อาคารไม้สามชั้นทรงประสานตั้งตระหง่านท่ามกลางสายลมหนาว หลังคากระเบื้องสีขาวสะท้อนแสงหิมะพราวระยับ
แถวโคมแขวนสีม่วงทองสลับกันทอดยาวตลอดแนว ราวกับกำลังล้อมอาคารไว้ด้วยประกายอบอุ่น โรงเตี๊ยมซิวซวี่ จุดพักรถม้าเพียงแห่งเดียวในเขตเมืองเซวี่ยเหอ คือที่พักของทั้งผู้เดินทางและเหล่าจอมยุทธ์พเนจร
ชั้นหนึ่งเป็นโถงกว้างคึกคัก เสียงหัวเราะและเสียงสนทนาสอดประสานกับท่วงทำนองพิณ กลิ่นเหล้าร้อนปนกลิ่นกำยานลอยคลุ้งในอากาศ
ผู้คนจากหลากเมืองนั่งชมการร่ายรำของนางระบำ พร้อมแลกเปลี่ยนข่าวสารในยุทธภพ และในช่วงนี้ หัวข้อสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่องเจ้าสำนักบุปผาพิษที่ยอมสละชีพเพื่อผนึกรอยแยกสีนิล
หลงจู๊ซึ่งกำลังหยิบขนมเข้าปากชะงักเมื่อเหลือบเห็นเงาร่างคุ้นตาก้าวลงจากม้าชั้นดี ดวงตาเบิกกว้าง รีบปัดเศษขนมทิ้งแล้วหมุนตัวขึ้นบันไดไปยังชั้นบน
ภายในห้องพักของเถ้าแก่เหอเต็มไปด้วยสำรับอาหารเลิศรส กลิ่นหอมของเนื้อย่างผสมกลิ่นเหล้าระคนอบอวล นางรำสองสามคนกำลังปรนนิบัติอย่างออดอ้อน
ก่อนที่ประตูห้องจะถูกผลักเปิดออกอย่างรีบร้อน หลงจู๊ก้าวเข้ามาโดยไม่รอคำอนุญาต ทำเอาคิ้วหนาของเถ้าแก่เหอกระตุกด้วยความขุ่นเคืองใจ แต่คำตำหนิที่กำลังจะหลุดจากปากกลับต้องหยุดชะงัก เพราะสิ่งที่ได้ยินต่อจากนั้นมีน้ำหนักเกินกว่าที่เขาจะเมินเฉย
“ซ่งกั๋วกงมาขอรับ” หลงจู๊ลดเสียงลงราวกระซิบ แต่คำเพียงหกพยางค์ก็ทำให้เถ้าแก่เหอเหมือนถูกฟ้าผ่า เขาผลักสาวงามข้างกายออกแทบไม่ทัน ลุกพรวดขึ้นยืน จัดอาภรณ์ให้เรียบร้อยแล้วรีบวิ่งลงบันไดอย่างเร่งรีบ
หน้าโรงเตี๊ยม ปรากฏเงาบุรุษสองร่างในอาภรณ์ชั้นดี แต่ละก้าวหนักแน่นดุจตรึงพื้นไว้ เสียงพูดคุยและเสียงดนตรีพลันขาดห้วง ความคึกคักถูกแทนที่ด้วยความเงียบอึดอัด แม้แต่นางรำก็ยังมิกล้าหายใจแรง
เถ้าแก่เหอก้าวลงบันไดอย่างร้อนรน มือขวาปาดเหงื่อยิก ๆ ยิ้มการค้าอย่างประจบประแจงพลางเอ่ยต้อนรับ แต่สายตาก็เผลอกวาดมองสำรวจคุณชายทั้งสองอย่างไม่อาจห้ามตน
บุรุษคนแรกใส่อาภรณ์สีขาวครีม เสื้อคลุมไหมปักลายดอกไห่ถังละเอียดงดงาม มือถือพัดกระดูกทองขาว เครื่องแต่งกายแต่ละชิ้นล้วนหรูหราจนเทียบได้กับรายได้หลายสิบปีของโรงเตี๊ยม รูปโฉมหล่อเหลามุมปากประดับรอยยิ้มบางอยู่เสมอ แม้ท่วงท่าสุภาพแต่แฝงความเจ้าเล่ห์ในแววตา เมื่อสายตาเขาลอบมองนางรำบนเวที จึงดูไม่ต่างจากคุณชายร่ำรวยที่มีนิสัยเสเพล
อีกผู้หนึ่งกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง รัศมีเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเพียงยืนอยู่ข้างกัน ก็ทำให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน หากเมื่อครู่คือคุณชายบ้านรวยที่มีนิสัยเสเพล คนผู้นี้ก็ดูคล้ายปีศาจที่แฝงตัวเข้ามาในโลกมนุษย์ ทั้งที่ดูอันตราย แต่กลับให้ความรู้สึกยั่วยวนจนน่าหลงใหล
อาภรณ์สีเขียวเข้มปักลายอสรพิษด้วยไหมเรืองแสง ผมสีเงินถูกรวบสูง เครื่องหัวและพัดสีดำในมือปักลายอสรพิษเงินคล้ายมีชีวิต แค่เพียงเห็นสีผมและสัญลักษณ์นั้นก็เพียงพอให้รู้ว่าเขาคือใคร
ซ่งอวี้หาน อสรพิษอำมหิต ผู้ที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่อาจควบคุม ไม่นานมานี้เขายังได้รับตำแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่ ทำให้อำนาจที่มีอยู่แล้วเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
“ท่านกั๋วกง...” เสียงของเถ้าแก่เหอสั่นไหว แม้รอยยิ้มยังประดับบนใบหน้า แต่เหงื่อเย็นกลับไหลซึมตามขมับ ผู้คนรอบข้างเมื่อได้ยินชื่อ ต่างก็ขนลุกซู่รู้สึกเหมือนถูกดึงลมหายใจออกไปชั่วขณะ
ซ่งอวี้หานเพียงปรายตามอง ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด เพียงแค่นั้นเถ้าแก่เหอกลับรู้สึกเสียวสันหลัง รีบผายมือเชื้อเชิญขึ้นชั้นสองอย่างไม่ลังเล
“เชิญขอรับ” น้ำเสียงที่พยายามรักษาความนอบน้อมยังสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนเขาจะส่งสายตาให้หลงจู๊นำทางคุณชายสูงศักดิ์ทั้งสองเดินลับหายไปทางบันได
ทันทีที่เงาของพวกเขาหายไป เสียงพูดคุยและดนตรีก็เริ่มกลับมาโหมคึกคักอีกครั้ง ราวกับทุกคนเพิ่งปลดพันธนาการบางอย่างได้ เถ้าแก่เหอเผลอยกมือขึ้นปาดเหงื่อ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เมื่อครู่เขาไม่แม้แต่จะกล้าสบตากับกั๋วกงผู้นั้น เพราะเพียงแค่ยืนอยู่เฉย ๆ ก็ทำให้รู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับเทพเจ้าแห่งความตาย
ในใต้หล้านี้ คงไม่มีผู้ใดกล้าสบตากั๋วกงผู้นั้นอย่างตรงไปตรงมาเป็นแน่
เถ้าแก่เหอรีบเดินไปกำชับพ่อครัวให้ปรุงอาหารอย่างสุดฝีมือ สั่งเสี่ยวเอ้อร์ให้ยกน้ำชาขึ้นไปให้แขก ทว่าก่อนจะได้ขยับไปไหน เสียงเอะอะจากหน้าประตูก็ดังขึ้น แขกผู้มีเกียรติอีกท่านมาถึงแล้ว...
ขบวนรถม้าขนาดใหญ่เคลื่อนมาหยุดหน้าร้าน เสียงกีบม้ากระทบพื้นหิมะดังสะท้อน เรียกสายตาผู้คนในโรงเตี๊ยมให้หันมองแทบพร้อมกัน เถ้าแก่เหอรีบวิ่งออกไปต้อนรับ แต่ก็ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงรับใช้หน้าบึ้งคนหนึ่งก้าวตรงมาพูดเรื่องเข้าพัก น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่แฝงความเร่งรีบ
ระหว่างฟัง เถ้าแก่เหอก็เหลือบสายตาไปยังรถม้าที่ตั้งตระหง่าน นึกสงสัย คนจากตระกูลใดกัน ถึงได้เดินทางเอิกเกริกถึงเพียงนี้ เป็นพวกบ้าอำนาจ...หรือเพียงแค่ชอบโอ้อวด?
ไม่นานนัก บ่าวรับใช้หน้าตาน่ารักนางหนึ่งก็ก้าวลงมา ท่าทางเงอะงะราวกับไม่คุ้นชินกับสายตานับสิบคู่ที่จับจ้อง นางยื่นมือไปรอรับเจ้านายของตน ความเคลื่อนไหวเล็กน้อยนั้นกลับดึงให้ทั้งโถงเงียบลงชั่วครู่
ก่อนที่เสียงซุบซิบจะพรั่งพรู บางคนเดาว่าเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ บ้างกระซิบว่าอาจเป็นองค์หญิง หรือไม่ก็คนจากตระกูลขุนนางที่มักไม่ปรากฏตัวในที่ห่างไกลเมืองหลวงเช่นนี้
ในขณะที่เสียงคาดเดายังถกเถียงไม่สิ้นสุด ผู้เป็นเป้าสายตาก็ก้าวลงจากรถม้า สตรีร่างอรชร ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าโปร่งบาง อาภรณ์สีม่วงอ่อนเรียบง่ายสะอาดตา ตัดกับสายคาดเอวถักลายเถาวัลย์อย่างประณีต ทุกก้าวที่เหยียบพื้นมั่นคงและสง่างาม ดูไม่เหมือนท่วงท่าคุณหนูบอบบางในห้องหอ แต่กลับคล้ายผู้ฝึกบำเพ็ญเซียนที่ผ่านร้อนหนาวมานับสิบปี
เถ้าแก่เหอเผลอกลืนน้ำลาย รีบหันไปสั่งคนให้เตรียมห้องพักโดยพลัน วันนี้เขาต้อนรับคนจากตระกูลใหญ่หลายรายติดกัน หากมองว่าเป็นโชคก็คงใช่ ทว่ามันก็เป็นดาบสองคม เพราะหากบริการบกพร่องเพียงนิด เขาเองก็คงเดือดร้อน คนพวกนี้มักเอาแต่ใจ ทั้งยังโหดเหี้ยม ในเมืองหลวงนั้น น้อยนักที่จะมีผู้มีชาติตระกูลที่เป็นคนดีจริงๆ
เสียงดนตรีดังประกอบนักเล่านิทาน ชวนให้น่าฟัง ผู้มาใหม่ เป็นคุณหนูตระกูลใดกันไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพียงแต่ดูแล้วคงทะนงตนไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่พาข้ารับใช้ตามมามากถึงเพียงนี้ ทั้งยังมาอย่างเอิกเกริกเสียด้วย
ท่ามกลางกลุ่มคนที่นั่งทานอาหาร มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งส่งสายตาให้กัน เมื่อเห็นเด็กสาวคนนั้นลงจากรถม้า ผู้เป็นหัวหน้าส่งสัญญาณให้ลูกน้องเตรียมพร้อม ในขณะที่เขาสังเกตเหยื่อในครั้งนี้ ดูแล้วไม่น่าจะหนักมือ ทั้งยังน่าจะได้ค่าตอบแทนไม่น้อย
ชั่วขณะหนึ่งเหมือนคุณหนูน้อยคนนั้นสบตากับเขา แววตาลึกยากจะหยั่งถึง เขานึกตระหนกไปชั่วครู่ ราวกับเหยื่อตัวน้อยที่ถูกพญาเหยี่ยวจดจ้อง หลังจากกลืนน้ำลายไปหนึ่งอึก เขาก็ตั้งสติได้ คุณหนูในห้องหอ จะมีสายตาแหลมคมรู้ถึงภัยได้เช่นไร เขานี่ช่างเพ้อเจ้อเสียจริง หากเป็นบุรุษสองคนเมื่อครู่ที่รู้ทันแผนการนี้ของเขา ยังเป็นไปได้เสียมากกว่า
จะว่าไปบุรุษผมสีเงินผู้นั้นดูคล้ายจะสังเกตเห็นพวกเขา แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำสิ่งใด ช่างน่าแปลกนัก
ทว่าอีกไม่กี่เค่อต่อมา ก็พลันกระจ่างแจ้ง ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่ต้องการมาสร้างความวุ่นวาย ณ โรงเตี๊ยมแห่งนี้