ลำนำย่ำราตรี (ภาคปฐมบทสู่โลกผู้วิเศษ) | ตอนที่ 1-30

ตอนที่ 31: ตอนที่ 30 : จนกว่าจะพบกันใหม่

👁️ 20 อ่าน
22px

ตอนที่ 30 : จนกว่าจะพบกันใหม่

ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้...

ท่ามกลางกลุ่มควันและฝุ่นผง ฉัตรค่อย ๆ ได้สติและยันกายลุกขึ้นจากซากปรักหักพัง ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับทำให้เขาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง หอกศักติของพระขันธกุมารเพิ่งจะทะลวงร่างยักษาสีแดงฉานของท้าวเวสสุวรรณจนทะลุ ก่อนจะพุ่งลงมากรีดทำลายผืนดินจตุคีรีจนปริแตกเป็นทางยาวลึก

เขามองทอดสายตาขึ้นไปยังดาดฟ้าตึกใต้ศาลด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นบนนั้นกันแน่ ทว่าจังหวะนั้นเอง เขากลับเห็นเงาร่างของ ‘อิงอร’ กระโดดทิ้งตัวลงมาจากดาดฟ้าแล้วหายลับไปในความมืด คิ้วของฉัตรขมวดเข้าหากันแน่น นั่นไม่ใช่ภารกิจที่พวกเขาได้รับมอบหมาย... อิงอรขึ้นไปทำอะไรบนนั้น? หรือว่าเธอยังแอบซ่อนภารกิจลับอย่างอื่นเอาไว้อีก? ภาพความวินาศสันตะโรและความน่าสงสัยนี้ ผลักดันให้ฉัตรตัดสินใจมุ่งหน้าขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อดูให้เห็นกับตา

บนดาดฟ้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ทิวารินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ เธอยังคงนั่งอยู่บนแท่นหินภายในวงเวทจตุมหาราชิกา โดยมีร่างที่แน่นิ่งไร้สติของรัตติกาลอยู่ในอ้อมแขน ทว่าคราวนี้ แววตาของเด็กสาวกลับไม่ได้ตื่นตระหนกหรือฟูมฟาย มันสงบเยือกเย็นและลึกล้ำราวกับคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานนับสิบปี

เธอมองดูใบหน้าซีดเผือดของคู่หูด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นอาทร ก่อนจะค่อย ๆ ล้วงหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าสีดำสนิทออกมา—ผ้าเช็ดหน้าผืนที่เธอเคยได้รับจากมือของรัตติกาล และยังแอบเก็บมันไว้ไม่ยอมส่งคืน ทิวารินใช้ผ้าผืนนั้นบรรจงเช็ดคราบเลือดบริเวณรอบริมฝีปากและใบหน้าของยัยหน้าย่นอย่างเบามือที่สุด

“ดูสิ... เลอะเทอะไปหมดเลย” เธอเอ่ยกระซิบเสียงแผ่ว ก่อนจะกระชับวงแขนประคองร่างนั้นให้แนบชิดยิ่งขึ้น แล้วก้มลงประทับริมฝีปากจุมพิตมอบไออุ่นให้แก่อีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล

ณ เบื้องบนท้องฟ้าราตรี ร่างในเกราะสีทองของพระขันธกุมารกำลังจะหันหลังจากไป ทว่าพระองค์กลับชะงักงัน แล้วหันขวับกลับมามองยังทิศทางของตึกใต้ศาลอีกครั้ง แม่ทัพสวรรค์จ้องพิจารณาอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ดวงเนตรจะเบิกกว้างเผยให้เห็นแววตาตื่นเต้น พร้อมกับรอยยิ้มแปลกประหลาดที่ผุดขึ้นที่มุมปาก

บนดาดฟ้า พลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ของทิวารินค่อย ๆ ไหลผ่านริมฝีปากที่ประกบแนบชิด เข้าสู่ร่างของรัตติกาลอย่างช้า ๆ เสียงหัวใจของทิวารินเต้นเป็นจังหวะลึกและสงบราวกับคนกำลังเข้าฌาน แสงวิญญาณรอบกายกระเพื่อมไหวสอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจ...

ตึก… ตัก… ตึก… ตัก…

ครู่ต่อมา จากเสียงหัวใจหนึ่งดวงเริ่มปรากฏอีกเสียงสั่นพ้องขึ้นแผ่วเบา ตึก… ตัก… และค่อย ๆ หนักแน่นมั่นคงขึ้น กระทั่งไม่นานเสียงหัวใจทั้งสองดวงก็สั่นพ้องสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกัน

ไม่เพียงแค่หล่อเลี้ยงร่างในอ้อมกอด แต่แสงวิญญาณสีฟ้าขาวยังหลั่งไหลทะลักลงสู่เส้นสายของวงเวทจตุมหาราชิกาที่เคยดับมอด ก่อนจะค่อย ๆ แผ่ซ่านซึมซับเข้าสู่ร่างของ รุต อัส และทักกี้ พริบตานั้น วงเวทที่เคยแตกสลายไปแล้วก็พลันสว่างวาบ เปล่งประกายเจิดจรัสขึ้นมาอีกครั้ง!

ร่างเงาของท้าวเวสสุวรรณปรากฏขึ้นเหนือวงเวทเฉกเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ทว่าคราวนี้ ร่างจำแลงของมหายักษากลับกลายเป็น ‘สีเขียวมรกต’ สว่างไสว!

ขณะเดียวกัน ฉัตรที่เพิ่งลอบขึ้นมาถึงดาดฟ้าก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมด เขาจดจำทิวารินได้แทบจะในทันที ทว่าภาพที่ทิวารินกำลังจุมพิตกับรัตติกาลท่ามกลางแสงวิญญาณ กลับทำให้หัวใจของเขาชาหนึบ เขากัดฟันกรอด รู้สึกถึงโทสะที่จุกในอกจนหายใจลำบาก ร่างกายของเด็กหนุ่มค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหาสองสาวอย่างลืมตัว เขาเปิดใช้งานแหวนมิติและกำลังจะล้วงหยิบเอาบางอย่างออกมา...

ทว่าทันใดนั้น เสียงสายลมหวีดหวิวก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาใกล้!

ตูม!!

ร่างกำยำสีแดงเพลิงร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดาดฟ้าเสียงดังสนั่น แรงสั่นสะเทือนเรียกสติของฉัตรให้กลับคืนมา เขายกเลิกสิ่งที่กำลังจะทำลงทันที เขามองดูร่างเรืองแสงของทิวารินอีกครั้งด้วยความรู้สึกหลากหลาย จากนั้นจึงเลือกที่จะก้าวถอยร่นหลบออกไปในมุมมืดอย่างเงียบเชียบ

อสูรสงครามใบหน้าเหี้ยมเกรียมศีรษะมีเขาแหลมชี้ตั้ง และทั่วทั้งร่างถูกพันธนาการไว้ด้วยสายโซ่สีดำสนิท กวาดสายตามองทุกคนในวงเวท ก่อนจะหยุดสายตาลงที่รัตติกาลและทิวาริน ดวงตาอสูรที่เคยบ้าคลั่งและไร้แวว ค่อย ๆ กลับมาเปล่งประกายแห่งสติสัมปชัญญะอีกครั้ง

ร่างใหญ่ยักษ์ค่อย ๆ หดเล็กลงจนกลายสภาพกลับมาเป็น ‘แด๊ดดี้’ ชายร่างท้วมหัวฟูที่แทบจะเปลือยเปล่า มีเพียงกางเกงสามส่วนขาดวิ่นที่ปกปิดร่างกาย ทว่าแม้ร่างกายจะหดเล็กลง แต่โซ่ตรวนเส้นมหึมากลับไม่ได้หดเล็กลงตาม ร่างที่บอบช้ำเกินทนของแด๊ดดี้ไม่อาจแบกรับน้ำหนักของโซ่ผนึกเทพได้อีกต่อไป เขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เลือดสีข้นทะลักออกจากมุมปากแสดงถึงแรงสะท้อนภาวะจากคลุ้มคลั่งก่อนหน้า ทว่าบนใบหน้าที่เปื้อนเลือดนั้น... กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ยินดีอย่างที่สุด

เบื้องบนท้องฟ้า พระขันธกุมารผู้ทรนงยืนกอดอกอยู่บนหลังนกยูงยักษ์ พระองค์เฝ้ารอจนกระทั่งร่างยักษาสีเขียวมรกตของท้าวเวสสุวรรณเบื้องล่างควบแน่นสมบูรณ์พร้อมกระบองมหากัณฑ์ในมือ

แม่ทัพสวรรค์แย้มพระสรวลกว้าง ทรงวาดพระหัตถ์ตัดขวางอากาศเบื้องหน้า ปรากฏเป็นหอกยาวเล่มใหม่พุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกมิติ หอกเล่มนี้แตกต่างจากหอกศักติเล่มก่อน มันไม่มีประกายสายฟ้าห่อหุ้ม ทว่ากลับแผ่ซ่านอานุภาพศักดิ์สิทธิ์และกลิ่นอายทำลายล้างที่รุนแรงไม่แพ้กัน

ร่างยักษ์สีเขียวแหงนหน้าขึ้นมองสบตากับร่างในชุดเกราะทองบนท้องฟ้า ทั้งสองต่างแผดเสียงคำรามลั่นจนฟ้าดินสั่นไหว!

พระขันธกุมารกระโจนทะยานลงจากหลังนกยูงยักษ์ราวกับดาวตก ในขณะที่ท้าวเวสสุวรรณก็ถีบตัวกระโดดสวนขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกระบองในมือ ศาสตราเทพทั้งสองวาดหวดเข้าปะทะกันอย่างเต็มเหนี่ยว!

เปรี้ยงงง!!!

คลื่นพลังทำลายล้างจากการปะทะระเบิดกวาดออกเป็นวงกว้าง ซัดทำลายซากปรักหักพังให้ปลิวว่อนหายไปในพริบตา แผ่นดินราบเรียบเป็นหน้ากลองกินรัศมีกว้างขวาง ฟ้าดินสั่นสะเทือนเกิดเป็นเสียงคำรามก้องกังวานสะท้อนไปมาอยู่หลายระลอกก่อนจะค่อย ๆ สงบลง

เมื่อฝุ่นควันจางลง เมืองจตุคีรีในอาณาบริเวณจุดปะทะหายไปกว่าครึ่งเมือง เหลือเพียงตึกใต้ศาลที่ได้รับการคุ้มครองจากวงเวทเท่านั้นที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ได้อย่างปาฏิหาริย์

สองร่างยักษ์ค่อย ๆ ลอยตัวลงมายืนประจันหน้ากันบนพื้นดินราบเรียบ หอกในพระหัตถ์ของพระขันธกุมารได้สลายไปแล้ว พระองค์จ้องมองท้าวเวสสุวรรณอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา และเอื้อนเอ่ยถ้อยคำว่า

“ปุนาร์ มิลามิ…”

สิ้นคำ ร่างใหญ่ยักษ์ของแม่ทัพสวรรค์ในชุดเกราะทองคำก็ค่อย ๆ แตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองปลิวว่อนไปในอากาศ พร้อมกับนกยูงยักษ์อันเป็นสัตว์พาหนะที่ค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกัน

ร่างยักษาสีเขียวมรกตยืนนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวกลับมามองยังดาดฟ้าของตึกใต้ศาล และในเวลาต่อมา ร่างนั้นก็ค่อย ๆ สลายกลายเป็นละอองแสงหลากสี หลั่งไหลร่วงหล่นลงสู่วงเวทจตุมหาราชิกาเบื้องล่าง ละอองแสงซึมซับเข้าสู่ร่างของทุกคนเพื่อเยียวยาบาดแผล จนกระทั่งวงเวทค่อย ๆ วูบแสงและดับลงในที่สุด

เฮือก!

รุต อัส และทักกี้ สูบลมหายใจเข้าลึกอย่างพร้อมเพรียง พยายามประคองร่างที่บอบช้ำของตนเองให้ยืนขึ้น

ทางด้านทิวาริน เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ แต่กลับพบว่าดวงตาของรัตติกาลที่จ่ออยู่ตรงหน้ายังคงหลับสนิท ‘ทำไมถึงยังไม่ตื่นล่ะ?’ เธอคิดในใจ และเตรียมจะถอนริมฝีปากออกเพื่อหาทางปลุกอีกฝ่าย

ทว่าทันใดนั้น มือเรียวของคนที่นอนนิ่งกลับตวัดขึ้นมาโอบพันรอบลำคอของเธอเอาไว้แน่น ฉุดรั้งให้ริมฝีปากของทั้งสองไม่อาจแยกออกจากกันได้! พร้อมกันนั้น เสียงกระแสจิตที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัว

‘ทิวา… ฉันเกือบตายเลยนะ... ขอค่าทำขวัญอีกหน่อยสิ’

ทิวารินชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาที่เคยเยือกเย็นเปลี่ยนมาเป็นสดใสระคนกับความขุ่นเคืองเล็กน้อย

‘แกล้งให้ฉันเป็นห่วงงั้นเหรอ หน้าไม่อาย!’ เธอตอบกลับผ่านสื่อจิต

ทีแรกเธอคิดจะขัดขืน แต่เมื่อหวนนึกถึงความรู้สึกเจ็บปวดก่อนหน้านี้ตอนที่คิดว่าสูญเสียอีกฝ่ายไปตลอดกาลแน่แล้ว เธอจึงยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับรสจุมพิตนั้นอย่างลึกซึ้ง โดยไม่ใส่ใจว่าบรรดาลุง ๆ ใต้ศาลอาจจะกำลังมองอยู่

รุต อัส และทักกี้ ที่กำลังเดินมารวมตัวกันบริเวณแท่นวงกลมของเด็กสาวทั้งสอง พลันชะงักเท้ากึกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า พวกเขาหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก็พอดีกับที่เหลือบไปเห็นแด๊ดดี้กำลังส่งสัญญาณบุ้ยใบ้ โบกมือไล่ให้ทุกคนถอยออกไป

สามลุงพยักหน้าอย่างรู้หน้าที่ รีบเข้าไปช่วยกันประคองร่างหนักอึ้งของแด๊ดดี้ให้ยืนขึ้นอย่างเงียบเชียบที่สุด แล้วพากันย่องลงจากดาดฟ้าไป ทิ้งให้สองร่างได้สัมผัสแลกเปลี่ยนลมหายใจกันอยู่เช่นนั้น... จนกว่าจะพอใจ

ณ เมืองจตุคีรี ฝั่งโลกปกติ

ท่ามกลางความโกลาหลจากอุบัติภัยรอยแยกมิติขนาดมหึมาปริแตกขึ้นกลางใจเมือง ส่งผลให้สิ่งก่อสร้างและพื้นถนนลาดยางพังทลายทรุดตัวลงเป็นทางยาว เผยให้เห็นทิวทัศน์ที่บิดเบี้ยวของโลกอีกฝั่ง

ครู่ต่อมา เงาร่างอัปลักษณ์ร่างหนึ่งก็เริ่มปีนป่ายตะเกียกตะกายขึ้นมาจากรอยแยก มันหันซ้ายแลขวา สูดดมบรรยากาศที่แตกต่างของอีกฝั่งเข้าปอดลึก ก่อนจะแสยะยิ้มโชว์เขี้ยวแหลมอย่างพึงพอใจ แล้วพุ่งทะยานออกไปสู่ท้องถนนที่สาดส่องด้วยแสงไฟนีออน

และหลังจากนั้น... ร่างอสูรกายอีกนับไม่ถ้วนก็เริ่มทยอยปีนป่ายตามกันขึ้นมา... จากสิบ... เป็นร้อย... และทวีคูณเป็นนับพัน!

บนภูเขาสูงนอกเมืองจตุคีรี

หญิงสาวในชุดเครื่องแบบสีเงินเข้ารูปทะมัดทะแมง กำลังใช้กล้องส่องทางไกลมองลงไปยังความโกลาหลที่ใจกลางเมือง เธอค่อย ๆ ลดกล้องในมือลง ก่อนจะหันไปรายงานผู้เป็นนาย

“ท่านเจ้ากรมคะ พวกมันเริ่มหลุดออกมาจากรอยแยกแล้วค่ะ… จะให้คนของเราเข้าควบคุมสถานการณ์เลยไหมคะ?”

ไม่ห่างจากเธอนัก ปรากฏเงาร่างของสตรีในเครื่องแบบคล้ายคลึงกัน ทว่าสวมทับด้วยเสื้อคลุมยาวสีดำสนิท เธอกำลังนั่งก้มหน้าเป่าไล่ไอความร้อนจากถ้วยชาในมืออย่างใจเย็น ก่อนจะลดถ้วยชาลง แล้วหันมาตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและแววตาที่ดูอบอุ่น...

“ยังก่อน... ปล่อยให้พวกมันสร้างความวุ่นวายสักหน่อย เราจะได้มี ‘เหตุผลดี ๆ’ ในการยื่นมือเข้าไปจัดการ... สำหรับตอนนี้ สั่งให้คนของเรากางอาณาเขตปิดกั้นเอาไว้ แค่ไม่ให้พวกมันเล็ดลอดออกไปนอกเมืองจตุคีรีได้ก็พอ”

ณ สถานที่ปริศนา ส่วนลึกสุดของโลกรอยพับ

ท่ามกลางความเงียบงัน ดวงตาคู่หนึ่งค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงฉานที่ส่องประกายเรืองรองราวกับโลหิต

“ฮ่า ๆ ๆ... นี่ข้าถูกชายคนนั้นตบตามาตลอดเลยงั้นรึ? ช่างร้ายกาจนัก... เขาเอาเศษเสี้ยวของเวสสุวรรณไปฝังไว้ในตัวเองเพื่อให้ข้าเชื่อว่าเขากลืนกินมันไปแล้ว และปิดผนึกพลังที่แท้จริงของเวสสุวรรณเอาไว้ในตัวเด็กนั่น!”

น้ำเสียงทรงอำนาจดังก้องกังวาน ร่างใหญ่โตค่อย ๆ ดันตัวเองลุกขึ้นจากบัลลังก์ศิลา ทอดสายตามองกดลงไปเบื้องล่างโถงกว้างสุดลูกหูลูกตา ที่ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายเผ่าพันธุ์... ยักษา อสูรกาย อมนุษย์ครึ่งสัตว์ คนแคระ และภูตผีปีศาจนับหมื่นแสน... ทั้งหมดต่างกำลังหมอบกราบ ก้มหัวศิโรราบอยู่เบื้องล่างบัลลังก์ของเขา

“ถึงกับตบตาราชาผู้นี้มาได้ตั้งหลายปี... นับว่าข้าดูแคลนท่านไปจริง ๆ... ยมราช”


ลำนำย่ำราตรี ภาคปฐมบทสู่โลกผู้วิเศษ จบ.

ปุนาร์ มิลามิ… (จนกว่าจะพบกันใหม่…)

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!