ลำนำย่ำราตรี (ภาคปฐมบทสู่โลกผู้วิเศษ) | ตอนที่ 1-30

ตอนที่ 19: ตอนที่ 18 : เผ่าเขี้ยวพิษ

👁️ 8 อ่าน
22px

ลำนำย่ำราตรี
ตอนที่ 18 : เผ่าเขี้ยวพิษ

ณ ใจกลางโถงฝึกซ้อมอันกว้างขวาง รุตและอัสยืนประจันหน้ากันด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับกดดันจนเหมือนเวลาถูกหยุดนิ่ง ทั้งสองยกแขนขึ้นช้า ๆ แล้วสอดมือเข้าไปในความว่างเปล่าเบื้องหน้า ทันใดนั้น แหวนเงินเกลี้ยงเกลาบนนิ้วกลางของทั้งคู่พลันเปล่งแสงสีม่วงเรืองรอง ห้วงอากาศถูกฉีกออกเกิดเป็นช่องว่างมิติสีม่วงเข้มที่หมุนวนราวกับหลุมดำขนาดย่อม

รุตล้วงมือเข้าไปก่อนจะดึงเอา ‘ตัดจันทรา’ ดาบยาวทรงไทยโบราณที่แผ่กลิ่นอายดุดัน และ ‘ยิงดารา’ ปืนลูกโม่ลำกล้องยาวสีเงินสะท้อนแสงวาววับออกมาถือไว้ในมือซ้ายและขวา

ส่วนทางด้านอัส เขาหยิบเอา ‘เขี้ยวพิษฉีกกระชาก’ มีดคู่ที่มีใบมีดเรียวยาวโค้งมนสีเขียวใสคล้ายหยกเนื้อดี ตัวด้ามถูกสลักลวดลายเกล็ดงูวิจิตรบรรจง และที่ส่วนท้ายด้ามถูกหล่อเป็นรูปหัวพญานาคซึ่งฝังอัญมณีสีแดงสดราวกับหยาดเลือดไว้ที่ส่วนดวงตา

ทิวารินเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ ประสบการณ์จากการอ่านนิยายและดูอนิเมะทำให้เธอเข้าใจได้เองทันทีว่านั่นคือ ‘มิติเก็บของ’ ไอเทมสุดโกงในต่างโลก! เด็กสาวอดไม่ได้ที่จะหันไปกระตุกแขนเสื้อรัตติกาลเบา ๆ

“นี่ ๆ... พวกเราไม่มีของแบบนั้นให้ใช้บ้างเหรอ?”

“นั่นคือ ‘แหวนมิติ’ น่ะ” รัตติกาลอธิบายเสียงเรียบ “ด้วยระดับพลังของพวกเราตอนนี้ยังใช้ของแบบนั้นไม่ได้หรอก เพราะภายในช่องว่างมิติมีกระแสพลังงานโกลาหลที่รุนแรงมากคอยต่อต้านไม่ให้สิ่งมีชีวิตล่วงล้ำเข้าไป หากร่างกายและวิญญาณไม่แข็งแกร่งพอแล้วสอดมือสุ่มสี่สุ่มห้า... แขนอาจจะโดนฉีกขาดกระจุยได้ ต้องเป็นผู้วิเศษระดับ 4 ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะใช้งานมันได้”

เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง พลางลอบปรายตามองทิวาริน ‘แต่สำหรับยัยนี่ที่มีห้วงวิญญาณอนันต์... บางทีอาจจะทนแรงฉีกขาดนั่นได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยมั้ง?’ เธอคิดในใจแต่ก็เลือกที่จะเก็บเงียบไว้ ก่อนจะอธิบายอาวุธของสองลุงต่อ

“ลุงรุตเป็นสายกายา เน้นการต่อสู้ประชิดตัว ใช้ดาบตัดจันทราเป็นหลัก และมีปืนลูกโม่ยิงดาราเป็นอาวุธรองพลิกแพลงระยะกลาง... ส่วนของลุงอัสคือมีดคู่เขี้ยวพิษฉีกกระชาก เอาจริง ๆ ฉันเองก็เพิ่งเคยเห็นเขางัดมันออกมาใช้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน”

“ดาบยาวกับปืน… โคตรเท่เลย...” ทิวารินพึมพำตาลุกวาว “ส่วนมีดคู่ของอาจารย์อัสชื่อเรียกฟังดูโหดจัด แต่ทั้งสวย ทั้งเท่”

รัตติกาลพยักหน้าเห็นด้วยอย่างลืมตัว ทว่าทันใดนั้น... สายตาของเด็กสาวทั้งสองก็บังเอิญหลุบลงมามองอาวุธประจำกายในมือของตัวเองโดยมิได้นัดหมาย

ไม้เบสบอลสีดำทะมึนของรัตติกาล... ถุงมือผ้าไหมสีเขียวพาสเทลมุ้งมิ้งของทิวาริน...

ทั้งคู่ต่างถอนหายใจเบา ๆ และตกอยู่ในความเงียบงัน...

“รับมือ!!”

เสียงตวาดของรุตดึงสติทุกคนกลับมา เขาพุ่งทะยานเข้าใส่อัสตรง ๆ ด้วยความเร็วที่สายตาคนปกติมองแทบไม่ทัน เขาง้างดาบตัดจันทราฟันฉับลงมา ทว่าอัสกลับสืบเท้ากระโดดถอยหลังอย่างนุ่มนวล พร้อมกับสะบัดมีดเขี้ยวพิษฉีกกระชากในมือขวา

ฟวับ!

ประกายแสงสีเขียวเข้มพุ่งแหวกอากาศออกไป อัสไม่ได้ขว้างมีด แต่เขาบีบอัดพลังวิญญาณแล้วซัดพุ่งออกไปในรูปร่างของใบมีด ใบมีดวิญญาณจ่อตรงเข้าแสกหน้ารุต ทว่าเขากลับไม่หลบ พลันตวัดปืนลูกโม่ยิงดาราในมือซ้ายขึ้นมาปัดกระแทกเงามีดนั้นจนแตกสลายไปกลางอากาศ!

“หะ... ใช้ปืนแบบนั้นได้ด้วยเหรอ” รัตติกาลพึมพำอย่างตื่นตะลึง

ทิวารินที่มองการเคลื่อนไหวของทั้งคู่แทบไม่ทันได้แต่มึนตึ้บ ทว่าเธอสังเกตเห็นประกายแสงสีแดงเรืองรองในดวงตาของรัตติกาล จึงรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังใช้ ‘ตาทิพย์’ มองดูการต่อสู้ ไม่รอช้า ทิวารินรีบรวบรวมพลังวิญญาณ เปิดใช้งานตาทิพย์รวดเดียวถึงขั้นที่ 2 ทันที ถือเป็นการขิงใส่รัตติกาลที่ยังใช้ได้แค่ขั้นที่ 1 ไปในตัว

เคร้ง! เคร้ง! ปัง!

เสียงโลหะปะทะกันดังต่อเนื่อง ทิวารินที่เปิดตาทิพย์ขั้น 2 บัดนี้สามารถมองเห็นวิถีการเคลื่อนไหวและเส้นสายของพลังวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน

การโจมตีของรุตนั้นดุดัน หนักหน่วง และแม่นยำราวกับพายุ ทุกดาบที่ฟาดฟันเล็งไปที่จุดบอดและข้อต่อ ทว่าอัสกลับรับมือได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เขาวาดลวดลายมีดคู่ด้วยท่วงท่าที่พลิ้วไหวและรวดเร็วราวกับอสรพิษเลื้อย ปัดป้องและเบี่ยงเบนแรงปะทะได้อย่างหมดจด

ปัง!

รุตอาศัยจังหวะประชิดเหนี่ยวไกปืนลูกโม่เป็นครั้งแรก อัสโยกตัวหลบด้วยความเร็วสูงจนเกิดภาพติดตา รุตไม่ปล่อยให้ตั้งตัว เขาสืบเท้าตวัดดาบตัดขวางลำตัว อัสย่อตัวม้วนหลบ ทว่านั่นคือกับดัก! รุตดักทางไว้แล้วและสวนด้วยลูกเตะเสยจากเบื้องล่าง อัสที่หลบไม่พ้นจึงจำใจต้องยกมีดคู่ขึ้นไขว้กันเป็นกากบาทพร้อมรับลูกเตะหมายสะบั้นให้ขาของรุตขาดกระจุย แต่แล้ว... ลูกเตะที่เต็มไปด้วยพละกำลังกลับถูกชักกลับเล็กน้อย ก่อนที่รุตจะพลิกแพลงท่วงท่า เปลี่ยนลูกเตะเป็นลูกถีบตรงพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของอัสแทน!

อัสรู้ตัวว่าหลบไม่ทัน แต่ก็ตอบสนองรวดเร็วปานสายฟ้า เขายกมีดคู่ที่ไขว้กันอยู่ขึ้นมารับฝ่าเท้าของรุตไว้ได้ทัน ทว่าแรงถีบมหาศาลนั้นก็ส่งผลให้ร่างของอัสเสียหลักปลิวไถลถอยหลังไปหลายก้าวจนแทบหงายหลัง

ปัง! ปัง!

กระสุนวิญญาณอีกสองนัดถูกยิงตามมาติด ๆ อัสกัดฟันฝืนร่างกายม้วนตัวหลบกระสุนนัดแรกไปได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะใช้ใบมีดปัดกระสุนนัดที่สองทิ้ง แม้จะปัดพ้น แต่แรงกระแทกก็ทำให้เขาเซถลาเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่

รุตไม่รอช้า เขากระโดดลอยตัวขึ้นเหนือหัวอัส ง้างดาบตัดจันทราในมือทั้งสองข้างขึ้นสุดแขน พลังวิญญาณอัดแน่นจนใบดาบสั่นสะท้าน

“ลาก่อนไอ้งูเขียวเพื่อนรัก!!” รุตคำรามก้อง ก่อนจะฟาดคมดาบฟันผ่าร่างของอัสลงไปเต็มแรง!

อัสที่เสียหลักและแขนทั้งสองข้างเชื่องช้าลงจากการปะทะต่อเนื่อง จะหลบก็ไม่พ้น จะป้องกันก็ไม่ทัน จึงถูกคมดาบผ่าร่างจากหัวไหล่สะพายแล่งลงไปถึงเอว

ฉับ!

ทว่า... ร่างของอัสที่ถูกฟันขาดครึ่งกลับไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว ร่างนั้นระเหิดราวกับไอน้ำ ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีเขียวมรกต!

รุตยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าฟันดาบลงพื้น โดยมีร่างของ ‘อัสตัวจริง’ โผล่มาปรากฏตัวอยู่ด้านหลัง พร้อมกับจ่อคมมีดสีเขียวหยกเข้าที่ท้ายทอยของเขาอย่างเยือกเย็น

“ฉันบอกแกแล้วไง... ว่าอย่ามาฟูมฟายทีหลังไอ้วณิพก” อัสกล่าวเสียงเรียบ

ทว่า... รอยยิ้มมุมปากของอัสพลันชะงักค้าง เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปที่ด้านล่าง... มือขวาที่ไพล่หลังอยู่ของรุตกำปืนลูกโม่ ‘ยิงดารา’ หันปากกระบอกปืนขึ้นเล็งมาที่ใต้คางของเขาในสภาพที่นิ้วชี้เกี่ยวไกปืนพร้อมยิง!

ทั้งคู่ยืนนิ่งงันอยู่ในสภาพรุกฆาตซึ่งกันและกัน

รัตติกาลยืนเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ลุงรุตคืออาจารย์ของเธอ เธอเคยคิดว่าตัวเองรู้จักฝีมือของเขาทะลุปรุโปร่ง แต่การโจมตีคอมโบต่อเนื่องเมื่อครู่ ทั้งดุดัน พลิกแพลง แยบยล และรวดเร็ว ทำให้เธอสำนึกได้ทันทีว่าสิ่งที่เธอรู้เป็นแค่เศษเสี้ยวความเก่งกาจของเขาเท่านั้น

ทว่าคนที่ทำให้เธอช็อกยิ่งกว่ากลับเป็น ‘ลุงอัส’ เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเขาถูกไล่ต้อนจนมุมและโดนดาบฟันเข้าเต็มเปา แต่ไหงถึงกลายเป็นภาพลวงตา แล้วไปโผล่ซ้อนท้ายเอามีดจ่อคอรุตได้ตั้งแต่ตอนไหน!? ทั้งที่รัตติกาลที่ใช้ตาทิพย์ขั้น 1 จ้องดูอยู่ตลอดแต่กลับมองไม่ออกแม้แต่นิดเดียว

“อาจารย์อัส... สุดยอดไปเลย ทำได้ยังไงกันนะ”

เสียงใส ๆ ของทิวารินดังขึ้นทำลายความเงียบ เด็กสาวยังคงเปิดใช้งานตาทิพย์ขั้นที่ 2 และดูเหมือนว่าดวงตาของเธอจะสามารถจับเส้นสายการเคลื่อนไหวและการสับเปลี่ยนร่างของอัสเมื่อครู่ได้ทัน

รุตลดปืนลงพลางเก็บอาวุธทั้งสองเข้าแหวนมิติ เขาเดินเข้ามาหาเด็กสาวทั้งสองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกวน ๆ “เอาล่ะ ลุงไปก่อนนะเด็ก ๆ ตั้งใจเรียนกันด้วยล่ะ”

ชายผมทองเห็นใบหน้ามึนงงของรัตติกาลและทิวาริน จึงโน้มตัวลงมาเอามือป้องปากกระซิบ “ความจริงคือ... ฉันแค่อยากลองของวิชาอัสมันหน่อยน่ะ ไม่ได้ดวลกันแบบเอาจริงมาหลายปีแล้ว ฮ่า ๆ ๆ!” เขาหัวเราะร่วนพลางเดินล้วงกระเป๋าผิวปากออกจากห้องฝึกไปอย่างอารมณ์ดี

อัสเก็บมีดคู่หายไปในอากาศ ก่อนจะเดินเข้ามาหาเด็กสาวทั้งสองด้วยแววตาเยือกเย็นและใบหน้าเรียบนิ่งราวกับรูปสลัก

“เอาล่ะ... ตัวเกะกะไปซะที เราก็มาเริ่มเรียนกันเถอะ” เขาพูดพลางลากเก้าอี้เหล็กมานั่งไขว่ห้างตรงหน้าทั้งคู่

อัสเริ่มต้นด้วยการจับสัมผัสตรวจสอบกระแสพลังวิญญาณในร่างของรัตติกาล เขาพบว่ามันลดลงจากขั้น 2 ระดับกลาง ร่วงลงมาอยู่ที่ขั้น 2 ระดับต้น อย่างไรก็ตาม นี่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่แย่นักและยังคงสามารถเรียนสกิลวิญญาณขั้น 2 ได้

จากนั้นเขาจึงหันมาตั้งคำถามว่า ตอนที่พวกเขาดวลกันเมื่อครู่ ทั้งสองคนได้เปิดใช้งาน ‘ตาทิพย์’ เพื่อสังเกตการณ์หรือไม่ เมื่อเด็กสาวทั้งสองพยักหน้ารับตามตรง มุมปากของอัสก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ

เขากล่าวชื่นชมทิวารินว่ามีไหวพริบและหัวไวมาก เพราะนี่คือ ‘บททดสอบแรก’ ของเขา หากเธอยังขืนยืนบื้อดูการต่อสู้ด้วยตาเนื้อเปล่า ๆ โดยไม่ใช้สกิลที่มีให้เป็นประโยชน์ เขาคงรู้สึกผิดหวังในตัวเธออย่างมาก

ทิวารินได้ฟังก็แอบปาดเหงื่อ ลอบถอนหายใจยาว ‘เกือบไปแล้ว... คราวนี้ถือว่าฉันเป็นหนี้ยัยหน้าย่นนี่ก็แล้วกัน’ เธอคิดในใจพลางปรายตามองรัตติกาลที่ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ

อัสหันไปถามรัตติกาลต่อว่า สังเกตเห็นเทคนิคของเขาในช่วงสุดท้ายหรือไม่ รัตติกาลส่ายหน้ายอมรับตามตรง อัสจึงอธิบายว่าเทคนิคที่เขาใช้จำเป็นต้องใช้ตาทิพย์ระดับ 2 ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะพอมองออก ซึ่งทิวารินก็พยักหน้าหงึก ๆ

“ในเมื่อเป็นแบบนี้ บทเรียนแรกของพวกเธอในวันนี้คือ...” อัสชี้ที่ทิวาริน “เธอ... แมวน้อย จงคงสภาวะการใช้งานตาทิพย์ขั้นที่ 2 ให้ได้ตลอดเวลา นานเท่าที่ร่างกายและพลังวิญญาณของเธอจะรับไหว ด้านพลังวิญญาณฉันไม่ห่วง แต่หากจะใช้ตาทิพย์ระดับสูงกว่านี้ในอนาคต ดวงตาของเธอควรจะคุ้นชินกับมันให้มากที่สุด”

จากนั้นเขาหันไปทางรัตติกาล “ส่วนยัยหนู... หน้าที่ของเธอคือเรียนรู้วิธีเบิกตาทิพย์ขั้นที่ 2 ให้สำเร็จภายในวันนี้ ลองถามขั้นตอนจากแมวน้อย และทดลองทำตามจนกว่าจะจับทางได้เอง ด้วยพรสวรรค์ที่เพิ่มขึ้นมาน่าจะไม่ยากนัก”

“หา!? ให้ยัยบ๊องนี่มาสอนหนูเนี่ยนะ!?” รัตติกาลบ่นอุบอิบหน้ามุ่ย แต่เมื่อเจอสายตาดุ ๆ ของอัสกดดัน เธอก็จำใจต้องรูดซิปปากและไม่คัดค้านใด ๆ อีก

“ฉันมีธุระส่วนตัวต้องไปจัดการนิดหน่อย ช่วงเย็นฉันจะกลับมาดูผลการฝึก... อย่าอู้ล่ะ” อัสทิ้งท้ายแค่นั้น ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้สองสาวอยู่กันตามลำพัง

หลังจากนั้น ทิวารินที่ยังคงเลี้ยงพลังตาทิพย์ขั้นที่ 2 ไว้ในดวงตาก็หันมามองรัตติกาลที่ทำหน้างอเป็นจวัก เธอเริ่มอธิบายถึงความรู้สึกและวิธีเข้าสู่ขั้นที่ 2 ต่อเนื่องจากสภาวะขั้นที่ 1 ตามที่เธอเข้าใจ

“จากที่เรามองอยู่... เพ่งสมาธิแล้วโฟกัสการมองให้ทะลุลงไปอีก มองลึกลงไป... ลึกลงไปอีก”

แม้คำอธิบายจะฟังดูแปลก ๆ แต่ด้วยผลพวงจากพรสวรรค์ด้านวิญญาณระดับอัจฉริยะที่ถูกเติมเข้ามาในร่าง รัตติกาลจึงจับทางและเริ่มปรับกระแสวิญญาณในดวงตาได้ไม่ยากนัก เธอหลับตาลงและเข้าสู่สมาธิเพื่อทดลองทำตามทันที

ในขณะเดียวกัน การฝึกนี้ดูจะชิลล์สุด ๆ สำหรับทิวาริน ด้วย ‘ห้วงวิญญาณอนันต์’ เธอพบว่าตัวเองสามารถคงสภาพตาทิพย์ขั้น 2 ไว้ได้เรื่อย ๆ โดยแทบไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย เมื่อไม่มีอะไรทำแถมลูกศิษย์ก็หลับตาทำสมาธิอยู่ ทิวารินจึงเริ่มสอดส่ายสายตามองสำรวจห้องฝึกที่ว่างเปล่าไปเรื่อยเปื่อย

ทว่าเมื่อมองผ่านตาทิพย์ ห้องเรียบ ๆ นี้กลับไม่ธรรมดา คราแรกเธอเพ่งมองไปที่ผนังห้องคอนกรีต มองลึกลงไป... ลึกลงไป... จนพบว่าภายใต้กำแพงหนาทึบนั้น มีม่านพลังมิติสีม่วงเข้มสลับซับซ้อนไหลเวียนอยู่ มันดูลึกลับและมีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับช่องว่างมิติที่พวกสองลุงใช้เก็บอาวุธก่อนหน้านี้ไม่มีผิด

เมื่อเบื่อกำแพง เธอก็หันไปจ้องมอง ‘มหากัณฑ์’ ไม้เบสบอลสีดำสนิทของรัตติกาลที่วางพาดพิงอยู่บนเก้าอี้ ทิวารินเพ่งสมาธิ มองลึกลงไป... ลึกลงไปอีก...

‘เลิกจ้องข้าสักทีนังหนู! เจ้าคิดว่าจะมองเห็นอะไรงั้นรึ!’

เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าของมหากัณฑ์ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทโดยตรงจนทิวารินสะดุ้งโหยง

“ข... ขอโทษค่ะ” ทิวารินรีบสื่อจิตตอบกลับหน้าเจื่อน “ก็ห้องนี้มันไม่มีอะไรน่าสนใจให้มองเลยนี่นา...”

‘ไม่มีงั้นรึ? หึ...’ มหากัณฑ์แค่นเสียงในหัว ‘แล้วแม่หนูน้อยหน้าแฉล้มที่นั่งหลับตาพริ้มอยู่ตรงนั้น เจ้าไม่คิดว่านางน่ามองกว่าท่อนเหล็กอย่างข้าหรอกรึ?’

คำทักท้วงของอาวุธจอมเวทช่างยุ ทำเอาทิวารินหัวใจหล่นวูบ

ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตัก...

ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ‘น... นั่นสิ! ทำไมฉันไม่ลองใช้ตาทิพย์มองยัยนี่ดูซักหน่อยล่ะ? บางทีตาทิพย์ขั้น 2 อาจจะมองเห็นความลับของยัยนี่ หรือว่า... หรืออาจจะ... มองทะลุเสื้อผ้า… !!’

ความคิดพิเรนทร์นั้นทำให้เธอถึงกับรู้สึกแน่นจมูก ทิวารินกลืนน้ำลายดังเอื้อก เธอค่อย ๆ หันขวับไปจ้องมองร่างของรัตติกาลที่กำลังนั่งสมาธินิ่งสงบ เด็กสาวสูดหายใจเข้าลึก พยายามเพ่งกระแสพลังในดวงตาให้คมกริบที่สุด

‘จงมองลึกลงไป... ลึกลงไป... ลึกลงไปใต้ผืนผ้าสีดำนั่น’ เธอไม่ได้สั่งให้ตาทิพย์เจาะเข้าไปในจิตวิญญาณ แต่กำลังบังคับให้มันเจาะทะลุผ่านเนื้อผ้าของชุดเดรสสไตล์โกธิคลายลูกไม้สีดำของอีกฝ่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย!

ทว่า... ก่อนที่ภาพฝันใด ๆ จะได้ปรากฏแก่สายตาของสาวน้อย...

“หลบไปสิวะ!! เป็นแค่พนักงานต้อนรับกระจอก ๆ กล้าดีชูคอมาขวางทางพวกข้าเชียวรึ!!”

เสียงตวาดแหลมก้าวร้าวและเสียงฝีเท้าของกลุ่มคน ดังลั่นข้ามม่านประตูเข้ามา ปลุกให้ทิวารินสะดุ้งเฮือกหลุดจากภวังค์ทันที รัตติกาลเองก็ลืมตาโพล่งขึ้นมาพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะสมาธิ

“ธ... โธ่ คุณชายขอรับ!” เสียงสั่นเครือที่ดังแทรกขึ้นมา ทิวารินจำได้แม่นว่ามันคือเสียงของ ‘เจ้าอสูรหน้าหมูป่า’ พนักงานเฝ้าหน้าเคาน์เตอร์นั่นเอง “ห้องฝึกห้องนี้มีลูกค้าวีไอพีเหมาจ่ายไว้แล้วจริง ๆ นะขอรับ คุณชายได้โปรดเมตตาไปเลือกใช้ห้องอื่นเถอะขอรับ!”

“ก็พวกข้าจะเอาห้องนี้!! ให้ไอ้พวกข้างในมันย้ายไปห้องอื่นก็สิ้นเรื่อง!!” เสียงกร้าวตะโกนสวนกลับมา พร้อมกับเสียงกระแทกบางอย่างดัง พลั่ก! คล้ายมีคนโดนเตะ “แกกล้าขัดใจข้าเหรอวะไอ้หมูตอน!! หรือแกไม่รู้จักชื่อเสียงของ ‘เผ่าเขี้ยวพิษ’ ของพวกเรา หืม?!!”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!