ตอนที่ 26 : สถานการณ์ความวุ่นวายที่โรงประมูล
วันที่ทุกคนรอคอยได้มาถึงแล้ว หน้าโรงประมูลของเสี่ยช้าง แด๊ดดี้, รุต และอัส สามมนุษย์ลุงยืนโพสท่าอย่างมาดมั่น วันนี้คือวันนัดรวมพลของสมาชิกใต้ศาลแทบทั้งหมด ขาดก็แต่ทักกี้ที่อาสาจะเฝ้าฐานเพียงลำพัง
"อ้าว แล้วยัยหนูสองคนนั้นล่ะ?" แด๊ดดี้เอ่ยถาม พลางชะเง้อมองหา
"ผมเห็นแมวน้อยลากรัตตี้เข้าไปคุยอะไรกันสักอย่างสองคนครับบอส พวกเธอบอกว่าเดี๋ยวจะตามมา" รุตตอบด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
แด๊ดดี้หลับตาพริ้ม เบะปากเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ "อา... เห็นลูก ๆ มีความสุข คนเป็นพ่อก็ควรดีใจสินะ"
ระหว่างที่กำลังรอคอย ฉัตรและอิงอรในชุดดูดีมีระดับก็เดินตรงเข้ามาทักทายกลุ่มใต้ศาล ฉัตรค้อมศีรษะทำความเคารพผู้อาวุโสอย่างนอบน้อมตามมารยาท ในขณะที่อิงอรเพียงแค่ปรายตามองและพยักหน้าเบา ๆ ด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
ทั้งสองฝ่ายกล่าวแนะนำตัวกันพอเป็นพิธี ทว่าบทสนทนากลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อร่างของคนสองคนเดินเตาะแตะเข้ามารวมกลุ่ม
สามลุงแห่งใต้ศาลถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ... เพราะตรงหน้าพวกเขาคือเด็กสาวสองคนที่กำลังงัดสารพัดวิธีมา ‘ปลอมตัว’ พวกเธอสวมหมวกทรงเฟโดราปีกกว้าง รวบผมซ่อนไว้มิดชิด สวมแว่นตากันแดดสีดำสนิท และที่สาหัสที่สุดคือการสวมเสื้อสูทสีดำที่หลวมโครก แขนเสื้อยาวจนไม่เห็นมือ
"นะ... นี่พวกเธอเอาสูทพวกฉันไป..." รุตอ้าปากค้าง เตรียมจะโวยวาย ทว่ารัตติกาลที่เดินเข้ามาใกล้กลับกระแทกศอกเข้าที่สีข้างเขาเต็มแรงจนต้องกลืนคำพูดลงคอ
"ขอโทษที่มาสายครับบอส... ไปกันเลยไหมฮะ!" ทิวารินดัดเสียงทุ้มต่ำ ทำท่าทางขึงขังราวกับหลุดมาจากละคร ‘เจ้าฮะ’
แน่นอนว่านี่คือแผนการอันชาญฉลาดของทิวาริน เพราะเธอยังไม่พร้อมที่จะรื้อฟื้นความทรงจำวัยเด็กกับฉัตรในตอนนี้ ประกอบกับคำเตือนที่ว่าห้ามไว้ใจคนจากแพทยาคมเด็ดขาด สองสาวจึงลงเอยด้วยการปลอมตัวเพื่อตัดปัญหา
สามลุงได้แต่หันมองหน้ากัน พยายามเม้มปากกลั้นขำจนไหล่สั่น ก่อนจะจำใจเดินนำเข้าไปในโรงประมูล
ฉัตรและอิงอรมองตามหลังสองผู้มาใหม่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ฉัตรขมวดคิ้วมุ่น เขารู้สึกคุ้นเคยกับสองคนนี้อย่างประหลาด โดยเฉพาะน้ำเสียงและท่าทางของคนที่เพิ่งพูดประโยคเมื่อครู่ แวบหนึ่งใบหน้าของเพื่อนวัยเด็กก็ผุดขึ้นมาในหัว ทว่าเขาก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไปแทบจะทันที ‘ไม่หรอก... ทิวารินไม่มีทางแต่งตัวปัญญาอ่อนแบบนี้แน่’
ในขณะเดียวกัน อิงอรกลับปรายตามองชุดสูทหลวมโครกเหล่านั้นด้วยสายตาสมเพชระคนเหยียดหยัน ‘พวกคนบ้านนอก... พยายามจะทำตัวกลมกลืนกับคนเมืองสินะ’
เมื่อก้าวเข้าสู่โถงประมูลอันโอ่อ่า ในฐานะขั้วอำนาจใหญ่แห่งท้องถิ่น กลุ่มใต้ศาลได้รับสิทธิพิเศษให้ใช้ห้อง วีไอพี บนชั้นลอยที่สามารถมองเห็นลานประมูลได้อย่างชัดเจนและเป็นส่วนตัว ทุกคนแยกย้ายกันจับจองที่นั่ง โดยทิวารินและรัตติกาลพยายามเบียดตัวไปนั่งมุมในสุดให้ห่างจากระยะสายตาของฉัตรและอิงอรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การประมูลเริ่มต้นขึ้นอย่างคึกคัก สินค้าในช่วงแรกเป็น ไอเทมระดับ 3 ซึ่งประกอบไปด้วยอาวุธ ชุดป้องกัน ยาฟื้นฟู และของใช้เบ็ดเตล็ด ราคาเคาะประมูลจบลงที่ไม่เกิน 1 เหรียญทอง ทุกคนในห้องไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เว้นก็แต่ทิวารินที่ใช้ตาทิพย์ขั้น 3 มองพิจารณาไอเทมบางชิ้นนาน ๆ ครั้ง
จากนั้นความร้อนแรงก็เพิ่มขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่ ไอเทมระดับ 4 ราคาประมูลพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 4 เหรียญทอง ทว่ามีอาวุธบางชิ้นที่ถูกดันราคาไปไกลถึง 6 เหรียญทอง เช่น คันธนูและปืนลูกโม่ รุตหันมาอธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า อาวุธประเภทโจมตีระยะกลางและระยะไกลมักจะได้รับความนิยมและมีราคาแพงเป็นพิเศษ พร้อมกับขิงว่าปืนลูกโม่ยิงดาราของเขาเจ๋งที่สุด
ทิวารินได้ยินดังนั้นถึงกับตาโต แววตาหลังแว่นกันแดดฉายประกายความโลภอย่างปิดไม่มิด สมองเริ่มคำนวณแผนการในหัวเสร็จสรรพ ‘หลังจากนี้ต้องใช้ตาทิพย์สแกนหาอาวุธระยะไกลตามร้านรับซื้อของเก่าบ้างแล้ว!’
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง และแล้วงานก็ดำเนินมาถึงช่วงไฮไลต์ โฆษกประกาศนำเสนอ ไอเทมระดับ 5 ซึ่งมีเพียงสองชิ้นเท่านั้น
ชิ้นแรกคือ หอกสีเงิน
ทิวารินแอบดันแว่นกันแดดลงเล็กน้อย เพ่งสมาธิใช้ ‘ตาทิพย์ขั้น 3’ ตรวจสอบทันที หอกชิ้นนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบ มันมีโครงสร้างคล้ายกับ ‘หอกนาคาเขียว’ ของเด็กหนุ่มเผ่าเขี้ยวพิษ ทว่ามีจำนวนวังวนวิญญาณที่หนาแน่นกว่าและทอแสงหลากสีสันกว่ามาก หญิงสาวพยายามจดจำลักษณะโครงสร้างพลังงานนี้ไว้ให้ขึ้นใจ เผื่อวันไหนจะดวงดีเจอเข้ากับไอเทมระดับ 5 ในร้านของเก่า อาจจะรวยไม่รู้ตัว!
หอกสีเงินถูกประมูลจบไปในราคาสูงลิ่วถึง 21 เหรียญทอง รุตอธิบายเสริมว่าไอเทมระดับ 5 นั้นเป็นของหายากมากตามท้องตลาด ราคาของมันจึงกระโดดทิ้งห่างจากระดับ 4 อย่างเทียบไม่ติด
ต่อมาคือไอเทมระดับ 5 ชิ้นที่สอง มันคือ กระจกถือสำหรับสตรี ขอบและด้ามจับทำจากไม้สลักลวดลายวิจิตรบรรจง ทว่าทันทีที่มันปรากฏขึ้น เสียงถอนหายใจด้วยความผิดหวังก็ดังระงมไปทั่วโถงประมูล ไม่มีใครคาดคิดว่าของระดับ 5 จะเป็นเพียงเครื่องมือประทินโฉม
ทว่าปฏิกิริยาของหนึ่งในห้อง VIP กลับตรงกันข้าม อัสลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันทีที่เห็นกระจกบานนั้น นัยน์ตาของเขาเบิกกว้าง แฝงความรุ่มร้อนและเจ็บปวดบางอย่าง
"ห้าเหรียญทอง!" อัสตะโกนเสนอราคาทำลายความเงียบ
ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง โฆษกก็ยังไม่ทันได้ขยับค้อน เสียงเยือกเย็นจากห้อง VIP ฝั่งตรงข้ามก็สวนกลับมาทันควัน
"สิบเหรียญทอง"
อัสกำหมัดแน่น สู้ราคาแบบไม่คิดชีวิต "สิบห้า!"
"สามสิบ..." ฝั่งตรงข้ามตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเงินเป็นแค่เศษกระดาษ
บรรยากาศในโถงเริ่มฮือฮา ผู้คนต่างหันมองการฟาดฟันของสองห้อง VIP ด้วยความตื่นเต้น
"สี่สิบ!" อัสกัดฟันกรอด
"หกสิบ..."
เสียงเซ็งแซ่ดังอื้ออึงไปทั่ว อัสเส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่ขมับ เขากระแทกกำปั้นลงบนโต๊ะดัง ปัง! จนแก้วน้ำสั่นสะเทือน "บัดซบ! เจ็ดสิ—"
หมับ!
ยังไม่ทันที่ตัวเลขจะหลุดออกจากปาก รุตก็พุ่งเข้ามาล็อกแขนอัสจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว ในขณะที่แด๊ดดี้เอามือหนาตะปบปิดปากเขาไว้แน่น
"ใจเย็นก่อนพ่อหนุ่ม..." แด๊ดดี้กระซิบเสียงเครียด "เจ็ดสิบเหรียญทองนั่นมันรายได้แทบทั้งปีของร้านเราเลยนะ"
อัสยังคงดิ้นรน กัดฟันแน่นจนกรามขึ้นปูด ความอัดอั้นตันใจฉายชัดในแววตา จนกระทั่งเสียงค้อนไม้เคาะลงบนแท่น พร้อมคำประกาศชัยชนะของฝั่งตรงข้าม
เมื่อรุตและแด๊ดดี้คลายพันธนาการ ชายร่างสูงก็สะบัดตัวหลุด ก่อนจะเดินพรวดพราดออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวหลัง
รุตทำท่าจะก้าวตามไป ทว่าแด๊ดดี้ยกมือห้ามไว้เสียก่อน "ปล่อยมันไปเถอะ..." แด๊ดดี้ถอนหายใจยาว แววตาแฝงความหม่นหมอง "เจ้าของกระจกบานนั้น... เป็นปมในใจมันมาหลายปี"
ทิ้งให้รัตติกาล ทิวาริน ฉัตร และอิงอร ได้แต่มองหน้ากันด้วยความมึนงงกับสถานการณ์อันหนักหน่วงที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
ในที่สุด ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ฟินาเล่ของค่ำคืนนี้... โอสถร้อยวิญญาณ
โฆษกบรรยายสรรพคุณด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าระคนตื่นเต้น "โอสถเม็ดนี้คือปาฏิหาริย์! มันสามารถช่วยให้ผู้วิเศษที่ติดอยู่ในคอขวดระดับ 4 ขั้นสูงสุด สามารถทะลวงขีดจำกัดเข้าสู่ระดับ 5 ได้แทบจะในทันที! ในอดีตสิ่งนี้อาจหาได้ทั่วไป แต่หลังจากการล่มสลายของตระกูลโอสถ มันก็กลายเป็นเพียงตำนาน... ทว่า วันนี้ นักปรุงโอสถอัจฉริยะได้หลอมมันขึ้นมาสำเร็จอีกครั้ง!"
สิ้นคำประกาศ ผู้คนจากทุกสารทิศต่างลุกฮือ เบียดเสียดกันเข้ามาใกล้เวทีประมูลด้วยความกระหายอยากที่ปิดไม่มิด ผู้คนที่เคยออกไปสูดอากาศภายนอกก็ต่างทยอยกลับเข้ามาจนโถงประมูลเต็ม
โฆษกนิ่งเงียบกวาดสายตามองฝูงชนที่กำลังบ้าคลั่ง ทว่าทันใดนั้นเขากลับแสยะยิ้มกว้าง แววตาที่เคยมีชีวิตชีวาพลันแปรเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวและว่างเปล่าราวกับคนไร้วิญญาณ
เขาเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนชะงักงัน "และราคาของมันก็คือ... อิสรภาพ"
ครืนนน!
ฉับพลัน บรรยากาศภายในโถงประมูลก็แปรปรวน แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมด ความรู้สึกแปลกแยกราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทำให้หลายคนตื่นตระหนก พวกเขาพยายามวิ่งหนีไปที่ประตูทางออก แต่กลับพบว่ามันถูกล็อกจากด้านนอกอย่างแน่นหนา!
ภายในห้อง VIP แด๊ดดี้และรุตสัมผัสได้ถึงอันตราย ทั้งสองลุกพรวดขึ้นพร้อมกันและปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาทันที ทว่า...
"ผูก!"
เสียงอันเย็นเยียบดังก้องกังวานไปทั่วทั้งโถงประมูล ร่างกายของทุกคนพลันแข็งทื่อราวกับถูกพันธนาการด้วยสายโซ่ที่มองไม่เห็น ไม่มีใครขยับตัวได้แม้แต่ปลายนิ้ว แม้แต่แด๊ดดี้และรุตก็ทำได้เพียงกัดฟันกรอด พยายามเร่งพลังวิญญาณเพื่อหมายสะบั้นพันธนาการไร้รูปนี้
"ถอน!"
เสียงเดิมดังก้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผลลัพธ์กลับเลวร้ายยิ่งกว่า พลังวิญญาณที่ทุกคนเพียรรวบรวมถูกสูบหายไปในพริบตาราวกับถูกสับสวิตช์ปิดลง รัตติกาล ฉัตร และอิงอร ที่ระดับพลังยังไม่สูงนัก ถึงกับต้านทานไม่ไหว ทรุดฮวบลงไปคุกเข่าหอบหายใจอย่างหมดสภาพ
ทว่าท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น มีเพียงทิวารินคนเดียวที่ยังคงยืนกะพริบตาปริบ ๆ แม้ร่างของเธอจะขยับไม่ได้เช่นกันกับคนอื่น ๆ แต่เธอกลับยังคงยืนนิ่งไม่มีผลกระทบใด ๆ เพิ่มเติม
‘เกิดอะไรขึ้นเนี่ย... ทำไมทุกคนถึงทรุดลงไปกองแต่ฉันกลับไม่เป็นอะไรล่ะ?’ หญิงสาวคิดในใจอย่างสับสน ‘หรือว่า... เพราะห้วงวิญญาณอนันต์ในตัวเรา?’
"บัดซบ! นี่มันเขตแดนกักขัง..." แด๊ดดี้สบถลอดไรฟัน เหงื่อเย็นผุดซึมเต็มกรอบหน้า "ฝีมือ จอมเวทขั้น 6!"
คำว่า 'ขั้น 6' ทำเอาทุกคนในห้องหน้าถอดสี ซีดเผือดราวกับกระดาษ
แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะเสาหลักแห่งใต้ศาล แด๊ดดี้ไม่ยอมจำนน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด หลับตาลงรวบรวมสมาธิที่เหลืออยู่ ก่อนจะเริ่มบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงกังวานหนักแน่น
"โอม ศรีเร พนฺธนํ โมจย… ปลดผนึก!"
กรอบ... แกรบ!
สิ้นคำตวาด ร่างอวบอ้วนของแด๊ดดี้ก็สั่นกระตุกอย่างรุนแรง เสียงข้อต่อทั่วทั้งร่างลั่นดังระงม ผิวหนังและกล้ามเนื้อบิดเบี้ยวเคลื่อนตัวอย่างน่าสะพรึง พลังวิญญาณสีแดงฉานระเบิดออกมารอบทิศทาง สว่างวาบแลบแปลบปลาบราวกับอสนีบาต!
เพียงชั่วอึดใจ ภาพชายร่างท้วมใจดีก็อันตรธานหายไป แทนที่ด้วยบุรุษร่างยักษ์สูงใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อราวกับอสูรสงคราม พลังวิญญาณที่แผ่พุ่งออกมาไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับเดิม แต่มันกำลังไต่ระดับขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
ขั้น 5 ระดับกลาง... ทะลวงสู่ขั้น 5 ระดับสูงสุด... ก้าวข้ามเข้าสู่ ขั้น 6 ระดับต้น... ทะยานสู่ ขั้น 6 ระดับกลาง...
และดูเหมือนว่า... จะยังคงพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง!