ภายใต้เงามืด สิ่งที่หยางเซียวหลงคาดหวังจะได้พบกลับไม่เป็นดั่งใจนึก เขาเงยหน้ามองใต้ต้นไม้สูงด้วยสายตาว่างเปล่า แสงในตาค่อย ๆ หม่นลง เบื้องหน้านั้นว่างเปล่าไร้เงาผู้คน แม้แต่แมลงสักตัวยังไม่มีให้เห็น
หลิวหนิงซินยกมือขึ้นตบบ่าเขาเบา ๆ “บางที...อาจไม่ใช่ที่นี่ หากเราไปตามหาทางฝั่งโน้น ไม่แน่ว่าอาจจะ––”
“ที่นี่...” เด็กหนุ่มเอ่ยขัด น้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าอาจารย์ยังอยู่ในป่าแห่งนี้ ก็ต้องเป็นที่นี่เท่านั้น” เขามั่นใจในความรู้สึกของตน ทว่ากลับไม่เข้าใจว่าทำไมเบื้องหน้ากลับว่างเปล่า
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” หลิวหนิงซินหรี่ตามองเขา ตรงหน้ามีเพียงเงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่ ไม่มีผู้ใดอยู่ที่นั่น แม้แต่คลื่นพลังยังไร้ร่องรอย แล้วเหตุใดถึงมั่นใจนักว่าอาจารย์อาอยู่ที่นี่?
“ใจข้าบอกเช่นนั้น” เด็กหนุ่มตอบเสียงเรียบ แต่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น หลิวหนิงซินมองใบหน้าที่ไม่ยอมแพ้ของเขา มือขวาเกือบยกขึ้นเพื่อโบกหัวเรียกสติ ทว่าพอนึกถึงสภาพจิตใจที่บอบช้ำของคนตรงหน้า และความเคารพที่มีต่ออาจารย์อาในใจ นางจึงลดมือลงก่อนจะถอนหายใจ
“อาจารย์!! อาจารย์!! ท่านอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?” เสียงทุ้มสะท้อนความหวังดังขึ้นกลางความเงียบ ดวงตาของเขายังคงเปล่งประกาย แม้เบื้องหน้าจะพบเพียงความว่างเปล่าก็ตาม
แสงจันทร์ทาบลงบนใบหน้าเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีม่วงเข้ม ทุกการเคลื่อนไหวของเขามั่นคงและมุ่งมั่น ความจริงใจที่ฉายชัดในแววตานั้นกลับทำให้หัวใจนางเจ็บหน่วง
“หยางเซียวหลง...” เสียงที่หลุดจากริมฝีปากนางแผ่วเบา และถูกกำไลที่ข้อมือกักเก็บไว้ไม่ให้เล็ดลอดออกไป เสียงนั้นจึงไม่อาจส่งไปถึงลูกศิษย์ได้ แววตาของนางวูบไหว ปวดร้าวอยู่ในอกลึก
‘เจ้านายข้า...ไม่ว่างรอเจ้าทั้งวัน หากต้องการความช่วยเหลือ ก็ส่งหมาป่าตัวนี้มาแลกเปลี่ยน’
“ไม่ได้!” หลิงเสวี่ยเหยาปฏิเสธเสียงแข็ง “หากเจ้าพามันไป อาการมันจะทรุดจนตาย แต่ถ้ามันอยู่กับข้า มันจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า” เดิมทีหากเงื่อนไขไม่เกินกำลัง นางอาจผ่อนปรนได้ ทว่า...เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตของหมาป่าตัวนี้ นางไม่มีวันยอมแลก
อสรพิษชะงัก หันไปรอคำตัดสินจากเจ้านาย บนกิ่งไม้สูง เงาร่างบุรุษลึกลับขยับเพียงเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มลึกมองนางอย่างเยียบเย็น ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่า ‘มีค่าพอให้ช่วยหรือไม่’
นางรู้ดี บุรุษผู้นี้ไม่เคยยื่นมือช่วยใครหากไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทน หากต้องการให้เขาเคลื่อนไหว นางจำเป็นต้องเสนอสิ่งที่มีค่ามากพอจะซื้อใจเขาได้
‘เช่นนั้น...เจ้าก็หาทางรอดเองเถิด’ เสียงเย็นของอสรพิษดังในหัว ก่อนมันจะเริ่มเลื้อยถอยห่าง เงาร่างสูงบนกิ่งไม้ก็พลันขยับตั้งใจจะจากไปเช่นกัน คล้ายต้องการทิ้งให้นางเผชิญชะตาเพียงลำพัง
“เดี๋ยวก่อน...แลกกับตัวข้าได้หรือไม่” หลิงเสวี่ยเหยากล่าวพลางเงยหน้าสบตากับบุรุษลึกลับที่อยู่บนกิ่งไม้
มุมปากของเขากระตุกยิ้ม ก่อนเสียงทุ้มแผ่วจะดังขึ้นในหัวนาง ผ่านสัตว์วิญญาณที่เลื้อยอยู่บนข้อมือ “แม่นางน้อย...ตัวเจ้ามีค่าเพียงใดกันเชียว”
“ไม่อาจประเมินค่าได้” ริมฝีปากบางเอ่ยตอบอย่างมั่นใจ น้ำเสียงนั้นฉาบเคลือบด้วยความอวดดีอย่างจงใจ
“หึ...ช่างเป็นแม่นางน้อยที่หน้าหนาเสียจริง” เสียงทุ้มเจือแววเย้ยหยัน “เช่นนั้น...ตัวเจ้าทำสิ่งใดได้บ้าง? รินสุรา? หรือปรนนิบัติข้างเตียง?”
คำพูดชวนให้เลือดขึ้นหน้าทำเอาหลิงเสวี่ยเหยาใบหน้าแดงซ่านขึ้นเล็กน้อย แต่สายตากลับไม่หลบเลี่ยง ยามเห็นปฏิกิริยานั้นเขาก็เริ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ท่าน!!” หลิงเสวี่ยเหยาแทบอยากหายตัวหนีด้วยความอับอาย นางอยู่ในยุทธภพมานาน ทำหน้าดุข่มคนมานับไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้กลับแพ้ให้กับฝีปากผู้อื่นเป็นครั้งแรก
“ข้าหมายถึงความสามารถต่างหาก! ยาพิษทุกชนิด ข้าล้วนแก้ได้ ท่านว่าอย่างไร...คุ้มค่าพอหรือไม่?”
ครานี้บุรุษผู้นั้นชะงัก ดวงตาแฝงประกายบางอย่าง ชั่งใจได้ไม่นานเขาก็ลุกขึ้นนั่ง มุมปากกระตุกยิ้ม ก่อนจะหย่อนปลายเท้าลงแตะพื้นอย่างอ้อยอิ่ง
เพียงชั่วลมหายใจ หยางเซียวหลงก็รับรู้ถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้ แส้ชางหลงในมือสะบัดออกทันที เสียงหวดแหวกอากาศดังฉับ ทว่าบุรุษลึกลับเพียงขยับกายเล็กน้อยก็สามารถหลบได้อย่างง่ายดาย
“เจ้าเป็นใคร?” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น มือกำด้ามแส้แน่นราวกับจะบีบมันให้สลายเป็นผง นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนหลบแส้ของเขาได้ เดิมที แส้ชางหลงไม่เคยพลาดเป้า
สายตาของหยางเซียวหลงหรี่ลงอย่างระแวดระวัง เขาไม่เพียงหลบได้อย่างง่ายดาย หากแต่ยังไร้ซึ่งคลื่นพลัง…คนผู้นี้ อาจไม่ใช่เพียงยอดฝีมือธรรมดา แต่เป็นปีศาจร้ายที่ซ่อนคมมีดไว้ใต้รอยยิ้มเย้ยเยาะก็เป็นได้
“เทพเซียน?” หลิวหนิงซินเผลอพึมพำเสียงแผ่ว เมื่อได้เห็นใบหน้าคมคายใต้แสงจันทร์ คำพูดนั้นทำเอาหยางเซียวหลงคิ้วกระตุก หันไปตบไหล่นางหนึ่งทีจนร่างเล็กเซถลาไปด้านข้าง
ซ่งอวี้หานไม่คิดแม้จะเหลือบตามองเด็กทั้งสอง สายตาคมลึกทอดผ่านพวกเขาไปยังเด็กสาวในชุดม่วงที่นั่งกอดหมาป่าซึ่งเขาหมายตาไว้ พัดอสรพิษสีนิลถูกยกขึ้นบังริมฝีปากที่กระตุกยิ้มบาง...น่าสนุก น่าสนุกจริงๆ
“อวี้หาน!! เจ้า...รอข้าด้วย!” เสียงตะโกนพร้อมแรงลมพุ่งตามมาจากด้านหลัง ผู้มาใหม่ใช้วิชาตัวเบาโฉบมาหยุดข้างกายเขา หอบหายใจแรงราวกับเพิ่งวิ่งฝ่าภูเขามา “วิชาตัวเบาของเจ้าเลิศล้ำ แต่บางคราวก็ควรรอข้าบ้างไม่ใช่หรือ เจ้านี่มัน...”
คำบ่นขาดห้วงลงกลางคัน เซี่ยนซูเบิกตากว้างทันทีเมื่อเห็นสองเงาร่างในชุดสำนักบำเพ็ญเซียนยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม บรรยากาศเย็นยะเยือกชั่วขณะหนึ่งกดทับลงมา จากพลังของยอดฝีมือทั้งสอง
“ท่านเซียน โปรดอภัย ข้ารีบร้อนตามสหายมา จนมิได้สังเกตเห็นพวกท่าน เสียมารยาทแล้ว” คุณชายในอาภรณ์สีขาวครีมโค้งคำนับอย่างนอบน้อม พลางเหลือบไปหาสหายข้างกาย คิดจะใช้แรงกระแทกไหล่บอกให้เขาทำตามมารยาท ทว่าคนหัวดื้อกลับเอียงตัวหลบ พร้อมส่งสายตาเย้ยหยันมาแทน
“คุณชายท่านนี้ ไม่ต้องมากพิธี” หยางเซียวหลงเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดัน “พวกท่านเข้ามาในป่ายามวิกาลด้วยเหตุใดกัน? ดูจากการแต่งกาย...คงมาจากเมืองหลวง ป่าแห่งนี้อันตรายยิ่งนัก รีบออกไปเสียจะดีกว่า” เขาเก็บแส้เข้าที่ แม้ปากจะกล่าวอย่างห่วงใย แต่สายตากลับไม่คลายความระแวดระวัง โดยเฉพาะกับบุรุษผมเงินที่เพิ่งเห็นวิชาตัวเบาอันไม่ธรรมดา ซึ่งมากเกินกว่าจะมองข้าม
“ขอบคุณท่านเซียนที่เป็นห่วง” เซี่ยนซูยิ้มบาง เสียงเจือความสุภาพ “พวกข้าน้อยมาจากเมืองหลวงจริงดังท่านว่า แต่ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นกังวล สหายข้าผู้นี้เป็นถึงขุนนางที่ฮ่องเต้ไว้วางพระทัยให้มาจัดการธุระ และเหตุที่ต้องลำบากเข้าป่ามายามวิกาล…ก็เพื่อธุระนั้นโดยเฉพาะ”
ประโยคสุดท้ายหลุดจากปากพร้อมรอยยิ้ม แต่ลึกในใจเขากลับกำลังทบทวน ว่าตนพ่นความลับอะไรเกินไปหรือไม่? จากสถานะของพวกเขา หากปิดบังมากไปก็ไม่ดี
“ที่แท้ก็เป็นคนของฮ่องเต้ เช่นนั้นพวกท่านเชิญตามสบาย หากมีเรื่องเดือดร้อน ก็ไปขอความช่วยเหลือที่สำนักบุปผาพิษได้” หลิวหนิงซินเอ่ยพร้อมยิ้มหวาน พลางตบบ่าของว่าที่เจ้าสำนักข้างกาย
“ข้าไม่...” หยางเซียวหลงยังไม่ทันพูดจบ ก็สะดุ้งเมื่อความเจ็บแล่นแปลบตรงเอว หลิวหนิงซินหยิกเขาเข้าอย่างจัง พร้อมส่งสายตาเตือน เดิมทีนางยังไม่ทันสังเกตบุรุษผมเงินละเอียดนักนอกจากใบหน้าที่งดงามนั่นแต่เมื่อมองให้ดีการแต่งกายและพัดในมือนั้น…บ่งบอกชัดว่าเป็นคนที่พวกเขาเองก็ไม่ควรยุ่งเกี่ยว
“หากเจ้าไม่อยากเดือดร้อน ก็ตามน้ำไปก่อน” นางกระซิบเสียงต่ำ หยางเซียวหลงยังทำหน้ามึน คิดจะค้านต่อ แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกมึนงงขึ้นมาเฉียบพลัน
“หนิงซิน! เจ้า…” เขามองนางอย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะรู้ตัวว่าขยับตามใจไม่ได้เสียแล้ว
“เพียงยานอนหลับนิดหน่อย เจ้าดื้อมากนัก” หลิวหนิงซินหัวเราะเบา ๆ แล้วหิ้วเขาขึ้นกระบี่เหาะจากไป ร่างทั้งคู่หายวับไปในความมืดยามราตรี
“หลิงเฉิน กลับมา” เสียงทุ้มเย็นเอ่ยเพียงสั้น ๆ ทว่าแฝงด้วยอำนาจ สิ้นคำสั่ง เงามืดตรงหน้าก็แยกออก เผยให้เห็นร่างของเด็กสาวในชุดม่วง และหมาป่าตัวใหญ่สีเงินที่ยืนข้างกาย
“เฮ้ย…” เซี่ยนซูอุทานเสียงหลง รีบกระโดดไปหลบหลังต้นไม้ด้วยความตกใจ ชั่วขณะหนึ่งเขาเผลอคิดว่าตนเห็นผีสาวกลางป่า ตื่นตระหนกจนร่างกายขยับไปเอง เมื่อตั้งสติได้จึงแอบชะโงกหน้ามองอีกครั้ง
เหตุใดแม่นางถึงมาอยู่ที่นี่ได้? เขาเกือบหลุดปากถามออกมา ทว่าสายตาเย็นเฉียบของสหายกลับตัดบททำให้คำพูดที่เขาคิดจะพูดถูกกลืนหายไปในลำคอ
ซ่งอวี้หานก้าวเท้าเข้ามาอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวหนักแน่น เมื่อได้เห็นเขาใกล้เพียงนี้หลิงเสวี่ยเหยาถึงได้เข้าใจ ว่าเหตุใดหลิวหนิงซินถึงได้เผลอตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ ทั้งยังพึมพำราวกับได้พบปะเทพเซียน