ลำนำย่ำราตรี (ภาคปฐมบทสู่โลกผู้วิเศษ) | ตอนที่ 1-30

ตอนที่ 30: ตอนที่ 29 : แม่ทัพสวรรค์ ปะทะ ราชันอสูร

👁️ 13 อ่าน
22px

ตอนที่ 29 : แม่ทัพสวรรค์ ปะทะ ราชันอสูร

บนดาดฟ้าของตึกใต้ศาล วงเวทจตุมหาราชิกา เปล่งแสงเรืองรองเจิดจรัส กระแสพลังวิญญาณอันมหาศาลจากทิศบูรพา ปัจฉิม และทักษิณ หลั่งไหลตามแนวเส้นวงเวทเข้าสู่แท่นหินอุดรทิศ อันเป็นตำแหน่งที่รัตติกาลและทิวารินยืนอยู่

ร่างของรัตติกาลเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกโพลงไร้แวว แสงสีแดงฉานสาดส่องพวยพุ่งออกจากดวงตาและปากของเธอ พริบตานั้น เงาดำทะมึนเบื้องหลังเด็กสาวก็ปรากฏขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ ก่อตัวเป็นเงาร่างของ ‘ยักษา’ สีแดงตระหง่าน ร่างนั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนครอบคลุมเหนือตึกใต้ศาล และดูเหมือนจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุด!

ทิวารินเบิกตากว้าง เธอจำได้ในทันที! รูปลักษณ์อันน่าเกรงขามนี้ คือสิ่งเดียวกับเทวรูปยักษ์ที่เธอเคยพบเจอเมื่อครั้งที่ดำดิ่งเข้าไปในห้วงวิญญาณของรัตติกาล... ราชันแห่งอุดรทิศ นายใหญ่แห่งจตุมหาราชิกา... ท้าวเวสสุวรรณ!

ร่างของรัตติกาลยังคงสั่นสะท้านอย่างหนัก ทิวารินที่หัวใจเต้นระรัวด้วยความเป็นห่วง กระชับมือที่กุมไว้แน่นขึ้น กัดฟันถ่ายเทพลังวิญญาณอนันต์ของตนเข้าไปในร่างของรัตติกาลอย่างต่อเนื่อง สภาพของสามลุงที่ยืนประจำแท่นของตนเองในทิศอื่นต่างก็หน้าซีดเผือดและหลับตาแน่นเพื่อรักษาสมาธิ ณ วินาทีนี้ จึงมีเพียงทิวารินคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงมีสติรับรู้เรื่องราวทั้งหมดอย่างสมบูรณ์

เงาร่างยักษาสีแดงขยายใหญ่จนกลายเป็นร่างเต็มตัว สูงตระหง่านยืนคร่อมเหนือตึกใต้ศาล มวลพลังงานควบแน่นจนชัดเจนราวกับมีเลือดเนื้อและชีวิตจริง ๆ ทันใดนั้น ไม้เบสบอลสีดำขลับที่รัตติกาลพกติดตัว พลันหลุดลอยหมุนควงออกจากมือของเธอ มันขยายขนาดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับกลายสภาพเป็น ‘กระบองมหากัณฑ์’ ศาสตราเทพที่มีลวดลายดอกบัวประดับฐานและอักขระอุณาโลมสีทองส่องประกายศักดิ์สิทธิ์เรืองรอง แม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็ทรงพลังอย่างยิ่ง กระบองยักษ์พุ่งหวือเข้าสู่อุ้งมือของยักษาร่างสีแดงฉานอย่างเหมาะเจาะ

ท้าวเวสสุวรรณคำรามลั่นกึกก้องฟ้า ราวกับจะประกาศคำท้าทายไปยังแม่ทัพสวรรค์ที่กำลังเงื้อหอกอยู่เบื้องบน!

เบื้องบนท้องฟ้าราตรี ร่างสีทองของพระขันทกุมารแสยะยิ้มกว้าง แววตาเปี่ยมด้วยอำนาจ ทรงเงื้อพระหัตถ์ขว้าง ‘หอกศักติ’ ที่อาบไล้ด้วยสายฟ้าสีทองลงมาอย่างสุดแรง ในขณะเดียวกัน ร่างยักษาของท้าวเวสสุวรรณก็ตวัดเงื้อกระบองมหากัณฑ์ขึ้นรอรับการปะทะ!

เสียงหอกยาวแหวกอากาศดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น กระบองมหากัณฑ์ในมือของราชันอสูรถูกยกขึ้นมาขวางการโจมตีเอาไว้ได้ทันท่วงที

ตูมมม!!!

คลื่นพลังจากการปะทะกันของสองศาสตราเทพ ระเบิดออกเป็นวงกว้าง แรงอัดอากาศกระแทกทำลายล้างทุกสิ่งในรัศมีให้ราบเป็นหน้ากลอง! อิงอรกับฉัตรที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายนอกตึกใต้ศาล ถูกแรงปะทะกระแทกจนร่างปลิวละลิ่ว กระเด็นลอยออกไปคนละทิศละทาง

ณ ซากปรักหักพังอันเคยเป็นโรงประมูลของเสี่ยช้าง

“ระ... รับไว้ได้?!”

จอมเวทปริศนาถึงกับหน้าถอดสีภายใต้หน้ากาก เมื่อมันสัมผัสได้ว่าร่างจำแลงของท้าวเวสสุวรรณที่เกิดจากวงเวท สามารถตั้งรับหอกศักติของพระขันทกุมารเอาไว้ได้ นี่คือเครื่องยืนยันชั้นดีว่า สิ่งที่แด๊ดดี้พูดไว้ก่อนหน้านี้คือความจริงทุกประการ... ชายร่างยักษ์ตรงหน้าไม่ใช่ราชันแห่งอุดรทิศตัวจริง และพวกมันกำลังจะพลาดท่า!

“ฮ่า ๆ ๆ! พวกแกคิดว่า ‘ใต้ศาล’ ของพวกเราเคี้ยวง่ายนักเหรอวะ!” แด๊ดดี้เอามือเสยผม พร้อมกับแสยะยิ้มหัวเราะออกมาอย่างสะใจ

ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่หอกศักติและกระบองมหากัณฑ์ยังคงคานพลังกันอย่างดุเดือด บนดาดฟ้าตึกใต้ศาล กลับมีเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ

“แหม แหม แหม… ก็ไม่อยากจะทำให้สหายเก่าต้องเสียหน้ากันหรอกนะ แต่ขืนปล่อยให้จบลงแบบนี้ ทางฉันเองก็จะแย่เอาเหมือนกัน”

เสียงหวานใสแต่แฝงความเยือกเย็นดังขึ้น ทิวารินซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงมีสติ พยายามหันไปมองตามทิศทางของเสียง ทว่าจังหวะนั้นเอง คำพูดสั้น ๆ เพียงคำเดียวก็หลุดออกจากริมฝีปากของอีกฝ่าย

“ปิดผนึก”

วูบ!

ทิวารินรู้สึกเหมือนสวิตช์ในหัวถูกสับลง สติสัมปชัญญะของเธอดับวูบเลือนรางลงในทันทีที่ได้ยินถ้อยคำนั้น ทว่าก่อนที่ดวงตาของเธอจะปิดสนิท ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือใบหน้าของเจ้าของเสียง... เธอคือเด็กสาวจากแพทยาคมที่เดินทางมาพร้อมกับฉัตร... อิงอร!

เมื่อห้วงวิญญาณอนันต์ของทิวารินถูกตัดขาด ร่างยักษาสีแดงเบื้องบนก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง ความเสถียรของวงเวทพังทลายลงทันที!

หอกศักติที่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้าง จึงทะลวงผ่านกระบองมหากัณฑ์ที่ไร้แรงต้าน พุ่งเจาะทะลุร่างยักษ์จนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ก่อนจะพุ่งดิ่งลงมากระแทกเข้ากับผืนดินเบื้องล่างอย่างจัง!

ครืนนนน!!!

โลกทั้งใบสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหวครั้งประวัติศาสตร์ พลังของหอกฉีกกระชากผืนดินให้ปริแตกเป็นรอยแผลลึกยาว เผยให้เห็นทิวทัศน์แปลกตาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง... บัดนี้ ‘ผนึกรอยพับ’ ได้ถูกฉีกกระชากทะลวงลงแล้ว!

ผลจากการแตกพ่ายในครั้งนี้ ทำให้รัตติกาล รุต อัส และทักกี้ กระอักเลือดคำโตพุ่งออกจากปาก ก่อนที่ร่างของพวกเขาทั้งสี่จะทรุดฮวบ ฟุบลงกับพื้นดาดฟ้าราวกับใบไม้ร่วง

“เ ม ข ล า !!!”

แด๊ดดี้ที่สัมผัสได้ถึงการล่มสลายของวงเวทและกลิ่นอายที่คุ้นเคย แผดเสียงคำรามลั่นออกมาด้วยความโกรธาถึงขีดสุด โทสะเดือดพล่านกระตุ้นให้ร่างของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงราวกับดวงอาทิตย์ ร่างกายขยายใหญ่กำยำยิ่งกว่าเดิม กล้ามเนื้อปูดโปนจนโซ่ผนึกเทพแทบจะปริแตก กระดูกบนศีรษะงอกทะลุผิวหนังออกมากลายเป็นเขาอสูร!

“อ๊ากกกก!” เขาคำรามลั่นอย่างบ้าคลั่ง

จอมเวทปริศนาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมรณะที่พุ่งทะลุขีดจำกัด มันตัดสินใจหันหลังเตรียมหลบหนีทันที ทว่าช้าไปเสียแล้ว! ร่างสีแดงเพลิงพุ่งพรวดเข้าประชิด จับกุมตัวมันไว้ด้วยความเร็วและพละกำลังที่ไม่อาจต่อต้านได้ และก่อนที่จอมเวทจะได้เอ่ยคำร้องขอชีวิตใด ๆ... ร่างของมันก็ถูกมือเปล่าของแด๊ดดี้ ‘ฉีกกระชาก’ ออกเป็นสองซีก เลือดและเครื่องในสาดกระจายอย่างน่าสยดสยอง!

บนดาดฟ้าใต้ศาล อิงอรยืนนิ่ง แววตาของเธอเปล่งแสงสีฟ้าเรืองรอง เธอหันไปมองทิศทางของโรงประมูลชั่วครู่ ก่อนจะกวาดสายตามองร่างของ ทักกี้ รุต อัส และรัตติกาลที่นอนจมกองเลือด สายตาของเธอไปหยุดลงที่ทิวารินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ดูทั้งอบอุ่นและเศร้าหมองในเวลาเดียวกัน

เธอยกมือขึ้นดีดนิ้วเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยว่า

“ปลดผนึก”

สิ้นคำ ร่างของอิงอรก็กระโดดทิ้งตัวลงจากดาดฟ้า และกลืนหายไปในความมืดมิด

ทิวารินค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง สติที่ค่อย ๆ ฟื้นคืนมาทำให้เธอเริ่มเห็นภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้น บรรดาสามลุงนอนฟุบไร้สติจมกองเลือด และเมื่อเธอเลื่อนสายตามามองร่างที่อยู่ข้างกาย หัวใจของเธอก็ร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม...

รัตติกาลนอนแน่นิ่ง ลมหายใจรวยรินจนแทบขาดห้วง ดวงตาที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและชีวิตชีวา บัดนี้กำลังค่อย ๆ หม่นแสงลงเรื่อย ๆ คล้ายตะเกียงที่ใกล้ดับ

“ไม่นะ... ไม่! ไม่! ไม่! รัตตี้! เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนี้?!”

ทิวารินปราดเข้าไปประคองร่างนั้น พยายามเขย่าตัวคนตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง หวังเพียงว่ารัตติกาลจะลืมตาขึ้นมาทำหน้าดุใส่เธอเหมือนอย่างเคย “รัตตี้! ยัยหน้าย่น! ลืมตาขึ้นมาสิ! ฟื้นขึ้นมาสิ!”

ทว่าเสียงตะโกนของเธอกลับไร้ผล เลือดสีเข้มกระอักออกจากปากและจมูกของรัตติกาลอีกระลอก ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะปิดสนิทลง... ร่างของเด็กสาวกระตุกเฮือกสุดท้าย ก่อนจะทิ้งน้ำหนักลงในอ้อมกอดของทิวาริน แน่นิ่งและไร้ซึ่งสัญญาณชีพใด ๆ

“ระ… รัตตี้”
ไร้สัญญาณตอบกลับใดๆ
“...รัตตี้! ”
เงียบ 

ทิวารินจ้องมองร่างไร้ลมหายใจในอ้อมแขนด้วยดวงตาเบิกโพลง ร่างกายของเธอชาหนึบ ไร้ซึ่งคำพูดใดหลุดออกจากปาก ไร้ซึ่งเสียงสะอื้น และไร้ซึ่งหยาดน้ำตา

ทันใดนั้น ราวกับเวลาบนโลกหยุดหมุน แผ่นดินสั่นครืนเบา ๆ ไอวิญญาณในบรรยากาศที่เคยลอยเคว้งคว้าง กลับถูกชักนำด้วยแรงดึงดูดมหาศาล พวกมันค่อย ๆ ไหลเอื่อย ๆ มารวมกันประหนึ่งสายน้ำที่กำลังไหลไปสู่มหาสมุทร พลังวิญญาณถูกสูบดึงออกจากสรรพชีวิตรอบบริเวณ แม้กระทั่งพืชพรรณ ต้นไม้ หรือดอกหญ้า ก็ค่อย ๆ เหี่ยวแห้งลง!

สายนทีแห่งวิญญาณเชี่ยวกรากขึ้นเรื่อย ๆ และปลายทางของพวกมันคือร่างของทิวาริน!

ทว่าเด็กสาวกลับไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เธอไม่สนใจสรรพสิ่งรอบกาย สองมือยังคงตระกองกอดร่างที่ค่อย ๆ เย็นลงของรัตติกาลเอาไว้แน่น ในขณะที่ระดับพลังวิญญาณในตัวเธอกำลังทะลวงขีดจำกัดขึ้นอย่างก้าวกระโดด!

ผู้วิเศษสายวิญญาณขั้น 2 สู่ ขั้น 3 ระดับต้น... ขั้น 3 ระดับกลาง... ขั้น 3 ระดับสูงสุด... และทะลวงเข้าสู่... ขั้น 4 ระดับต้น!

ท่ามกลางความเงียบงันและความแตกร้าวในจิตใจ ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงแหลมเล็กน่ารักก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของเธอ

“ถึงฉันจะเคยบอกเอาไว้ว่า ให้เธอทะลวงถึงขั้น 4 แล้วค่อยกลับมาเจอกันก็เถอะ… แต่แบบนี้มันออกจะโกงไปหน่อยนะ”

วูบ!

จิตของทิวารินถูกดึงกระชากกะทันหัน เธอพบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในห้วงวิญญาณที่ขาวโพลนไร้ที่สิ้นสุด และเบื้องหน้าของเธอคือ ทารกน้อยอ้วนจ้ำม่ำ ที่ยังคงถูกพันธนาการไว้ด้วยสายโซ่สีดำสนิทและแผ่นยันต์รุงรัง

ทิวารินยังคงยืนนิ่งเงียบ แววตาว่างเปล่า แม้ภาพตรงหน้าจะชวนให้ประหลาดใจ แต่เธอกลับไม่ใส่ใจมันเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกเดียวที่อัดแน่นอยู่ในอกตอนนี้ คือความปรารถนาที่จะ ‘ลบ’ ทุกสิ่งทุกอย่างทิ้งไปให้หมด... เพราะความจริงที่ต้องเผชิญ มันเจ็บปวดเกินกว่าที่หัวใจของเธอจะรับไหว

ทารกน้อยลอยตัววนรอบ ๆ ร่างที่หมดอาลัยตายอยากของเด็กสาว ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ

“อืมมม... คราวนี้เป็น ‘เคราะห์รัก’ สินะ... คนคนนั้น… ช่างไม่ปรานีกันเลยจริง ๆ”

ทารกเผยแววตาเศร้าสร้อย พร้อมกับถอนหายใจยาวอย่างผิดวิสัยของเด็ก ก่อนจะลอยกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าทิวาริน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เอาล่ะ! ปลดโซ่นี่ให้ฉันซะ... แล้วฉันจะบอกวิธี ‘ช่วยชีวิต’ เธอคนนั้นให้เอง”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!