เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 13: เดิมทีแผนของพวกเจ้าแค่ต้องการทำให้ข้าบาดเจ็บ

👁️ 2 อ่าน
22px

          หลิงเสวี่ยเหยาฝีเท้าชะงักกึก หยางเซียวหลงอยู่หลังประตูบานนี้ หากเพียงเขาเปิดเข้ามา นางก็ไม่อาจหลบเลี่ยงได้อีก

            “คุณหนูใหญ่” เสียงของหลิวหนิงซินดังขึ้นเรียกสติ เสียงนั้นเย็นและกดต่ำ “เชิญท่านเข้าไปรอในห้องพักข้าสักครู่เถิด”

            กล่าวประโยคหลังจบหลิวหนิงซินก็แย้มยิ้ม แม้ใบหน้าจะดูปกติ แต่หลิงเสวี่ยเหยารู้ดีว่าคงกังวลใจไม่แพ้กัน หานชิงหรูแม้จะปิดบังใบหน้าอยู่ แต่ก็ยังมองออกว่าคล้ายใบหน้าเดิมของนางมากเพียงใด หากเด็กคนนั้นเห็นก็คง...

            “เพราะเหตุใด?” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยถาม มองหลิวหนิงซินที่ชะงักไปเล็กน้อย

            “ผู้ที่อยู่หลังบานประตูนั้น...” ใบหน้าเถ้าแก่เนี้ยเคร่งเครียด คิ้วขมวดแน่น “สติวิปลาส เกรงว่าจะสร้างความวุ่นวายให้แก่คุณหนูใหญ่”

            หลิงเสวี่ยเหยางับปากตัวเองแทบไม่ทัน เมื่อครู่นางเกือบหลุดขำออกมา เดิมทีศิษย์ทั้งสองคนนี้ ความคิดไม่ค่อยลงรอยกันนัก จึงมักจะทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ การได้เห็นคนคุ้นเคยทำให้นางอดนึกถึงเรื่องราวครั้งอดีตไม่ได้

            “เชิญทางนี้” หลิวหนิงซินพานางเดินนำไปทางฝั่งขวามือ ที่ซึ่งเป็นหอนอนของตน

            ภายในห้องไม่รกเช่นห้องทำงาน ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรหลายชนิด ที่เมื่อสูดดมเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น ที่ข้างเตียงมีแจกันใส่กิ่งเหมย ข้างหน้าต่างมีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับให้นางนั่งรอ

            หลิวหนิงซินยกขนมและน้ำชามาให้ ก่อนจะรีบออกไปรับหน้าหยางเซียวหลงในทันที ภายในห้องจึงเหลือเพียงนางที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง

            อากาศภายนอกวันนี้แจ่มใสนัก เบื้องล่างคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ผ่านไปมา เยื้องไปไม่ไกลมีรถม้าจอดรออยู่ เบื้องหน้ารถม้าเหอซินมามากำลังทำสีหน้าไม่พอใจ ขณะที่คุยกับเถ้าแก่เหอ

            ไป๋อวี่ยืนอยู่ด้านหลังกับคนขับรถม้า ในมือถือบางสิ่งส่งให้ ดูคล้ายถุงหอม ม้าตัวใหญ่ที่อยู่ข้างๆ พ่นลมหายใจ ยกขาหน้าขึ้นเล็กน้อย พร้อมส่ายหัวไปมา

            หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้ม หากการเดินทางกลับจวนง่ายดายถึงเพียงนั้น นางคงไม่วางใจนัก แต่ในเมื่อเห็นคนร้ายวางหมากซ้อนให้นางเพิ่มเช่นนี้ นางเองก็นึกชื่นชมในความพยายาม

            ร่างอรชรลุกขึ้นจากที่นั่งเดินตรงไปที่ชั้นข้างเตียงนอนของหลิวหนิงซิน ในนั้นมีสมุนไพรหลากชนิดที่ใช้ทำพิษและใช้รักษา นางหยิบถุงหอมของตนออกมา เททุกอย่างในนั้นทิ้ง ก่อนจะใส่สมุนไพรในลิ้นชักลงไปแทน นางหยิบอย่างคล่องมือ ก่อนจะผูกปากถุงแล้วห้อยไว้เช่นเดิม

            สมุนไพรที่ไป๋อวี่ให้คนขับรถม้า นางพอมองออกว่าคือสิ่งใด ม่านถัวหลัว มีฤทธิ์ทำให้ประสาทหลอน กระวนกระวาย และเสียการควบคุม เมื่อครู่มันคงได้กลิ่น จึงออกอาการเล็กน้อย แต่หากต้องการให้เสียการควบคุมจริงๆ อาจต้องให้กินหรือดมในปริมาณที่มากกว่านี้

            ดูแล้วคนในจวนคงไม่อยากให้นางตาย แต่อยากให้บาดเจ็บ เช่นนั้นเมื่อนางกลับไป คงต้องพักฟื้นอีกหลายวัน หากอาการหนักมาก ก็คงเป็นเดือน งานเลี้ยงที่พี่ชายกลับมา ก็คงไม่อาจเข้าร่วมได้

            หากนางไม่อยู่ในงาน ผู้คนคงพูดกันสนุกปาก คนร้ายเพียงแค่บอกว่านางป่วย ใครเล่าจะตำหนิ คงมองเพียงเด็กคนนี้ร่างกายอ่อนแอ ทั้งยังไม่รู้จักกาลเทศะ

            หลิงเสวี่ยเหยาส่ายหัว ตื้นเขินเกินไปแล้ว นางหัวเราะเสียงเบา ก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิม เพื่อรอเถ้าแก่เนี้ยมาเชิญออกไป ไม่เกินสามเค่อ หลิวหนิงซินก็กลับมาเชิญนางออกจากห้อง

            เมื่อออกมานอกโรงเตี๊ยมเถ้าแก่เหอรีบวิ่งมาหานางพร้อมแย้มยิ้มกว้าง เอ่ยเสียงเบา “ท่านเป็นคนแรกที่กลับออกมาแบบมีชีวิต ช่างน่าเลื่อมใส”

            หลิงเสวี่ยเหยาไม่เอ่ยสิ่งใด ผงกหัวเล็กน้อย ก่อนจะเดินตรงไปหาเหอซินมามาที่ทำหน้าเหมือนคนปวดหนัก “คุณหนูใหญ่ บ่าวเตรียมรถม้าไว้รอนานแล้วเจ้าค่ะ หากชักช้าอีก เกรงว่าจะกลับไม่ทันค่ำ”

            “เชิญเจ้าค่ะ” ไป๋อวี่ยื่นมือมาให้จับตามหน้าที่

            แต่หลิงเสวี่ยเหยาไม่ขยับ มองบ่าวรับใช้ทั้งสองคน ก่อนจะแย้มยิ้มจนตาหยี แม้บ่าวทั้งสองจะมองไม่เห็นใบหน้าของนาง แต่ก็มองออกว่าภายใต้ผ้าโปร่งนั้นกำลังปรากฏรอยยิ้ม ความสงสัยพลันเกิด เหตุใดคุณหนูใหญ่ถึงได้ยิ้มเช่นนั้น

            จู่ๆ ไป๋อวี่ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ มองมาอย่างร้อนรน “คุณหนูมีอะไรหรือเจ้าคะ”

            “เดิมทีการเดินทางไปเมืองหลวงนั้นยาวนานนัก ทั้งเจ้าและมามาคงเหนื่อยมาก ข้ารบกวนพวกเจ้าแล้ว” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงอ่อน

            เหอซินมามาได้ยินก็ยกคิ้ว “คุณหนูกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ เดิมทีมันก็เป็นหน้าที่ของบ่าวอย่างพวกข้าอยู่แล้ว”

            “ใช่เจ้าค่ะ เป็นหน้าที่ของบ่าวอยู่แล้ว คุณหนูอย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ” ไป๋อวี่เอ่ยพลางโบกมือไปมา

            หลิงเสวี่ยเหยามองดูบ่าวทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยต่อ “งานเลี้ยงต้อนรับท่านพี่จะจัดขึ้นพรุ่งนี้ พวกเราควรเดินทางให้ถึงโดยเร็วใช่หรือไม่?”

            “ใช่เจ้าค่ะ หากคุณหนูเข้าใจแล้ว ก็รีบขึ้นรถม้าเถิดเจ้าค่ะ เราเสียเวลามามากแล้ว” เหอซินมามาพูดพลางเร่งบ่าวรับใช้คนอื่นให้เดินไปประจำที่

            “ไม่หรอก” หลิงเสวี่ยเหยาส่ายหัว มองบ่าวทั้งสองคน ก่อนจะเอ่ยอย่างหนักแน่น “เดิมทีการเดินทางล่าช้า เพราะคนของเรามีเยอะจนเกินไป รวมถึงพวกเจ้าที่เดินตามรถม้าด้วย”

            เหอซินมามาชะงักกึก หันมามองคุณหนูใหญ่ด้วยใบหน้าถอดสี “คุณหนูหมายความว่าเช่นไร”

            “ข้าว่าพวกเจ้าทั้งสองนั่งไปบนรถม้ากับข้า ส่วนคนที่เหลือค่อยตามไปทีหลัง เช่นนี้เราคงไปถึงจวนเร็วขึ้น พวกบ่าวรับใช้ที่เหลือรออยู่ที่โรงเตี๊ยมนี่ก่อน แล้วพรุ่งนี้ข้าจะส่งรถม้ามารับพวกเจ้าทุกคน” สิ้นคำพูดหลิงเสวี่ยเหยา ข้ารับใช้หลายคนแทบจะยกยิ้มในทันทีเมื่อรู้ว่าตนไม่จำเป็นต้องเดิน แต่กลับถูกสายตาตำหนิของเหอซินมามาหยุดไว้

            “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ พวกบ่าวเป็นข้ารับใช้ ไม่อาจขึ้นรถม้าไปพร้อมกับคุณหนูได้ หากคุณหนูไม่สะดวกใจจะนั่งคนเดียว เช่นนั้นก็ให้ไป๋อวี่ไปคอยปรนนิบัติเช่นเดิมเถอะเจ้าค่ะ” เหอซินมามาเอ่ยเสียงเรียบ

            ในขณะที่ไป๋อวี่แทบจะหันขวับไปมองมามาผู้นี้ในทันที หลิงเสวี่ยเหยามองทั้งสองคนแล้วนึกขำในใจ เดิมทีนางก็อยากชมต่อสักหน่อยว่าผู้ใดจะชนะ แต่ดูแล้วนางเองก็ควรจะรีบกลับให้ถึงจวนโดยเร็ว เพราะยังมีเรื่องอีกมากให้จัดการ

            “เหอซินมามา เดิมทีเจ้าเองก็เป็นเพียงบ่าวรับใช้ เหตุใดเจ้าถึงได้ชอบเอ่ยขัดความคิดของข้านัก ท่านย่าเองน่าจะกำชับเจ้ามาว่าให้ดูแลข้าให้ดีไม่ใช่หรือ”

            เหอซินมามาดวงตาเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำว่าท่านย่า หากยังขัดคุณหนูต่อ เจ้านายของนางจะเดือดร้อนไปด้วย หลังจากฝืนกลืนน้ำลาย จึงเอ่ยต่อ “แน่นอนเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่ารักและเอ็นดูคุณหนูที่สุด บ่าวจะมีใจเป็นอื่นได้อย่างไร ไป๋อวี่ไปขึ้นรถม้า”

            มือเหี่ยวยกขึ้นผลักหลังเด็กสาวให้ขึ้นรถม้าไป ก่อนตนเองจะยกมือขึ้นพยุงคุณหนูใหญ่ขึ้นรถม้า แล้วก้าวตามขึ้นไป

            รถม้าเคลื่อนตัวออกจากโรงเตี๊ยม ในขณะที่ไป๋อวี่มีท่าทางกระสับกระส่าย ตอนนี้เป็นยามอู่ ดวงอาทิตย์ส่องแสงเหนือศีรษะ รถม้าขยับโครงไปมา หลิงเสวี่ยเหยาหยิบขนมเข้าปาก มองเหอซินมามาที่ดูนิ่งสนิท แม้จะนั่งหลับตา คล้ายปกติ แต่มือของนางกลับกำผ้าเช็ดหน้าแน่น ในขณะที่ไป๋อวี่มองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา ราวกับกำลังรอดูบางสิ่ง

            ยามโหย่ว ฝูงนกบินเข้ารัง แสงอาทิตย์ยามเย็นทำเอาหัวใจบ่าวรับใช้ทั้งสองเต้นระรัว หลิงเสวี่ยเหยาเอนตัวยกแขนพิงหมอนไม่ได้รู้สึกร้อนรนเท่าบ่าวทั้งสอง

            ทว่า จู่ๆ รถม้าก็โครงเครงหนักกว่าเดิมจนทรงตัวแทบไม่อยู่ ทั้งยังพุ่งไปข้างหน้าเร็วขึ้นเรื่อยๆ

            “เกิดอะไรขึ้น” หลิงเสวี่ยเหยาลืมตา สายตาคมกวาดมองบ่าวทั้งสอง ราวกับต้องการบังคับให้ตอบ

            “ม้าคลั่ง!!!” เสียงคนขับรถม้าตะโกนเสียงดัง ในขณะที่เห็นเขายืนอยู่ข้างทางผ่านหน้าต่าง ไป๋อวี่ที่เดิมทียังคงควบคุมอารมณ์ได้ตอนนี้กลับร้องไห้ออกมาเสียงดังเมื่อเห็นว่ารถม้ากำลังพุ่งตรงไปตามทาง และปลายทางคือหน้าผา

            “ฮือ ข้ายังไม่อยากตาย เดิมทีข้าไม่ควรต้องมาตายด้วยซ้ำ!!” เด็กสาวที่อายุน้อยที่สุดเอ่ยพลางจ้องไปที่เหอซินมามาเขม็ง

            “หุบปากไปซะ!!” เหอซินมามาเอ่ย แม้น้ำเสียงจะนิ่งเรียบ แต่มือกลับจิกแน่น ดูแล้วนางคงเตรียมพร้อมจะสละชีวิตเพื่อคนร้ายจริงๆ

            “ข้าไม่หุบปากแล้วท่านจะทำไม ตอนนี้เราจะตายกันหมดแล้ว เดิมทีแผนไม่ใช่เช่นนี้ด้วยซ้ำ เราแค่ต้องทำให้คุณหนูบาดเจ็บ ไม่จำเป็นต้องถึงตาย เหตุใดท่านถึงได้ทำเช่นนี้!!” ไป๋อวี่พูดจบก็พยายามลุกขึ้น ก่อนจะพุ่งไปจับไหล่เหอซินมามาแน่น แล้วเขย่าไปมา

            “หุบปากไปซะ ข้าไม่ได้ตกลงแผนกับคนขับรถม้าไว้เช่นนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น” เหอซินมามาผลักเด็กสาว จนอีกฝ่ายล้มไปกระแทกพื้น

            “เช่นนั้นเพราะเหตุใด ข้าถึงเห็นคนขับรถม้านั่นยืนอยู่ข้างทาง แทนที่จะอยู่บนรถม้านี้เล่า!!” ไป๋อวี่ตะโกนเสียงดัง นางไม่คิดจะปิดบังสิ่งใดทั้งนั้น ตอนนี้นางจะตายอยู่แล้ว เดิมทีนางแค่อยากเอาตัวรอด ไม่ได้อยากทุ่มเทให้ใครจนตายเช่นนี้

            “ข้าจะไปรู้...”ยังไม่ทันพูดจบเหอซินมามาก็ใจหล่นวูบ ตั้งแต่เกิดเรื่องคนเดียวที่นิ่งสงบมาตลอดไม่ใช่นางหากแต่เป็นคุณหนูใหญ่ ก่อนหน้านางไม่ทันได้สังเกตเพราะความกลัวเกาะกุมจิตใจ แต่เมื่อลองพินิจให้ดี “หรือนี่จะเป็นแผนของท่าน คุณหนูใหญ่”

            ไป๋อวี่ขนลุกวาบ หันมองตามเหอซินมามา คุณหนูของนางนั่งนิ่ง มองพวกนางทะเลาะกัน ไร้ซึ่งเสียงห้ามปราม และเสียงของความตื่นตระหนก

            “ใช่แล้ว เดิมทีแผนของพวกเจ้าแค่ต้องการทำให้ข้าบาดเจ็บ” หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้มใต้ผ้าคลุมหน้า มองตรงไปที่บ่าวรับใช้ทั้งสองคน “แต่ข้าทำให้เรื่องมันแย่กว่าเดิมเอง คราวนี้มาดูกัน ว่าพวกเจ้าคนใดจะยอมปริปากพูดและมาทำงานให้ข้า เพื่อแลกกับชีวิตรอดของตนเอง”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!