22px

            เถ้าแก่เหอชะงักค้างไปชั่วครู่ แววตาวูบไหวระแวดระวังในทันที “คุณหนูใหญ่พูดล้อเล่นแล้วกระมัง ข้านี่แหละคือเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยม…หากท่านอยากได้สิ่งใด เพียงบอกมาเถิด”

            ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นไล่มองเขาช้า ๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า รอยยิ้มยังอ่อนโยนไม่เปลี่ยน แต่ในความนุ่มนวลกลับซ่อนแรงกดดันเยียบเย็นที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา

            เถ้าแก่เหอ ข้ากล่าวชัดเจนแล้ว” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเรียบ แฝงความกดดัน “หากท่านไม่สะดวก ข้าก็คงต้องร้องเรียน…ว่าบุตรีคนโตของจวนจินหนิงโหวเกือบสิ้นชื่อเพราะความบกพร่องของที่แห่งนี้”

            นางหยุดเล็กน้อย ริมฝีปากบางใต้ผ้าโปร่งสีม่วงแย้มยิ้ม ก่อนจะปรายตามองเขาด้วยแววตาที่คมดุจมีด “เดิมที โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็ตกอยู่ในสายตาของซ่งกั๋วกงอยู่แล้ว หากมีเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ถูกรายงานไปอีก…เกรงว่าที่นี่จะเหลือเพียง ชื่อ

            เถ้าแก่เหอชะงักงัน สีหน้าวูบไหว มองซ้ายมองขวาราวกับเกรงว่ากำแพงจะมีหู ก่อนก้มหน้าตอบเสียงต่ำ “คุณหนูใหญ่ โปรดรอสักครู่”

            สิ้นคำ ร่างอ้วนก็รีบจ้ำอ้าวขึ้นบันได เสียงฝีเท้าดังลั่น ก่อนจะหายลับไป

            โถงชั้นหนึ่งยังคงคลาคล่ำด้วยผู้คนเช่นเคย แต่การแสดงกลับเปลี่ยนหัวข้อ คราวนี้เหมือนจะเป็นเรื่องของอสรพิษอำมหิตแทน ดูแล้วเถ้าแก่ตัวจริง ใจกล้านัก เจ้าของเรื่องเล่าเพิ่งจากที่แห่งนี้ไปได้เพียงไม่นาน ก็นำละครเรื่องเขามาเล่นเสียแล้ว

            หลิงเสวี่ยเหยานั่งรออย่างใจเย็น เพียงครึ่งก้านธูปเถ้าแก่เหอก็กลับมา สีหน้าร้อนรนไม่ปกปิด ก้มหัวเชื้อเชิญนางขึ้นไปยังชั้นสาม ที่ซึ่งเป็นสถานที่พักของหลิวหนิงซิน ครั้งอดีต นางเคยมาหยุดพักอยู่หลายครา

            บันไดไม้เก่าดัง เอี๊ยดอ๊าด ในความเงียบ ราวกับทุกก้าวย้ำเตือนถึงกาลเวลาที่ผ่านไป เถ้าแก่เหอหยุดยืนหน้าประตูไม้แกะลาย ก่อนเคาะสองครั้งอย่างระมัดระวัง เมื่อมีเสียงตอบรับแผ่วเบาดังลอดออกมา เขาจึงผลักบานประตูให้เปิดกว้าง

            ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นหมึกผสมกลิ่นกระดาษเก่าอบอวลคลุ้งอยู่ทุกอณู ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยกองหนังสือและม้วนเอกสารวางระเกะระกะราวกับเพิ่งผ่านพายุใหญ่มา เดิมทีหลิวหนิงซินก็ไม่ใช่คนพิถีพิถันเรื่องความเป็นระเบียบ ทว่า…ไม่คิดเลยว่าห่างไปเพียงไม่นาน ความเละเทะจะเพิ่มขึ้นได้มากถึงเพียงนี้

            คุณหนูผู้นี้…ช่างห้าวหาญนัก” เสียงเย็นแฝงแรงกดดันเอ่ยลอดออกมาจากหลังกองหนังสือที่สูงท่วมหัว ทุกถ้อยคำเหมือนลมหนาวพัดผ่านเข้าสู่กระดูก “ท่านรู้หรือไม่…ว่าผู้ใดก็ตามที่ล่วงรู้ความลับนี้ ล้วนเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ”

            เงาร่างหนึ่งขยับอย่างเชื่องช้า ทว่า เพียงพริบตาก็เผยให้เห็นเด็กสาวในอาภรณ์สีขาวเงินที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าซึ่งหลิงเสวี่ยเหยาจำได้ขึ้นใจ แม้จะผ่านไปหลายปี

            หามิได้” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงราบเรียบ ราวกับคำขู่เมื่อครู่เป็นเพียงลมแผ่วพัดผ่านแก้วหู “ข้าเพียงแค่…รู้จักใครบางคนเท่านั้น”

            ดวงตาสีน้ำตาลลึกจับจ้องเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ ความนิ่งนั้นกลับแฝงแรงกดดันไม่แพ้กัน ราวกับบอกว่าหากอีกฝ่ายเป็นพายุ…นางก็พร้อมเป็นผืนฟ้าที่ไม่หวั่นไหว

            หลิวหนิงซินก้าวชะงักในทันที สายตาแข็งค้างอยู่กับใบหน้าของอีกฝ่าย แม้จะเผยให้เห็นเพียงดวงตาแต่กลับคล้ายกับคนผู้หนึ่งในความทรงจำของนาง…คล้ายจนแทบไม่มีส่วนใดแตกต่างจาก อาจารย์อา” ของนางเลย

            หลังจากรวบรวมสติกลับมาได้ หลิวหนิงซินก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไปเสีย อาจารย์อาของนางตายไปแล้ว ร่างสลายต่อหน้าผู้คนมากมาย ผู้เดียวที่ยังเชื่อในเรื่องเหลวไหลว่าอาจารย์อายังมีชีวิตอยู่…ก็คงมีเพียงหยางเซียวหลงเท่านั้น

            คุณหนูใหญ่จวนจินหนิงโหว หานชิงหรู” เสียงนุ่มเย็นเอ่ยช้า ๆ ราวกับอ่านบันทึกเก่าแก่ทีละบรรทัด “เสียมารดาตั้งแต่ยังเล็ก ทั้งยังป่วยเรื้อรังมาตลอด ทุกครั้งที่ออกไปภายนอก มักจะสวมใส่ผ้าโปร่งเพื่อปิดบังใบหน้าเสมอ…ต่อมา บิดารับคำสั่งจากฮูหยินผู้เฒ่าให้แต่งงานใหม่ มารดาใหม่ของท่านพาบุตรีที่ถือกำเนิดจากสามีเก่าเข้ามาด้วย ความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงเริ่มร้าวฉาน พี่ชาย หานอี้เฉิน ค่อย ๆ ปลีกตัวออกห่าง เหลือเพียงฮูหยินผู้เฒ่าที่ยังคงตามใจท่าน”

            แววตาของหลิวหนิงซินกวาดมองอีกฝ่ายอย่างพินิจ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเนิบช้า แต่กรีดลึกเหมือนคมมีด “ส่วนบิดา…ถูกส่งไปประจำการที่ชายแดนตะวันตก เมืองลั่วอวิ๋น”

            นางเว้นจังหวะสั้น ๆ ราวกับกำลังเปิดหน้าถัดไปของบันทึกลับ “สองปีก่อน…ท่านถูกฉินกุ้ยเฟยลงโทษให้ไปปฏิบัติธรรมที่สำนักนางชีจิ้งหลิง และเมื่อห้าเดือนก่อน ท่านป่วยเป็นไข้ลมหนาวเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่กลับฟื้นขึ้นมาได้อย่างปาฏิหาริย์”

            หลิวหนิงซินเอียงคอเล็กน้อย ริมฝีปากคลี่ยิ้มเย็น “ถูกหรือไม่?”

            ข้อมูลแต่ละอย่างแม่นยำราวกับเพิ่งคัดลอกออกมาจากจดหมายเหตุ สมแล้วที่หน่วยข่าวกรองของเผ่าดาราพิษถูกยกย่องว่าไม่มีความลับใดรอดพ้น และนี่เองคือเหตุผลที่หลิงเสวี่ยเหยาเลือกจะมาพบเด็กสาวผู้นี้ นางขาดหูตาสอดส่องโลกภายนอก ไม่อาจเดินทางไกลเช่นในอดีต จึงจำเป็นต้องสร้างแหล่งข่าวของตนขึ้นมา

            แม้เด็กสาวตรงหน้าจะมิได้เลวร้ายดั่งบุรุษอันตรายอย่างซ่งอวี้หานที่นางเพิ่งพบ แต่ในโลกเช่นนี้…ผลประโยชน์ย่อมมาก่อนน้ำใจเสมอ หลิวหนิงซินขึ้นชื่อว่าใจกว้างต่อผู้คนที่รู้จัก ทว่าบัดนี้ ในสายตาของอีกฝ่าย ตอนนี้นางก็เป็นเพียงคุณหนูแปลกหน้าผู้หนึ่ง หาใช่ หลิงเสวี่ยเหยา” อาจารย์อาผู้มีบุญคุณเช่นในอดีต

            หากต้องการข่าวสารที่แผ่คลุมทั่วแคว้นต้าหรง การเจรจาครั้งนี้จำต้องกลายเป็น “ข้อตกลง” และข้อตกลงนั้น…ต้องมีเงื่อนไขหนักพอที่จะบีบให้เด็กสาวตรงหน้าจำต้องเอียงหูฟังทุกถ้อยคำ

            ถูกต้อง แหล่งข่าวของท่านแม่นยำยิ่งนัก” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอ่อน ใบหน้าใต้ผ้าคลุมนั้นชวนให้นึกถึงภาพความทรงจำอันฝังลึกในใจหลิวหนิงซิน…หากเป็นไปได้ นางก็อยากเห็นใบหน้าของคุณหนูผู้นี้

            เถ้าแก่เนี้ย ข้าต้องการซื้อข่าวของท่าน” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาสีน้ำตาลหม่นลึก ราวกับมองทะลุเบื้องหลังความเงียบสงบของโลกนี้อย่างแจ่มชัด “ท่านย่อมรู้ดี…ผู้บำเพ็ญเซียน ต่อให้วรยุทธ์ล้ำเลิศเพียงใด ก็ไม่อาจลงมือสังหารขุนนางในราชสำนักตามอำเภอใจได้”

            หลิวหนิงซินเหลือบตามองอย่างจับสังเกต ไม่เอ่ยแทรก รอฟังต่อด้วยสีหน้าวางเฉย

            ในแผ่นดินต้าหรง ขุนนางล้วนอยู่ใต้ร่มเงาการคุ้มครองของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ต่อให้ชั่วร้ายเพียงใด ก็ไม่มีผู้ใดกล้าฟันดาบลงโทษ…เว้นเสียแต่ว่า กฎหมายจะลากตัวเขาลงจากเก้าอี้เสียก่อนหรือไม่ก็มีเหตุให้ต้องจากไป      โดยธรรมชาติ” รอยยิ้มบางผุดบนเรียวปาก นุ่มนวล ทว่ามีคมมีดซ่อนอยู่ในถ้อยคำ “และบางครั้ง…การออกแรงเพียงเล็กน้อยอย่างแยบยลก็สามารถกำจัดคนผู้นั้นให้หายไปจากสายตาท่านได้ ตลอดกาล

            ประกายบางอย่างวาบผ่านดวงตาหลิวหนิงซิน แต่สีหน้ายังคงเรียบสนิท “เจ้ากำลังบอก…ว่าเจ้ามีความสามารถถึงเพียงนั้น?”

            ใช่” หลิงเสวี่ยเหยาตอบโดยไม่อ้อมค้อม เสียงนุ่มนวลทว่ากดต่ำแฝงแรงกดดัน “ข้าสามารถทำให้เจ้าเมืองเซวี่ยเหอหายไปโดยที่ไม่มีผู้ใดสืบรู้…แม้กระทั่งหัวหน้าศาลต้าหลี่คนปัจจุบัน ซ่งอวี้หาน”

            เสียงหัวเราะแผ่วเล็ดลอดจากเรียวปากของหลิวหนิงซิน ราวกับเย้ยหยัน แต่แววตากลับไม่ละจากคู่สนทนา “เจ้ารู้หรือไม่…มีกี่คนแล้วที่เคยพูดเช่นนี้กับข้า?”

            นางก้าวเข้ามาเพียงครึ่งก้าว น้ำเสียงเย็นเฉียบ “และสุดท้าย…ก็ล้วนกลายเป็นศพไร้ชื่อ”

            หลิงเสวี่ยเหยายังคงยิ้มเพียงเล็กน้อย “ข้า…ไม่ใช่พวกเขา”

            แล้วเหตุใดข้าต้องเชื่อเจ้า?” ดวงตาคมฉายแววเย็นเฉียบ จ้องลึกลงมาราวจะทะลุทุกชั้นความคิด

            หนึ่งเดือน” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “ขอเวลาเพียงหนึ่งเดือน…ท่านจะได้ยินข่าวน่าสลดของขุนนางผู้นั้น”

            นางเว้นจังหวะ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางแต่แฝงแรงกดดัน “และในวันถัดจากพิธีศพของเขา ยามจื่อ ข้าจะรอพบท่านที่หอหลิงจู๋”

            ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง ราวกับอากาศหนักขึ้นหลายเท่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้กล้าเอ่ยข้อเสนอเช่นนี้…โดยไม่หวาดเกรงแม้แต่น้อยว่าจะถูกหักหลัง

            หลิวหนิงซินไม่อาจตัดสินได้ว่าคุณหนูตรงหน้าเป็นเพียงสาวน้อยอ่อนต่อโลก หรือมั่นใจในตัวเองจนเกินไป ถึงได้กล้าวางเดิมพันเช่นนี้ “หากข้า…ไม่ไปเล่า?”

            ท่านจะมา และตรงเวลาด้วย” หลิงเสวี่ยเหยาตอบทันควัน ก่อนแย้มยิ้มกว้างราวกับทุกอย่างตกลงกันแล้ว “เช่นนั้น…อีกหนึ่งเดือน เจอกันนะเจ้าคะ”

            นางหมุนตัวเตรียมก้าวออกจากห้อง ยามนี้สิ่งเดียวที่ต้องคิดคือนางจะทำอย่างไรให้สามารถออกจากจวนได้ตามสะดวกเพื่อจัดการขุนนางผู้นั้นในเวลาเพียงสี่สัปดาห์

            เถ้าแก่เนี้ย! ท่านเซียนชิงหลงมาขอพบขอรับ” เสียงเถ้าแก่เหอจากนอกประตูดังขึ้น ทำให้หลิงเสวี่ยเหยาชะงักกึก ใจสั่นรัว หากสังเกตให้ดีมือขวาของนางสั่นเล็กน้อย ก่อนที่จะถูกจับสังเกตได้นางนำมือซ้ายมาประกบบังไว้ ทำทีเป็นวางประสานมือไว้ด้านหน้า

            หลิวหนิงซินเบิกตากว้าง ใจหล่นวูบ หยางเซียวหลง…ต้องห้ามเจอคุณหนูใหญ่ตระกูลหานผู้นี้เป็นอันขาด!!

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!