เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 36: งั้นข้าก็ช่างโชคดียิ่งนัก

👁️ 1 อ่าน
22px

            หอหลิงจู๋ในคืนนี้ครึกครื้นเป็นพิเศษ ผู้คนแน่นขนัด ทั้งชายและหญิง เป็นโรงสุราขึ้นชื่อที่ขุนนางชอบเดินทางมาพักผ่อน

            เสียงงิ้วคลอประสานกับดนตรี ผู้คนปรบมือและเอ่ยชม นอกจากมาเพื่อทานอาหารและพักผ่อนแล้ว ยังมีคนกลุ่มอื่นที่มาเพื่อสนทนาเรื่องสำคัญ

            หลิงเสวี่ยเหยาตักอาหารเข้าปาก พลางเชิญแม่นางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามให้ทานด้วยกัน เดิมทีคุณหนูคนนั้นปฏิเสธ แต่ครู่ต่อมากลับกลืนน้ำลาย ก่อนจะเริ่มตักอาหาร

            “แม่นางดึกดื่นเช่นนี้ มีเรื่องสำคัญใด ถึงทำให้ท่านต้องออกมาภายนอก” บุรุษร่างสูงโปร่งเอ่ย ดวงตาสีน้ำตาลมองตรงไปที่ของบางอย่างในมือบาง

            เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังสนใจในสิ่งที่ตนเองมีเด็กสาวจึงรีบวางตะเกียบ นำของที่เคยวางอยู่บนตักใส่ไว้ในแขนเสื้อกว้าง

            “ธุระสำคัญ เช่นเดียวกับคุณชายที่ตรงมาทานอาหารถึงโรงสุรา เพื่อฟังงิ้วกระมังเจ้าคะ” ใบหน้าสวยแย้มยิ้ม แต่ดวงตากลับแข็งกร้าว

            หลิงเสวี่ยเหยาชะงักไป ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก รู้สึกประทับใจคนตรงหน้า นิ้วชี้ที่เดิมกำลังเคาะโต๊ะหยุดนิ่ง ก่อนจะวาดสัญลักษณ์ลงบนโต๊ะ แสงสีม่วงเรืองขึ้น

            ก่อเกิดเป็นลวดลาย คล้ายตัวหนังสือคำว่า รวมตัว เด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเบิกตากว้าง ก่อนจะทำทีเป็นสงบนิ่ง เพราะไม่อยากตกเป็นจุดสนใจ

            ตัวอักษรเรืองแสงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะจางหายราวกับไม่เคยมีอยู่ หลิงเสวี่ยเหยามองสตรีตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “แม่นางเตรียมตัวเถิด”

            เด็กสาวมีสีหน้าฉงน เตรียมตัวเพื่ออะไร แล้วตัวอักษรเรืองแสงเมื่อครู่คือสิ่งใด บุรุษผู้นี้ทำสิ่งใดไปกันแน่?

            จู่ๆ ร่างกายนางก็รู้สึกเย็นวาบ หนาวสั่นจนซึมลึกถึงกระดูก ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นควันสีขาว ผู้คนที่นั่งอยู่โต๊ะอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน ในขณะที่บุรุษตรงหน้ากลับไร้ซึ่งปฏิกิริยา ราวกับว่ามีเพียงผู้อื่นที่สัมผัสถึงความผิดปกตินี้ได้

            ครู่ต่อมาเสียงของบางสิ่งระเบิดดังมาจากถังไม้ที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้า ชั่วขณะนั้นมีบางสิ่งก่อตัว คล้ายควันสีดำ มันลอยขึ้นจากถังไม้แต่ละถังที่บรรจุสุราไว้ เสี่ยวเอ้อร์ตกใจสุดขีด รีบร้อนวิ่งตรงไปยังโกดัง

            ขณะที่หลงจู๊รีบวิ่งออกมาที่โถงเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ ควันดำที่ลอยออกมาค่อยๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ เพียงครู่เดียว ดวงตาสีเหลืองทองค่อย ๆ เปิดขึ้นทีละคู่

            จอมยุทธผู้หนึ่งถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อตั้งสติได้ มือหนารีบจับกระบี่ของตนแน่น ดวงตาจ้องเขม็งไปยังกลุ่มควัน “เป็นไปไม่ได้ เหตุใดถึงมีวิญญาณปรากฏขึ้นในเมืองหลวง”

            เสียงพึมพำของเขาดังพอให้สตรีผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้างได้ยิน เดิมทีนางก็เริ่มกระสับกระส่ายเพราะความรู้สึกประหลาดอยู่แล้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น สมองจึงจับเอาความไปขยายเพิ่ม

            ครู่ต่อมาสีหน้านางเริ่มบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะกรีดร้องออกมาเสียงดัง “กรี๊ดดดดดด วิญญาณอาฆาต!! ทุกคนหนีเร็ว!!”

            เสียงของนางดังก้องจนไปถึงหูของผู้คนในหอหลิงจู๋ ทำให้ทั้งหอตกอยู่ในความโกลาหล จอมยุทธผู้เป็นเจ้าของคำพูดเดิม ตื่นตระหนก หันมามองคนแพร่ข่าวเท็จ ปากเอ่ยต่อ “ไม่ใช่ ไม่ใช่วิญญาณอาฆาต ทุกท่านใจเย็นก่อน”

            แม้เสียงเขาจะดังเพียงใดแต่ก็ไม่อาจจะหยุดยั้งความตื่นตระหนกของผู้คนได้ หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองบุรุษที่แอบตามคุณหนูแปลกหน้ามา เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นกำลังตื่นตระหนกเช่นกัน จึงรีบพุ่งไปจับข้อมือบางแล้วฝ่าฝูงชนไปอย่างรวดเร็ว

            บุรุษชุดดำ ถูกผู้คนเบียดจนเซ คลาดสายตาเพียงครู่ เป้าหมายกลับหายไปเสียแล้ว เขาพุ่งตัวคิดจะตามไป แต่เมื่อฝ่าฝูงคนไปได้เพียงครึ่ง มือของเขากลับถูกคนผู้หนึ่งจับไว้ แม้จะพยายามสะบัดออก แต่อีกฝ่ายกลับไม่รู้สึกอะไร

            ผู้มาใหม่สวมอาภรณ์ชั้นดี เนื้อผ้าไหมวาววับ คล้ายทำจากไหมวิเศษ ในมือถือพัดกระดูกขาว คุณชายผู้นี้แย้มยิ้ม แต่ดวงตากลับคล้ายจะมีไฟลุกโชน

            “ลูกค้าท่านนี้ ขอเชิญมาด้วยกันหน่อยได้หรือไม่” เซี่ยนซูเอ่ย เสียงที่เล็ดรอดออกจากริมฝีปากแฝงความหงุดหงิดประปราย

            เดิมทีเขากำลังทำงานอยู่ในห้องทำงานที่ชั้น 4 ตามปกติ ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันซวยหรืออย่างไร เพียงครู่เดียวหอหลิงจู๋ของเขากลับตกอยู่ในความโกลาหล เมื่อรีบร้อนออกมาดู ถึงได้เห็นคนผู้นี้เพียงผู้เดียวที่ไม่คิดหนีออกจากร้าน แต่กลับคิดจะเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา

            คิดดูแล้วความวุ่นวายอาจมาจากคนผู้นี้ก็เป็นได้...

            “ขออภัย ข้ามีธุระ ไม่สะดว–“ เอ่ยไม่ทันจบภาพตรงหน้าดับวูบ ร่างหนาทรุดลงในอ้อมแขนของอีกฝ่าย   “เสี่ยวอิง เจ้าพาคนผู้นี้ไปที่ห้องสอบสวน” เซี่ยนซูส่งคนที่หมดสติให้หลงจู๊ ก่อนจะปัดอาภรณ์ของตนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พลางเอ่ยพึมพำ “สกปรก”

 

            ทางด้านผู้ก่อเหตุตัวจริงบัดนี้หนีมาไกลถึงหน้าหอหลิวเซียงแล้ว สตรีที่ถูกพามาด้วยรีบร้อนผละออกจากร่างหนา

            “ขอบคุณที่ช่วยนะเจ้าคะ” ร่างบางเอ่ยจบก็ไม่รั้งรอ รีบร้อนเดินจากไป ราวกับว่ามีบางสิ่งที่สำคัญต้องรีบไปทำ

            บุรุษร่างสูงโปร่งยืน มองแผ่นหลังบางแทรกตัวหายไปในฝูงชน เมื่อลับสายตาแล้ว จึงปัดเศษฝุ่นจากอาภรณ์ แล้วเดินทอดน่องไปหาหญิงงามสองคนที่กำลังเชื้อเชิญแขกเข้าหอหลิวเซียง

            “คุณชาย เข้ามาก่อนสิเจ้าคะ” หนึ่งในสองคนเอ่ยกับหลิงเสวี่ยเหยา ใบหน้าสวยแย้มยิ้ม มือไม้อ่อนโยน แตะตัวผู้มาใหม่อย่างไหลลื่น “คุณชายเพิ่งเคยมากระมัง สนใจจะมาหาผู้ใดหรือเจ้าคะ”

            ร่างสูงโปร่งโอบรอบเอวหญิงสาว ก่อนจะเอ่ย “แน่นอนว่าเป็นแม่นางลี่อิน หญิงงามอันดับหนึ่งของหอหลิวเซียง”

            ผู้ฟังชะงัก สีหน้าไม่พอใจปรากฏขึ้นชั่ววูบ ก่อนจะแย้มยิ้มแล้วยกมือตีแขนหนา “ตายจริง ข้าก็ไม่น่าถามเลย บุรุษส่วนมาก ก็หวังจะได้พบแม่นางลี่อินกันทั้งนั้น น่าน้อยใจยิ่งนัก”

            “ได้ยินมาว่าวันนี้แม่นางลี่อินขึ้นแสดงใช่หรือไม่?” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยถาม ก่อนจะมองสำรวจหอหลิวเซียง

            ชั้นหนึ่งของหอในวันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ บุรุษมากหน้าหลายตา กำลังเกาะขอบเวที บ้างก็ยกสุราขึ้นดื่ม แล้วตะโกนเรียกคนงาม

            “ใช่เจ้าค่ะ ท่านโชคดีนัก เดิมทีหากต้องการจะใช้เวลากับแม่นางลี่อินจำเป็นต้องเป็นผู้ที่ประมูลเงินสูงที่สุด แต่ครานี้เพิ่งมีกฎใหม่” หญิงงามไม่พูดเปล่า หยิบดอกไม้จากถาดที่อีกคนถือ ส่งมาให้หลิงเสวี่ยเหยา

            ดวงหน้าสวยเชยตามองบุรุษร่างสูง ก่อนจะเอ่ยอย่างออดอ้อน “หากแม่นางลี่อินรับดอกไม้ของผู้ใด คนผู้นั้นจะได้ใช้เวลาร่วมกันหนึ่งคืน”

            เด็กหนุ่มยกยิ้ม ก่อนจะมองดอกไม้ในมือ “งั้นข้าก็ช่างโชคดียิ่งนัก คืนนี้คงจะได้ใช้เวลากับแม่นางลี่อินดังหวังแล้ว”

            ร่างอรชรที่ควงแขนเด็กหนุ่มหัวเราะเบา ๆ “ท่านดูมั่นใจยิ่งนัก เช่นนั้นขอให้โชคดีนะเจ้าคะ”

            หลิงเสวี่ยเหยามองหญิงงามที่เพิ่งละจากตนไปรับแขกคนอื่น ก่อนจะเดินตรงไปนั่งที่โต๊ะว่าง บริเวณไม่ใกล้และไม่ไกลจากเวทีนัก มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจ

            ชะตาช่างเป็นใจ ดูท่าทุกอย่างจะปูทางให้นางได้เดิน ขอเพียงไม่มีเรื่องอื่นมาแทรกแซง ก็คงไม่ต้องกลับจวนไปมือเปล่า มือหนายกขึ้นเล่นกับดอกไม้ในมือ ดอกลิลลี่ส่งกลิ่นหอม กลีบสีขาวขับให้เด็กหนุ่มในชุดดำดูบริสุทธิ์ขึ้นอีกขั้น จนบุรุษผู้อื่นที่หมายตาแม่นางลี่อินไว้รู้สึกไม่สบายใจ

            หนึ่งในบุรุษที่ตะโกนเรียกแม่นางลี่อินเหลือบมองหลิงเสวี่ยเหยาเพียงแวบเดียว ก่อนจะแค่นเสียง หึ ในลำคอ ข้างกายเขามีองครักษ์ผู้หนึ่งติดตามมาด้วย ดูแล้วคงจะเป็นคนใหญ่คนโต ทั้งเนื้อผ้า และข้าวของที่ใช้เป็นของที่ไม่อาจหาซื้อได้ทั่วไป

            หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้ม ดูเหมือนนางจะได้เจอหนึ่งในขั้วอำนาจของวังหลวงเสียแล้ว นับว่าเป็นโชคดี หรือโชคร้ายก็ไม่อาจทราบได้

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!