ตอนที่ 28 : วงเวทจตุมหาราชิกา
แสงสีแดงฉานที่เคยบดบังการมองเห็นรอบตัวทิวารินพลันดับวูบลง แทนที่ด้วยความมืดมิดและสัมผัสของการร่วงหล่นที่ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน ร่างของเธอ รัตติกาล ตลอดจนทุกคนในห้อง วีไอพี ที่ร่วงลงมาพร้อมกัน ทิ้งดิ่งลงสู่พื้นเบื้องล่าง
ทว่าแทนที่จะแหลกเหลว พวกเขากลับร่วงลงบน ‘บัลลังก์ขนาดยักษ์’ ที่ใหญ่โตมโหฬารราวกับตึกขนาดย่อม!
โชคดีที่พื้นผิวของบัลลังก์นั้นถูกปูทับไว้ด้วยขนสัตว์สีเข้มที่ทั้งหนาและนุ่มฟู ร่างของทุกคนจึงถูกกลืนหายเข้าไปในความนุ่มนั้นทันทีที่ร่วงลงไป ก่อนที่แต่ละคนจะตะเกียกตะกายโผล่หัวออกมา ทุกสายตากวาดมองสำรวจรอบกายด้วยความตื่นตะลึง พวกเขาพบว่าบัลลังก์ยักษ์นี้ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางโถงศิลาโบราณที่ทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความลี้ลับและเงียบงัน
กลุ่มวัยรุ่นทั้งสี่หันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สับสนกับสิ่งที่เพิ่งเผชิญ ก่อนที่ทุกสายตาจะไปหยุดอยู่ที่ ‘รุต’ ผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในที่แห่งนี้
“ฉันรู้ว่าพวกเธอมีคำถามเต็มหัวไปหมด แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาอธิบายแล้ว…” รุตกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลก็ดังแว่วขึ้นมาจากฐานบัลลังก์เบื้องล่าง
“สายัณห์สวัสดิ์ขอรับ ท่านรุต... นายท่านสั่งกำชับกระผมเอาไว้ว่า หากท่านและผู้ติดตามมาถึง ให้รีบนำทางไปยังลิฟต์โดยทันทีขอรับ”
รุตพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันมาส่งสัญญาณให้ทุกคนกระโดดลงจากบัลลังก์ตามเขาไป รัตติกาลหันไปมองทิวารินที่ยังมีสีหน้ากล้า ๆ กลัว ๆ กับความสูง เด็กสาวตาคมจึงตัดสินใจช้อนอุ้มร่างของเพื่อนสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน แล้วกระโดดทิ้งตัวลงไปทันที!
“ว้าย!... โธ่ รัตตี้! ตกใจหมดเลย” ทิวารินร้องเสียงหลงพร้อมพึมพำอุบอิบ แต่ก็ยอมซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนนั้นโดยไม่ขัดขืนใด ๆ
บนบัลลังก์ ฉัตรยืนมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยใบหน้าเรียบตึงไม่สบอารมณ์นัก ในขณะที่อิงอรเหลือบมองปฏิกิริยาของฉัตรเพียงเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งคู่จะกัดฟันกระโดดตามลงไป
เมื่อลงมาถึงพื้นเบื้องล่าง รุตก็เอ่ยทักทายชายร่างผอมสูง ผิวขาวซีดราวกับกระดาษ เขาสวมชุดทักซิโดสุดเนี้ยบดูคล้ายหัวหน้าพ่อบ้านชาวยุโรปยุคโบราณ “ไม่เจอกันนานเลยนะ ‘พระจิตร’”
“ขอรับ... นานทีเดียว” พ่อบ้านปริศนาค้อมศีรษะรับเบา ๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนไปหยุดที่ร่างของรัตติกาล เขานิ่งงันไปชั่วครู่ แววตาแฝงความเคารพอย่างลึกซึ้ง “ท่านนี้คงจะเป็น คุณหนูรัตตี้สินะขอรับ …ทุกท่านโปรดตามกระผมมาทางนี้เถิด”
พระจิตรหมุนตัวเดินนำทุกคนอ้อมไปยังประตูด้านหลังของบัลลังก์ยักษ์ เมื่อก้าวผ่านพ้นประตูเข้าไป พวกเขาก็พบกับโถงทางเดินแคบ ๆ ที่นำไปสู่ประตูลิฟต์โลหะสลักลายโบราณ พ่อบ้านผิวซีดขยับริมฝีปากร่ายมนตร์เบา ๆ ประตูลิฟต์ก็เปิดออก เขาผายมือเชิญอย่างนอบน้อม
รุตเดินนำเข้าไปเป็นคนแรก ตามด้วยวัยรุ่นทั้งสี่ที่ก้าวตามเข้าไปอย่างขัดไม่ได้ พระจิตรส่งยิ้มบาง ๆ พร้อมกับค้อมศีรษะลงอีกครั้ง
“เนื่องจากสถานการณ์เบื้องบนเร่งด่วน การต้อนรับในครานี้จึงอาจดูหยาบคายและรวบรัดไปสักนิด... หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โอกาสหน้ากระผมจะมีเวลาได้นั่งจิบชากับทุกท่านนะขอรับ”
สิ้นประโยค ประตูลิฟต์ก็ปิดฉับลง เสียงกลไกเฟืองโลหะขบกันดังสนั่น ครืนนน... ฉับพลันนั้น ทุกคนในลิฟต์ก็รู้สึกถึงแรงเหวี่ยงวูบวาบในช่องท้อง คล้ายกับตอนที่ร่วงหล่นลงมา... เพียงแต่ครั้งนี้ มันคือการพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนด้วยความเร็วสุดขีด!
ณ ท้องฟ้าเบื้องบนที่ถูกปกคลุมด้วยดาวหกแฉกสีทองมโหฬาร
ร่างของ พระขันทกุมาร ในชุดเกราะนักรบทองคำที่ประทับอยู่บนหลังพญานกยูงยักษ์ยังคงสงบนิ่ง ทว่ามวลอากาศรอบบริเวณกลับหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ควบแน่นกลายเป็นละอองแสงสีทองบริสุทธิ์ ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของแม่ทัพสวรรค์อย่างต่อเนื่อง ราวกับกำลังสูบกลืนและซึมซับพลังงานจากโลกใบนี้เพื่อปลุกความเกรียงไกรให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์
“อดทนไว้ทุกคน!... อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น!”
พายัพที่ยืนอยู่ใจกลางวงเวทษัฏโกณเบื้องล่าง ส่งกระแสจิตไปยังเหล่าอาวุโสแห่งกลุ่มลมทมิฬทั้งห้าคนที่ประจำอยู่ตามมุมแฉกของวงเวท สภาพของชายหนุ่มผมแดงในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก เลือดกำเดาไหลซึม เหงื่อกาฬแตกพลั่ก เขาควักเอายาลูกกลอนสีน้ำตาลดำเม็ดเขื่องมายัดใส่ปาก ก่อนจะเคี้ยวกลืน แล้วจึงกัดฟันรีดเค้นพลังวิญญาณส่งเข้าสู่วงเวทอย่างไม่คิดชีวิต
โครม!!
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวภายในโถงหน้าห้องพักของ ‘ใต้ศาล’ ก่อนที่ครู่ต่อมาประตูห้องใต้ดินจะดีดตัวเปิดออก ฝุ่นควันตลบอบอวลฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ รุตพุ่งตัวทะยานออกมาเป็นคนแรก ตามด้วยเด็กหนุ่มสาวอีกสี่คนที่ต่างก็ไอสำลักฝุ่นควันกันถ้วนหน้า
รุตปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า รีบตั้งสติและหันไปสั่งการเฉียบขาด “รัตตี้ แมวน้อย... พวกเธอสองคนตามฉันมา!”
จากนั้นเขาจึงหันไปกวาดสายตามองเด็กฝึกจากแพทยาคมทั้งสอง “ฉันคงให้พวกเธอตามขึ้นไปข้างบนด้วยไม่ได้ แต่พวกเธอจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ ตอนนี้ข้างนอกเมืองน่าจะกำลังวุ่นวายสุด ๆ”
กล่าวจบรุตก็ไม่รอช้า หมุนตัวเดินนำสองสาววิ่งขึ้นบันไดมุ่งหน้าสู่ดาดฟ้าทันที ทิ้งให้ฉัตรและอิงอรยืนมองตามแผ่นหลังนั้นไปจนลับสายตา เมื่อเหลือเพียงพวกเขาสองคน ฉัตรและอิงอรก็หันมาสบตากัน ก่อนจะพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ ราวกับต่างฝ่ายต่างรู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป
ตัดกลับมาที่ภายในโรงประมูลเสี่ยช้าง
สถานที่ที่เคยหรูหรา บัดนี้พังพินาศไม่ต่างจากซากปรักหักพังหลังสงคราม ผู้คนที่หนีไม่ทันล้วนหมดสติจมกองเลือด บ้างก็สลบเหมือดจากแรงกดดันวิญญาณ ท่ามกลางเศษซากเหล่านั้น แด๊ดดี้ ยังคงปะทะเดือดกับจอมเวทปริศนาอย่างเอาเป็นเอาตาย!
แม้ร่างยักษ์จะถูกพันธนาการด้วย ‘โซ่ผนึกเทพระดับ 7’ ซ้ำยังถูกตอกย้ำด้วยอาคม ‘ผูก’ และ ‘ถอน’ ทว่าเขากลับไม่ได้เสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... กลับเป็นจอมเวทปริศนาที่ต้องเป็นฝ่ายถอยร่นและโดนไล่ต้อนทีละก้าว!
“แฮ่ก... แฮ่ก... ดูเหมือนข้าจะสู้ท่านด้วยกำลังไม่ได้จริง ๆ” จอมเวทหอบหายใจหนัก ทว่ามุมปากกลับแสยะยิ้มอย่างถือดี “เพียงแต่ว่า... หน้าที่ของข้าในคราวนี้คือการ ‘ตรึง’ ท่านเอาไว้เท่านั้น และแค่นี้ก็ถือเป็นชัยชนะของข้าแล้ว!”
แด๊ดดี้แค่นหัวเราะ หึหึ ในลำคอ ขยับคอจนกระดูกลั่นดัง กึก “ไหน ๆ ฉันก็ติดแหง็กอยู่นี่ แล้วแกก็กำลังจะชนะแล้ว... งั้นก็ช่วยบอกฉันเอาบุญทีสิว่าพวกแกกำลังวางแผนอะไรกันอยู่?”
จอมเวทปริศนาหัวเราะเย้ยหยันดังก้อง “เราจะใช้พลังอำนาจของพระขันทกุมาร ทะลวงทำลายผนึกรอยพับเพื่อเปิดทางออกไปยังโลกอีกฝั่ง! ถึงแม้พวกท่านจะมีพลังแห่ง จตุมหาราชิกา แต่ตัวท่านที่เป็น ‘เสาหลัก’ กลับถูกข้ากักขังไว้ที่นี่! ลำพังพลังของอีกสามท่านที่เหลือ ย่อมไม่อาจต้านทาน ‘หอกศักติ’ ของแม่ทัพสวรรค์ได้เป็นแน่! และเมื่อผนึกรอยพับถูกสะบั้นลง... ผู้วิเศษก็จะได้กลับไปครอบครองโลกทั้งใบอีกครั้ง!”
แด๊ดดี้ยืนฟังจนจบ ก่อนจะก้มหน้านิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ...
ทันใดนั้น เขาก็เอามือกุมท้อง แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง! เสียงหัวเราะดุดันที่ทำเอาโซ่ผนึกเทพถึงกับสั่นสะเทือน
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ก่อนหน้านี้แกเรียกฉันว่าอะไรนะ? ราชันแห่งอุดรบ้างล่ะ... เสาหลักของจตุมหาราชิกาบ้างล่ะ... ฮ่า ๆ ๆ!” แด๊ดดี้เงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบดุจสัตว์ร้ายจ้องเขม็งทะลุหน้ากากจอมเวท “แล้วถ้าฉันบอกว่า ฉันไม่ใช่คนคนนั้นล่ะ? จะบอกอะไรให้เอาบุญนะ... ฉันอาจจะมี ‘เศษเสี้ยว’ ของเจ้านั่นติดตัว... แต่ฉันไม่ใช่เขาว่ะ! ไม่เคยเป็นมาตั้งแต่แรก!”
คำกล่าวนั้นทำเอาจอมเวทชะงักงันไปวูบหนึ่ง ทว่ามันรีบสลัดความสับสนทิ้งไป “คิดจะพูดจาโยกโย้หลอกให้ข้าเขวรึ? ไม่มีทาง!” มันปักใจเชื่อว่านายใหญ่ใต้ศาลเพียงแค่บลัฟเพื่อหาทางรอด แผนการต่อสู้ถ่วงเวลาจึงยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด
ณ ดาดฟ้าของตึกใต้ศาล
ทักกี้ยืนเอามือไพล่หลัง สายตาจับจ้องไปยังฟากฟ้าทิศเหนือที่มีเสาแสงหกต้นและดาวหกแฉกทอประกายเรืองรอง “ถึงกับอัญเชิญแม่ทัพสวรรค์ลงมาเลยงั้นเรอะ... เล่นใหญ่กันจริง ๆ”
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น รุตพารัตติกาลและทิวารินพุ่งพรวดเข้ามาสมทบ “แล้วอัสล่ะ?” รุตเอ่ยถามทันที
“ฉันอยู่นี่” เสียงทุ้มเย็นชาดังขึ้นจากมุมมืด ร่างของอัสค่อย ๆ ก้าวพ้นจากเงามืด เขากวาดสายตามองเด็กสาวทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยถามสั้น ๆ “สองคนปลอดภัยดีนะ?”
“ค่ะ” เด็กสาวตอบรับพร้อมกัน ทว่าสีหน้าของรัตติกาลยังคงเต็มไปด้วยความกังวล “แต่ว่าคุณลุงเขา...”
“ไม่ต้องห่วงบอสของพวกเราหรอก” รุตพูดแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มมั่นใจ “แค่จอมเวทระดับ 6 กระจอก ๆ ทำอะไรปีศาจอย่างเขาไม่ได้หรอก”
ทักกี้หันกลับมามองรุตและอัส ชายวัยกลางคนทั้งสามสบตากัน พยักหน้าอย่างรู้ใจ “เอาล่ะ... เลิกคุยแล้วมาเริ่มงานของเรากันเถอะ”
ทักกี้กางแขนทั้งสองข้างออกชี้ลงไปยังพื้นดาดฟ้า พร้อมกับเริ่มบริกรรมคาถาด้วยภาษาโบราณแปลกประหลาด ฉับพลัน พื้นปูนใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มสั่นไหวเบา ๆ รอยปริแตกวิ่งพาดผ่านผิวดาดฟ้า ส่องแสงสีแดงเพลิงวูบวาบออกมาจากรอยแยก ไม่นานนัก รอยแตกเหล่านั้นก็ประสานตัวกันกลายเป็น ‘วงเวทซับซ้อนขนาดใหญ่’ ที่ประกอบด้วยรูปสี่เหลี่ยมและวงกลมซ้อนทับกันหลายชั้นอย่างวิจิตรบรรจง
ครืนนน...
แท่นหินทรงกลมสี่แท่น ผุดตัวขึ้นมาจากพื้น ทิวารินและรัตติกาลเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง พวกเธอไม่เข้าใจเลยว่าพวกลุง ๆ ทั้งสามคนกำลังจะทำอะไรกันแน่
รุต อัส และทักกี้ กระโดดแยกย้ายกันไปยืนประจำตำแหน่งบนแท่นหินของตน ก่อนที่รุตจะหันมามองรัตติกาลและทิวาริน
“ขึ้นไปยืนบนแท่นนั้นซะ รัตตี้” รุตชี้ไปยังแท่นหินที่ยังว่างอยู่เพียงแท่นเดียว “นั่นคือตำแหน่งของเธอ... ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นตำแหน่งของ ‘พวกเธอ’ ทั้งคู่ต่างหาก”
“นี่คือ วงเวทจตุมหาราชิกา” ทักกี้เป็นผู้อธิบายด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “เป็นวงเวทที่พวกเราใต้ศาลใช้สำหรับปกป้อง ‘ผนึกรอยพับ’ ของจตุคีรีมาตลอด และเพื่อจะเปิดใช้งานมันได้อย่างสมบูรณ์ เราจำเป็นต้องมีผู้ถือครองพลังแห่งราชันทั้งสี่ทิศ... รุตคือทิศตะวันออก อัสคือตะวันตก ส่วนฉันคือทิศใต้ และรัตตี้... เธอคือผู้ถือครองพลังแห่งราชันทิศเหนือ”
“แต่ทว่าตอนนี้ ขั้นพลังวิญญาณของเธอยังต่ำเกินไป” รุตกล่าวเสริม “ตลอดเวลาที่ผ่านมา บอสจึงเป็นคนรับหน้าที่แบกรับตำแหน่งนั้นแทนเธอมาตลอด แต่ตอนนี้สถานการณ์มันจวนตัวและบีบบังคับ... เราจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องขอให้เธอรับหน้าที่นี้ โดยอาศัยการสนับสนุนด้านพลังวิญญาณจากแมวน้อย”
ข้อมูลมหาศาลทะลักเข้าสู่สมองจนรัตติกาลมึนงงสุดขีด ในขณะเดียวกัน ทิวารินพลันนึกย้อนไปถึงภาพ ‘เทวรูปยักษ์ขนาดเท่าภูเขา’ ที่เธอเคยบังเอิญได้เจอเข้าตอนที่ดำดิ่งลงไปในห้วงวิญญาณของรัตติกาล!
‘ผู้ถือครองพลังแห่งราชันทิศเหนือ... งั้นเหรอ?’
ทิวารินบีบมือของรัตติกาลแน่นเพื่อเรียกสติคู่หูที่กำลังสับสน สองสายตาประสานกัน ก่อนที่เธอจะฉุดรั้งจูงมือพาอีกฝ่ายก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นหินที่สี่ด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว
“เอาล่ะ! ทุกคนเตรียมตัว... เริ่มถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าสู่วงเวทได้!” ทักกี้ตวาดลั่นสั่งการ
ท่ามกลางมวลหมู่เมฆที่แตกฉาน บัดนี้ ร่างสีทองอร่ามของพระขันทกุมารได้เคลื่อนมาตั้งตระหง่านอยู่บนฟากฟ้าเหนือ ‘จตุคีรี’ อันเป็นที่ตั้งของฐานทัพใต้ศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แม่ทัพสวรรค์ก้มมองผืนโลกเบื้องล่าง มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยแสยะยิ้มกว้างที่แฝงไปด้วยอำนาจทำลายล้าง ทรงชูพระหัตถ์ขวาขึ้นประทับฟ้า พริบตานั้น สายฟ้าสีทองคำก็ผ่าเปรี้ยงลงมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า พุ่งทะยานเข้าสู่อุ้งพระหัตถ์!
ประกายอัสนีบาตควบแน่น ส่งเสียงคำรามกึกก้อง ก่อนจะแปรสภาพกลายเป็นศาสตราวุธยาวเหยียด ที่ปลายยอดมีลักษณะคล้ายรูปดอกบัวตูมส่องประกายเจิดจรัส...
นี่คืออาวุธสุดยอดแห่งการทำลายล้าง... ‘หอกศักติ’ ศาสตราเทพแห่งแม่ทัพสวรรค์ ที่พร้อมจะสะบั้นทะลวงทุกสรรพสิ่งที่ขวางทางให้พินาศย่อยยับ!