หอหลิวเซียง เป็นหอนางโลมที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองหลวง เหล่าขุนนางมากมายต่างพากันมาหาความรื่นรมย์ที่นี่ นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่อันเป็นแหล่งข่าวของคนบางพวกด้วยเช่นกัน
ซ่งอวี้หานยืนพิงกำแพง ลอบมองออกไปนอกหน้าต่างเป็นระยะ บนโต๊ะน้ำชาเซี่ยนซูกำลังนั่งหยิบขนมเข้าปาก พลางมองเหล่านางรำหญิงที่กำลังโชว์ลวดลายการเต้นอยู่หลังฉากกั้น
นอกจากทั้งสองคนยังมีบุรุษรูปงามดั่งหยกอีกผู้ ตัวเขาสวมชุดสีเทาดำ ตัดกับสีผิวที่ขาวละเอียด ให้ความรู้สึกเหมือนเทพผู้สูงส่ง ที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก
นางรำหลายคนต่างพากันตื่นเต้น เมื่อรู้ว่าแขกทั้งสามคนนี้จะมา ก่อนหน้าจึงได้แย่งหน้าที่กันจนเกือบเกิดเรื่องทะเลาะวิวาท เถ้าแก่เนี้ยกำลังคุกเข่าอยู่ที่พื้น สีหน้าเป็นกังวล เหงื่อผุดเต็มใบหน้า มือเรียวกำอาภรณ์ของตนแน่น
สายตาเหลือบมองไปยังบุรุษที่ยืนพิงหน้าต่าง ครั้งก่อนที่มาบุรุษผู้นั้นสังหารนางรำของนางไปหนึ่งคน แม้จะอ้างว่านางรำผู้นั้นเป็นมือสังหาร แต่นางเป็นเถ้าแก่เนี้ย มีหรือจะรับคนเข้ามาโดยไม่สืบประวัติ
ความผิดของนางรำคนนั้นคงเป็นความทะเยอทะยานแบบไม่รู้กาลเทศะ เสแสร้งแกล้งล้มลงบนตักของคนอำมหิตผู้นั้น คิดจะฉวยโอกาสยกฐานะของตน ช่างโง่เขลาเสียจริง สุดท้ายกลับถูกสังหารและตราหน้าว่าเป็นมือสังหาร
“เซี่ยจื่อหานผู้นั้น มาที่นี่บ่อยเพียงใด” ซ่งอวี้หานเอ่ย แม้สายตาจะยังมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ท่านผู้นั้นมาทุกอาทิตย์เจ้าค่ะ บางคราก็มาอยู่นานหลายวัน” เถ้าแก่เนี้ยตอบ สายตามองหลุบต่ำลง
“ไม่กลับจวน?” เวินอี้เซวียนเอ่ยถามต่อ ใบหน้าที่ฉาบด้วยน้ำแข็งนิ่งเรียบ แต่เสียงที่เอ่ยออกมานั้นเย็นเยียบยิ่งกว่า
“เจ้าค่ะ” เถ้าแก่เนี้ยตอบ ในใจนึกสงสัยว่าเมื่อใดตนจะสามารถออกไปจากที่นี่ได้เสียที
ทว่าครู่ต่อมาหน้าที่ก้มต่ำของนาง กลับถูกพัดกระดูกขาวเชยคางให้มองสบตากับคุณชายผู้สวมอาภรณ์สีสว่าง หรูหรา “แม่นางผู้ใดกัน ถึงทำให้คนบาปหนาเช่นนั้นติดใจได้ถึงเพียงนี้”
แม้ใบหน้าของผู้พูดจะแย้มยิ้ม แต่กลับดูเจ้าเล่ห์คล้ายดั่งจิ้งจอก บุรุษพวกนี้ทำเอานางกลัวจนตัวสั่น น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจึงสั่นเครือ และตะกุกตะกัก “ลี่อินเจ้าค่ะ หญิงงามที่ขึ้นชื่อที่สุดในหอหลิวเซียงของข้า”
เมื่อหมดคำถาม ซ่งอวี้หานจึงเอ่ยเสียงดัง “ไสหัวออกไปให้หมด”
เพียงประโยคเดียว ดนตรีที่เคยเล่น นางระบำที่เคยรำต่างสะดุ้งตกใจ มือไม้ชะงัก เถ้าแก่เนี้ยรีบร้อนออกมา สะดุดฉากกั้นจนล้มกระแทกพื้น
ถึงเข่านางจะเจ็บปวดเพียงใด แต่นางยังคงร้องไล่ทุกคนให้ออกไปโดยไม่ต้องสนใจนาง “ออกไป ๆ ออกไปให้หมด”
เหล่านางรำและนักดนตรีมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนจะพากันกรูออกไป เหลือเพียงสองสามคนมาช่วยพยุงเถ้าแก่เนี้ย รีบร้อนพาออกจากห้องไป
เมื่อห้องกลับมาสงบอีกครั้ง ผู้ที่ทำลายความเงียบคือเซี่ยนซูที่เคาะพัดของตนบนโต๊ะเป็นจังหวะ “ดูท่าซีอ๋องเองก็คงส่งเขามาสืบดูสถานการณ์ในเมืองหลวง อี้เซวียนเจ้าคิดเห็นอย่างไร”
ร่างสูงมองหน้าผู้ถามไร้ซึ่งคำตอบกลับ จนผู้พูดจำต้องต่อบทสนทนาเอง “ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงคืออำนาจของหวังอ๋องและฉินกุ้ยเฟยที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ยิ่งตอนนี้ทั้งสองจับมือกัน ข้าว่าฝั่งฝ่าบาทเองก็คงตรึงมือไม่น้อย”
เวินอี้เซวียนไม่พูดสิ่งใดเพียงแต่กอดอกยืนนิ่ง คล้ายจะคิดบางอย่างอยู่ในหัว ส่วนซ่งอวี้หาน เซี่ยนซูไม่แน่ใจว่าเหตุใดจู่ ๆ ถึงได้เงียบไป เมื่อหันหลังกลับไปมอง ก็พบว่าดูเหมือนจะมีบางสิ่งนอกหน้าต่างดึงความสนใจของคนผู้นี้ไป
เซี่ยนซูลุกพรวด พุ่งมายืนอีกฝั่งของหน้าต่าง ก่อนจะชะเง้อหน้ามองลงไปเบื้องล่าง “เหตุใดหน้าหอหลิวเซียงถึงได้มีผู้คนมามุงกันมากมายถึงเพียงนี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“เอ๋ นั่นแม่นางน้อยคนนั้นนี่ อี้เซวียนแม่นางน้อยคนนี้ไงที่ข้าเล่าให้เจ้าฟัง เจ้าลองมา–” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคเวินอี้เซวียนผู้ที่ไม่เคยสนใจบทสนทนาไร้สาระ กลับมายืนอยู่ข้างเขาเสียแล้ว
“จิ้งจอกน้อยนั่นกำลังจะเล่นละครอีกแล้ว” ซ่งอวี้หานพูดพลางยกยิ้ม ในขณะที่เพื่อนอีกสองคนมองหน้าเขา ก่อนจะหันมาสบตากัน เป็นครั้งแรกเลยที่กั๋วกงผู้นี้สนใจบางสิ่งมากถึงเพียงนี้
หน้าหอหลิวเซียงแม่นางน้อยผู้หนึ่งแหวกฝูงชนเข้ามา สีหน้าเป็นกังวล ก่อนจะสะกิดแม่ค้าผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าสุด
หลิงเสวี่ยเหยามองไฝที่ปากของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อน “พี่สาว เกิดเหตุใดขึ้น ทำไมที่นี่ถึงได้มีคนมุงดูเยอะเช่นนี้”
ผู้ถูกถามยกยิ้มพอใจ เด็กสาวผู้นี้ตาถึงนัก เรียกนางว่าพี่สาว ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง “ตายจริง แม่หนู คงไม่รู้สินะ เมื่อครู่นี้ฮูหยินรองจวนจินหนิงโหว มาตามหาบุตรสาวคนโตที่นี่”
เสียงของผู้เป็นแม่ค้าย่อมดังเป็นทุนเดิม เมื่อเล่าเรื่องที่ออกรสจึงยิ่งแหลมสูงจนเรียกความสนใจจากคนทั้งกลุ่ม
“ฮูหยินรองจวนจินหนิงโหว?” หลิงเสวี่ยเหยาพึมพำเบา ๆ
“ใช่แล้ว แม่หนูเองก็น่าจะเป็นลูกขุนนางกระมัง มีสาวใช้เดินตาม แถมยังสวมอาภรณ์ชั้นดี คงเคยได้ยินชื่อคุณหนูใหญ่ หานชิงหรูมาบ้าง”
หลิงเสวี่ยเหยาชะงัก สีหน้าลังเล เมื่อผู้พูดเห็นจึงคิดตีความเอาเอง “ท่าทางลังเลเช่นนี้คงรู้จักสินะ แม่หนูอย่าไปสนิทสนมมากนักจะดีกว่า เดี๋ยวจะพาลเสียชื่อเสียงไปด้วย”
“พี่สาวหมายความว่าเช่นไร เหตุใดถึงกล่าวเช่นนี้เล่า” หลิงเสวี่ยเหยาหน้าถอดสี มองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ
ผู้มุงดูอีกคนจึงเอ่ยขัด “จิ๋งอีพอแล้ว เรื่องราวยังไม่กระจ่าง เจ้าอย่าได้พูดเลื่อนเปื้อน”
“ต๊าย เฟยเซียน ถ้าข้าไม่พูด ก็คงจะกลายเป็นคนจืดชืดเช่นเจ้าแล้วสิ มาทำตัวเป็นแม่พระอะไรที่นี่ ถอยไป”
หลิงเสวี่ยเหยาเห็นหัวข้อกำลังเบี่ยงประเด็นจึงต้องรีบจัดการดึงกลับเข้าเรื่อง ร่างบางหมุนตัวคิดจะเดินเข้าไปในหอนางโลม แต่ยังเดินได้ไม่กี่ก้าวกลับถูกมือหยาบรั้งไว้
“แม่หนู ที่นี่คุณหนูเช่นท่านไม่ควรเข้าไป” แม่ค้าผู้มีไฝที่ปากเอ่ยเสียงแข็ง
“แต่ข้าจำเป็นต้องเข้าไป” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยอย่างหนักแน่น จนผู้ฟังถึงกับต้องกุมขมับ
“หากเจ้าเป็นห่วงคุณหนูผู้นั้นก็รอเสียด้านนอกเถิด ประเดี๋ยวฮูหยินรองเจอก็คงจะพานางออกมาเอง” คำพูดนี้พูดจบ ฝูงชนก็พยักหน้า เออออไปกับแม่ค้าผู้นี้
“ข้ายิ่งต้องเข้าไปใหญ่เลย พี่สาวปล่อยข้าเถิด” หลิงเสวี่ยเหยาพยายามดึงแขนของตนออก แต่กลับไม่อาจสู้แรงคนทำงานได้
ดวงตาคู่สวยสบกับสาวใช้ ไป๋อวี่พยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเดินมาขวางแล้วแกะมือของแม่ค้าผู้นั้นออก
“เจ้าทำอะไร!!” แม่ค้าผู้นั้นตกใจ สาวใช้ในเรือนเหตุใดจึงสู้แรงนางได้ “จะ...เจ้าเป็นบ่าวรับใช้ของคุณหนู เหตุใดไม่ขัดขวางคุณหนูของเจ้าเล่า นี่ไม่สมควรอย่างยิ่ง”
“ท่านป้า คุณหนูของข้าจะเข้าไปตามมารดาออกมา เหตุใดจะไม่สมควร” ไป๋อวี่พูดเสียงดัง ทำเอาบรรยากาศรอบตัวเงียบลงไปชั่วขณะ ฝูงชนมีสีหน้าตกใจแตกต่างกันไป
ก่อนจะมีคนผู้หนึ่งเอ่ยความเห็น “อา งั้นท่านคงจะเป็นคุณหนูรอง หานเมี้ยวอวี้ใช่หรือไม่”
หลิงเสวี่ยเหยาตาเป็นประกาย หากไม่สังเกตก็คงจะไม่ทันได้เห็น “ข้าไม่ใช่บุตรสาวคนรอง หานเมี้ยวอวี้”
คำตอบของเด็กสาวทำเอาผู้คนหน้าถอดสี หากไม่ใช่บุตรสาวคนรอง งั้นคนตรงหน้าจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่...
“ข้าคือบุตรสาวคนโตของท่านโหว หานชิงหรู” เสียงยืนยันหนักแน่นของเด็กสาวทำเอาผู้คนใจหายวาบ ก่อนหน้านี้บางคนพูดไม่ดีเกี่ยวกับคุณหนูผู้นี้ไว้เยอะ หากนางจะเอาเรื่อง คงไม่จบแค่การจ่ายค่าปรับหรือโดนโบยแน่
ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดดูจะเป็นแม่ค้าปากมาก ที่ช็อกไปครู่หนึ่ง เมื่อตั้งสติได้จึงเอ่ยคำถามที่ทำให้หลิงเสวี่ยเหยาต้องยกยิ้ม “ถ้าท่านคือคุณหนูใหญ่ เช่นนั้นผู้ใดกันที่อยู่ในหอหลิวเซียง...”
แน่นอนว่าจบคำพูดนี้ ฝูงชนก็มองหน้ากัน คำตอบต่อไปก็คาดเดากันได้ไม่ยาก จวนจินหนิงโหวมีบุตรสาวเพียงสองคน หากบุตรคนโตอยู่ด้านนอกเช่นนี้ ผู้ที่อยู่ด้านในคงไม่พ้น...
“หรือจะเป็นคุณหนูรอง หานเมี้ยวอวี้” สิ้นเสียงแม่ค้าปากเปราะ ฝูงชนก็เริ่มออกความเห็น เสียงพูดคุยดังสลับกัน หัวข้อในการสนทนาแปรเปลี่ยนเป็น บุตรสาวคนรอง หานเมี้ยวอวี้ ถูกพบอยู่ในหอนางโลมตอนกลางวันแสก ๆ ต่อให้ออกมาได้ นางก็คง...ไม่บริสุทธิ์เช่นเดิมแล้ว