“คุณ...”
“คุณหนูเจ้าคะ”
เสียงแว่วเบาดังขึ้นใกล้หู ดึงสติหลิงเสวี่ยเหยากลับมา
ความปวดร้าวทั่วร่างตอกย้ำว่านางยังมีชีวิตอยู่ พลังวิญญาณในร่างจางหาย เหลือเพียงเศษเสี้ยวคล้ายไอหมอก
เมื่อลืมตาขึ้น ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้เก่าแก่แตกร้าวเป็นเส้น ห้องดูทรุดโทรม ราวกับไม่ได้รับการดูแลมาเนิ่นนาน ข้างเตียง มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเช็ดตัวให้นาง มือไม้อ่อนโยน เสื้อผ้าที่ใส่ดูเรียบง่าย บ่งบอกว่าเป็นเพียงบ่าวรับใช้
นางขยับริมฝีปาก จะเอ่ยถามบางสิ่ง ทว่าเมื่อปลายลิ้นแตะเพดานปาก กลับพบแต่ความแห้งผาก ไม่มีแม้แต่เสียงเล็ดลอดออกมา นางจึงทำได้เพียงลืมตา มองเพดานไม้เก่าอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะค่อย ๆ ทบทวนว่า...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เดิมทีนางควรตายไปแล้ว การที่ยังมีชีวิตอยู่ได้นั้น มีเพียงข้อสันนิษฐานเดียว คือ เทียนอี๋ ผีเสื้อวิญญาณที่นางได้รับมาจากเซียนท่านหนึ่งได้ช่วยนางไว้ โดยการถ่ายวิญญาณนางเข้าสู่ร่างไร้ลมหายใจของผู้ที่มีพลังวิญญาณคล้ายคลึงกันถึงเก้าส่วน เทียนอี๋คงทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อค้นหาร่างนี้ จึงยังมิอาจสื่อสารกลับมาได้
“คุณหนู บ่าวเอาน้ำมาให้เจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยพลางช่วยพยุงตัวเจ้านายของตนขึ้น “ค่อย ๆ นะเจ้าคะ”
น้ำใสสะอาดอุณหภูมิกำลังดีไหลลงสู่ลำคอ เติมความชุ่มชื้นให้ร่างกายที่อ่อนล้า หลังจากป้อนน้ำป้อนอาหารให้นางเสร็จ สาวใช้ก็เดินตรงมานั่งลงไม่ไกลจากเตียงมาก แววตาคล้ายปรากฏคลื่นอารมณ์ นางไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่นั่งก้มต่ำมองพื้นอยู่ไม่ไกลนัก
“เจ้า...” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยคำแรก ใบหน้านิ่งเรียบ ดวงตาฉายแววประเมินสาวใช้ “รับใช้ข้ามานานเพียงใด”
ผู้ถูกถามชะงักกึก ตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือด คุณหนูถามนางเช่นนี้ หมายความว่าเช่นไร นางทำอันใดผิด หรือคุณหนูจะโทษว่านางทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น ความคิดมากมายประดังเข้าหา สุดท้ายก็ได้แต่หยุดความคิดไว้ กลั้นใจเอ่ยตอบเจ้านายเสียงอ่อน “บ่าวรับใช้คุณหนูมาตั้งแต่เล็ก นับรวมแล้วราว 9 ปีได้เจ้าค่ะ”
หลิงเสวี่ยเหยานิ่งเงียบ หากรับใช้เจ้านายมานานเพียงนี้ คงรู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางไม่น้อย หากนางหลอกถาม อาจจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้น “นามของเจ้า ผู้ใดเป็นคนตั้งให้ จำได้รึไม่”
คำถามครั้งนี้ของคุณหนูทำเอาบ่าวรับใช้แทบจะทรุดตัวไปโขกหัวกับพื้น นางไม่ทราบว่าคุณหนูขุ่นเคืองนางเรื่องใด ทำได้เพียงแต่ตอบคำถามอย่างระวังคำพูดเท่านั้น
“บ่าวจะลืมได้อย่างไรเจ้าคะ ไป๋อวี่ นามนี้ ฮูหยินใหญ่เป็นคนตั้งให้ ทั้งยังกำชับว่าให้ดูแลคุณหนูให้ดี เดิมทีบ่าวเป็นเพียงเด็กที่ไร้ที่พึ่ง หากไม่ได้ฮูหยินใหญ่ช่วยเหลือ บัดนี้คงตายอยู่ข้างถนนไปแล้ว” ไม่พูดเปล่ายังโขกหัวตนเองกับพื้นเสียงดัง ราวกับว่าหากนางโขกหัวเช่นนี้จะได้รับการอภัยจากผู้เป็นนาย
หลิงเสวี่ยเหยาเปรยตามอง เมื่อรู้ชื่อแล้ว หลังจากนี้การหลอกถามก็คงไม่ยากนัก ดูแล้วเด็กคนนี้ก็ภักดีอยู่หลายส่วน เพียงแต่ลางสังหรณ์กลับร้องเตือนถึงบางสิ่ง ข้อมูลน้อยนิด ไม่พอให้ตัดสินคนแปลกหน้าได้
“ดี ในเมื่อเจ้าพูดเองว่าเจ้าดูแลข้ามาแต่เล็ก ทั้งยังสำนึกบุญคุณที่มารดาข้ามีให้เจ้า เช่นนั้น เจ้าลองพูดมา ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าได้รู้สิ่งใดบ้าง และสิ่งใดที่เจ้ารู้ แต่ข้าไม่รู้” น้ำเสียงของผู้ป่วยเรียบนิ่ง แต่หนักแน่นจนผู้ฟังนิ่งไป
ไป๋อวี่เผลอกดเล็บลงบนนิ้ว แม้หลิงเสวี่ยเหยาจะไม่เห็นใบหน้าที่หมอบอยู่ แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่า บ่าวรับใช้คนนี้มีเรื่องที่ปิดบังเจ้านายของตนไว้ การแสดงออกเพียงเล็กน้อย หากสังเกตให้ดีก็สามารถบอกได้หลายสิ่ง
“คะ...คุณหนูเป็นบุตรีคนโตของท่านโหว ผู้ได้รับความดีความชอบจากฮ่องเต้ ฮูหยินใหญ่มารดาของท่านเป็นพระญาติของฮองเฮา เมื่อครั้นอายุเพียงแปดขวบ มารดาท่านสิ้นใจไปด้วยไข้ลมหนาว ทำให้ท่านโตมาโดยได้รับการเลี้ยงดูจากฮูหยินผู้เฒ่า ที่ตามใจคุณหนูดั่งแก้วตาดวงใจ คุณชายใหญ่พี่ชายของท่านเดินตามรอยบิดา ออกรบเดินศึกตั้งแต่อายุเพียงสิบปี สร้างความดีความชอบ แต่นั่นก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกท่านห่างเหิน ท่านโหวเองก็ประจำการอยู่ชายแดนทิศเหนือ ไม่ค่อยได้กลับจวนเช่นกัน...”
ไป๋อวี่พูดค้างไว้ ก่อนจะลอบมองหน้าคุณหนูของตน นางสูดหายใจเข้า แล้วกลืนน้ำลาย ก่อนจะค่อย ๆ พูดต่ออย่างระมัดระวัง “เมื่อครั้งคุณหนูอายุเก้าขวบ ท่านโหวได้แต่งงานใหม่กับฮูหยินรอง...ท่านจึงมีครอบครัวเพิ่มมาถึงสองคน คือฮูหยินรองและน้องสาวของคุณหนู แม้นางจะเกิดจากสามีเก่าของฮูหยินรอง แต่ท่านโหวก็รักและเอ็นดูราวบุตรของตน...”
หลิงเสวี่ยเหยากระตุกยิ้ม มองสาวใช้ที่ดูเหมือนจะโผล่หางจิ้งจอกให้นางเห็น การที่พูดคำว่ารักและเอ็นดูบุตรของผู้อื่น ในขณะที่รู้ความสัมพันธ์อันห่างเหินของเจ้านายและบิดาดี แน่นอนว่าต้องมีจุดประสงค์
บ่าวรับใช้คนนี้แม้จะดูแลนางอย่างดี ปากเอ่ยว่าสำนึกบุญคุณ แต่กลับเลี้ยงเสียข้าวสุก ดูแล้วคงเป็นสายให้ผู้ใดสักคนในจวน คำพูดที่เหมือนต้องการสุมไฟในใจเจ้านายของตนเช่นนั้น ไม่มีทางเป็นเพียงการไม่ระวังปากของสาวใช้ที่รับใช้เจ้านายมานานถึง 9 ปีได้
“คุณหนูโตมาโดยได้รับความรักจากฮูหยินรองและฮูหยินผู้เฒ่า ทั้งสองท่านตามใจคุณหนูของบ่าวมากเจ้าค่ะ” พูดจบไป๋อวี่ก็มองมาที่คุณหนูของตน
“พูดต่อสิ ยังไม่จบนี่” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเย็น ใบหน้านิ่งเรียบ ดวงตาคู่นั้นเดิมทีไม่เคยนิ่งและน่ากลัวถึงเพียงนี้
“คะ...คุณหนูต้องการให้บ่าวพูดถึงเรื่องใด” ดวงตาที่เคยสบตรงกับเจ้านายเบนออกไปมองสิ่งอื่น
“เหตุใดเจ้าถึงได้ทำหน้าไขสือเช่นนั้นเล่า ข้าต้องการให้เจ้าเล่าเรื่องทั้งหมด นั่นก็หมายความรวมถึงว่าเหตุใดข้าถึงได้มาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่” หลิงเสวี่ยเหยามองตรงไปยังสาวใช้ จากที่สังเกต ห้องทรุดโทรมเช่นนี้ไม่มีทางเป็นจวนโหวได้ อีกทั้งนอกหน้าต่างยังมองเห็นเพียงป่าทึบ
“คุณหนู...บ่าวมิบังอาจวิจารณ์เจ้านายเจ้าค่ะ” ไป๋อวี่โขกหัวตนเองกับพื้นอีกครั้ง การแสดงเช่นนี้ออกจะซ้ำซากเกินไป เหตุใดการถามเรื่องที่อยากรู้ถึงได้ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นการบีบคั้นผู้อื่นให้จนหนทางเสียได้ ดูเหมือนคุณหนูใหญ่จวนโหวคนนี้จะไม่ได้มีชีวิตที่ดีนัก
“ลุกขึ้นนั่งให้ดี หากข้าไม่สั่งก็อย่าทำโทษตัวเองอีก ข้าจะไม่พูดซ้ำสอง” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย
เดิมทีร่างนี้ก็ป่วยอยู่แล้ว พลังวิญญาณเองก็แห้งเหือดจากการผนึกรอยแยกด้วย การที่นางต้องมานั่งฝืนทนดูบ่าวรับใช้แสดงละครก็นับว่าอดทนมากแล้ว
“เจ้าค่ะ” ไป๋อวี่ยืดตัวขึ้น หน้าผากแดงเป็นจ้ำจากการโขกศีรษะทำโทษตัวเอง “เรื่องที่คุณหนูมาอยู่ที่นี่เป็นเพราะเมื่อ 5 เดือนก่อน ฮ่องเต้ได้จัดงานฉลองชัยชนะให้แก่นายท่าน เป็นเวลา 3 วัน ที่จวนจินหนิงโหว งานในยามค่ำคืนมีทั้งคนใหญ่คนโตจากในวัง เหล่าขุนนาง รวมถึง ฉินกุ้ยเฟยที่มีสัมพันธ์อันดีกับฮูหยินผู้เฒ่าด้วยเจ้าค่ะ”
งานเลี้ยงฉลอง? ศึกที่ชายแดนกับเผ่ามารเพลิงครามสิ้นสุดลงและได้รับชัยชนะ? เช่นนั้นทางกองทัพคงได้รับการช่วยเหลือจากคนในสำนักเพลิงทมิฬไม่น้อย
ไม่สิ ฟู่จิ้นเหยา ผู้เป็นเจ้าสำนักอาจจะลงมาช่วยเหลือด้วยตนเอง คิดภาพเจ้านั่นทะเลาะกับเหล่าทหารเพราะความมุทะลุออกเลย คนใจร้อนเช่นนั้น ตอนนี้คงทราบข่าวการตายของนางแล้ว ไม่รู้ว่า จะโวยวายใส่ผู้อาวุโสในสำนักนางหนักเพียงใด
“คุณหนูยิ้ม...?” ไป๋อวี่ชะงักไปชั่วครู่ คุณหนูยิ้มเพราะสิ่งใด ใบหน้าของสาวใช้แฝงความเคลือบแคลงใจ
“ไม่มีอะไร เจ้าเล่าต่อ” มุมปากที่เคยยิ้มอ่อนกลับมานิ่งเรียบเช่นเดิม ราวกับภาพเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวง
“ในคืนงานวันที่สอง ระหว่างที่มีการแสดง คนในงานได้ยินเสียงกรีดร้อง ไม่นานนักสาวใช้ของคุณหนูรองก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ บอกว่าคุณหนูของตนตกน้ำ เมื่อทุกคนไปยังที่เกิดเหตุก็เห็นว่าคุณหนูของบ่าวยืนมองน้องสาวโดยไม่คิดจะยื่นมือช่วยเหลือ เมื่อสืบสาวราวเรื่องก็พบว่า คุณหนูของบ่าวกับคุณหนูรองมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงมีปากเสียงกันเล็กน้อย...คุณหนูจึงพลั้งมือจนเป็นเหตุให้น้องสาวตกน้ำเจ้าค่ะ”
ไป๋อวี่เว้นช่วง ก่อนจะพูดเสียงอ่อน “เดิมทีฉินกุ้ยเฟยขุ่นเคืองพระทัยมาก เพราะนางได้รับมอบหมายจากฝ่าบาทให้มาเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ แต่กลับเกิดปัญหาใหญ่โตต่อหน้าขุนนางมากมาย เคราะห์ดีที่ฮูหยินผู้เฒ่าร้องขอไว้ โทษสถานหนักจึงเบาลง ฉินกุ้ยเฟยเพียงลงโทษให้คุณหนูออกจากจวนมาทบทวนความผิดที่สำนักนางชีจิ้งฮวาที่ห่างไกลเมืองหลวงเช่นนี้เจ้าค่ะ”
หลิงเสวี่ยเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “แล้วเจ้าอยู่ที่ใด ถึงได้ปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”
ไป๋อวี่สะดุ้งโหยง หัวใจเต้นรัว ลนลานจนคิดจะโขกหัวอีกครั้ง แต่เมื่อสบสายตาอันเรียบนิ่งของเจ้านายจึงหยุดการกระทำของตนไว้ได้ทัน “ตอนนั้นคุณหนูให้บ่าวพาญาติผู้พี่ของคุณหนูไปหาคุณชายใหญ่ที่จวนเจ้าค่ะ”
จากที่ฟังมาทั้งหมดก็พอให้เห็นภาพรวมภายในจวนโหวแห่งนี้ได้มากพอแล้ว หากเรื่องเป็นจริงดังที่เล่า คุณหนูใหญ่ผู้นี้ก็คงจะอารมณ์ร้อนพอสมควร แต่ก็มีจุดที่น่าสงสัยหลายจุด
ถ้าหากเป็นเรื่องบังเอิญก็แล้วไป แต่เหตุใดทุกอย่างถึงลงล็อกให้เหมือนนางไร้ซึ่งพยานที่อยู่ฝั่งตนเช่นนี้ เดิมทีนางเป็นถึงคุณหนูใหญ่ ต่อให้อารมณ์ร้อนเพียงใด ก็ไม่น่าจะก่อความวุ่นวายในวันสำคัญเช่นนี้
“เจ้าคิดเห็นเช่นไร” หลิงเสวี่ยเหยามองไป๋อวี่ที่หน้าซีดเผือด ริมฝีปากบางถูกเม้มแน่น
“บ่าวเชื่อคุณหนูเจ้าค่ะ คุณหนูบอกว่าไม่ได้ทำ ก็คือไม่ได้ทำเจ้าค่ะ”
หลิงเสวี่ยเหยาหรี่ตามองสาวใช้ พอเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณหนูใหญ่ถึงให้นางเป็นสาวใช้เพียงคนเดียว หลังจากสอบถามต่อ ถึงได้รู้ว่าภายนอกลือกันเช่นไร ดูแล้วหานชิงหรูผู้นี้ จะมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักต่อบุคคลภายนอก เช่นนี้ต่อให้นางไม่ได้ทำผิด ผู้ใดเล่าจะเชื่อ
ไป๋อวี่บอกว่าก่อนหน้านี้หานชิงหรูป่วยเป็นไข้ลมหนาวเช่นเดียวกับมารดา นางกลัวว่าคุณหนูของนางจะป่วยตายไปเช่นเดียวกัน แต่โชคดีนักที่ฟื้นขึ้นมาได้อย่างอัศจรรย์
หลิงเสวี่ยเหยานึกทอดถอนใจ บุตรสาวและมารดาป่วยตายไปด้วยโรคเดียวกันเช่นนี้ ช่างน่าเวทนานัก มีเพียงนางผู้เดียวที่รับรู้ความจริงข้อนี้
ร่างกายที่ได้มาดูเหมือนร่างเดิมในวัยเยาว์ก่อนเริ่มฝึกบำเพ็ญของนางทุกส่วน แม้แต่ใบหน้าก็ยังเหมือนเดิมจนน่าขนลุก…หากใครเคยรู้จักหลิงเสวี่ยเหยา คงต้องตกตะลึงเมื่อได้พบ
นางใช้เวลาฟื้นตัวและฟื้นพลังวิญญาณอยู่นานหลายเดือน จนในที่สุดพลังวิญญาณก็กลับมาได้มากถึง 2 ส่วน โชคดีของนางคือวิชาที่นางฝึกนั้นใช้พลังวิญญาณ มิใช่พลังปราณเช่นเดียวกับสำนักอื่น
เมื่อพลังของนางผูกติดกับวิญญาณเช่นนี้ แม้ย้ายร่าง พลังที่มีก็ยังคงอยู่ เพียงแต่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างมาก กว่าจะกลับไปเท่าเดิม
สำนักนางชีแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตการดูแลของสำนักบุปผาพิษ ช่างบังเอิญเสียจริง นางรอดมาได้เพราะผีเสื้อวิญญาณที่สามารถทำตามเงื่อนไขการย้ายร่างได้ครบสมบูรณ์ภายในห้าวัน มิเช่นนั้นนางเองก็คงจะไม่อยู่แล้ว
ที่แห่งนี้เงียบสงบ ทุกครั้งที่ปฏิบัติธรรมเสร็จ เวลาว่างนางจะแอบเดินออกมานอกสำนักนางชี เพื่อรับพลังธรรมชาติ และพลังวิญญาณจากต้นหงส์ม่วง ที่มีส่วนทำให้นางฟื้นตัวได้เร็วถึงเพียงนี้
หลิงเสวี่ยเหยาทอดน่องเดินออกมานอกสำนักนางชีโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ตอนนี้วิชาตัวเบาก็สามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่วในระดับหนี่ง
ร่างอรชรนั่งลงบนโขดหินริมลำธารอย่างแผ่วเบา ยกมือซ้ายขึ้นมองแหวนประจำตัว แหวนวงเดิมยังอยู่ แม้นวิญญาณจะเร่ร่อนมายังร่างอื่น ดูเหมือนวิญญาณของนางยังคงผูกติดกับแหวนวงนี้ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยง ตัวตนเก่าของนาง เข้ากับปัจจุบัน
“อาอี๋ เจ้าพักผ่อนให้เต็มที่ ลำบากเจ้าแล้ว” นางกล่าวเสียงนุ่ม แหวนบนปลายนิ้วเรืองแสงสีม่วงวูบหนึ่ง คล้ายรับรู้ถ้อยคำจากผู้เป็นนาย
หลิงเสวี่ยเหยาเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่…เงยหน้าขึ้นมองแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านใบไม้ ซึมซับความเงียบสงบที่นางไม่ได้สัมผัสมานานอย่างเลื่อนลอย
นี่คือหลิงซาน ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของตำบลไป๋ซาน ที่เกิดรอยแยกสีนิลขนาดใหญ่ ไม่รู้ว่าตอนนี้สำนักจะเป็นอย่างไรบ้าง หยางเซียวหลง เด็กคนนั้นเองก็ด้วย...
ขณะที่กำลังนั่งเหม่อมองธรรมชาติ กระแสน้ำเบื้องหน้ากลับแปรเปลี่ยน เงาสะท้อนสั่นไหวราวกับมีบางสิ่งใต้ผิวน้ำ หลิงเสวี่ยเหยารีบลุกขึ้น ตอนนี้นางไม่มีพลังพอจะสู้กับใคร ดังนั้นการใช้วิชาตัวเบาหลบเลี่ยงคือทางออกที่ดีที่สุด แต่ยังไม่ทันจะก้าวไปไหน เสียงน้ำกระเซ็นดังซ่า รู้ตัวอีกทีร่างของนางพลันถูกมือหนาคว้าเข้าที่เอวเสียแล้ว