ลำนำย่ำราตรี
ตอนที่ 16 : แว่นแก้ววิเศษ
ครืนนนน!
แรงสั่นสะเทือนรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วทั้งอาคารใต้ศาล รุต ที่กำลังวิ่งหน้าตั้งมาตามโถงทางเดินเกือบจะเบรกไม่อยู่จนเกือบชนเข้ากับร่างสูงโปร่งของ อัส ที่สวนมาพอดี ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะออกตัวพุ่งตรงไปยังทิศทางของคลังอาวุธอย่างรู้ใจกันทันที
“เวรเอ๊ย! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย บอสก็ดันไม่อยู่ด้วยสิ!” รุตสบถบ่นอย่างหัวเสียขณะสับฝีเท้าไม่คิดชีวิต ในขณะที่อัสเอาแต่เงียบขรึม ทว่าภายในใจของเขากลับมีลางสังหรณ์รุนแรงเตือนว่า เหตุการณ์วิปลาสทั้งหมดนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับทิวารินอย่างไม่ต้องสงสัย
บริเวณหน้าประตูคลังอาวุธ รัตติกาล ยืนหน้าซีดเผือดด้วยความตกตะลึงสุดขีด ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยเผชิญกับเหตุการณ์ที่พลังวิญญาณปะทุรุนแรงจนสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหวเช่นนี้มาก่อน หญิงสาวทำอะไรไม่ถูก ใจหนึ่งอยากจะพุ่งพรวดเข้าไปดูให้เห็นกับตา แต่อีกใจก็หวาดกลัวว่าพลังวิญญาณของตนจะเข้าไปปนเปื้อนและทำลายพิธีกรรมการเลือกอาวุธของทิวารินจนพังพินาศ
‘สั่นพ้องบ้าอะไรกัน... นี่มันแผ่นดินไหวชัด ๆ!’
รัตติกาลตั้งคำถามกับตัวเองในใจด้วยความสับสน หากนี่คืออาการสั่นพ้องของอาวุธจริง ๆ มันก็ดูจะเว่อร์วังเกินสามัญสำนึกไปมาก เธอยังอดไม่ได้ที่จะนำไปเปรียบเทียบกับกรณีของตัวเอง... ตอนที่เธอเข้ารับการทดสอบ ซึ่งครั้งนั้นมีเพียงไม้เบสบอลสีดำสั่นพ้องตอบรับเธอเพียงแค่อันเดียวเท่านั้น หากเทียบกับกรณีของทิวารินในคราวนี้ เธอถึงกับรู้สึกพ่ายแพ้หมดรูปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ตรงกันข้ามกับ ทักกี้ ตามปกติแล้วในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ มนุษย์ลุงจอมโวยวายอย่างเขาควรจะลุกลี้ลุกลนที่สุด ทว่าบัดนี้เขากลับยืนนิ่งสงบ สองมือกอดอกแน่น และที่น่าขนลุกคือ... เขากำลังแสยะยิ้มกว้างด้วยใบหน้าและท่าทางที่ดูโรคจิตพิลึก ราวกับว่าเขาคาดการณ์ล่วงหน้าเอาไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์เหนือความคาดหมายแบบนี้ขึ้น
“โคตรจะ... อีปิค” ทักกี้พึมพำลอดไรฟัน ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์
ตัดกลับมาทางด้านของ ทิวาริน ที่อยู่ภายในคลังอาวุธ
เวลานี้เด็กสาวกำลังเผชิญกับความอึดอัดขั้นสุด เสียงโลหะและอาวุธนับร้อยนับพันชิ้นสั่นกระทบกันดังก้องกังวานจนแสบแก้วหู เธอพยายามยกมือขึ้นอุดหูทั้งสองข้างอย่างสุดกำลังแต่ก็ไม่เป็นผล เสียงอึกทึกยังคงทะลวงผ่านโสตประสาทเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง คำถามผุดขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ในสถานการณ์วุ่นวายบ้าบอแบบนี้ เธอจะไปมีสมาธิเลือกอาวุธได้อย่างไร!
เมื่อความอดทนขาดสะบั้น ทิวารินก็ระเบิดอารมณ์กรีดร้องออกมาสุดเสียง
“โอ๊ย! เงียบหน่อยโว้ย!! หูจะแตกอยู่แล้วเนี่ย!!”
กึก!
พลันทุกสรรพสิ่งภายในห้องก็เงียบสนิทลงราวกับถูกดึงปลั๊กปิดสวิตช์ คราแรกทิวารินแอบสูดลมหายใจ รู้สึกสะใจและสัมผัสได้ถึงชัยชนะเล็ก ๆ ที่สามารถปราบพยศพวกอาวุธได้ ทว่าเพียงอึดใจเดียว เธอกลับพบว่าความเงียบสงัดนี้มันผิดปกติเกินไป... มันเงียบงันจนน่าขนลุก เงียบเสียจนเธอไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงจังหวะหัวใจหรือเสียงสูดลมหายใจของตัวเอง บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวกับห้วงเวลาถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่ง
ทันใดนั้นเอง กระแสเสียงหวานใสทว่าปนเปื้อนความเศร้าสร้อยก็แว่วเข้ามากระทบโสตประสาท...
“อยากปล่อยใจ... ให้จมไปกับความฝัน…”
ทิวารินสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปยังทิศทางต้นเสียงทันที ทว่าเธอมองเห็นเพียง ‘เงาสีขาว’ พาดผ่านหางตาไปเพียงแวบเดียวก่อนจะเลือนหายไปในความมืด แล้วเสียงเดิมก็พลันดังก้องขึ้นมาจากอีกทิศทางหนึ่ง
“อยากลืมวัน... เวลาที่ใครทำให้เจ็บช้ำ…”
ทิวารินพยายามกวาดสายตามองตามอย่างตื่นตระหนก แต่ก็เห็นเพียงเงาสีขาววูบไหวแวบเดียวเช่นเคย
“ปล่อยทุกสิ่งทิ้งไป... ปล่อยให้ลอยลับไปกับขอบฟ้า...”
คราวนี้ทิวารินจับจังหวะได้ทัน เธอหันไปเพ่งมองจนเห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน... มันคือเงาร่างของสตรีปริศนาผู้หนึ่ง สวมเสื้อคลุมยาวสีขาวสะอาดตาพร้อมกับดึงฮู้ดขึ้นมาปิดบังใบหน้ามิดชิด
“อ๊ะ! เจอแล้ว” เงาร่างนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใส ร่างนั้นเขย่งปลายเท้า พยายามเอื้อมมือไปหยิบบางสิ่งบางอย่างที่วางอยู่บนชั้นเหล็กซึ่งสูงเกินกว่าส่วนสูงของเธอ ครู่ต่อมาเมื่อพบว่าทำอย่างไรก็เอื้อมไม่ถึง เธอก็ถึงกับบ่นอุบอิบออกมา “โธ่! ยิ่งรีบ ๆ อยู่”
เธอมองซ้ายมองขวา ก่อนจะหันไปเข็นลังไม้เก่า ๆ ที่วางอยู่ข้างมาใช้เป็นฐาน เหยียบปีนขึ้นไปอย่างทุลักทุเล ก่อนจะออกแรงดึงเอา ‘กล่องไม้สีดำ’ ใบหนึ่งออกมาจากชั้นวางได้สำเร็จ
“ถ้าเพียงตอนนั้นฉันมีแกอยู่...” หญิงสาวในชุดฮู้ดขาวจ้องมองกล่องไม้ในมือพลางพึมพำเสียงแผ่ว โดยไม่ได้ให้ความสนใจทิวารินที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
ทิวารินเริ่มรู้สึกขัดใจและมีน้ำโห เธอไม่รู้ว่าผู้หญิงแปลกประหลาดคนนี้เป็นใคร เข้ามาได้อย่างไร และกำลังทำบ้าอะไรอยู่ เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจจะเดินสืบเท้าเข้าไปถามให้รู้เรื่องรู้ราว
ทว่าพริบตาเดียว! ร่างในชุดขาวกลับอันตรธานหายวับไปจากสายตา และมาปรากฏตัวโผล่อยู่ที่ด้านหลังของเธอในระยะประชิด ชนิดที่แผ่นหลังสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบ พร้อมกับริมฝีปากที่ยื่นเข้ามากระซิบแผ่วเบาที่ข้างใบหู
“รับเจ้านี่ไปเถอะ…” เธอเว้นช่วง “หวังว่าเธอจะไม่ต้องเจ็บปวดแบบเดียวกับฉันนะ”
ทิวารินเบิกตากว้าง พยายามจะเอี้ยวคอหันกลับไปมองใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดนั้น ทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อราวกับถูกมนตร์สะกดตรึงร่างไว้ให้แน่นิ่งไม่อาจขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้ว
สัมผัสของ ‘กล่องไม้สี่เหลี่ยมทรงแบน’ ถูกสอดเข้ามาใต้ซอกแขนของเธออย่างแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงกลไกบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นมา
คลิก... คลิก...
มันดังก้องเป็นจังหวะเนิบนาบราวกับเสียงเข็มวินาทีในนาฬิกาโบราณ เงาร่างด้านหลังถอนหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนจะฝากประโยคสุดท้ายที่แสนจะคลุมเครือทิ้งท้ายไว้
“ถ้านกเพนกวินฝืนที่จะโบยบินให้ได้... ก็คงมีราคาที่ต้องจ่ายล่ะนะ”
สิ้นประโยคนั้น ความรู้สึกอึดอัดราวกับเวลาหยุดนิ่งก็มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง!
“แฮ่ก... แฮ่ก...” ทิวารินทรุดฮวบทิ้งตัวลงไปกองกับพื้น หอบหายใจโกยอากาศเข้าปอดอย่างตะกละตะกลาม เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มใบหน้า ณ เวลานี้คลังอาวุธไม่ได้สั่นไหวอีกต่อไปแล้ว บรรดาอาวุธรอบกายล้วนนิ่งสนิทราวกับเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ชีวิต
ตึก!
กล่องไม้สีดำเก่าคร่ำคร่าร่วงหล่นจากซอกแขนลงมากระแทกพื้นตรงหน้าเธอ บนฝากล่องปรากฏ ‘สัญลักษณ์รูปดวงตา’ ที่เลือนรางจนแทบมองไม่เห็น เมื่อผูกรวมกับเหตุการณ์หลอนประสาทเมื่อสักครู่ มันยิ่งทำให้ทิวารินรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงจนเกิดความลังเล... ไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา
ตัดมาที่ด้านนอกของประตูบานยักษ์
บัดนี้ รัตติกาล รุต และอัส ต่างพากันมารวมตัวอยู่ด้านหลังของทักกี้กันครบถ้วน คราแรกพวกเขาทั้งสามตั้งใจจะบุกฝ่าเข้าไปช่วยทิวาริน ทว่ากลับถูกทักกี้กางแขนขวางกั้นเอาไว้
“ใจเย็น ๆ ก่อน...” ทักกี้เอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “แม่หนูนั่นมีระดับ ‘ห้วงวิญญาณอนันต์’ เลยนะ มันไม่แปลกหรอกที่อาวุธทั้งหมดในคลังจะเกิดคลุ้มคลั่งอยากรับใช้เธอ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่พวกมันจะได้ปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมาไงล่ะ และยิ่งสำหรับอาวุธจิตวิญญาณบางประเภทที่สามารถเติบโตได้... ดีไม่ดีอาจจะถึงขั้นพัฒนาตัวเองจนกลายเป็น ‘อาวุธจำแลงกาย’ ได้ด้วยซ้ำ”
คำอธิบายนั้นทำให้ทุกคนชะงักไป ทว่าในจังหวะต่อมา ทักกี้กลับเป็นฝ่ายขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเขาสัมผัสได้ถึง ‘ความผิดปกติ’ บางอย่างที่แทรกซึมออกมาชั่วแวบหนึ่ง รอยยิ้มกวนประสาทเลือนหายไป กลายเป็นความลังเลที่ฉายชัดบนใบหน้า
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทักกี้ รัตติกาลและอัสก็ไม่รอช้า เริ่มส่งเสียงเร่งเร้าให้รีบเปิดประตูเข้าไปดูอาการคนข้างใน กระทั่งรัตติกาลที่ทนแบกรับความกังวลไม่ไหว ตัดสินใจปลุกมหากัณฑ์ขึ้นมา หมายมั่นจะฟาดพังประตูเหล็กบานนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่ามือยังไม่ทันง้าง...
ครูดดด...
บานประตูเหล็กหนักอึ้งก็ค่อย ๆ แง้มเปิดออกช้า ๆ พร้อมกับร่างของทิวารินที่ก้าวเดินออกมา ใบหน้าสวยหวานบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ
ทุกคนต่างนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เป็นรัตติกาลที่ดึงสติกลับมาได้ก่อนและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ธะ... เธอเป็นอะไรหรือเปล่า!?”
ทิวารินไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอค่อย ๆ เดินลากเท้าก้าวออกมาด้วยท่าทางล่องลอย มึนงง และแววตายังคงฉายความหวาดระแวงอยู่ลึก ๆ
ทักกี้หรี่ตาลง สังเกตเห็นสิ่งของที่อยู่ในมือของเด็กสาวได้อย่างชัดเจน ชายวัยกลางคนถึงกับเบิกตากว้าง หลุดปากร้องอุทานออกมา
“นั่นมัน...? ‘แว่นแก้ววิเศษ’ งั้นเหรอ!?”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น สายตาทุกคู่ของบรรดาสมาชิกใต้ศาลก็ตวัดพุ่งเป้าไปจดจ้องที่กล่องไม้สีดำใบนั้นเป็นตาเดียว
ทิวารินก้มมองกล่องในมือสลับกับใบหน้าของทุกคน ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงสั่น ตะกุกตะกักอย่างคนเสียขวัญ
“หนะ… หนูไม่รู้ค่ะ... ตะ… แต่... มีคนยัดเยียดมันให้หนูมา...”