว ทว่ากลับมีเพียงม่านหมอกสีขาวขุ่นมัวที่บดบังทุกสิ่ง
"จำไม่ได้เหรอ... ก็ฉัตรไง ตอนที่เรายังเด็ก ฉันตามแม่ไปที่บ้านเธอออกจะบ่อยนะ" ชายหนุ่มผมทรงอันเดอร์คัตพยายามรื้อฟื้นความหลัง น้ำเสียงของเขาแฝงความเว้าวอน พร้อมกับขยับฝีเท้าหมายจะเข้าประชิดตัวหญิงสาว
ทว่ายังไม่ทันได้ล่วงล้ำระยะห่าง ท่อนแขนเรียวของรัตติกาลก็ตวัด พรึ่บ! ขึ้นมากั้นขวางเอาไว้ทันควัน ยัยหน้าย่นขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบฉายแววดุดันและระแวดระวังอย่างปิดไม่มิด ขณะที่ทิวารินยังคงยืนนิ่ง ง่วนอยู่กับการขุดคุ้ยความทรงจำที่หล่นหาย
เวลานั้นเอง ร่างในชุดคลุมอีกคนที่ยืนเงียบอยู่เบื้องหลังฉัตรก็ขยับตัว มือเรียวปัดฮูดที่ปรกศีรษะออก เผยให้เห็นหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอมีเรือนผมยาวสลวยสีน้ำตาลดำขับกับผิวพรรณขาวเนียนละเอียด ดวงหน้าจิ้มลิ้มนั้นดูหมดจดงดงาม ทว่าแววตาที่ปรายมองมากลับซ่อนความเย่อหยิ่งเอาไว้ลึกสุดหยั่ง
"ฉัตรจำคนผิดแล้วหรือเปล่าคะ?" น้ำเสียงหวานใสเอ่ยขึ้นเบา ๆ แต่จงใจดัดจริตให้ได้ยินกันถ้วนหน้า "เรามาจากเมืองหลวง... จะมีคนรู้จักอยู่ในเมืองชนบทแบบนี้ได้ยังไง อิงอรว่าเรารีบไปหาที่พักก่อนฟ้าจะมืดดีกว่านะคะ"
เธอพูดพลางปรายหางตามองประเมินรัตติกาลและทิวารินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยัน ทว่าฉัตรกลับทำหูทวนลม เขายังคงยืนปักหลักจ้องมองทิวารินเพื่อรอคอยคำตอบ
รัตติกาลหรี่ตาแคบลง สัญชาตญาณร้องเตือนถึง ‘ลางสังหรณ์ด้านลบ’ ที่แผ่ซ่านออกมาจากคนแปลกหน้าทั้งสอง เธอปรายตามองทิวารินที่กำลังยกมือขึ้นนวดขมับด้วยสีหน้าสับสน ก่อนจะตัดสินใจตัดบทอย่างเย็นชา
"ถ้าพวกนายจะหาที่พัก เดินตรงไปทางนี้แล้วเลี้ยวซ้าย จากนั้นตรงไปอีกสองแยกแล้วเลี้ยวขวา... จะเห็นโรงแรมที่ชื่อว่า ‘นอนนับดาว’ รีบหน่อยนะ พรุ่งนี้มีงานประมูลใหญ่ เดี๋ยวโรงแรมจะเต็มซะก่อน"
ฉัตรยังคงยืนนิ่งงันราวกับรูปปั้น จนกระทั่งอิงอรทนไม่ไหว เธอตวัดท่อนแขนเข้าเกี่ยวแขนชายหนุ่มแล้วออกแรงลากให้เขาเดินตามไป แม้ฉัตรจะไม่เต็มใจนักแต่ก็จำใจต้องทำตาม
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่หญิงสาวและชายหนุ่มกำลังหันหลังจากไปนั้น ไม่มีใครทันสังเกตเห็นแววตาจิ้มลิ้มที่แปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ มุมปากของอิงอรยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ริมฝีปากบางขยับมุบมิบร่ายมนตร์บทหนึ่งแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม
ทันใดนั้น ทิวารินเริ่มมีเม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้า หญิงสาวยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมศีรษะแน่น อาการปวดหนึบแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องครางเครือ
"จำไม่ได้... ทำไมฉันถึงจำไม่ได้นะ... ทำไมในหัวมันตื้อไปหมดเลย!"
รัตติกาลเห็นท่าไม่ดี ความร้อนใจตีตื้นขึ้นมาจนแทบอยากจะอุ้มคู่หูพุ่งกลับไปตั้งหลักที่ใต้ศาล ทว่าพริบตาต่อมา อาการปวดหัวอย่างรุนแรงของทิวารินก็พลันมลายหายไปราวกับถูกสับสวิตช์ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาด้วยดวงตาเป็นประกาย ท่าทีเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
"ฉัตร! ใช่แล้ว... ในที่สุดฉันก็จำได้!" ทิวารินโพล่งขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง "เขาคือเพื่อนสมัยเด็กของฉันเอง! หมอนั่นเคยมาวิ่งเล่นที่บ้านฉันบ่อย ๆ แต่พอโตขึ้นและเข้าโรงเรียนเราก็แยกย้ายกันไป เลยไม่ได้เจอกันอีกเลย"
รัตติกาลหรี่ตาลง พยายามเพ่งมองร่องรอยของมนตราหรือความผิดปกติรอบตัวทิวาริน แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติหรือร่องรอยของการถูกแทรกแซงใด ๆ เธอจึงได้แต่กลืนความหวาดระแวงก้อนใหญ่ลงคอไปเงียบ ๆ
"ถ้างั้น... เธอก็มีเพื่อนสมัยเด็กเป็นผู้วิเศษมาตลอดเลยสิ" รัตติกาลเปรยขึ้นเรียบ ๆ
ประโยคนั้นทำเอาทิวารินเบิกตาโพลงราวกับเพิ่งตระหนักได้ ‘จริงด้วยสิ!’ แม้จะฟันธงไม่ได้ว่าฉัตรเป็นผู้วิเศษมาตั้งแต่แรกหรือเพิ่งมาปลุกพลังได้ทีหลังเช่นเดียวกับเธอ แต่เรื่องนี้ก็ทำเอาหัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น หรือว่าแท้จริงแล้ว... ในโลกใบเดิมที่เธอเคยคิดว่าแสนธรรมดา อาจจะมีผู้วิเศษแฝงกายอยู่รอบตัวเธอมาตลอดกันนะ?
เมื่อรัตติกาลเอ่ยปากถามว่าจะตามไปทักทายเพื่อนเก่าให้หายคิดถึงไหม ทิวารินกลับส่ายหน้าหวือ เป้าหมายของเธอชัดเจนกว่าการรำลึกความหลัง เธอเลือกที่จะลากแขนรัตติกาลไปทัวร์ตลาดมืดต่อ เพื่อสานต่อโปรเจกต์ ‘เส้นทางเศรษฐี’ โดยการใช้ตาทิพย์สแกนหาแรร์ไอเทมราคาถูกมารีเซลล์เพื่อทำกำไร
"ฉันไม่รู้นะว่าเธอกับหมอนั่นสนิทกันแค่ไหน" รัตติกาลเอ่ยเตือนขณะเดินตาม ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและจริงจังกว่าทุกครั้ง "แต่ดูจากรูปการณ์แล้วพวกนั้นน่าจะเป็นเด็กฝึกงานที่กระทรวงแพทยาคมส่งมา... เพราะงั้นจากนี้ไป ระวังเรื่องการวางตัวให้ดีล่ะ"
‘แปลกหน้า... มากันสองคน... มาจากเมืองหลวง...’
ทิวารินประมวลผลข้อมูลตามที่ทักกี้เคยเตือนไว้แล้วก็อดเห็นด้วยไม่ได้ ทว่าน้ำเสียงดุ ๆ ราวกับผู้ปกครองสั่งสอนเด็กของรัตติกาลนั้น ทำเอาเธอเกิดรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมา หญิงสาวจึงทำปากยื่น สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้านำออกไป ทั้งที่เธอเองก็ไม่ได้รู้แผนผังเส้นทางในตลาดเลยสักนิด รัตติกาลได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะสาวเท้าก้าวตามยัยเด็กดื้อไปติด ๆ
ครู่ใหญ่ผ่านไป... หลังจากสวมวิญญาณนักช้อปตาเหยี่ยว เดินกวาดสายตามาแล้วหลายสิบแผงลอย ทิวารินก็คว้า ‘ของดี’ มาได้สองชิ้น
ชิ้นแรกคือ เหรียญโลหะโบราณ ที่สนิมเขรอะจนมองไม่เห็นลวดลาย ในราคา 2 เหรียญเงินวิญญาณ และชิ้นที่สองคือ แผ่นหนังสกปรก ๆ ที่มีทั้งรอยไหม้เกรียมและเชื้อราขึ้นด่างดวง ในราคา 1 เหรียญเงิน... โดยที่นายทุนผู้ควักกระเป๋าจ่ายทั้งหมดคือ รัตติกาล
ยัยหน้าย่นมองเศษขยะในมือทิวารินด้วยสายตาว่างเปล่า เธอมีเหรียญเงินติดตัวมาไม่มากนัก จึงตั้งความหวังกับธุรกิจนี้ไว้ค่อนข้างสูง แต่พอเห็นสภาพของสองชิ้นที่ทิวารินเลือกมา ก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นใจขึ้นมานิด ๆ เธอยังคงเชื่อมั่นในพลังของ ‘ตาทิพย์ขั้น 3’ เพียงแต่ทิวารินเพิ่งเข้าสู่โลกผู้วิเศษได้ไม่นาน ความรู้เรื่องไอเทมแทบจะเป็นศูนย์... แล้วแม่คุณเอาเกณฑ์อะไรมาตัดสินว่านี่คือของดี?
ทิวารินยิ้มกริ่มเมื่อเห็นแววตาเคลือบแคลงของคู่หู เธอจึงเริ่มอธิบายอย่างฉะฉาน
"ฟังนะรัตตี้... ตาทิพย์ขั้น 1 จะเห็นแค่ออร่าพลังวิญญาณสีเดียวใช่ไหม และขั้น 2 จะเห็นว่าภายในสีเดียวนั้นจะแยกออกเป็นหลาย ๆ สี"
รัตติกาลพยักหน้า ข้อนี้เธอเข้าใจดีเพราะตัวเองก็เพิ่งทะลวงผ่านตาทิพย์ขั้น 2 มาหมาด ๆ
"แต่พอถึงขั้น 3..." ทิวารินเว้นจังหวะ ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า "เราจะมองเห็นลึกลงไปถึงโครงสร้างภายใน ออร่าหลากสีพวกนั้นจะจับตัวเป็นเส้นสาย และหมุนวนต่อเนื่องเป็น ‘วังวน’ อย่างสมบูรณ์! ไอเทมสองชิ้นนี้ที่ฉันเลือกมา มันมีกลุ่มก้อนสีสันอัดแน่น และวังวนภายในก็หมุนเวียนอย่างลื่นไหลไม่มีสะดุดเลยล่ะ!"
หญิงสาวอธิบายต่อว่า ภาพวังวนพลังงานที่เธอเห็นจากเศษขยะสองชิ้นนี้ มันมีความสมบูรณ์แบบเทียบเท่ากับที่เธอเคยเห็นจาก ‘หอกนาคาเขียว’ ของเด็กหนุ่มเผ่าเขี้ยวพิษไม่มีผิดเพี้ยน! ในขณะที่ไอเทมชิ้นอื่น ๆ ตามแผงทั่วไป มักจะมีเส้นสายที่ขาดตอน หรือแย่กว่านั้นคือมีจุดบอดสีเทาดำ ซึ่งหมายถึงพลังวิญญาณในวัตถุนั้นตายหรือเสื่อมสภาพไปแล้ว
รัตติกาลเบิกตากว้าง สมองประมวลผลตัวเลขอย่างรวดเร็ว "หอกนั่น... น่าจะเป็นอาวุธวิญญาณระดับ 4 เลยนะ ราคาประเมินขั้นต่ำก็ราว ๆ 1 เหรียญทอง..."
พริบตานั้น รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของรัตติกาล หากการประเมินของทิวารินถูกต้อง เท่ากับว่าพวกเธอลงทุนไปแค่ 3 เหรียญเงิน แต่ได้ไอเทมที่อาจทำกำไรทะลุ 2 เหรียญทองกลับมา... มูลค่ามันพุ่งพรวดเกือบสิบเท่า!
เมื่อถูกความโลภครอบงำจนพลุ่งพล่าน รัตติกาลก็ไม่รอช้า รีบกึ่งลากกึ่งจูงทิวารินให้สแกนหาสมบัติล้ำค่าตามแผงลอยที่เหลือทันที ทว่าโชคดูเหมือนจะไม่เข้าข้างไปมากกว่านั้น เพราะเดินจนขาลากก็ไม่พบของดี ๆ อีกเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
จนกระทั่งมาถึงแผงลอยซอมซ่อร้านสุดท้ายที่ตั้งหลบมุมอยู่ท้ายตลาด บรรยากาศเงียบเหงาจนแทบไม่มีลูกค้าเฉียดกรายเข้ามา พ่อค้าเป็นชายชราผอมเกร็งจนหนังหุ้มกระดูก จมูกงุ้มโต และมีเขาสองข้างโค้งงอ เขาดูคล้ายกับวัวขี้โรคที่ใกล้สิ้นอายุขัยเต็มทน
สายตาของทิวารินสะดุดกึกเข้ากับ เศษโลหะสีเงินชิ้นหนึ่ง มันมีรูปทรงเป็นเหลี่ยมสัน ทว่าพื้นผิวแตกร้าวอย่างหนักจนจินตนาการไม่ออกว่าเคยเป็นรูปทรงของสิ่งใดมาก่อน แม้แต่พ่อค้าวัวขี้โรคเองก็ส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้ที่มาที่ไป แต่กลับตั้งราคาขูดเลือดขูดเนื้อไว้สูงถึง 8 เหรียญเงิน! ซึ่งนั่นคือเงินก้อนสุดท้ายในกระเป๋าของรัตติกาลพอดี
แน่นอนว่ารัตติกาลปฏิเสธเสียงแข็ง เตรียมจะสะบัดก้นเดินหนี ทว่าทิวารินกลับเขย่งเท้าขึ้นมากระซิบข้างหูคู่หูเบา ๆ ว่า
"เศษโลหะนี่... ออร่ามันดูคล้ายกับ ‘ปู่กระบองมหากัณฑ์’ ของเธอเลยนะ"
เมื่อใช้เหตุผลเริ่มไม่เป็นผล ทิวารินจึงงัดไม้ตาย สองมือเรียวคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของรัตติกาล ออกแรงเขย่าเบา ๆ ช้อนตากลมโตขึ้นมองพร้อมกะพริบตาปริบ ๆ เลียนแบบท่าทางลูกแมวอ้อนขออาหาร ดูแล้วน่าเอ็นดูประหนึ่งถูกสะกดจิตให้ยอมจำนนตกเป็นทาส... ทำเอาปราการน้ำแข็งของรัตติกาลพังทลายลงในพริบตา
สุดท้าย รัตตี้ผู้เย็นชาก็ต้องจำยอมควักเงินก้อนสุดท้ายจ่ายไปจนกระเป๋าแบนแต๊ดแต๋
"เธอให้ฉันซื้อเศษเหล็กสนิมเขรอะ ในราคาแปดเหรียญเงิน... เพียงเพราะว่ามันคล้ายกับเศษเหล็กอีกชิ้นของฉันเนี่ยนะ... จะบ้าตาย" รัตติกาลบ่นอุบอิบ ทว่าถึงปากจะบ่น แต่ใบหน้าก็ยังเปื้อนรอยยิ้มบาง ๆ ตลอดทางที่เดินไปกับทิวาริน
ยามเย็น ณ โรงแรม ‘นอนนับดาว’
ภายในห้องพักที่เงียบสงัด ฉัตรนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ปล่อยให้ความมืดสลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาในห้อง นัยน์ตาคมกริบของเขาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ในหัวมีแต่คำถามตีวนซ้ำไปซ้ำมา...
ทำไมทิวารินถึงจำเขาไม่ได้? ทั้งที่ใบหน้าและรอยยิ้มของเธอในวัยเด็กยังคงสลักแน่นอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างแจ่มชัดมาตลอดแท้ ๆ
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูทำลายความเงียบลง ก่อนที่บานประตูไม้จะถูกผลักออก อิงอรในชุดไปรเวตสบาย ๆ ก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยท่วงท่าสง่างาม
"ฉัตรคะ ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว เราลงไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันเถอะค่ะ" เธอเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้มหวานประดับใบหน้า
"ฉันยังไม่หิว เธอลงไปกินก่อนเถอะ" ชายหนุ่มตอบปฏิเสธเสียงเรียบ โดยไม่ได้หันไปมองหน้าคู่สนทนาแม้แต่น้อย
อิงอรไม่สะทกสะท้านกับท่าทีเย็นชานั้น เธอเดินสืบเท้าเข้ามาใกล้ ก่อนจะวางมือเรียวขาวนวลลงบนลาดไหล่กว้างของชายหนุ่ม ออกแรงบีบเบา ๆ อย่างมีจริต
"อย่าลืม ‘คำสั่ง’ ของท่านเจ้ากรมสิคะ" น้ำเสียงของอิงอรลดระดับลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบที่แฝงความนัย "ถ้าฉัตรยังคาใจเรื่องยัยเด็กบ้านนอกสองคนนั้น... รอให้งานประมูลพรุ่งนี้จบลงก่อน แล้วเราค่อยตามหาพวกหล่อนอีกทีก็ยังไม่สาย อิงอรสัญญาว่าจะช่วยฉัตรหาพวกเธอเอง... แต่ตอนนี้ เราต้องดูแลตัวเองให้พร้อม กินให้อิ่ม นอนหลับให้สนิท จะได้พร้อมสำหรับ ‘ภารกิจสำคัญ’ ในวันพรุ่งนี้ยังไงล่ะคะ"
เมื่อถูกตอกย้ำถึงภารกิจพิเศษอันเป็นคำสั่งลับจากท่านเจ้ากรม แววตาสับสนของฉัตรก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว ชายหนุ่มพรูลมหายใจออกมายืดยาวเพื่อระบายความอึดอัด ก่อนจะดันตัวเองลุกขึ้นในที่สุด