รัชศกหรงเต๋อ ปีที่สิบเอ็ด, คืนวันเพ็ญ เดือนเจ็ด ยามค่ำคืนเงียบสงบ แสงจันทร์ทอประกายเหนือยอดไม้ ชาวบ้านบางส่วนตั้งโต๊ะบูชาเทพจันทราตามธรรมเนียมเก่าแก่ เด็กเล็กวิ่งเล่นส่งเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้ว
ทว่าไม่นาน...หมู่บ้านชิงหลินก็ตกอยู่ในห้วงหายนะ กลิ่นคาวเลือดแฝงไอเย็นเฉียบคละคลุ้งในอากาศ เสียงกรีดร้องของชาวบ้านแทรกกับเสียงคำรามของวิญญาณอาฆาต กลีบดอกไม้สีม่วงพลิ้วไหวตามสายลมประหนึ่งมีมือที่มองไม่เห็นกำลังควบคุม ท้องฟ้าพลันแยกออก ผืนดินสะเทือน รอยแยกสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางเวหา
“ท่านแม่ นั่นคือสิ่งใด” เสียงเด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามมารดาที่กำลังจัดโต๊ะบูชา ในมือเล็กถือโคมไฟกระต่าย แสงไฟในโคมส่องประกายในความมืดมิด
สตรีวัยกลางคนวางผลไม้บนโต๊ะบูชา ก่อนจะเงยหน้ามองตามมือเล็กของบุตรสาวที่ชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้า ดวงตาพลันเบิกกว้าง บนนภาไร้ซึ่งแสงจันทร์ มีเพียงรอยแยกขนาดใหญ่ คล้ายประตูอเวจีกำลังเปิดออก ระหว่างรอยแยกมีบางอย่างทะลุทะลวงออกมา พร้อมกับเสียงกรีดร้องอันน่าขนลุก
ร่างท้วมสั่นเทา ลมหายใจติดขัด ความหวาดกลัวเกาะกินหัวใจไปชั่วขณะ แต่เมื่อได้ยินเสียงบุตรสาว ร่างกายพลันตอบสนอง รีบอุ้มเด็กน้อยออกวิ่งไปยังบ้านของตน ในขณะที่ปากก็ตะโกนเสียงดังลั่น “ประตูอเวจีเปิดแล้ว ทุกคนรีบหนีเร็วเข้า!!”
เสียงของนางไม่ดังมาก แต่ก้องพอให้ผู้อื่นได้ยิน หมู่บ้านตกอยู่ในความวุ่นวายชั่วขณะ ในตอนที่นางกำลังวิ่งหนี บุตรสาวไม่เข้าใจสถานการณ์รับรู้เพียงความรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่น กลุ่มควันสีดำที่ลอยอยู่ไม่ไกลได้ยินเสียงกรีดร้อง แสงแห่งความบริสุทธิ์แผ่ออกจากตัวเด็กหญิง เจิดจ้าจนดึงความสนใจ
เพียงชั่วขณะเธอตกเป็นเป้าของวิญญาณร้าย พวกมันพุ่งตรงมาหวังจะสูบวิญญาณอันบริสุทธิ์ ผู้เป็นมารดาหยุดชะงัก นางถูกล้อมจากทุกสารทิศ ในใจนึกตระหนกปนหวาดกลัว ไม่รู้ว่าจะหนีไปทางใด มือหยาบกอดบุตรสาวไว้แน่น หากจะเกิดสิ่งใดขึ้นนางก็หวังว่าตนจะเป็นเกราะให้บุตรสาวได้
เวลานั้นความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจ ควันดำพุ่งมาประชิดหน้า ดูดกลืนพลังชีวิตของผู้เป็นแม่ ร่างกายที่เคยอ้วนท้วมซูบผอมในพริบตา ก่อนจะกลายเป็นซากเนื้อหุ้มกระดูกกองอยู่บนพื้นดิน เหลือเพียงเด็กหญิงตัวน้อยที่กอดโคมไฟกระต่ายไว้แน่นพลางร้องไห้
วิญญาณร้ายแสยะยิ้ม อาหารอันโอชะอยู่เบื้องหน้า จึงไม่รอช้าพุ่งตรงเข้าหาเหยื่อในทันที
ทว่ายังไม่ทันจะถึงตัวกลับถูกกระบี่พุ่งเข้าใส่ เหล่านักพรตเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว รวมถึงผู้บำเพ็ญเซียนจากสำนักบุปผาพิษด้วย
“รอยแยกสีนิลปรากฏขึ้นแล้ว!! ทุกคนแยกย้ายกันปกป้องชาวบ้าน” เสียงตะโกนของศิษย์สำนักบุปผาพิษดังลั่น เหนือยอดไม้ รอยแยกคล้ายดวงเนตรแห่งหายนะฉีกกลางเวหา ควันดำทะลักออกมาไม่หยุด พร้อมเสียงกรีดร้องดังก้องราวกับผืนฟ้าถูกฉีกทลาย
เสียงสวดอาคมของนักพรตจากหลายสำนักดังระงม แม้จะพยายามคุมสติ แต่ในใจล้วนหวาดหวั่น รอยแยกนี้ใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ความหนาวเย็นแทรกเข้าไขกระดูก ความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจของผู้คน
หมู่บ้านชิงหลินกำลังล่มสลาย ผู้คนหนีตาย บางคนวิ่งได้ไม่กี่ก้าว...ก็ดับสูญ ควันดำกลืนร่าง พริบตาเดียว เหลือเพียงซากเนื้อหุ้มกระดูก ผนึกวิญญาณอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ สิ่งที่ถูกกักขังทะลักออกมา ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้รอยแยกนั้นแม้เพียงครึ่งก้าว
เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักบุปผาพิษที่เคยยืนอยู่แนวหน้าเมื่อครู่ ถอยร่นกลับมาแทบไม่ทัน ไม่กี่ชั่วยามก่อนยังอ้างว่าจะร่วมกันปิดผนึกรอยแยก ช่วยเมืองเซวี่ยเหอ แต่เมื่อเห็นขนาดของรอยแยก และคลื่นวิญญาณที่พุ่งเข้าใส่ พวกเขาก็กลับคำ บ้างเริ่มสวดอาคมย้อนกลับปกป้องตนเอง บ้างยืนนิ่ง มือที่จับกระบี่สั่นระริก ดวงตาสอดส่ายหาใครสักคนที่จะมารับเคราะห์แทนพวกเขา
บนท้องฟ้าเหนือศีรษะ ปรากฏสองเงาร่าง หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีม่วงเข้มค่อนไปทางน้ำเงิน เครื่องหัวและผ้าคาดเอวสีทองสะท้อนแสงจันทร์ เผยให้เห็นว่าเขาเป็นศิษย์สายตรงของสำนัก นักพรตหลายคนเบิกตากว้าง มองอาวุธในมือเขาด้วยความตื่นตะลึง แส้สีน้ำเงินสะบัดออก ฟาดใส่วิญญาณอาฆาตที่เข้าประชิด ดูคล้ายสายฟ้าฉายวาบกลางอากาศ ควันดำแตกกระจาย เสียงโหยหวนสะท้อนก้อง ทุกสายตา...หยุดอยู่แค่ตรงนั้น
“นั่นมัน...แส้ชางหลง!!” นักพรตคนหนึ่งอุทาน
อีกคนเบิกตากว้าง “แส้ชางหลง? งั้นเขาก็ต้องเป็น...ชิงหลงแห่งสายฟ้าคราม!”
เขากวาดตามองไปทั่วอย่างลนลาน “ว่ากันว่าหากที่ใดมีชิงหลงปรากฏ จื่อหวง หงส์ม่วงผู้โปรยพิษ...ย่อมตามมาไม่ห่าง”
เหล่านักพรตและจอมยุทธ์พเนจรเงยหน้าขึ้นมอง เงาร่างของสตรีผู้หนึ่งปรากฏท่ามกลางกลีบดอกหงส์ม่วงที่ปลิวว่อนลงจากฟากฟ้า ภาพเบื้องหน้าช่างคล้ายเทพเซียนเสด็จลงมาเพื่อช่วยเหลือปวงมนุษย์ ไม่มีใครในยุทธภพที่ไม่รู้จักศิษย์อาจารย์คู่นี้
‘ชิงหลง’ หรือมังกรฟ้า คือฉายาของหยางเซียวหลง ศิษย์เอกสายตรง ผู้เป็นบุตรแห่งสวรรค์ เขาใช้เวลาเพียงปีเดียวก็สามารถเดินตามรอยอาจารย์ได้อย่างรวดเร็ว ศาสตราวุธที่เขาครอบครอง ชื่อว่า “แส้ชางหลง” ได้ยินมาว่าในวันที่เขาเหยียบย่างเข้าสู่ทะเลสาบชิงสุ่ย กระเบนสีรุ้ง สัตว์วิเศษผู้พิทักษ์ทะเลสาบ ก็ลอยขึ้นมาพร้อมมอบแส้ให้โดยไม่ลังเล บ้างกล่าวว่า เขาคือเซียนน้อยที่สวรรค์เลือกแล้วจริง ๆ
‘จื่อหวง’ หรือหงส์ม่วง คือฉายาของหลิงเสวี่ยเหยา เจ้าสำนักบุปผาพิษ นางขึ้นรับตำแหน่งตั้งแต่อายุเพียงสิบแปดปี เป็นหนึ่งในสองเจ้าสำนักที่บรรลุขั้นเซียนอมตะ ว่ากันว่าเทพเซียนเคยเชิญนางขึ้นสวรรค์ แต่กลับถูกปฏิเสธ เพราะนางเลือกจะอยู่ต่อในโลกมนุษย์ ศาสตราวุธของนางชื่อ ‘แส้จื่อหวง’
หากศิษย์อาจารย์คู่นี้ย่างเท้าไปแห่งใด แม้แต่ราชาปีศาจยังต้องหลบ แน่นอนว่า...ไม่ใช่ทุกคนจะเชื่อคำกล่าวนั้น กระทั่งนักบำเพ็ญเซียนบางคนในกลุ่มศิษย์ของสำนักบุปผาพิษเอง ยังแอบส่ายหน้าเงียบ ๆ เพราะคิดว่าข่าวลือนั้นดูเกินจริง มีเพียงผู้ที่ได้เห็นกับตาเท่านั้นที่จะเชื่ออย่างไร้ข้อสงสัย
กลีบดอกไม้สีม่วงปลิวลงมาจากฟากฟ้า กลิ่นหอมเย็นแตะปลายจมูก...ความร้อนรนในอกค่อย ๆ มลายไป ราวกับถูกอ้อมกอดบางเบาโอบล้อม หลิงเสวี่ยเหยาบังคับกระบี่ลายงามลงมาหยุดตรงหน้าศิษย์ที่เกาะกลุ่มกันอยู่ หยางเซียวหลงตามมาหยุดเคียงข้าง กลีบดอกหงส์ม่วงโอบล้อมรอบร่างของนาง ประหนึ่งกล่าวต้อนรับการมาถึงของผู้เป็นนาย
“ท่านเจ้าสำนัก!!” เสียงเรียกจากศิษย์ดังขึ้นพร้อมใบหน้าที่เริ่มกลับมามีสี พวกเขาเคยสิ้นหวังกับผู้อาวุโสที่หลบซ่อนตัว แต่เมื่อเห็นนาง สายตาที่เคยว่างเปล่ากลับเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง ศรัทธาเดิมกลับคืน พร้อมเพลิงฮึกเหิมในใจที่รอเพียงนางออกคำสั่ง
ศิษย์สายนอกหลายคนชะเง้อมอง เจ้าสำนักผู้แทบไม่เคยปรากฏตัว มีข่าวลือว่าหลิงเสวี่ยเหยางดงามปานเทพเซียน และเมื่อพวกเขาได้เห็นตัวจริง...ก็เข้าใจได้ในทันที ความงามของนางบริสุทธิ์จนไม่อาจแตะต้อง สง่างาม และแฝงอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง
“รอยแยกครั้งนี้ใหญ่กว่าทุกปี ข้าเกรงว่า...เราจะรับมือไม่ไหว” ผู้อาวุโสเอ่ยเสียงแผ่ว ใบหน้าเคร่งเครียด ศิษย์ข้างกายหลุบตาลง มือที่ถือกระบี่กำแน่นขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าสำนักหลิง! ข้าน้อยแม้เป็นเพียงนักพรตพเนจร แต่ก็มิอาจทนเห็นพวกตาเฒ่าเหล่านี้ถอยหนี ทั้งที่ปากพูดว่าจะร่วมกันผนึกรอยแยก!” ชายคนหนึ่งก้าวออกจากฝูงชน สายตาเหลือบมองเหล่าผู้อาวุโสด้วยความขุ่นเคือง
ผู้อาวุโสม่อชี้หน้าเขา มือสั่นเทา “เจ้า...เจ้า...” แต่ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด ชายคนนั้นก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“ท่านเจ้าสำนักหลิง ข้าได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมานาน...บัดนี้ หมู่บ้านของเรากำลังเดือดร้อน ขอท่านโปรดเมตตาช่วยเหลือ”
หยางเซียวหลงหรี่ตามองชายวัยกลางคนตรงหน้า ก่อนจะจิ๊ปากอย่างขัดใจ เขาอ้าปากขึ้น แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด อาจารย์กลับหันมาเสียก่อน ดวงตาคู่สวยสะท้อนแสงสีม่วง คล้ายเทพเซียนผู้วางตกในทุกเรื่อง เขาชะงัก กลืนคำพูดลงคอทั้งที่ยังเคืองไม่หาย คนผู้นั้น...คำพูดดูดี แต่ความหมายกลับไม่ต่างจากการผลักอาจารย์ของเขาเข้าสู่กองเพลิง แม้อาจารย์จะไม่ถือโทษ แต่เขาไม่ใช่อาจารย์
“ทุกท่านไม่ต้องกังวล” น้ำเสียงของหลิงเสวี่ยเหยาแม้นุ่มนวล แต่หนักแน่นจนทั่วบริเวณเงียบลงชั่วขณะดวงตาของนางมองตรงไปที่ผู้อาวุโสเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยต่อ
“แม้ต้องแลกด้วยชีวิต...ข้าก็จะผนึกรอยแยกนี้ให้ได้” แหวนที่นิ้วเปล่งแสงสีม่วงในทันที แส้จื่อหวงสะบัดฟาดกลางอากาศ กลุ่มวิญญาณอาฆาตแหลกสลายไปในพริบตา ผู้ที่ยืนมองได้แต่อ้าปากค้าง พวกเขา ต่อสู้กับวิญญาณหนึ่งตนใช้เวลาเป็นชั่วยาม แต่นางกลับตวัดแส้เพียงครั้งเดียว ก็จัดการได้ในพริบตา ดูแล้วข่าวลือที่ว่าก็ไม่เกินจริงนัก...
หยางเซียวหลงยกยิ้มภูมิใจได้เพียงชั่วครู่ ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงของอาจารย์
“อาหลง” เสียงนุ่มแต่หนักแน่นเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “ข้าจะไปผนึกรอยแยก ระหว่างนี้...เจ้าช่วยดูแลอย่าให้สิ่งใดมารบกวน”
“อาจารย์...แต่ว่า...” คิดจะค้านเพราะไม่เห็นด้วยที่อาจารย์ต้องลำบากถึงเพียงนั้น ทั้งที่ผู้อื่นเอาแต่ยืนดูไม่คิดช่วยเหลือ
แต่กลับต้องกลืนคำที่อยากเอ่ยลงคอ เมื่อเห็นร่างของผู้เป็นอาจารย์ขี่กระบี่ขึ้นไปไกลแล้ว แผ่นหลังบาง ที่ห่างออกไปทุกที ดูคล้ายกำลังแบกรับน้ำหนักของโลกทั้งใบ
เขาตวัดมองไปยังผู้อาวุโสเพียงแวบเดียว ขุ่นเคืองเกินบรรยาย สุดท้ายทำได้เพียงเร่งกระบี่ขึ้นฟ้าตามอาจารย์ของตนไป