ภายในหอหลิวเซียงเต็มไปด้วยกลิ่นกำยาน ที่สูดดมไปแล้วรู้สึกคล้ายจะทำให้มึนเมา ซูหว่านอวี้เดินตามผู้ดูแลมาเรื่อย ๆ ในใจรู้สึกร้อนรนยิ่งนัก
นางรู้อยู่แล้วว่าหานชิงหรูอยู่ในห้องใด แต่จำใจต้องเดินตามผู้ดูแล เพื่อไม่ให้มีพิรุธ ซิงอีเหลือบมองเจ้านาย ก่อนจะมองไปรอบ ๆ
อีกไม่นานก็จะถึงจุดที่คุณหนูใหญ่ถูกจัดฉากไว้แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมนางถึงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีนัก อาจเป็นเพราะเดิมทีหานเมี้ยวอวี้ควรจะมาเจอฮูหยินรองที่หน้าหอหลิวเซียง แต่กลับไม่เจอก็เป็นได้
ผู้ดูแลชายเดินแวะฟังเสียงในห้องมาเรื่อย ๆ ทั้งยังสอบถามเรื่องรายชื่อแขกที่พัก พบว่ามีเพียงไม่กี่ห้องที่มิได้ลงชื่อไว้ หลังจากตามหาชั้นหนึ่งจนหมด ก็เหลือเพียงชั้นสองของหอหลิวเซียงเท่านั้น
ตัดห้องที่อยู่ในสุดที่มีขุนนางใหญ่โตสามคนออกไปก็เหลือเพียงสองห้อง เมื่อเดินมาถึงห้องใกล้ที่สุด ฮูหยินรองกลับรีบเดินนำไป ทั้งยังเปิดประตูอย่างแรง
ท่าทางร้อนรนน่าประหลาดนั้นทำเอาผู้ดูแลชายตะขิดตะขวงใจ เหตุใดจู่ ๆ ฮูหยินรองผู้นี้ถึงได้ร้อนรนจนเก็บอาการไม่อยู่ เพราะเป็นห่วงบุตรสาวงั้นหรือ
เมื่อเดินตามฮูหยินรองและสาวใช้เข้าไป กลับพบว่าภายในห้องว่างเปล่า มีเพียงกลิ่นกำยานปลุกอารมณ์เท่านั้น ทั้งสามคนยกมือขึ้นมาปิดจมูก ก่อนจะเดินออกมา
สีหน้าของฮูหยินรองดูไม่ดีนัก ประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวขาว ผู้ดูแลมองแขกทั้งสอง ก่อนจะเดินนำไปยังอีกห้องที่เหลืออยู่ในรายชื่อ ที่ควรจะเป็นห้องว่าง
ขณะกำลังจะเปิดประตู เขาเกือบหลบไม่ทันเมื่อประตูไม้ถูกพังลง จนเกือบทับร่างชราของเขาเสียแล้ว ครั้นหันไปมองแขกที่มาด้วยกัน สองคนนั้นกลับยังไม่เดินตามเขามา เอาแต่กระซิบกระซาบบางอย่าง
ส่วนผู้ที่ถีบประตูออกมานั้นมีสีหน้าเขียวคล้ำ ร่างกายองอาจ อุ้มเด็กสาวคนหนึ่งออกมา ขณะที่สบตากัน เสียงร้องของฮูหยินรองก็ดังขึ้น “เมี้ยวอวี้!!”
ร่างอรชรวิ่งตรงมาหาเด็กสาว พลางเขย่าตัวนางเล็กน้อย สีหน้าตกใจจนถึงขีดสุด ส่วนบุรุษที่อุ้มเด็กสาวออกมานั้นไม่พูดสิ่งใด เพียงแต่อุ้มเด็กสาวกลับไปที่ทางออก
ผู้เป็นมารดาวิ่งกระหืดกระหอบตามไป พร้อมเอ่ยเสียงหลงซ้ำ ๆ “ไม่ อย่าพานางออกไป เดี๋ยวก่อน...อี้เฉิน”
ผู้ดูแลมองเหตุการณ์อย่างงงงวย เขาไม่อาจทราบได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ ๆ บานประตูบานนี้ ผู้ใดจักเป็นคนจ่ายเล่า
ขณะที่เหม่อมองบานประตูที่พังบางสิ่งก็ลอยมาตกที่ตักเขา ถุงเงินลวดลายสวยงาม ภายในบรรจุเงินจำนวนหนึ่งไว้
เมื่อเงยหน้ามองกลับพบบุรุษในชุดดำแดงควงพัดไปมา สีหน้าสำราญยิ่ง ผมสีเงินของเขาถูกรวบเป็นหางม้า ระหว่างที่เดินผ่านผู้ดูแลไป เขาเอ่ยพูดเสียงไม่ดังไม่เบา “วันนี้ข้าอารมณ์ดี ประตูบานนี้ข้าจ่ายค่าซ่อมให้เอง”
พูดจบก็ไม่รั้งรอ ก้าวย่างผ่านไปในทันที บุรุษอีกผู้เดินผ่านชายชราไปโดยไม่แม้แต่จะมอง ฝีเท้าสม่ำเสมอ แต่ไร้เสียง ส่วนบุรุษคนสุดท้ายใบหน้าแย้มยิ้ม หยุดมองเขา ก่อนจะชี้พัดกระดูกขาวมาที่ถุงเงิน
“เจ้านี่ช่างโชคดีเสียจริง ปกติอวี้หานไม่เคยเลี้ยงสุราข้าด้วยซ้ำ” เสียงพึมพำปนน้อยใจ แต่สีหน้ากลับไม่ทุกข์ใจดังคำพูด หลังจากพึมพำจบก็เดินตามเพื่อนของตนไปอย่างไม่ใส่ใจ ดูแล้วคงเป็นพวกคนใหญ่คนโตจากห้องในสุด
สุดท้ายผู้ดูแลลุกขึ้นยืน มองบานประตูผุพัง ก่อนจะเดินเข้าไปสำรวจห้องที่เด็กสาวเคยอยู่ก่อนจะถูกอุ้มออกไป
ภายในห้องมีชายฉกรรจ์ร่างใหญ่นอนอาบกองเลือด ศีรษะหลุดออกจากตัว เพียงแค่นี้ก็พอเดาได้แล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้น คงไม่พ้นฝีมือของบุรุษที่อุ้มคุณหนูออกไปแน่
ผู้ดูแลไร้ซึ่งคำพูด เรื่องราวหลังจวนพวกนี้ ไม่ใช่เรื่องที่คนนอกอย่างเขาควรเข้าไปยุ่งเลยแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าหอนางโลมเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ สีหน้าดูถูกพร้อมคำพูดหยาบโลนดังขึ้นเป็นระยะ หลิงเสวี่ยเหยาก้าวขึ้นบันไดได้เพียงสองก้าว ก็ถูกร่างสูงของใครบางคนขวางไว้
ระดับสายตาที่มองเห็นเพียงหานเมี้ยวอวี้ ก็พอให้เดาได้ว่าผู้ที่อุ้มนางออกมาคือใคร หลิงเสวี่ยเหยาเงยหน้าขึ้นมอง
หานอี้เฉินเองก็สบตากับน้องสาว สีหน้าที่เดิมทีซีดเผือดกลับมามีสี ดวงตาคู่นั้นที่เคยองอาจ บัดนี้เต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์
ฉางซีรีบวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามา เมื่อมาถึงก็ถูกเจ้านายโยนภาระให้ ผู้มาใหม่รับร่างของคุณหนูรองมาไว้ในอ้อมอกอย่างงงงวย ยังไม่ทันจะได้เอ่ยถามสิ่งใด ฮูหยินรองก็วิ่งตามมาทันเสียก่อน
มือเรียวดึงไหล่คนร่างสูงให้หันมามองตน ก่อนจะตบหน้าเขาเสียงดัง
เพียะ!!
เสียงนินทาเงียบลงในทันที หานอี้เฉินหน้าหันไปตามแรงกระแทก แก้มร้อนผ่าวและแดงแจ๋ ฉางซีตกใจจนตาโต มองสลับไปมาระหว่างฮูหยินรองและเจ้านายของตน
มารดาผู้ขาดสติไปชั่วขณะ พลั้งมือทำในสิ่งที่ยังไม่ทันไตร่ตรอง เมื่อตั้งสติได้จึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ เช่นเคย
“อี้เฉิน ชิงหรู เรากลับไปคุยกันที่บ้านดีหรือไม่” เสียงสั่นเครือเล็กน้อยเพราะต้องข่มอารมณ์ มือเรียวแอบจิกเล็บบนฝ่ามือของตน
ดวงตาคู่นั้นที่เคยเก็บอารมณ์ได้ดีกลับมองมาที่หลิงเสวี่ยเหยาอย่างเคียดแค้น ก่อนจะถูกร่างหนาของหานอี้เฉินบังไว้
หลิงเสวี่ยเหยาเองก็ตกใจเช่นกัน ที่เห็นคนที่คุมอารมณ์ได้ดีเช่นนั้นหลุดทำในสิ่งที่หวนคืนไม่ได้ แต่ที่ตกใจยิ่งกว่า คือการตบหน้าพี่ชายของนาง แทนที่จะพุ่งมาตบหน้าของนางเอง
“ท่านแม่ ท่านเหนื่อยมากแล้ว กลับบ้านก่อนเถิด” หานอี้เฉินเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าไร้ความรู้สึก แต่แววตากลับแฝงอารมณ์บางอย่าง
“ซิงอี” เสียงนุ่มเอ่ยเรียกบ่าวรับใช้ ก่อนจะโซเซจนถลาไปซบร่างบาง
สาวใช้รู้งาน รีบพยุงเจ้านาย ค่อย ๆ พาเดินลงจากบันได แล้วตรงไปขึ้นรถม้า หานอี้เฉินส่งสายตาให้ฉางซี เขารับคำสั่ง ก่อนจะเดินตรงไปส่งคุณหนูรองในรถคันเดียวกับผู้เป็นมารดา
ไม่รอช้ารถคันนั้นก็แล่นออกจากตลาดไป ทิ้งไว้เพียงสองพี่น้องที่ยืนอยู่หน้าหอนางโลม ผู้คนที่เคยมามุงดูก็รีบร้อนแยกย้าย เมื่อเห็นเงาร่างใครบางคนออกมาจากประตู
ผมสีเงินสะท้อนแสงแดด ใบหน้าอันหล่อเหลายั่วยวนยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหยุดยืนระหว่างสองพี่น้องที่กำลังยืนมองหน้ากันอยู่หน้าหอหลิวเซียง
“แม่ทัพน้อย” เสียงของซ่งอวี้หานเรียกสติผู้เป็นพี่
หานอี้เฉินรีบร้อนหันไปทำความเคารพ และทักทายกลับ “ซ่งกั๋วกง ให้ท่านเห็นเรื่องน่าอายเข้าเสียแล้ว”
ซ่งอวี้หานโบกพัดไปมา ก่อนจะลอบมองเด็กสาวที่หลบอยู่หลังผู้เป็นพี่ชาย “ท่านแม่ทัพกล่าวเกินไปแล้ว เรื่องน่าอายอะไรกัน ออกจะสนุกกว่างิ้วที่ฝ่าบาทชอบทอดพระเนตรเสียอีก”
หานอี้เฉินคิ้วกระตุก ยิ้มแห้ง ก่อนจะยืดตัวบังน้องสาว เมื่อเห็นสายตาของกั๋วกงหนุ่มทอดมองเลยตนเองไปตลอดเวลา
“จะไม่แนะนำแม่นางน้อยที่ยืนหลบอยู่หลังเจ้าให้ข้ารู้จักหน่อยหรือ” ผู้มีฐานะสูงกว่าเอ่ยทีเล่นทีจริง
หานอี้เฉินยืดตัวตรง ก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ “หานชิงหรู น้องสาวของข้าเองขอรับ”
“หือ น้องสาวของเจ้าที่ก่อเรื่องจนโดนฉินกุ้ยเฟยลงโทษไปครั้งก่อนน่ะหรือ” น้ำเสียงยืดยานคล้ายหยอกล้อ ทำเอาหลิงเสวี่ยเหยาต้องกำมือแน่น
คนผู้นี้เหตุใดถึงได้กวนใจได้ถึงเพียงนี้ รู้ทั้งรู้ว่าตอนนี้นางอยู่กับพี่ชาย ไม่สะดวกคุยธุระส่วนตัว ก็ยังจะพยายามหาทางแกล้ง
“เป็นเพียงข่าวลือในอดีตขอรับ ท่านกั๋วกงอย่าได้ใส่ใจ” หานอี้เฉินเอ่ยเสียงเรียบ จ้องคนตรงหน้าเขม็ง
“อ้อ เช่นนั้นหรือ” ซ่งอวี้หานยิ้มบาง ยกพัดขึ้นคลี่แล้วบังใบหน้าของตนไว้ครึ่งหนึ่ง “อีกสองวันจะมีงานต้อนรับการกลับมาของแม่ทัพน้อย เดิมทีข้าได้รับคำเชิญก็ยังคงชั่งใจว่าจะไปดีหรือไม่”
ผู้ฟังที่ได้ยินกำมือแน่น แต่ใบหน้ากลับฝืนยิ้ม “เดิมทีก็เป็นเพียงงานเล็ก ๆ ท่านกั๋วกงเองก็งานล้นมือ ตัวข้าเองก็ไม่ได้สำคัญอะ–“
พูดไม่ทันจบอีกฝ่ายก็ขัดขึ้นเสียก่อน “แม่ทัพน้อยอย่าได้น้อยใจ ตัวข้าเองตัดสินใจแน่ชัดแล้วว่า จะไปร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน”
หานอี้เฉินผงะ ปากของเขาอ้า ๆ หุบ ๆ อยากจะพูดบางสิ่ง แต่สุดท้ายได้แต่ยอมรับ “เป็นเกียรติยิ่งนัก”
หลิงเสวี่ยเหยาขำในใจ พี่ชายของนางปกติดื้อเงียบถึงเพียงใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซ่งกั๋วกงผู้นี้กลับเป็นเพียงลูกสุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น
“ข้าไม่รั้งพวกเจ้าแล้ว เชิญเถิด” ซ่งอวี้หานพูดจบก็โบกพัดเบา ๆ หานอี้เฉินเองก็ไม่รอช้า โค้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะดึงแขนน้องสาวให้ตามไป
หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองบุรุษรูปงามที่ยืนอยู่หน้าหอหลิวเซียง ริมฝีปากสีแดงของเขาพึมพำเสียงเบา ให้พออ่านปากได้ “งิ้วเมื่อครู่สนุกยิ่งนัก คราหน้าหวังว่าจะได้ดูเรื่องสนุกอีก”
เมื่อสองพี่น้องขึ้นรถม้าไป ผู้ที่หลบอยู่ก็ก้าวออกมา เวินอี้เซวียนมองเพื่อนของเขาอย่างไม่เชื่อสายตา แม้ใบหน้าจะเรียบนิ่ง แต่ซ่งอวี้หานกลับคล้ายจะอ่านความคิดของเขาออก
“สีหน้าของเจ้าตอนนี้ ก็ประหลาดเช่นเดียวกับการกระทำของข้าเช่นกัน”
เซี่ยนซูยกพัดกระดูกขาวชี้สลับไปมาระหว่างเพื่อนทั้งสอง “พวกเจ้าบ้าไปแล้วแน่ ๆ ดูท่าทางพวกนี้สิ เป็นสหายกันมาตั้งกี่ปีกลับเพิ่งเคยเห็น”
สหายสองคนที่ถูกกล่าวหา มองสหายผู้ปากมาก ก่อนจะยกยิ้ม แล้วแยกย้ายกันไปโดยไม่รอคุณชายน้อยที่ยืนอึ้งอยู่
“อวี้หาน!! อี้เซวียน!! พวกเจ้าจงใจแกล้งข้า!!” คุณชายจิ้งจอกตะโกนเสียงหลง ก่อนจะพยายามเดินตามให้ทัน “เดี๋ยวสิ รอข้าด้วย พวกเจ้า!! เฮ้!!”