ลำนำย่ำราตรี
ตอนที่ 17 : จตุคีรีในรอยพับ
บรรยากาศภายในห้องกลับมาสู่ความลุ้นระทึกอีกครั้ง เมื่อทุกคนขยับล้อมวงเข้ามามองที่กล่องไม้สีดำเป็นตาเดียว ทิวารินสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะค่อย ๆ ยื่นมือไปเปิดฝากล่องที่มีสัญลักษณ์รูปดวงตาเลือนรางใบนั้นออกช้า ๆ
ทว่า... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่แว่นตาโบราณอย่างที่เธอจินตนาการไว้ มันคือ ‘ถุงมือผ้าไหมสีเขียวอ่อนพาสเทล’ เนื้อผ้าเนียนละเอียดที่ดูร่วมสมัยอย่างเหลือเชื่อ ทว่าจุดที่สะดุดตาที่สุดกลับอยู่บริเวณหลังมือ มันถูกยึดติดไว้ด้วยอัญมณีสีขาวนวลรูปทรงคล้ายดวงตาเม็ดใหญ่เด่นหรา
“แว่นแก้ววิเศษอะไรกัน... นี่มันดูยังไงก็ถุงมือชัด ๆ!” รัตติกาลโพล่งออกมาด้วยสีหน้ามึนตึ้บสุดขีดขัดกับชื่อเรียกที่ทักกี้เพิ่งบอกไปเมื่อครู่ แม้แต่ตัวทิวารินเองก็ยังแอบเกาหัวด้วยความฉงน
“อย่าเพิ่งตัดสินอะไรแค่เปลือกนอกสิพวกเธอ” ลุงทักกี้กอดอกพลางอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ที่มาของชื่อนั้นก็เพราะว่าไอเทมชิ้นนี้เป็นไอเทมสำหรับเสริมพลังให้กับวิชาในสายเนตร โดยเฉพาะกับสกิล ‘ตาทิพย์’ พลังของมันจะช่วยยกระดับความสามารถให้พุ่งสูงขึ้นทันที 1 ถึง 2 ขั้นเต็ม ๆ ขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณของผู้ใช้”
มนุษย์ลุงวัยกลางคนเว้นช่วง สอดสายตามองเด็กสาวทั้งสองที่กำลังตั้งใจฟัง
“แต่ว่า… ในการต่อสู้ทั่วไปผู้วิเศษจะใช้งานตาทิพย์เพียงแค่ขั้น 1 หรือ 2 เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีสกิลขั้นนี้กันทุกคนอยู่แล้ว เจ้านี่เลยดูไม่ค่อยจะมีประโยชน์กับคนทั่วไปเท่าไหร่ แต่ในกรณี ‘ห้วงวิญญาณอนันต์’ ของแมวน้อย... บอกตรง ๆ ว่าฉันเองก็คาดเดาผลลัพธ์ของมันไม่ออกเหมือนกัน”
ทักกี้เหลือบมองทิวารินครู่หนึ่ง แล้วจึงถอนหายใจพลางกล่าวต่อ “นอกจากนี้มันยังมีจุดอ่อนอยู่อีกอย่าง นั่นคือในตอนที่ใช้งานมัน ผู้ใช้จำเป็นต้องยกมือข้างที่สวมถุงมือขึ้นมาทาบปิดตาขวาเอาไว้ แล้วใช้สายตามองผ่านซอกระหว่างนิ้วมือเท่านั้น... นั่นหมายความว่าในระหว่างนั้นจะไม่สามารถใช้แขนขวาในการหยิบจับอาวุธหรือต่อสู้ระยะประชิดได้เลย ดีไซน์สุดเบียวแถมผิดหลักการต่อสู้แบบนี้ มันเลยถูกดองไว้บนชั้นวางจนฝุ่นเกาะอย่างที่เห็นไงล่ะ”
ทิวารินฟังพลางพลิกถุงมือในมือไปมา สัมผัสของเนื้อผ้าไหมเนียนนุ่มและละมุนมือจนน่าประหลาดใจ เด็กสาวเพ่งมองอัญมณีสีขาวขุ่นรูปดวงตาที่ด้านหลัง มันน่าจะเป็นมูนสโตน ไม่ก็โอปอลขาว นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรสะดุดตาอีก ทว่า... เธอกลับรู้สึกชอบมันอย่างบอกไม่ถูก ทั้งผิวสัมผัสอันอ่อนโยน ความเรียบง่ายที่ไม่ฉูดฉาด และที่สำคัญ คุณสมบัติในการเสริมพลังตาทิพย์อันเป็นสกิลแรกในชีวิตที่เธอรู้จักในฐานะผู้วิเศษ มันทำให้เธอรู้สึกถูกชะตากับไอเทมชิ้นนี้อย่างประหลาด
แต่แล้ว... ภาพของหญิงสาวในชุดคลุมฮู้ดสีขาวและท่อนเพลงเศร้าสร้อยก็แล่นแวบเข้ามาในหัว สมองพลันนึกถึงคำพูดเลื่อนลอยของหญิงคนนั้นที่เธอไม่เข้าใจสักนิด
“ถ้านกเพนกวินฝืนที่จะโบยบินให้ได้... ก็คงมีราคาที่ต้องจ่าย”
ประโยคนั้นทำให้เธอเกิดความลังเลไปชั่วขณะ
ก่อนหน้านี้ ทิวารินได้เล่าเหตุการณ์สุดหลอนที่เกิดขึ้นภายในคลังอาวุธให้สามลุงฟังอย่างละเอียด คราแรกทั้ง อัส และ รุต ต่างพากันเครียดขรึมเพราะคิดว่าอาจมีคนนอกแอบลักลอบแทรกแซงเข้ามาในเขตใต้ศาล ทว่าประเด็นนั้นก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากใต้ศาลของพวกเขามีเขตอาคมระดับ 8 คุ้มครองอย่างแน่นหนา และทักกี้ก็ยืนยันว่าเขตอาคมนั้นยังทำงานปกติดี ตัวตนที่ต่ำกว่าระดับ 8 และไม่มีตราประทับวิญญาณของใต้ศาล ย่อมไม่มีทางย่างกรายเข้ามาได้แม้แต่ปลายก้อยหากไม่ได้รับอนุญาต
หลังจากถกเถียงกันอยู่นาน พวกเขาจึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า สิ่งที่ทิวารินพบเจอน่าจะเป็น ‘การสั่นพ้องของจิตวิญญาณ’ ในรูปแบบพิเศษ ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยพลังห้วงวิญญาณอนันต์อันมหาศาลของเธอเอง
ทว่าคำถามสำคัญที่ยังคงไร้คำตอบก็คือ... เจ้าถุงมือแสนธรรมดาที่ดูไม่มีพิษมีภัยชิ้นนี้ มีพลังลึกลับขนาดไหนถึงสามารถกดข่มแรงสั่นสะเทือนของอาวุธนับร้อยนับพันชิ้นในคลังจนเงียบกริบ แล้วยัดเยียดตัวเองให้มาอยู่ในมือของทิวารินได้? หรือว่าแท้จริงแล้วมันยังมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่อีกกันแน่...
“ลองสวมมันดูสิแมวน้อย” ทักกี้เอ่ยเตือนสติ
ทิวารินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อไล่ความฟุ้งซ่าน ก่อนจะค่อย ๆ สอดมือขวาเข้าไปในถุงมือผ้าไหม วินาทีนั้นเธอพบว่ามันขนาดพอดีเป๊ะราวกับตัดเย็บมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ แถมยังเบาสบายจนแทบไม่รู้สึกว่าสวมใส่ เด็กสาวขยับนิ้วไปมาพลางคิดจะลองเปิดใช้งานตาทิพย์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพทันที ทว่าเสียงกระแอมไอของลุงอัสก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“เอาล่ะ นี่ก็สายมากแล้ว เรื่องทดสอบพลังเอาไว้ไปทำที่สนามฝึกเลยทีเดียวดีกว่า”
เมื่ออัสเอ่ยปาก ทุกคนจึงเตรียมตัวออกเดิน ทว่าลุงทักกี้กลับยังคงยืนนิ่งสงบ ชายวัยกลางคนก้มมองกำไลสีทองปริศนาที่ยืมมาจากทิวารินในมือตนเอง สลับกับมองถุงมือพาสเทลบนมือของเด็กสาว ก่อนจะโบกมือไล่หย็อย ๆ
“พวกนายไปกันเถอะ ฉันยังต้องใช้เวลาคัดลอกและวิเคราะห์รูปแบบการประสานเวทซ้อนหลายชั้นในกำไลนี่อีกยาว”
แหงล่ะ... สำหรับนักประดิษฐ์และผู้คลั่งไคล้ไอเทมอย่างทักกี้ ถ้าต้องเลือกระหว่างถุงมือแสนธรรมดา กับกำไลเวทมนตร์โบราณที่เต็มไปด้วยอักขระปริศนาซับซ้อน เขาย่อมเลือกอย่างหลังอยู่แล้ว ทุกคนต่างเข้าใจดีจึงพากันออกเดิน ปล่อยให้มนุษย์ลุงจอมหมกมุ่นอยู่กับห้องทดลองของตัวเองต่อไป
ครู่ต่อมา ทั้งสี่ชีวิตก็มาหยุดอยู่หน้าประตูบานยักษ์ที่ถูกสลักล้อมรอบด้วยอักขระยันต์โบราณละลานตา ซึ่งมันคือเส้นทางที่เหล่าลูกค้าผ่านเข้ามาในช่วงเวลาเปิดทำการของผับใต้ศาลนั่นเอง
อัสสืบเท้าไปข้างหน้า ประทับฝ่ามือลงบนบานประตูหนาหนักพลางพึมพำท่องมนตร์คาถาเสียงต่ำ รัตติกาลที่เหลือบเห็นสีหน้าเต็มไปด้วยความงงงวยและดวงตาที่เบิกกว้างของทิวาริน จึงขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยอธิบายเสียงเบา
“หลังประตูบานนี้คือพื้นที่ของ ‘โลกรอยพับ’ มันคือมิติพิเศษที่ถูกตัดขาดออกจากโลกปกติอย่างสิ้นเชิง พวกเราใต้ศาล รวมถึงเหล่านักท่องราตรีก็คือผู้อยู่อาศัยที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองโลก มีหน้าที่คอยควบคุมดูแลและรักษากฎเกณฑ์ไม่ให้สิ่งอันตรายในรอยพับหลุดรอดออกไปสร้างความวุ่นวายในโลกฝั่งนู้น และในทางกลับกัน... ถ้าฝั่งโลกปกติมีสิ่งแปลกปลอมหรือพวกนอกกฎเกณฑ์โผล่ขึ้นมา หน้าที่ของเราก็คือการกำจัด หรือจับพวกมันยัดใส่ในรอยพับซะ”
ทิวารินได้ฟังก็ดวงตาเป็นประกายวาววับ หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น เพราะสำหรับเด็กสาวที่โตมากับอนิเมะและนิยาย... นี่มันคือ ‘ต่างโลก’ ที่แท้จริงชัด ๆ! ถึงแม้จะเป็นต่างโลกที่ซ้อนทับอยู่ในโลกใบเดิมก็เถอะ คิดได้ดังนั้นสาวน้อยเวทมนตร์ฝึกหัดก็เผลออมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับภาพจินตนาการสุดเริ่ดของตัวเอง จนรัตติกาลที่หันมาเห็นถึงกับต้องมองบนด้วยความเอือมระอา
เอี๊ยดดด...
เสียงกลไกประตูเหล็กดังสนั่น อัสเดินนำลิ่วเข้าไปเป็นคนแรก ในขณะที่ลุงรุตหันมาฉีกยิ้มกว้าง โค้งตัวทำท่าผายมืออย่างมีจริตผู้ดี
“อ่ะแฮ่ม... ขอต้อนรับแมวน้อยเข้าสู่เมืองจตุคีรีในรอยพับอย่างเป็นทางการ”
รัตติกาลก้าวเท้าเข้าไป และทิวารินก็รีบเดินตามติด ๆ ทันทีที่ฝ่าเท้าก้าวข้ามผ่านธรณีประตู ความรู้สึกแปลกประหลาดพลันแล่นริ้วเข้ามาในหัว ร่างกายราวกับถูกตัดขาดจากสภาพแวดล้อมของโลกเดิมโดยสิ้นเชิง อุณหภูมิที่อบอุ่นกว่า กลิ่นที่ต่างออกไป และความหนาแน่นของไอวิญญาณหลากสีสันที่มองเห็นลอยคละคลุ้งในอากาศได้จาง ๆ ทั้งที่ยังไม่ได้เปิดใช้งานตาทิพย์
ไม่มีหอคอยเวทมนตร์สูงเสียดฟ้า ไม่มีพ่อมดแม่มดสวมชุดคลุมร่ายเวทหรือหมวกทรงสูง ไม่มีอัศวินเกราะเหล็กขี่ม้า และไม่มีบ้านเรือนสไตล์ยุโรปโบราณหรือลานน้ำพุกลางเมือง... แต่มันคือตลาดนัดขนาดมหึมาที่เนืองแน่นไปด้วยแผงลอย ร้านค้า และผู้คนเดินพลุกพล่านปะปนกันจนโกลาหล
และเมื่อเพ่งมองดูดี ๆ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่ใช่แค่มนุษย์ทั่วไป! แต่มีทั้งอสูรกายร่างยักษ์ พวกครึ่งคนครึ่งสัตว์ที่เดินสองขา ยักษ์ทั้งมีเขี้ยวโง้งและร่างกายกำยำหลากสีสัน เงาร่างลึกลับใต้ผ้าคลุมสีดำ คนแคระขี้บ่น และที่หลอนสุด ๆ คือมนุษย์ที่มีสองหัวสี่แขนกำลังยืนต่อราคาของอยู่หน้าแผงค้า
“นะ... นี่มัน... จตุจักรแห่งโลกเวทมนตร์หรือไงเนี่ย!!” ทิวารินอุทานลั่น ตื่นตาตื่นใจจนแทบจะหมุนรอบตัว 360 องศา
ท่าทางตื่นตูมลนลานของเด็กสาว ทำให้รัตติกาลนึกถึงวลีที่ว่า ‘บ้านนอกเข้ากรุง’ ขึ้นมาในใจทันที ทว่าเมื่อหันไปเห็นอัสและรุตเดินนำห่างออกไปไกลแล้ว ในขณะที่ทิวารินยังคงยืนเงอะงะอยู่กลางฝูงชน เธอจึงถอนหายใจยาว ก่อนจะยื่นมือขวาไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของทิวารินอย่างถือวิสาสะ
“มานี่! สนามฝึกอยู่ทางโน้น เราช้ากันมากแล้วนะ”
วินาทีที่ฝ่ามือแข็งแกร่งของอีกฝ่ายกุมกระชับเข้ามา ทิวารินพลันสะดุ้งเฮือก หัวใจเจ้ากรรมเต้นระรัวผิดจังหวะ ตึกตัก! ตึกตัก! ความรู้สึกอบอุ่นระคนลุ่มร้อนแล่นพล่านไปทั่วทั้งใบหน้าจนลามไปถึงใบหู เด็กสาวก้าวขาเดินตามแรงดึงของรัตติกาลไปอย่างว่าง่าย ราวกับสติสตังหลุดลอยไปหมดสิ้น ความสนใจในสิ่งแวดล้อมแปลกตาอันน่าตื่นเต้นเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น บัดนี้สายตาของเธอจับจ้องอยู่เพียงแค่แผ่นหลังของรัตติกาลแต่เพียงผู้เดียว...
ครู่ต่อมา ทั้งหมดก็มาหยุดอยู่หน้าซุ้มประตูใหญ่แห่งหนึ่ง รัตติกาลรีบปล่อยมือออกจากทิวารินทันที อัสหันกลับมามองสมาชิกใหม่พลางเอ่ยถามด้วยหน้านิ่ง ๆ
“คงยังไม่ชินกับพลังวิญญาณที่หนาแน่นในรอยพับสินะ... หน้าแดงแจ๋เชียว เดี๋ยวอีกหน่อยก็ดีขึ้นเอง”
ทิวารินรีบก้มหน้าหลบสายตาเลิ่กลั่ก ในขณะที่รัตติกาลกอดอกแสร้งทำเป็นมองนกมองไม้ไม่รู้ไม่ชี้ อัสไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรและเดินนำเข้าไปด้านในทันที บรรยากาศภายในเปลี่ยนเป็นโถงทางเดินยาวเหยียดที่มีประตูห้องปิดสนิทเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง ตรงบริเวณโต๊ะต้อนรับด้านหน้ามีอสูรกายรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีส่วนหัวเป็นหมูป่าเขี้ยวโง้งนั่งอยู่
ทันทีที่มันเหลือบเห็นอัสและรุตเดินเข้ามา เจ้าอสูรหน้าหมูก็ถึงกับสะดุ้งโหยง รีบกระเด้งตัวลุกขึ้นยืนลนลาน
“ทะ... ท่านทั้งสอง! จะใช้ห้องฝึกวิชาหรือขอรับ!”
รุตยิ้มจาง ๆ เขาหยิบเหรียญทองแดงหน้าตาแปลกประหลาดส่งให้ พร้อมกับส่งเสียง “อืม” ในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเดินนำลิ่วไป อสูรหน้าหมูมองตามแผ่นหลังของรุตและอัสไปช้า ๆ ก่อนจะเบนสายตาสงสัยใคร่รู้มาหยุดอยู่ที่ทิวาริน ที่มันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
แฮ่ม!
เสียงกระแอมไอเย็นเยียบดังแทรกขึ้น เมื่อเจ้าหมูป่าหันไปตามเสียง ก็พบกับรัตติกาลที่กำลังจ้องมองมันด้วยนัยน์ตาสีแดงฉานพลางยกนิ้วชี้ขึ้นมาทำท่าปาดคอตัวเองช้า ๆ เป็นเชิงข่มขู่ เจ้าอสูรหน้าหมูสะดุ้งโหยง รีบหดคอละสายตากลับไปก้มหน้าก้มตานั่งลงที่เดิมทันที
หลังจากที่รุตเลือกห้องฝึกห้องหนึ่งและเปิดประตูพาทุกคนก้าวตามเข้ามา ทิวารินก็ถึงกับต้องเบิกตากว้างอีกรอบ ภายในห้องนี้ สว่าง กว้างขวาง โล่งเตียน และมีเพดานสูงลิบลิ่วราวกับหอประชุมใหญ่ในโรงเรียนมัธยมที่สามารถจุคนได้เป็นหลักร้อย ทั้ง ๆ ที่มองจากภายนอกมันก็แค่ประตูห้องธรรมดาแท้ ๆ เด็กสาวนึกขึ้นมาได้จากที่แด๊ดดี้เคยพูดถึง ‘เวทห้วงมิติ’ ห้องนี้เองก็น่าจะเป็นแบบนั้นสินะ
ในขณะที่ทิวารินกำลังตื่นตาตื่นใจ อัสก็หันขวับไปมองหน้ารุตที่เดินยิ้มร่าเข้ามาพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความสงสัย
“ฉันว่าจะถามนานแล้ว... นายตามพวกฉันมาทำไม?”
รุตขมวดคิ้วมุ่นทันที ทำสีหน้ายู่ยี่ใส่ “อ้าว! ฉันก็มาสอนรัตตี้น่ะสิ มีปัญหารึไง?”
“นายลืมไปแล้วหรือไง ว่าตอนนี้รัตตี้กลายเป็นสายวิญญาณขั้น 2 แล้ว” อัสกล่าว “ตอนนี้ไม่ใช่ว่าฉันต้องเป็นคนสอนสกิลสายวิญญาณให้เธอหรอกเหรอ?”
“เหย ๆ ๆ ถึงยังไงยัยหนูรัตตี้ก็เป็นศิษย์ของฉันนะเว้ย!” รุตเริ่มส่งเสียงแข็งกร้าวปนโวยวาย แววตาลิงโลดขี้เล่นเปลี่ยนเป็นจริงจัง “จู่ ๆ จะมาแย่งลูกศิษย์กันไปดื้อ ๆ แบบนี้ มันไม่ถูกป่าววะ”
“แล้วนายมีปัญญาสอนสกิลสายวิญญาณให้เธอหรือไง?” อัสสวนกลับหน้านิ่ง แววตาเริ่มฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน “ไปไกล ๆ เลยรุต ขืนชักช้าจนพลังวิญญาณในร่างเธอลดระดับลง วันนี้ก็ไม่ต้องเรียนกันพอดี”
“โห... ถึงขั้นไล่กันต่อหน้าเด็กเลยเรอะ... มันจะมากไปแล้วมั้งไอ้ขี้เก๊ก!” รุตแยกเขี้ยวท้าทายพลางสบถอย่างนึกสนุก “เอางี้ดีกว่า มาตัดสินกันแบบลูกผู้ชาย ดวลกันตัวต่อตัว! ใครชนะได้สิทธิ์สอนรัตตี้วันนี้ไปเลย ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าวิชามีดคู่ของนายมันจะแน่สักแค่ไหน!”
“ก็เอาสิ... อย่ามาฟูมฟายทีหลังก็แล้วกัน” อัสตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นพลางขยับมือไปที่ข้างเอว
รัตติกาลและทิวารินที่ยืนดูเหตุการณ์มนุษย์ลุงสองคนเปิดศึกน้ำลายกันมาตั้งแต่ต้น ต่างพากันยืนนิ่งสนิท หน้าถอดสีและมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างถึงที่สุด
‘เอ้า! ไหงหันมาทะเลาะกันเองเฉยเลยฟะ!!’ สองสาวคิดประโยคเดียวกันขึ้นมาในหัวโดยมิได้นัดหมาย!