ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 19 : ศึกสองต่อหนึ่ง
ปัง!
ประตูห้องฝึกซ้อมถูกถีบเปิดออกเสียงดังลั่น กลุ่มเด็กหนุ่มครึ่งมนุษย์ครึ่งอสูรสี่คนเดินดุ่ม ๆ เข้ามาภายในห้อง รูปลักษณ์ของพวกเขาบ่งบอกถึงสายเลือดเผ่าพันธุ์อย่างชัดเจน ใบหน้าเรียวแหลม จมูกแบนราบและมีรูจมูกแคบเล็ก ผิวกายมันวาวสะท้อนแสงไฟและมีลวดลายคล้ายเกล็ดงูปรากฏให้เห็นลาง ๆ พวกเขาคือผู้เยาว์จาก ‘เผ่าเขี้ยวพิษ’
เด็กหนุ่มที่เดินนำหน้าสุดปรายตามองมาทางรัตติกาลและทิวาริน ก่อนจะแค่นเสียงขึ้นจมูกและเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“นึกว่าใครมาเหมาห้อง... ที่แท้ก็ ‘ยัยตัวซวย’ นี่เอง”
ลูกสมุนอีกสามคนที่เดินตามมาได้ยินดังนั้นก็รับมุกทันที พวกมันพากันชี้หน้าและระเบิดเสียงหัวเราะเยาะอย่างหยาบคาย
“เฮ้ย ๆ แล้วนั่นพกใครมาด้วยวะน่ะ? นี่เธอมีเพื่อนคบกะเขาด้วยเหรอเนี่ย หรือว่าจะเป็น... ตัวซวยเบอร์สองที่เพิ่งเก็บมาได้กันล่ะวะ!” หนึ่งในลิ่วล้อพูดเสริมทัพ เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากกลุ่มให้ดังลั่นยิ่งกว่าเดิม
ทิวารินที่ทนฟังคำด่าทออยู่นานถึงกับเส้นเลือดปูดขึ้นขมับ เธอกัดฟันกรอด กำหมัดแน่นจนสั่นระริก ทำท่าจะพุ่งทะยานเข้าไปบวกให้รู้แล้วรู้รอด ทว่ามือเรียวของรัตติกาลกลับคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของเธอ พร้อมกับกระแสเสียงที่ส่งตรงเข้ามาในหัวผ่านการสื่อจิต
‘ใจเย็นไว้ก่อน ระดับขั้นของพวกมันสูงกว่าพวกเรามาก’
ทิวารินชะงักไปเล็กน้อย เธอหันไปมองรัตติกาลด้วยความประหลาดใจ ปกติแล้วยัยนี่ออกจะดูใจร้อนราวกับว่าพร้อมปะทะเสมอ แต่เวลานี้กลับพยายามสูดหายใจลึก ข่มโทสะและรักษาสติเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มทั้งสี่ก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะยั่วยุ พวกเขายังคงสาดคำพูดถากถางและหัวเราะเยาะไม่หยุดหย่อน กระทั่งเด็กหนุ่มตาคมที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มยกมือขึ้นปรามลูกน้อง แล้วก้าวออกมายืนประจันหน้า
“ฉันได้ข่าวว่าเธอยังย่ำต๊อกอยู่แค่ สายกายาขั้น 2 ระดับต้น เองนี่” เด็กหนุ่มตาคมเหยียดยิ้ม “ไม่คิดว่าการมาใช้ห้องฝึกพิเศษระดับวีไอพีมันจะดู ‘เกินตัว’ ไปหน่อยเหรอ? ยอมย้ายก้นไปห้องอื่นดี ๆ เถอะ ฉันกับเพื่อน ๆ ในแก๊งล้วนแล้วแต่ทะลวงถึง ขั้น 3 กันหมดแล้ว... อย่ามีปัญหากับพวกเราจะดีกว่านะ”
รัตติกาลได้ฟังคำขู่ก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเย็นชา ดวงตาสีเลือดหรี่ลงอย่างท้าทาย “โห... ระดับ 3 ตั้งสี่คน แต่กลับมาทำกร่างรุมข่มขู่เด็กผู้หญิงระดับ 2 อย่างพวกฉันเนี่ยนะ? ดูเหมือนพวกนายจะภูมิใจกับความหน้าไม่อายนี่ซะเหลือเกินนะ”
“หนอย รุมอะไรกัน! จัดการสวะอย่างเธอ แค่ฉันคนเดียวก็...” หนึ่งในลิ่วล้อโวยวายลั่นพลางจะถกแขนเสื้อ แต่ก็ถูกเด็กหนุ่มตาคมยกมือเบรกไว้เป็นครั้งที่สอง
“หึหึ ฉันไม่เอาเปรียบผู้หญิงหรอก... เอาแบบนี้สิ พวกเรามาดวลกัน ใครชนะก็เอาสิทธิ์การใช้ห้องนี้ไป เธอว่าไงล่ะ?”
รัตติกาลพยักหน้ารับคำท้าโดยไม่ลังเล ทว่ารอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับปรากฏบนใบหน้าของศัตรู เด็กหนุ่มตาคมส่ายนิ้วไปมา “ไม่ใช่ดวลแบบตัวต่อตัวสิ ในเมื่อพวกเธอมากัน ‘สองคน’ ฉันก็ขอเสนอให้ดวลกันแบบทีม 2 ปะทะ 2”
“ไม่ได้!” รัตติกาลสวนกลับทันควัน
เมื่อเห็นว่ารัตติกาลปฏิเสธ พวกมันก็ประสานเสียงโห่ฮาและเยาะเย้ยหาว่าเธอขี้ขลาด รัตติกาลได้แต่กัดฟันข่มอารมณ์ เธอไม่อาจยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ เพราะทิวารินยังเป็นแค่เด็กใหม่ที่เพิ่งเบิกตาทิพย์ได้ ไม่เคยผ่านการต่อสู้จริงมาก่อน จู่ ๆ จะให้สู้จริงข้ามระดับกับขั้น 3 ทันทีทันใด ผลลัพธ์น่าจะร้ายมากกว่าดี
ทว่า... ฟางเส้นสุดท้ายของทิวารินกลับขาดผึง!
“เออ! 2 ต่อ 2 ก็ 2 ต่อ 2 สิโว้ย! คิดว่าพวกฉันกลัวไอ้พวกหน้าชนสันเขื่อนอย่างพวกนายหรือไง!!” ทิวารินโพล่งตะโกนรับคำท้าออกไปอย่างเหลืออด ทำเอารัตติกาลอ้าปากค้าง
เมื่อคำท้าถูกตอบรับ กฎการดวลจึงถือเป็นอันสิ้นสุด รัตติกาลได้แต่ถอนหายใจยาวและดึงตัวทิวารินมากระซิบตำหนิเบา ๆ ที่รับคำท้าโดยไม่ประเมินสถานการณ์ แต่ถึงกระนั้น เธอก็เสนอแผนรับมือที่บ้าบิ่นไม่แพ้กัน
‘เดี๋ยวฉันจะรับศึก 2 ต่อ 1 เอง ส่วนเธอยืนดูอยู่ห่าง ๆ หาที่หลบให้ดี’
คราแรกทิวารินส่ายหน้าดิกไม่ยอมท่าเดียว แต่รัตติกาลก็จับบ่าทั้งสองข้างของเธอไว้แล้วเอ่ยปลอบใจอย่างหนักแน่น
‘ฟังนะ... ตอนนี้ฉันใช้ตาทิพย์ขั้น 2 ได้แล้ว พลังวิญญาณก็อยู่ขั้น 2 ระดับต้น ส่วนพลังกายาของฉันคือขั้น 2 สูงสุด แถมฉันยังมีมหากัณฑ์อยู่ในมือ... ต่อให้พวกมันจะอยู่ขั้น 3 แต่ฉันไม่แพ้พวกมันง่าย ๆ แน่นอน เชื่อใจฉันสิ’
เมื่อเจอสายตามุ่งมั่นของรัตติกาล ทิวารินจึงจำใจต้องพยักหน้ารับคำและยอมถอยฉากออกไปยืนชิดกำแพง
การเผชิญหน้าเริ่มต้นขึ้น ฝั่งเผ่าเขี้ยวพิษส่งตัวแทนลงสนามสองคน ได้แก่ เด็กหนุ่มตาคม (สายกายาขั้น 3 สูงสุด) และ ลิ่วล้ออีกคน (สายวิญญาณขั้น 3 ระดับต้น)
รัตติกาลก้าวออกมาเบื้องหน้า หลับตาลงและเริ่มร่ายมนตร์ปลุกอาวุธ ละอองพลังสีแดงดำหมุนวนก่อตัวขึ้นในมือของเธอ
“โอม ปพุชฺฌาหิ ทัณฑะ มหากัณฑ์”
ฉากปลุกพลังกระบองมหากัณฑ์ยังคงสร้างความตกตะลึงและหวาดระแวงให้พวกศัตรูได้เช่นเคย ทว่า... เมื่อแสงจางลง สิ่งที่ปรากฏในมือของเด็กสาวกลับเป็นแท่งเหล็กเผาไฟ หน้าตาดูพิลึกพิลั่นและไม่สมประกอบเอาเสียเลย
“อุ๊บ... ฮ่า ๆ ๆ ๆ! นั่นมันขยะอะไรวะน่ะ! อาวุธวิเศษหรือเศษเหล็กปุโรทั่งกันแน่!” พวกลิ่วล้อที่ยืนดูอยู่ข้างสนามระเบิดเสียงหัวเราะเยาะจนตัวงอ
“หุบปากไปเลยไอ้พวกจมูกแคบ!! คอยดูตอนท่อนเหล็กนั่นฟาดกบาลเพื่อนแกเถอะ” ทิวารินทนไม่ไหว ตะโกนด่าสวนสองคนที่ยืนหัวเราะอยู่ข้างสนามอย่างดุเดือดจนพวกมันชะงัก
“เริ่มได้!!”
สิ้นเสียงประกาศ เด็กหนุ่มตาคมพุ่งทะยานเข้าใส่รัตติกาลปานกระสุนปืน พร้อมกับจ้วงแทงหอกยาวสีเขียวมรกตในมือเข้าใส่จุดตาย รัตติกาลยกมหากัณฑ์ขึ้นปัดป้องพัลวัน
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
คราแรก เด็กหนุ่มตาคมย่ามใจคิดว่าด้วยความห่างชั้นของระดับพลังที่ต่างกันถึง 1 ขั้นใหญ่ เขาจะสามารถกดข่มเด็กสาวได้อย่างง่ายดาย ทว่าผิดคาด! รัตติกาลกลับสามารถใช้กระบองหน้าตาประหลาดนั่นปัดป้องการโจมตีของเขาได้ทั้งหมด หนำซ้ำ ทุกครั้งที่อาวุธปะทะกัน หอกของเขากลับเกิดอาการสั่นสะท้านอย่างรุนแรงและแปลกประหลาด แรงสั่นนั้นตีกลับมาที่แขนจนทำให้เขารู้สึกว่าควบคุมวิถีหอกได้ยากลำบากกว่าปกติหลายเท่า
การโจมตีจ้วงแทงเป็นชุดของเด็กหนุ่มทั้งรวดเร็วและต่อเนื่อง รัตติกาลทำได้แค่เพียงปัดป้องและถอยร่น เสียงโห่ร้องอย่างได้ใจจากกองเชียร์ฝ่ายศัตรูยังคงดังเป็นระยะ
ระหว่างที่กำลังถอยหลบ รัตติกาลลอบสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ... ‘ไอ้ผู้ใช้พลังวิญญาณอีกคนมันหายไปไหน?’
เธอไม่รอช้า รีดเร้นพลังเปิดใช้งาน ตาทิพย์ ขั้นที่ 2 ที่เพิ่งจะเรียนรู้ได้ไม่นานทันที และภาพที่เห็นก็เป็นไปตามคาด! ร่างของศัตรูอีกคนที่แผ่กลิ่นอายพลังวิญญาณกำลังใช้ ‘มนตร์พรางกาย’ ลอบเร้นหายไปกับผนังห้องเตรียมหาจังหวะลอบโจมตีใส่ทิวารินที่ยืนอยู่ด้านหลัง!
‘มนตร์พรางกายงั้นเหรอ... กะแล้วเชียว!’
รัตติกาลแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นและหันมารับมือหอกของเด็กหนุ่มตาคมต่อ ทว่าเมื่อสบจังหวะที่ศัตรูชะงักเล็กน้อย เธอเอี้ยวตัวสุดแรงและขว้าง ‘มหากัณฑ์’ อัดเข้าใส่ความว่างเปล่าในตำแหน่งที่ไอ้จอมซุ่มกำลังย่างก้าวอยู่ทันที!
ตูม!!
ด้วยระยะที่ค่อนข้างห่าง มหากัณฑ์จึงพุ่งเฉียดเป้าหมายไปชนเข้ากับพื้น ทว่าแรงระเบิดจากการปะทะกลับทำให้ ‘หินไฟ’ ที่ฝังอยู่บนตัวกระบองแตกกระจายเป็นสะเก็ดไฟร้อนระอุ กระเด็นเข้าใส่ร่างที่กำลังล่องหนอยู่!
“อ๊าก!!” ลิ่วล้อสายวิญญาณร้องลั่น มนตร์พรางกายคลายออกทันที มันล้มกลิ้งคลุกฝุ่นพร้อมกับใช้มือปัดสะเก็ดไฟที่ลวกตามตัวพัลวัน ‘ชิ! ยัยนี่มันรู้ตำแหน่งของฉันได้ยังไงวะ!’ มันสบถในใจอย่างตื่นตระหนก
ทิวารินที่เอาแต่จ้องมองการต่อสู้ก่อนหน้าเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองตกเป็นเป้า เธอถึงกับใจเสีย แต่ก็อบอุ่นหัวใจขึ้นมาพร้อม ๆ กันเมื่อคิดได้ว่ารัตติกาลยังคอยปกป้องเธอแม้จะกำลังรับศึกอีกด้านอยู่ก็ตาม คิดได้ดังนั้นเธอจึงระวังตัวมากขึ้น
การขว้างอาวุธออกไปทำให้รัตติกาลอยู่ในสภาวะมือเปล่า เด็กหนุ่มตาคมไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดมือ มันพุ่งตามติดเข้ามาพร้อมกับกระหน่ำจ้วงแทงหอกในมือเข้าใส่เธอทันที
รัตติกาลกระโดดม้วนตัวหลบหอกอย่างฉิวเฉียด อย่างไรก็ตามเธอมั่นใจในการรับมือกับศัตรูสายกายาอย่างที่สุด เพราะอาจารย์ที่เคี่ยวเข็ญเธอมาตั้งแต่ 4 ขวบ คือ รุต นักดาบสายกายาระดับ 5! เธอประกบนิ้ว รวบรวมสมาธิและบริกรรมคาถาเสียงดุดัน
“อิติปิ โส ภะคะวา มังสัง นหารู อัฐิ... คงตรีเพ็ชรคงคง!!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างกายของเด็กสาวก็แผ่กลิ่นอายอิทธิฤทธิ์บางอย่างออกมา เด็กหนุ่มตาคมได้ยินถึงกับหน้าเปลี่ยนสี “คาถากายาเหล็ก!?”
รัตติกาลอาศัยจังหวะที่ศัตรูชะงักด้วยความตกใจ พุ่งสวนเข้าไปคว้าหมับเข้าที่ด้ามหอกสีเขียว ก่อนจะกระชากดึงเข้าหาตัวสุดแรง! เด็กหนุ่มเสียหลักถลันไปข้างหน้าตามแรงดึง และสิ่งที่รอเขาอยู่คือ ‘กำปั้น’ ของรัตติกาลที่พุ่งแหวกอากาศจ่อเข้าที่แสกหน้า!
เด็กหนุ่มตาคมตอบสนองฉับไว เขาทิ้งน้ำหนักหมุนตัวเบี่ยงหลบหมัด พลันตวัดเท้าเตะกลับหลัง เล็งไปที่ก้านคอของเธออย่างแม่นยำ
ปั้ก!!
รัตติกาลยกท่อนแขนขึ้นตั้งการ์ดบล็อกลูกเตะไว้ได้ทัน ทว่าแรงปะทะก็บีบให้เธอจำต้องปล่อยมือจากด้ามหอกและไถลตัวถอยหลังไป ในขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มตาคมที่เตะเข้าเต็มหน้าแข้งก็ถึงกับหน้าเบ้ เพราะสัมผัสที่ปลายเท้ามันช่างแข็งแกร่งราวกับเขาเพิ่งเตะใส่เสาเหล็ก!
เหตุการณ์พลิกผันทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของผู้ชมข้างสนาม ทิวาริน ลิ่วล้ออีกสองคน รวมไปถึง ‘เจ้าอสูรหมูป่า’ พนักงานเฝ้าเคาน์เตอร์ที่แอบชะโงกหน้าเข้ามาดูตอนไหนก็ไม่ทราบ ต่างพากันยืนอึ้งตาค้าง
‘ยัยหน้าย่น.. ไหงเท่บาดใจขนาดนี้ล่ะเนี่ย!!’ ทิวารินหวีดร้องในใจด้วยความปลื้มปริ่ม
เด็กหนุ่มตาคมใช้ปลายเท้าตวัดงัดหอกที่หล่นพื้นขึ้นมาควงหมุน ก่อนจะตั้งท่าเตรียมพร้อมอีกครั้ง แววตาขี้เล่นก่อนหน้านี้หายไปสิ้น เขาเหลือบไปมองเพื่อนร่วมทีมที่กำลังลุกขึ้นหลังจากเพิ่งจะปัดสะเก็ดไฟออกจากตัวหมด พลางกัดฟันสบถลั่น
“เฮ้ย! ไม่ต้องไปสนใจยัยหน้าใหม่นั่นแล้ว! มาร่วมมือกันจัดการยัยตัวซวยนี่ก่อน!!”
รัตติกาลค่อย ๆ เดินเนิบนาบไปคว้าเอามหากัณฑ์ขึ้นมาถือกระชับไว้ในมือ มุมปากยกยิ้มอย่างโล่งอก เธอค่อนข้างเบาใจเมื่อรู้ว่าศัตรูทั้งสองคนจะพุ่งเป้าโจมตีมาที่เธอเพียงคนเดียว นั่นหมายความว่าเธอสามารถปลดปล่อยฝีมือต่อสู้ได้เต็มที่ โดยไม่ต้องคอยห่วงทิวารินอีกต่อไป
การต่อสู้แบบ 2 ต่อ 1 ที่แท้จริง... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
เด็กหนุ่มตาคมรับหน้าที่แท็งก์ คอยปะทะเข้าแลกตรง ๆ ด้วยกระบวนท่าหอกที่ดุดัน ในขณะที่ลิ่วล้อสายวิญญาณเปลี่ยนมาตรึงกำลังอยู่รอบนอก คอยหาจังหวะลอบเร้นและพุ่งเข้ามาแทงด้วยมีดสั้นจากมุมอับสายตา
ทว่า รัตติกาลที่มี ‘กายาเหล็ก’ ผสานกับ ‘ตาทิพย์ขั้น 2’ ก็ยังคงรับมือได้อย่างเหนียวแน่น แม้ห้วงจังหวะที่ปัดป้องไม่พ้น คมอาวุธของศัตรูก็ไม่อาจทะลวงผ่านผิวหนังที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าของเธอไปได้
แต่ทว่า... เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบอึดใจ ขีดจำกัดก็เริ่มปรากฏ รัตติกาลเริ่มมีอาการหายใจติดขัด หอบเหนื่อย หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วง เหงื่อกาฬผุดซึมจนชุ่มโชกเต็มใบหน้า การรักษาสภาพกายาเหล็กพร้อมกับตาทิพย์ผลาญพลังของเธอไปมหาศาล
ในฝั่งของศัตรู แม้จะมีสภาพดีกว่าอยู่บ้าง แต่จากการที่อาวุธของพวกเขาเกิดปฏิกิริยาสั่นอย่างรุนแรงทุกครั้งที่ปะทะกับมหากัณฑ์ ก็สร้างภาระหนักอึ้งสะสมให้กับกล้ามเนื้อ บัดนี้แขนของพวกเขาทั้งคู่ต่างปวดร้าวและสั่นเทาจนแทบจะจับอาวุธไม่อยู่
เด็กหนุ่มตาคมถอยฉากออกไปตั้งหลัก เขาปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นสงบนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าเป็นสัญญาณบางอย่างให้เพื่อนร่วมทีม
“ต้องยอมรับเลยว่า... เธอร้ายกาจและอึดไม่เบาที่รับมือพวกฉันมาได้นานขนาดนี้” เด็กหนุ่มตาคมแสยะยิ้ม “แต่ว่า... เบิกตาดูของจริงนี่ซะเถอะยัยตัวซวย!”
เด็กหนุ่มตาคมร่ายมนตร์บางอย่างและยื่นด้ามหอกให้เพื่อนสายวิญญาณเอื้อมมือมาจับ ทั้งสองเปล่งเสียงบริกรรมคาถาประสานกันดังกึกก้อง
“มาแล้วเว้ย! มนตร์ประสานพลังของลูกพี่!!” ลิ่วล้อที่ยืนเชียร์ข้างสนามชูกำปั้นเฮลั่น “เออ! คราวนี้ยัยตัวซวยนั่นจบเห่ของจริงแน่!!” อีกคนเสริมทัพ
ทิวารินที่ได้ยินคำข่มขู่ก็เริ่มใจคอไม่ดี มือเล็ก ๆ ของเธอกำเข้าหากันแน่นด้วยความกังวล
ทันใดนั้น ร่างของลิ่วล้อผู้ใช้พลังวิญญาณก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นราวกับคนหมดสติ พลังวิญญาณทั้งหมดถูกถ่ายโอนไปที่อาวุธ ในขณะที่เด็กหนุ่มตาคมกวัดแกว่งหอกที่บัดนี้เรืองแสงสีมรกตเจิดจ้า เขาสืบเท้าตวัดฟาดคมหอกเข้าหารัตติกาลจากระยะไกล!
ฟวับ!!
คลื่นพลังวิญญาณถูกบีบอัดจนกลายเป็นรูปร่างของ ‘ใบหอกยักษ์’ พุ่งแหวกอากาศเข้าหารัตติกาลด้วยความเร็วสูง ทิวารินที่เบิกตาทิพย์เฝ้ามองอยู่รู้สึกคุ้นตาทันที... ‘นั่นมันคล้ายกับที่อาจารย์อัสใช้ตอนสู้กับลุงรุตเลยนี่!!’
รัตติกาลกัดฟันกรอด เกร็งข้อมือและตวัดมหากัณฑ์ขึ้นฟาดฟันเพื่อปัดป้องคมหอกวิญญาณนั้น
เปรี้ยง!!
คลื่นวิญญาณถูกทำลายจนแตกสลายกระจายไปในอากาศ ทว่า... นั่นคือ ‘ตัวล่อ’!
“เร็วมาก!!” รัตติกาลอุทานในใจด้วยความตื่นตระหนก
อาศัยจังหวะที่กระบองของเธอชะงักไปจากการปัดคลื่นพลัง เด็กหนุ่มตาคมได้พุ่งทะยานฝ่าละอองแสงเข้ามาประชิดอยู่ทางด้านข้างของเธอเรียบร้อยแล้ว! มันรวบรวมพละกำลังทั้งหมด หมุนตัวฟาดด้ามหอกที่อัดแน่นด้วยพลังทั้งกายาและวิญญาณขั้น 3 เข้าใส่ช่วงเอวของเด็กสาวอย่างอำมหิต!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย รัตติกาลทำได้เพียงรั้งมหากัณฑ์กลับมาแนบชิดลำตัวเพื่อตั้งรับ
ตูม!!!!
เสียงหอกปะทะกับกระบองเหล็กดังสนั่นกึกก้องไปทั้งโถงฝึก แรงกระแทกมหาศาลทะลวงผ่านการป้องกัน ส่งร่างบอบบางของรัตติกาลปลิวลอยละลิ่วราวกับว่าวสายป่านขาด ร่างของเธอพุ่งไปกระแทกเข้ากับผนังห้องคอนกรีตอย่างรุนแรงจนเกิดรอยร้าว!
เด็กหนุ่มตาคมค่อย ๆ ลดหอกลง พลางปรายตามองผลงานของตัวเองด้วยสายตาเหยียดหยาม
“เธอคิดผิดมหันต์แล้วที่กล้ารับการโจมตีของฉันตรง ๆ... ถึงแม้เธอจะมีวิชากายาเหล็ก แต่ก็ใช่ว่าจะทนรับแรงกระแทกหนัก ๆ ระดับนี้ได้ตลอดไปหรอกนะ”