ใบหน้าของคุณหนูใหญ่จวนจินหนิงโหว เลื่องลือกันทั่วว่าอัปลักษณ์ จนต้องสวมผ้าโปร่งปิดบังอยู่ตลอด ทุกครั้งที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลอง ก็ยังชอบวางท่า ทำตัวข่มผู้อื่น โดยเฉพาะกับน้องสาวอย่างหานเมี้ยวอวี้
ผู้คนมากมายต่างรู้กันดีว่า หานชิงหรู นั้น เกลียดน้องสาวมากเพียงใด ทุกครั้งที่สบโอกาสมักจะหาทางแกล้งหรือทำร้ายน้องสาวของตนเสมอ
เรื่องความงามนั้น หานชิงหรูไม่เคยเทียบ หานเมี้ยวอวี้ได้เลย นั่นคือสิ่งที่ผู้คนล่ำลือกันไปทั่ว
ทว่า ในวันนี้ใบหน้าอันงดงามที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าโปร่งนั้น ทำเอาหมอหลวงถึงกับต้องกลืนน้ำลายดัง อึก เดิมทีตัวเขาไม่เคยพบเห็นเทพเซียน แต่ในวันนี้กลับคล้ายตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ
ใบหน้าขาวใสดังหยก ดวงตาหงส์คู่สวยดูสูงส่งงดงาม ริมฝีปากอวบอิ่มประดับด้วยรอยยิ้ม เด็กสาวผู้นี้ งดงามยิ่งกว่าอดีตฮองเฮา ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงามเสียอีก
“เป็นไปไม่ได้ เหตุใดเจ้า– พี่หญิง ถึงได้ปกติดีเล่า ก่อนหน้านี้ใบหน้าของพี่ออกจะอัปลั–“ หานเมี้ยวอวี้ตกใจจนสติหลุด ปากก็พ่นคำออกมาโดยไม่ทันได้กลั่นกรอง โชคดีที่ผู้เป็นมารดาไหวตัวทัน รีบยกมือขึ้นปิดปากของบุตรสาวไว้
“เมี้ยวอวี้คงดีใจมาก จนหลุดพูดอะไรโดยไม่ทันไตร่ตรองให้ดี” ซูหว่านอวี้แย้มยิ้ม แต่กลับส่งไปไม่ถึงดวงตา เมื่อได้เห็นในสิ่งที่ผิดไปจากที่คาดไว้
“อะแฮ่ม คะ...คุณหนูใหญ่ ปกติดีอย่างที่ทุกท่านเห็น ข้าเองก็คงหมดหน้าที่แล้ว เสี่ยวอู๋...กลับ” หมอหลวงเมื่อตั้งสติได้ว่างานของตนคงจบแล้ว ก็รีบกล่าวลา ออกจากโถงอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้บรรยากาศในจวนนั้นไม่ดีนัก หากเขารั้งอยู่ต่อมีแต่จะเหนื่อยเปล่า จึงถือโอกาสนี้หนีเสียเลย
ฮูหยินผู้เฒ่ามองหลานสาวนิ่งๆ แววตาที่เคยอ่อนโยน พลันถูกอารมณ์บางอย่างแทรกเข้ามา ภาพบางอย่างซ้อนทับขึ้นมาในความทรงจำ มือเหี่ยวยกขึ้นหมายจะลูบหัวหลานสาว แต่ด้วยจิตใจที่สับสน จึงลงมือหนักไปนิด ครั้นเมื่อดึงสติกลับมาได้ มือที่เคยลงน้ำหนักมากกลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
หลิงเสวี่ยเหยาแย้มยิ้มบางๆ แม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะมีจุดที่น่าสงสัย แต่ไป๋อวี๋เองก็ไม่ค่อยมีข้อมูลนัก ก่อนหน้าที่ได้คุยกัน ข้อมูลส่วนมากที่นางได้มามักจะเกี่ยวกับหานเมี้ยวอวี้และซูหว่านอวี้เสียมากกว่า
ด้วยอายุของไป๋อวี๋ เรื่องครั้งอดีตตั้งแต่สมัยมารดาของหานชิงหรูยังอยู่จึงมีไม่มากนัก ทำให้นางแทบไม่มีข้อมูลของหญิงชราผู้นี้ในมือเลย ได้แต่อาศัยทักษะการสังเกตไปก่อน
“หลานรักหายดี ย่าก็สบายใจ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยพลางลูบศีรษะของนางเบาๆ “เพียงแต่ โรคประหลาดเช่นนั้น เหตุใดถึงหายได้เร็วทั้งยังไม่ทิ้งร่องรอยเช่นนี้เล่า”
หานอี้เฉินชะงัก เขากำมือเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขัด “ท่านย่า ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินมาว่าเกิดรอยแยกสีนิลขนาดใหญ่ที่หมู่บ้านชิงหลิน ในเมืองเซวี่ยเหอ มีชาวบ้านบางส่วนล้มตายไปเพราะวิญญาณอาฆาต โชคยังดีที่คนของสำนักบุปผาพิษ และสำนักอื่นที่อยู่ใกล้เคียงมาช่วยเหลือได้ทัน”
ฮูหยินผู้เฒ่าวางมือของตนลงบนตัก เหลือบมองหลานชายเล่าเรื่อง แววตาแฝงแววแปลกประหลาด “อี้เฉิน เรื่องนี้สำคัญถึงขนาดให้เจ้าต้องเอ่ยขัดย่าเลยรึ”
หานอี้เฉินนิ่งไปชั่วครู่ มือหนากำแน่นกว่าเดิม ใบหน้าของเขาก้มลงเล็กน้อย หานเมี้ยวอวี้เห็นเช่นนั้น จึงคิดจะเอ่ยช่วยพี่ชาย “ท่านย่า เหตุใดเรื่องที่พี่ชายใหญ่พูดจะไม่สำคัญเล่าเจ้าคะ ข้าเองก็พอได้ยินมาบ้าง ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเกือบทำลายทั้งหมู่บ้าน หากไม่ได้เซียนสาวผู้หนึ่งช่วยผนึก เกรงว่าความเสียหายจะไม่จบเพียงแค่ที่เมืองเซวี่ยเหอเจ้าค่ะ”
หลิงเสวี่ยเหยาหยิบถ้วยน้ำชาที่ไป๋อวี๋ส่งให้มาดื่ม มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่านะที่น้องสาวผู้นี้ กล่าวเรื่องที่มีประโยชน์ และพอฟังขึ้น
ซูหว่านอวี้แย้มยิ้ม มองไปที่ฮูหยินผู้เฒ่าที่เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจเล็กๆ เพราะถูกขัด ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม “สิ่งที่ทั้งสองคนพยายามจะบอกคือ สำนักนางชีที่ชิงหรูไปรับโทษนั้นอยู่ในเมืองเซวี่ยเหอ ทุกครั้งที่เกิดรอยแยก มักจะมีเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนและนักพรตจากสถานที่ต่าง ๆ ไปช่วยเหลือ ระหว่างนั้น อาจจะมีผู้มากความสามารถจากสำนักใดสำนักหนึ่ง แวะพักที่สำนักนางชี เมื่อเห็นว่าชิงหรูป่วย จึงยื่นมือมาช่วยเหลือ”
หานเมี้ยวอวี้ที่เห็นมารดาช่วยแก้ตัวให้ ก็รีบโพล่งออกมา “ใช่เจ้าค่ะ ท่านย่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจ “เอาเถอะ หายจากโรคประหลาดนั่นได้ก็ดีแล้ว เดิมทีชิงหรูเองก็ถึงวัยที่ควรออกเรือน เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็สบายใจ เรื่องการหาผู้ที่เหมาะสมมาตบแต่งคงไม่ยากนัก”
หลิงเสวี่ยเหยาชะงัก เดิมทีคิดจะดื่มชาอย่างสบายใจ แต่เมื่อได้ยินเรื่องออกเรือน ใจของนางพลันเต้นแรงขึ้นมา ลืมไปเลยว่าตอนนี้นางเองก็ถึงวัยที่ควรออกเรือนได้แล้ว
ปัญหาใหญ่คือ นางไม่ใช่ผู้ที่จะได้เลือกสามีด้วยตนเอง แต่ต้องเป็นคนที่บิดามารดา และแม่สื่อจัดหาให้ ดวงตาคู่สวยเหลือบมองซูหว่านอวี้ที่แย้มยิ้ม ดูเหมือนอาการไม่สบายใจจะหายไปแล้ว หลังจากได้ยินเรื่องที่ลูกเลี้ยงอย่างนางสมควรออกเรือน
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็นกังวล หว่านอวี้ได้ติดต่อแม่สื่อไว้บ้างแล้วตั้งแต่ชิงหรูเลยวัยปักปิ่น แม้ก่อนหน้าจะมีเรื่องลำบากเล็กน้อย” ซูหว่านอวี้พูดพลางมองใบหน้าอันงดงามของลูกเลี้ยง ก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่ตอนนี้ปัญหานั้นคงคลายได้บ้างแล้ว”
หานอี้เฉินนิ่งเงียบจนผิดปกติ เขามองน้องสาวอย่างเหม่อลอย บางครั้งก็ดูคล้ายอยากจะเอ่ยบางสิ่ง คงจะกังวลอยู่ไม่น้อยเมื่อได้ยินว่าน้องสาวต้องออกเรือน
“ชิงหรู เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย ใบหน้าอ่อนโยน แต่แววตากลับแฝงประกายบางอย่าง
“ข้าแล้วแต่พวกท่านเจ้าค่ะ” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยอย่างว่าง่าย ในขณะที่หางตาเหลือบไปเห็นมือของผู้เป็นพี่ชายกระตุกเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำตอบ
“เช่นนั้นก็ดี อีกไม่กี่วันจะถึงงานเลี้ยงต้อนรับพี่ชายของเจ้า พวกเจ้าสองคนก็เลยวัยปักปิ่นกันมาแล้ว หากถูกใจบุตรชายตระกูลใดก็มาบอกย่าได้” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่ม คำพูดฟังดูใจกว้างนัก
“ท่านย่าของพวกเจ้า กำชับข้าอยู่เสมอว่า หากเลือกได้ ก็ให้หาคู่ครองที่เหมาะสม และพวกเจ้าเองก็พอใจ ชีวิตรักถึงจะยั่งยืน” ซูหว่านอวี้พูดพลางแย้มยิ้ม มือบางตบมือบุตรสาวของตนเบาๆ
หลิงเสวี่ยเหยาก้มมองใบชาในแก้ว คิดดูแล้วคำพูดพวกนี้ ก็คือการบอกว่าพวกเขาไม่ใจร้ายถึงขนาดบังคับให้แต่งงานกับคนที่ไม่พึงใจ แต่ก็ไม่ได้ตามใจ เพราะคนที่พึงใจจะต้องเป็นคนที่เหมาะสมเท่านั้น แล้วขอบเขตของคำว่าเหมาะสมของคนพวกนั้นคืออะไรล่ะ?
มุมปากบางกระตุกยิ้ม น่าสนุกจริง ๆ ดูแล้วทั้งท่านย่าและมารดาเลี้ยงของนาง ต่างมีคนในใจกันแล้วทั้งคู่ และคนคนนั้นคือคนที่จะมาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับ หานอี้เฉิน
“ข้าเหนื่อยแล้ว พวกเจ้าออกไปเถอะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยพลางโบกมือไล่ บ่าวรับใช้ประจำตัวพยุงร่างชราไปยังเรือนพักผ่อน
ในขณะที่หลิงเสวี่ยเหยาคิดจะเดินออกจากโถง ขณะที่นางเดินผ่านพี่ชายของตน นางได้ยินเสียงทุ้มของเขาเอ่ยเสียงเบาที่พอให้ได้ยินกันเพียงสองคน
“ยามโหย่ว ข้าจะไปพบเจ้าที่เรือน” ร่างสูงเอ่ยจบไม่รอช้า ก้าวเท้าออกจากโถงหลักอย่างรวดเร็ว โดยมีฉางซีตามไปไม่ห่าง
หานเมี้ยวอวี้ที่เห็นพี่ชายกำลังออกไป จึงรีบวิ่งตาม ในขณะที่ซูหว่านอวี้เดินผ่านนาง สายตาคู่นั้นเหลือบมองใบหน้าของนางเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง มือเรียวกำแน่นจนเล็บกดฝ่ามือ
แม้จะไม่พูดสิ่งใด แต่หลิงเสวี่ยเหยากลับเข้าใจแจ่มแจ้ง ว่าคนผู้นี้กำลังรู้สึกอะไร