ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 11 : ราตรีแห่งฝัน
ท่ามกลางม่านหมอกแห่งความทรงจำอันเลือนลาง ฝันร้ายในอดีตที่ฝังลึกในจิตใจของรัตติกาลเริ่มตื่นขึ้นมาอีกครั้ง...
เพียงแต่คราวนี้มันไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ในมนตร์ลวงตาที่เพิ่งผ่านมา ทว่ามันคือฝันร้ายที่แท้จริงจากภาพความทรงจำในวัยเยาว์ ภาพท้องฟ้ายามราตรีและดวงจันทร์ที่แปรเปลี่ยนเป็นสีโลหิต ผู้เป็นแม่หันมามองเธอด้วยแววตาตื่นตระหนก ก่อนจะรีบผลักร่างของเด็กสาวเข้าไปซ่อนตัวในตู้เสื้อผ้าแคบๆ มืออันสั่นเทาของแม่เอื้อมมาลูบแก้มเธอเบาๆ พร้อมกับกำชับเสียงหนักแน่น
“ห้ามออกมาเด็ดขาดนะลูก...”
นั่นคือประโยคสุดท้าย ก่อนที่แม่จะปิดประตูตู้ลงและหันหลังวิ่งออกจากบ้านไป
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังสนั่นหวั่นไหว เสียงข้าวของพังทลายโครมคราม คลอเคล้าไปด้วยเสียงคำรามขู่ขวัญ เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ และเสียงโหยหวนอย่างเจ็บปวดทรมานที่ดังระงมมาเป็นระยะ รัตติกาลในวัยเด็กทำได้เพียงยกมือขึ้นอุดหูทั้งสองข้าง ขดตัวสั่นระริก เธอหลับตาแน่นเพื่อหลบหนีจากความจริงอันโหดร้ายเบื้องนอก
เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวกับไร้จุดสิ้นสุด เมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบ เด็กสาวค่อยๆ ผลักบานประตูตู้ที่แง้มอยู่ออกมา เท้าเล็กๆ ก้าวผ่านซากปรักหักพัง ซากศพ และกองเลือดที่เจิ่งนองเต็มพื้น ตลอดทางเดินมีสายตาของผู้รอดชีวิตจ้องมองตรงมาที่เธอ พร้อมกับเสียงซุบซิบเซ็งแซ่ที่เริ่มดังหนาหูขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเธอเดินมาถึงต้นไม้ใหญ่บนเนินเขาข้างหมู่บ้าน... ร่างไร้ชีวิตของแม่นอนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น สภาพศพขาดวิ่นแหลกเหลวเกินกว่าจะทำใจมอง รัตติกาลทรุดตัวลงคุกเข่า ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนพื้นก่อนจะแผดเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ
“เธอและแม่คือต้นเหตุที่พวกมันบุกมาที่นี่...”
เสียงปริศนาเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ จากนั้นเสียงเซ็งแซ่ในทำนองเดียวกันก็ดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ จากทั่วทุกสารทิศ เงาดำทมิฬของผู้คนในหมู่บ้านเริ่มย่างสามขุมเข้ามารายล้อมร่างของเธอไว้ รัตติกาลรู้สึกราวกับว่าร่างกายของเธอกำลังหดเล็กลงจนเหลือตัวเท่ามด ขณะที่เงาร้ายเหล่านั้นขยายใหญ่โตขึ้นค้ำหัว เสียงรุมกร่นด่าทวีความรุนแรงจนแก้วหูแทบแตก
ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนจิตวิญญาณแทบแตกสลาย เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว... ในหัวมีเพียงคำถามซ้ำๆ ที่กรีดลึกในใจว่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้... ทำไมเธอถึงไม่ตายไปพร้อมกับแม่ให้รู้แล้วรู้รอด?
ทว่าในตอนที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินเธอจนหมดสิ้น...
ซู่...
กระแสลมอุ่นละมุนสายหนึ่งพลันพัดทะลวงผ่านม่านหมอกสีดำ กระทบเข้ากับแผ่นหลังอันเปลือยเปล่าของเธออย่างแผ่วเบา ลมอุ่นนั้นหมุนวนอย่างนุ่มนวลก่อนจะควบแน่นกลายเป็นออร่าเรืองรองสีฟ้าขาว และค่อยๆ ก่อตัวหนาแน่นขึ้นจนปรากฏเป็นร่างเลือนลางของทิวาริน
รัตติกาลไม่ได้หันกลับไปมอง ทว่าในสภาวะกึ่งฝันกึ่งตื่นนี้ ความหนาวเหน็บและฝันร้ายเมื่อครู่กลับมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นและผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต เธอรับรู้ได้ถึงไออุ่นที่ค่อยๆ ไหลเคลื่อนไปตามผิวเนื้อ จากจุดหนึ่งเคลื่อนไปยังอีกจุดหนึ่ง บางจังหวะหนักหน่วงเน้นย้ำ บางจังหวะแผ่วเบาชวนวาบหวาม
ทุกการเคลื่อนไหวของกระแสพลังนั้นกำลังมอบสัมผัสแปลกใหม่ที่ดึงรั้งสติของเธอให้จมดิ่ง ร่างกายของรัตติกาลอ่อนระทวย ละทิ้งซึ่งการโกหกและกำแพงทั้งปวง เธอไม่สามารถขัดขืนสัมผัสเหล่านี้ได้เลย หรืออาจกล่าวได้ว่า... จิตวิญญาณของเธอกำลังเคลิบเคลิ้มเกินกว่าจะปฏิเสธมัน
สัญชาตญาณส่วนลึกสั่งการให้ร่างบางตอบสนอง รัตติกาลพยายามไขว่คว้าไออุ่นตรงหน้าเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ละเมอซุกไซร้และสูดดมกลิ่นอายอันน่าโหยหานั้น ราวกับว่าตัวเธอกำลังถูกหลอมละลายและประสานรวมเป็นเนื้อเดียวกับกระแสพลังสายนั้นอย่างสมบูรณ์...
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นไม่กี่อึดใจ...
ภารกิจแอบงัดห้องเพื่อรักษาแขนให้ยัยซึนเดเระดำเนินไปตามแผนการของสามลุงอย่างราบรื่น จนกระทั่งทิวารินพาร่างของตัวเองมายืนอยู่หน้าห้องนอนของรัตติกาล แด๊ดดี้หันมาสบตาพร้อมกับกระซิบเสียงเบา
“ฝากด้วยนะ”
สิ้นคำ ประตูบานหนาก็ถูกปิดลงอย่างเบามือ แสงไฟจากทางเดินตัดขาดไป เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวยามค่ำคืนที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา เมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืด ทิวารินก็มองเห็นเตียงนอนหลังย่อม และเงาร่างของเจ้าของห้องที่กำลังนอนหลับใหลอยู่
ใจจริงทิวาอยากจะหันไปสำรวจรอบห้องนอนของรัตติกาลด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้อำนวยเลย เธอไม่รู้ว่ามนตร์หลับใหลของลุงรุตจะคลายฤทธิ์ลงตอนไหน หญิงสาวจึงต้องสลัดความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ นานาทิ้ง แล้วค่อยๆ ย่องตรงไปที่เตียงนอนอย่างเงียบเชียบที่สุด
เมื่อหยุดยืนอยู่ข้างเตียง กลิ่นหอมสะอาดจางๆ พลันโชยเข้ากระทบนาสิก มันคือกลิ่นกายเฉพาะตัวที่เธอเคยได้กลิ่นจากผ้าเช็ดหน้าของรัตติกาล... เพียงแค่ได้กลิ่น หัวใจเจ้ากรรมก็เต้นระสับระส่ายตึกตักขึ้นมาจนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหนก่อนดี
“อือ...”
ทันใดนั้น รัตติกาลก็ส่งเสียงครางแผ่วเบาออกมาจากลำคอ ทิวารินสะดุ้งโหยงสุดตัวจนเกือบจะกระโดดหนีเพราะคิดว่าอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาเสียแล้ว ทว่าเมื่อเพ่งมองดีๆ เธอถึงได้เข้าใจว่ายัยหน้าย่นกำลังละเมอ ใบหน้าบึ้งตึงนั้นขมวดคิ้วแน่นคล้ายกำลังติดอยู่ในฝันร้าย ทิวายื่นมืออันสั่นเทาไปสะกิดร่างเบื้องหน้าเบาๆ และพบว่าผิวเนื้อของรัตติกาลเย็นเฉียบแถมยังสั่นระริกราวกับลูกนกต้องลม
เห็นดังนั้น ทิวารินจึงสลัดความลังเลทิ้งและเตรียมจะก้าวขึ้นเตียง ทว่าพอนึกถึงสภาพเสื้อผ้าของตัวเองที่ผ่านศึกหนักมาจนสกปรกมอมแมม คำด่าของรัตติกาลที่เคยตราหน้าเธอว่า ‘สภาพเธอเหมือนไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เกิด’ ก็ลอยวาบเข้ามาในหัว
‘ถ้ายัยหน้าย่นนี่ตื่นมาเห็นสภาพที่นอนเลอะเทอะ ต้องรู้แน่ว่าฝีมือเรา... ทางที่ดีควรทิ้งร่องรอยให้น้อยที่สุดแล้วรีบกลับออกไป’
คิดได้ดังนั้น ทิวารินจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปด้านหลัง ค่อยๆ ปลดเปลื้องชุดเดรสสีขาวที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกและกลิ่นอับออกจากร่างกาย ความมืดมิดภายในห้องช่วยลดทอนความเขินอายลงไปได้มาก ครู่ต่อมา ร่างทรงเสน่ห์ของทิวารินก็อยู่ในสภาพเปลือยเปล่า
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ ยื่นมือออกไปจับท่อนแขนขวาที่เย็นชืดและสั่นเทาของรัตติกาล จากนั้นจึงแปะยันต์สีหม่นผืนเล็กลงบนผิวเนื้อ ร่างที่นอนตะแคงของรัตติกาลกระตุกไหวเล็กน้อยตอบรับสัมผัส ทิวารินหย่อนสะโพกลงนั่งบนฟูกนอน นิ่งสงบจิตใจเพื่อตั้งสมาธิ ก่อนจะเริ่มถ่ายทอดกระแสพลังวิญญาณเข้าสู่ท่อนแขนข้างนั้นตามวิธีที่แด๊ดดี้สอนทันที
ทว่า... พลังวิญญาณกลับไหลผ่านยันต์เข้าไปเชื่องช้าจนน่าอึดอัด ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ มีหวังได้นั่งถ่ายพลังกันยันเช้า หรือไม่มนตร์หลับใหลก็อาจจะคลายลงจนรัตติกาลตื่นขึ้นมา และการรักษาก็อาจจะล้มเหลวกลางคันเลยก็ได้
ทิวารินขมวดคิ้ว ครุ่นคิดว่าอาจเป็นเพราะจุดสัมผัสระหว่างเธอกับอีกฝ่ายเบาบางเกินไป...
เมื่อไม่มีทางเลือก หญิงสาวจึงกลั้นใจโน้มกายลงไปกอดก่ายบนร่างของรัตติกาลอย่างเคอะเขิน พยายามแนบเบียดลำตัวเปลือยเปล่าของตนเองให้ชิดติดกับแผ่นหลังเนียนของอีกฝ่ายมากที่สุด หน้าอกนุ่มหยุ่นบดเบียดเข้ากับแผ่นหลังของรัตติกาลอย่างแผ่วเบาจนไร้ช่องว่าง
และทันใดนั้นเอง...!
วูม วูมม!
กระแสพลังวิญญาณอันไร้ขีดจำกัดในร่างของทิวารินพลันไหลแรงขึ้น และแรงขึ้นเรื่อยๆ มันเริ่มไหลทะลักเข้าสู่ร่างของรัตติกาลอย่างรุนแรงและเชี่ยวกรากราวกับน้ำป่าไหลหลากไม่มีผิด! ทิวารินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ กลัวว่าจะเกิดปัญหาตามมาจึงคิดจะผละตัวออก
ทว่ายังไม่ทันจะได้ขยับ มือซ้ายของรัตติกาลที่เดิมทีนิ่งสนิทกลับตวัดคว้าหมับเข้าที่ลาดไหล่ของทิวา ดึงรั้งร่างบางเข้าหาตัวอย่างแรงจนทิวารินเสียหลัก ล้มคว่ำทับลงบนเรือนร่างของรัตติกาลเต็มๆ วงแขนซ้ายของยัยซึนยังคงโอบรัดรึงแผ่นหลังของเธอไว้แน่นจนดิ้นไม่หลุด
ในขณะที่กระแสพลังวิญญาณยังคงไหลบ่าท่วมท้นอย่างบ้าคลั่ง ท่อนแขนขวาของรัตติกาลที่เคยไร้เรี่ยวแรง... บัดนี้เริ่มขยับไหว มันเอื้อมขึ้นมาตวัดโอบหมับเข้าที่เอวบางคอดกิ่วของทิวารินทันที!
เรือนร่างเปลือยเปล่าของสองสาวถูกดึงรั้งจนแนบชิดติดกันแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว ทิวารินรับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่เต้นระทึกเป็นจังหวะเดียวกับเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดผิวเนื้อ รวมทั้งสัมผัสแนบเนื้อทั่วทั้งร่าง ความใกล้ชิดในระดับที่เนื้อหนังหลอมละลายนี้ จุดประกายความโหยหาอันแปลกประหลาดขึ้นมาในอก... มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่เธอไม่เคยลิ้มรสมาก่อนในชีวิต
กลิ่นกายหอมเย็นของรัตติกาลที่อวลอยู่รอบตัว ยิ่งกระตุ้นให้สติของทิวารินเตลิดเปิดเปิง เสียงในหัวของเธอกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกว่า ‘เดี๋ยวสิ! นี่มันผิดแผนไปหมดแล้ว! ถ้าเกิดยัยหน้าย่นนี่ตื่นขึ้นมาตอนนี้… ไม่อยากจะคิดเลย!’
เธอพยายามจะดึงสติกลับมาและขัดขืน แต่ทว่าแรงดึงดูดระหว่างจิตวิญญาณสองดวงนั้นกลับทรงพลังเกินกว่าจะต้านทานไหว เมื่อทั้งร่างกายและจิตวิญญาณต่างก็โหยหากันและกันจากส่วนลึก ทิวารินจึงพ่ายแพ้ต่อความเย้ายวนนั้น ในที่สุดเธอเลือกที่จะหลับตาลง และปล่อยให้สัญชาตญาณนำทาง
ในยามที่มือของรัตติกาลเริ่มลูบไล้กวาดไปทั่วแผ่นหลังและสะโพกมนอย่างไร้สติ ทิวารินเองก็ขยับกายซุกไซร้ ซอกซอนริมฝีปากไปตามลำคอระหงเพื่อสูดกลิ่นหอมอย่างเอาแต่ใจ บางจังหวะที่มือของรัตติกาลบีบเค้นลงบนผิวเนื้อของเธอหนักหน่วงเกินไป ทิวารินก็เลือกที่จะเอาคืนด้วยการฝังรอยจูบและขบกัดริมฝีปากที่ซอกคอของอีกฝ่ายเบาๆ
ภายใต้แสงจันทร์สลัวที่ส่องกระทบ... ร่างเปลือยเปล่าของสองสาวต่างกอดรัดฟัดเหวี่ยง ขยับเคลื่อนไหวสอดประสานกันท่ามกลางกระแสพลังวิญญาณที่โหมกระหน่ำ ราวกับดวงวิญญาณทั้งสองกำลังจะหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกันในราตรีแห่งความฝันนี้...