เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 4: จะทำตัวเป็นโจรลักพาตัวหรืออย่างไร?

👁️ 4 อ่าน
22px

            กลิ่นเย็นของทะเลและต้นสนลอยมาปะทะจมูก แต่สิ่งที่ทำให้นางหงุดหงิดนั้นไม่ใช่กลิ่นที่ลอยมากับสายลม หากแต่เป็นแรงแขนของอีกฝ่ายที่ หิ้ว นางไปราวกับตุ๊กตาตัวเล็ก คิดแล้วก็หงุดหงิดหัวใจ หากเป็นเมื่อก่อน นางคงตวัดแส้จื่อหวงใส่ไปแล้ว ทว่าตอนนี้…แม้แต่แรงจะดิ้นให้หลุดยังไม่พอด้วยซ้ำ

            ในพริบตาเดียว บุรุษผู้นี้ก็พานางมาถึงกระท่อมเงียบเชียบกลางป่า บริเวณรอบข้างไร้วี่แววของผู้คน เงียบสงัดราวกับสถานที่หลบเร้นของเทพเซียน…หรือแย่กว่านั้น อาจจะเป็นสถานที่ซ่อนศพก็ได้ ผู้ใดจะรู้

            เมื่อมือหนาปล่อยเอว นางก็รีบใช้โอกาสนั้นผลักอีกฝ่ายออก แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าแรงเท่ามดของตนในตอนนี้ทำอะไรเขาไม่ได้ ไม่แม้แต่จะทำให้เซถลา หลิงเสวี่ยเหยากอดอก พลันจ้องเขม็ง

          ทำไมถึงต้องเป็นเขา!

            ใบหน้าเคร่งเครียดของนางสะท้อนทั้งความเหนื่อย ความหงุดหงิด และความรู้สึกไม่พอใจที่ต้องมาเจอคนรู้จักในสภาพนี้

            บุรุษผู้นี้สงบนิ่งดุจทะเลสาบยามราตรี แต่ซ่อนพลังอันลึกล้ำไว้ ใบหน้าเรียวคมดูอ่อนเยาว์แต่แฝงอำนาจทางสายตา สวมอาภรณ์ยาวสีน้ำเงินอมเทา ผ้าคลุมบางลู่ลมพลิ้วไหว ช่วงไหล่ประดับลวดลายเกลียวคลื่นขลิบเงินจาง ทุกองค์ประกอบขับให้ดูสงบเย็น ราวกับผู้หลุดพ้นจากโลกสามัญ

            อาเหยา” เพียงเสียงเอ่ยเรียกชื่อ ก็สามารถกระแทกจิตใจนาง จนสั่นสะเทือนได้ถึงเพียงนี้

          ไม่ใช่เพราะคำนั้นพิเศษ…แต่เพราะผู้พูดคือเขา

            เดิมทีริมฝีปากบางของเขามักนิ่งเฉย ไม่เอื้อนเอ่ยคำพร่ำเพรื่อ หากแต่เมื่อเลือกจะพูด ทุกถ้อยคำล้วนมีความหมาย

            อวิ๋นชิง...ท่านตามอาอี๋มา?” หลิงเสวี่ยเหยาหรี่ตามองอีกฝ่าย ใบหน้าของเขายังคงเรียบนิ่ง แต่แววตากลับสั่นไหว “ท่าน...ไม่ได้บอกผู้ใดอีกใช่หรือไม่?”

            หลัวอวิ๋นชิง เจ้าสำนักวารีหมื่นสรรพ ผู้บำเพ็ญเซียนที่มีพลังเทียบเท่านาง เดิมทีเขาคือผู้ไม่ข้องเกี่ยวกับความวุ่นวายของโลก แต่นาง คือ ความวุ่นวายเดียวที่เขาไม่เคยคิดจะหลีกหนี

            เจ้า...ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” สายตาแน่วแน่นั้นวูบไหวอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายฝืนกลบบางสิ่งไว้ในใจ

            หลิงเสวี่ยเหยาเผลอสบตาคู่นั้นแล้วจิตใจสั่นไหว ภาพและความรู้สึกในอดีตประดังเข้ามาดังคลื่นกระทบฝั่ง

            ตอนนี้ข้าคือหานชิงหรู ไม่ใช่หลิงเสวี่ยเหยา” น้ำเสียงเรียบเย็นคล้ายจะตัดรอน นางยืนกอดอก ดวงตานิ่งเรียบไม่คิดหลบสายตาคนเบื้องหน้าแม้แต่น้อย แต่ภายในใจกลับปรากฏคลื่นอารมณ์บางอย่าง

            ข้ารู้” เขาตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนจะยื่นกำไลลายเถาวัลย์มาให้ นัยน์ตาคู่นั้นสงบนิ่งแต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นบางสิ่งซ่อนอยู่ “มันจะช่วยปิดบังพลังของเจ้า...”

            เขายังคงเป็นเช่นนี้ คอยยื่นมือมาช่วยเหลือนาง รับรู้ตัวตนของนาง แต่ไม่เคยก้าวข้ามเส้นที่เขาขีดไว้ ครั้งอดีตนางเคยข้ามเส้นนั้นไป แต่เขากลับผลักไสนางออกมา

            มือบางยื่นไปรับของอย่างว่าง่าย แต่คนให้กลับใช้มืออีกข้างจับข้อมือของนาง แล้วสวมกำไลให้อย่างเบามือ

            ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน น้ำเสียงที่หนักแน่นและเย็นชาที่ใช้กับคนอื่น มักอ่อนลงทุกครั้งที่พูดคุยกับนาง

            เมื่อรู้ตัวว่าเผลอปล่อยใจ นางจึงรีบดึงสติกลับมา แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำขอบคุณ ร่างสูงตรงหน้ากลับรีบขยับตัว หันหลังให้ เตรียมพร้อมจะจากไปเช่นเคย

            เดี๋ยวสิ...ท่านพาข้ามาตั้งไกล เพียงเพื่อพูดแค่นี้หรือ?” หลิงเสวี่ยเหยาจับข้อมือของหลัวอวิ๋นชิงไว้ ร่างสูงชะงัก ก้มมองมือบาง นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับมา

            จะทำตัวเป็นโจรลักพาตัวหรืออย่างไร? อย่างน้อยก็พาข้ากลับไปส่งให้ถึงที่ก่อนสิ” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงมีความหยอกเย้าอยู่ปลายๆ “ตอนนี้ข้าไม่มีพลังมากขนาดนั้นนะ” แต่ประโยคหลังกลับออกเสียงเบาลงจนแทบจะกระซิบ

            ดวงตาสีน้ำเงินเข้มไหววูบ ดูคล้ายมีความรู้สึกบางอย่างที่เจ้าตัวพยายามเก็บซ่อนไว้ เขาไม่พูดสิ่งใด เพียงคว้าเอวของนางไว้แน่น แล้วเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนนางไม่ทันตั้งตัว ขณะนั้นนางไม่รู้เลยว่าเสียงหัวใจที่เต้นระรัวนั้นดังมาจากตัวนางเองหรือคนที่กอดเอวนางอยู่กันแน่

            พริบตาต่อมา ทั้งสองก็กลับมาถึงชายป่าข้างสำนักนางชีจิ้งฮวา เสียงสาวใช้คนสนิทร้องเรียกอยู่ไม่ไกล หลิงเสวี่ยเหยาหันไปหมายจะเอ่ยถามบางสิ่งที่ค้างอยู่ในใจเมื่อครู่

            ทว่าบุรุษร่างสูงโปร่งผู้นั้นกลับหายไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงไอเย็นบางเบาในอากาศที่ยังไม่ทันจางหาย

            คุณหนู! ท่านออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ รีบกลับเถอะเจ้าค่ะ” ไป๋อวี๋รีบคว้ามือนางไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน

            มีเรื่องอะไร” หลิงเสวี่ยเหยาตัวแข็งไม่คล้อยตามท่าทางร้อนรนของบ่าวรับใช้

            รถม้าจากจวนมารับพวกเราแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูท่านใส่ผ้าโปร่งบังใบหน้าไว้นะเจ้าคะ” ไป๋อวี่พูดพลางยื่นผ้าโปร่งบางสีม่วงสำหรับปิดบังใบหน้ามาให้

            เดิมทีนางเกือบลืมเรื่องนี้ไป หลังจากฟื้นมาได้เกือบสัปดาห์ นางสังเกตเห็นบ่าวรับใช้มองใบหน้าของนางนานผิดปกติ ดวงตาแฝงแววสงสัย แต่กลับไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด เป็นเช่นนี้อยู่นานจนในที่สุดนางจึงต้องเอ่ยปากถามด้วยตนเอง

            หานชิงหรู ตั้งแต่วัยแปดขวบหลังป่วยเป็นไข้ ก็เกิดผื่นแดงขึ้นทั่วร่าง โดยเฉพาะบนใบหน้าที่เด่นชัดที่สุด หมอมากมายต่างยืนยันว่ารักษาได้ ทั้งยังยืนยันว่าจ่ายยาตามอาการครบถ้วน ทว่าผื่นเหล่านั้นกลับไม่เคยดีขึ้น

            น่าแปลกที่อาการของนางไม่ทรุดหนักลง แต่ก็ไม่เคยจางหาย ราวกับว่าจงใจให้เป็นเช่นนั้น จนท้ายที่สุดหมอทุกคนต่างก็จนปัญญา

            ครั้นนางฟื้นคืนสติในร่างนี้ ผื่นทั้งหมดกลับเลือนหายไปในชั่วข้ามคืน ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง

            ความเป็นไปได้หนึ่งจึงผุดขึ้นในใจ มิใช่โรค หากแต่เป็นพิษ เพราะวิญญาณของนางนั้นผูกกับต้นหงส์ม่วง ที่มีคุณสมบัติขจัดสารพัดพิษ เมื่อวิญญาณนางเข้ามาอยู่ในร่าง พิษที่เคยมีจึงถูกขจัดออกไป

            หน้าสำนักนางชีในวันนี้ผู้คนคลาคล่ำผิดปกติ เหล่านางชีต่างพากันมายืนออที่หน้าประตู เสียงซุบซิบดังไม่ขาดสาย เนื่องจากขบวนรถม้าจากจวนขนาดใหญ่จอดแน่นิ่งอยู่ด้านหน้า

            หลิงเสวี่ยเหยาเพียงกวาดตามอง ก็เห็นสตรีวัยกลางคนยืนอยู่หน้าขบวน สีหน้าเคร่งเครียดฉายชัด แววตาไม่ต้อนรับ ไฝเม็ดเล็กใต้ตาซ้ายของนางยิ่งขับให้ใบหน้านั้นดูคุกคามกว่าเดิม

            นั่นเหอซินมามา...บ่าวคนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ” ไป๋อวี่รีบกระซิบข้างหู สีหน้าเร่งรีบ มือหนึ่งจัดกระโปรงโทรมๆ ของตนให้เข้าที่ มืออีกข้างแตะเบาๆ ที่หลังคุณหนูคล้ายจะเร่ง

            หลิงเสวี่ยเหยาเดินอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาคอยสังเกตท่าทางของมามาผู้นี้ไปด้วย บ่าวรับใช้สูงวัยเมื่อเห็นท่าทางที่พิรี้พิไรของคุณหนูใหญ่ ก็ส่งเสียงจิ๊ปากอย่างไม่พอใจ แม้จะไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แต่ใบหน้ากลับแสดงความรู้สึกชัดเจน

            คุณหนูใหญ่” เหอซินมามาเอ่ยพลางโค้งให้อย่างมีพิธีรีตอง ท่าทางภายนอกแฝงความนอบน้อม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับมองตรงมาอย่างไม่เกรงกลัว ไฝใต้ตาสั่นเล็กน้อยขณะคลี่ยิ้มบาง

            เชิญขึ้นรถม้าเจ้าค่ะ” น้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น “หากยังชักช้า...เกรงว่าจะไปไม่ทันต้อนรับคุณชายใหญ่กลับจวน” สิ้นคำ นางเพียงปรายตา บ่าวข้างหลังก็รีบก้าวออกมายกบันไดขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว ไม่ต้องมีคำสั่งหรือเสียงตะโกน แค่สายตาคู่นั้นก็เพียงพอแล้ว

            หลิงเสวี่ยเหยาเดินไปขึ้นรถม้า ท่วงท่าสง่างามและหนักแน่น เหอซินมามามองอย่างชั่งใจ เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของคุณหนูใหญ่

            ภายในรถม้ากว้างพอให้นั่งได้ถึงหกคน ขนมมากมายถูกเตรียมไว้ต้อนรับ ทั้งยังส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนลอยมาแตะจมูกตั้งแต่ก้าวเข้ามา

            ฮูหยินผู้เฒ่าเอ็นดูคุณหนูมากเลยเจ้าค่ะ…ถึงได้เตรียมขนมไว้มากมายถึงเพียงนี้” ไป๋อวี๋เอ่ยพลางลูบท้อง แต่แววตากลับแฝงความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

            หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองเพียงชั่ววูบ ก่อนหยิบขนมเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ กลิ่นหวานละมุนแผ่ซ่านในปาก แต่รสชาติกลับจืดชืดกว่าที่ควร

            เจ้าก็กินด้วยสิ เยอะขนาดนี้ข้าคนเดียวคงกินไม่หมด” หลิงเสวี่ยเหยาพูดพลางหยิบขนมเข้าปาก ในขณะที่ไป๋อวี่นั่งนิ่งไม่ขยับ แม้ท้องนางจะส่งเสียงร้องเตือน

            หลิงเสวี่ยเหยาหรี่ตามองเล็กน้อย ก่อนจะมองขนมในมือ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวทันที มุมปากของนางกระตุกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง

            รถม้าเดินทางอยู่หลายชั่วยาม ก่อนจะจอดพักที่โรงเตี๊ยม ภายในคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งจากในและนอกเมืองเซวี่ยเหอ

            บนเวทีมีนักเล่านิทานกำลังเล่าเรื่องที่เป็นหัวข้อสนทนาในครั้งนี้ การเสียสละของเจ้าสำนักบุปผาพิษ

            หลิงเสวี่ยเหยารู้สึกประหลาด เมื่อต้องมาได้ยินเรื่องราวในอดีตของตนผ่านคำเล่าลือของผู้อื่น ทั้งยังถูกแต่งเติมเสียเกินจริง จนรู้สึกแปลกใจว่าตัวนางดูสูงส่งถึงเพียงนั้นตั้งแต่เมื่อใดกัน

            หลังจากจัดแจงห้องเรียบร้อยเหอซินมามาก็ขอตัวออกไป ในห้องพักจึงเหลือเพียงนางและไป๋อวี๋เพียงสองคน ส่วนบ่าวชายยืนเฝ้าอยู่นอกประตูตามหน้าที่

            หลิงเสวี่ยเหยานั่งลงบนเตียง ปล่อยให้ความเงียบรอบตัวกลืนกิน ในนัยน์ตาเจือประกายครุ่นคิด เดิมที การมารับบุตรหลานจากสำนักนางชี ไม่จำเป็นต้องใช้คนมากมายถึงเพียงนี้ รถม้าหนึ่งคันก็เพียงพอแล้ว เหตุใดจึงต้องทำให้เอิกเกริก...

            ไป๋อวี่ เจ้าว่าเหตุใดท่านย่าถึงได้ส่งคนมามากมายนัก?” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยถามพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง

            ยามซวีท้องฟ้ามืดมิด ไร้เสียงสรรพสิ่ง แม้ไม่เคยอยู่ในวังวนของตระกูลขุนนางมาก่อน แต่นางก็พอรู้ ว่าเรื่องนี้ผิดปกติอย่างมาก

            การเดินทางจากเซวี่ยเหอไปเมืองหลวงต้องใช้เวลานานหลายวัน ระหว่างทางต้องผ่านป่าเขา หากไปอย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้ ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกโจรป่าโจมตี

            ไป๋อวี่?” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเรียกอีกครั้ง เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ นางจึงรีบหันกลับมามอง พลันสะดุดเข้ากับร่างของสาวใช้ที่ฟุบหมดสติอยู่บนโต๊ะทำงาน กลิ่นบางอย่างแผ่กระจายออกมาจากด้านล่างของฉากกั้นหน้าต่างที่ถูกเจาะเป็นรู กลิ่นนั้นบางเบา คล้ายกลิ่นบุปผา แต่แฝงความเย็นเยียบชวนขนลุก

            ควันสีขาวเริ่มลอยคลุ้งอยู่ภายในห้อง ราวกับสายหมอกยามรุ่งสาง มือเรียวของนางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก

            ร่างอรชรลุกขึ้นจากเตียงอย่างทุลักทุเล ขาไร้เรี่ยวแรงจนต้องพิงผนังไว้ มือหนึ่งยันประตูไว้แน่น ก่อนจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักมันออก

            ช่วย...ช่วยด้วย...” เสียงที่ถูกเปล่งออกมานั้น เบาหวิว ทั้งยังสั่นจนแทบไม่แน่ใจว่าตนพูดออกมาจริงหรือเพียงแค่คิดในใจ

            เบื้องหน้าของนางเงียบสนิท ไม่มีแม้แต่เงาของบ่าวรับใช้ ราวกับโรงเตี๊ยมทั้งหลังไร้ซึ่งมนุษย์ ลมหายใจเริ่มติดขัด สายตาพร่าเลือน นางทรุดลงช้า ๆ ก่อนจะทันหันหลังกลับเข้าห้อง

          ปึก!

            บางสิ่งก็ฟาดเข้าที่ท้ายทอยของนาง อย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ภาพสุดท้ายที่เห็น คือเงาร่างในชุดดำที่ปกปิดใบหน้า

            ริมฝีปากของนางขยับแผ่วเบา คล้ายจะพึมพำอะไรบางอย่าง อาจเป็นเพียงลมหายใจสุดท้ายของสติสัมปชัญญะในสายตาของผู้บุกรุก

            แต่หากมองใกล้ ๆ จะพบว่ามุมปากใต้ผ้าโปร่งของนางกระตุกขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนทุกสิ่งจะดับวูบลง

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!