เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 22: ข้าเองก็คงต้องเตรียมของขวัญตอบแทนคืนให้บ้างสิ

👁️ 2 อ่าน
22px

            โชคยังดีที่นางสามารถพาญาติผู้นี้ออกมาได้ โดยไม่เป็นที่สนใจ คงต้องขอบคุณซ่งกั๋วกงผู้นั้น ที่ย่างกรายไปที่ไหนผู้คนก็หลีกหนี ทำให้นางสามารถพาคนออกมาได้โดยไม่เป็นที่สนใจ

          หลิงเสวี่ยเหยา เดินตามคุณชายที่ถูกวิชาหุ่นเชิดของนางบังคับมาถึงตรอกเล็ก ๆ ไม่ไกลจากหอนางโลมมากนัก

            เมื่อมาถึงสุดซอยลึกที่ค่อนข้างมืด ก็ใช้วิชาเก็บเข็มพิษ ร่างสูงที่เคยยืนตรงทรุดตัวลงพิงกำแพง ร่างเล็กจัดท่าให้เขานั่งพิงกำแพง ก่อนจะหยิบกลีบดอกหงส์ม่วงออกมาจากถุงหอมที่พกติดตัว ใช้วิชาสลายกลีบดอกแล้วส่งผ่านโพรงจมูกของคุณชายที่หมดสติอยู่ตรงหน้า

            ไม่นานนักเขาก็รู้สึกตัว ร่างสูงตกใจเล็กน้อย ทั้งยังมองสำรวจไปรอบๆ แต่เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไร้ซึ่งอาวุธจึงเอ่ยถามอย่างสุภาพ “แม่นาง เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

            เดิมทีเขาจำได้ว่ากำลังกินเลี้ยงกับเพื่อนฝูงอยู่ที่หอหลิงจู๋ ไม่แน่ใจว่าเหตุใดถึงได้มาอยู่ในตรอกมืดมิดเช่นนี้ ใบหน้าของเขาสับสน แต่ยังคงความสุภาพไว้

            “คุณชาย ข้าเห็นท่านหมดสติอยู่ในตรอก จึงคิดจะมาปลุกท่าน หากปลุกไม่ตื่น ข้าก็คิดว่าจะไปพาท่านหมอมาตรวจดูอาการ” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยอย่างหนักแน่น

            “อา ข้าคงดื่มสุรามากไปหน่อย” ร่างสูงพูดพลางลุกขึ้นยืน มือขวายกขึ้นกุมขมับ “ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือ”

            หลิงเสวี่ยเหยาพยักหน้า ก่อนจะหันหลังรีบเดินออกมา คุณชายที่เพิ่งได้สติก็ไม่คิดจะรั้งไว้ เขาเดินเซออกมานอกตรอก ก่อนจะได้ยินเสียงเรียกชื่อของตน

            “จิ่นอวี่” เสียงทุ้มที่ฟังคุ้นหูทำเอานางต้องชะงักฝีเท้า ผู้เรียกอยู่ตรงหน้านาง หานอี้เฉินสีหน้าเป็นกังวล มองคนรู้จักที่ออกมาจากตรอก ก่อนจะกระซิบบางอย่างกับฉางซี ลูกน้องพยักหน้ารับคำ แล้วปลีกตัวออกไป

            ในขณะที่หานอี้เฉินเดินผ่านไหล่นางไป เขากลับชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันมาจับไหล่นางอย่างแรง “แม่นาง ประเดี๋ยวก่อน”

            หลิงเสวี่ยเหยาตกใจ หันกลับไปมองผู้ที่เอ่ยรั้งนางด้วยใบหน้างงงวย “คุณชาย มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”

            หานอี้เฉินมองสตรีที่สวมชุดบ่าวรับใช้ ใบหน้าธรรมดาจนแทบกลืนไปกับฝูงชน ไม่มีเหตุอันใดให้เขาต้องยุ่งเกี่ยว เพียงแต่ สิ่งหนึ่งในตัวนางนั้นกลับดึงสายตาเขาให้ต้องสงสัย

            “ถุงหอมของแม่นาง ได้มาจากที่ใดหรือ” ร่างสูงเอ่ยพลางมองถุงหอมที่ห้อยอยู่ที่เอว

            หลิงเสวี่ยเหยาก้มมองตาม ใจสั่นระรัว นางลืมสิ่งสำคัญเช่นนี้ไปได้อย่างไร ถุงหอมปักลายเถาวัลย์ ที่ติดตัวหานชิงหรูมาตั้งแต่นางฟื้น ไป๋อวี่เคยบอกว่าเป็นของต่างหน้า ที่ท่านแม่มอบไว้ให้นาง

            “อา ของสิ่งนี้...” หลิงเสวี่ยเหยาเค้นสมอง ก่อนจะแย้มยิ้ม “ข้าเก็บมาได้เจ้าค่ะ เห็นมันหล่นอยู่ตรงหน้าร้านเครื่องประดับตรงนั้นเจ้าค่ะ”

            ไม่พูดเปล่า นางชี้ไปยังจุดที่นางและไป๋อวี่ถูกจับตัวก่อนหน้าได้อย่างแม่นยำ หานอี้เฉินมองเด็กสาวตรงหน้านิ่ง ราวกับอยากยืนยันบางสิ่ง ก่อนจะถอนหายใจ แล้วเอ่ยต่อ “เช่นนั้นข้าขอได้หรือไม่ ของสิ่งนั้นเป็นของต่างหน้าจากมารดา ที่น้องสาวของข้าหวงแหนมาก”

            หลิงเสวี่ยเหยายิ้มแห้ง ก่อนจะปลดถุงหอมนั้นส่งให้อีกฝ่าย “เช่นนั้นข้าฝากคุณชายพาไปคืนให้เจ้าของด้วยนะเจ้าคะ”

            พูดจบก็ไม่รอช้า ก้มหัวเล็กน้อย ก่อนจะรีบปลีกตัวเดินออกมา เมื่อห่างมาระยะหนึ่งแล้ว นางจึงหันกลับไปมอง เห็นเว่ยจิ่นอวี่และหานอี้เฉินกำลังคุยกัน ดูแล้วทั้งสองคงรู้จักกันจริง ๆ นางไม่ได้ช่วยผิดคน

            ร่างบางเดินตรงไปที่ลับตาคนก่อนจะแปลงกลับร่างเดิม นางล้วงถุงเฉียนคุนออกจากแขนเสื้อ โชคดีที่นางเก็บของบางสิ่งจากไป๋อวี่ไว้ สามารถใช้สิ่งนี้แกะรอยได้

            หากนางอยากกลับไปที่เกิดเหตุแบบไร้ข้อสงสัย นางต้องกลับไปพร้อมไป๋อวี่ ไม่รอช้า เมื่อร่ายเวทติดตาม ก็ปรากฏแสงสีม่วงจาง คอยนำทางนางไปหาเป้าหมาย

            แสงนั้นพานางมาถึงบริเวณบ้านของชาวเมือง แห่งหนึ่งที่ไร้ผู้อยู่อาศัย หน้าประตูมีคนเฝ้าสองสามคน เป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ นางพอใช้พลังได้อีกเพียงครั้งเดียว ดังนั้น การจัดการชายสามคนนั้นคงใช้เวลาไม่นาน

            หลิงเสวี่ยเหยาหยิบหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าสีดำออกมาแปลงชุดให้ดูเหมือนจอมยุทธพเนจร แล้วพุ่งไปจัดการชายร่างใหญ่สามคน เพียงพริบตาเดียวเข็มพิษปักเข้าจุดกลางหน้าผาก ชายทั้งสามล้มลง

            ร่างบางพุ่งเข้าไปในตัวบ้าน เมื่อเปิดประตู เสียงของไป๋อวี่ก็ดังขึ้น

            “อื้อ อื้อ” ผ้าปิดปากและตา ปิดกั้นการมองเห็นของสาวใช้ทั้งหมด เมื่อหลิงเสวี่ยเหยาแตะตัวนาง นางจึงตัวสั่นเทาด้วยความกลัว

            “ใจเย็น ข้าเอง” หลิงเสวี่ยเหยากระซิบเสียงเบา

            ไป๋อวี่ดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อรู้ว่าคุณหนูมาช่วยตน ครั้นถอดผ้าปิดตาและปากออก ก็รีบโผล่กอดผู้ช่วยเหลือในทันที “คุณหนู ฮึก ข้าขอโทษเจ้าค่ะ”

            หลิงเสวี่ยเหยาตบหลังปลอบโยนสองสามครั้ง ก่อนจะผละออก “เราต้องรีบกลับไปยืนยันตัว อีกไม่นานละครฉากใหญ่จะเริ่มแล้ว”

            ไป๋อวี่ยกแขนขึ้นปาดน้ำตา พยักหน้ารัว ๆ ขณะที่ลุกขึ้นร่างเล็กเซเล็กน้อย จนเจ้านายต้องพยุง “เจ้าน่าจะพอเดาได้ว่าเป็นแผนของผู้ใด”

            ไป๋อวี่พยักหน้า “เจ้าค่ะ ข้าคิดว่าแผนเช่นนี้น่าจะเป็นแผนของฮูหยินรองเจ้าค่ะ”

            หลิงเสวี่ยเหยาพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยต่อ “เว่ยจิ่นอวี่”

            ไป๋อวี่ชะงัก “คุณชายเว่ย ญาติผู้พี่ของคุณหนูเองก็คงไม่รู้เรื่อง เดิมทีฮูหยินรองคิดจะให้คุณหนูออกเรือนกับคุณชายเว่ย แต่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าไม่เหมาะสมเจ้าค่ะ”

            หลิงเสวี่ยเหยาเดินออกจากบ้านร้าง ไป๋อวี่เองก็เดินตามมาไม่ห่าง “จึงใช้วิธีสกปรกเช่นนี้หมายให้ข้าไร้ทางแก้ จำใจต้องแต่งกับญาติผู้พี่สินะ”

            อย่างที่คิด ทั้งฮูหยินรองและฮูหยินผู้เฒ่าต่างมีคนในใจที่อยากให้ข้าออกเรือนด้วยอยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าฮูหยินรองจะลงมือไวกว่าเช่นนี้ หากเมื่อครู่นางพลาด ชื่อเสียงที่แทบจะไม่ดีของนาง คงย่อยยับอับอายจนไร้หนทางกู้กลับ

            “ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ ข้าเองก็คงต้องเตรียมของขวัญตอบแทนคืนให้บ้างสิ” หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้ม เมื่อพ้นสายตาคน ก็แปลงกลับชุดเดิม หมวกที่เคยสวมถูกเก็บใส่ถุงเฉียนคุน ไป๋อวี่เองก็จัดเสื้อผ้า ปัดฝุ่นผงไร้ร่องรอยว่าเคยถูกจับ

            เมื่อนางมาถึงหน้าหอนางโลม ก็พบว่าผู้คนคลาคล่ำ ฝูงชนมุงดูละคร เสียงเอะอะดังมาจากสาวใช้นางหนึ่ง ในขณะที่สตรีวัยกลางคนยืนซับน้ำตาอยู่ไม่ไกลนัก

            “พวกท่านเข้ามาไม่ได้ ไม่รู้หรืออย่างไรว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่เช่นไร” ชายผู้ดูแลหอนางโลมเอ่ยอย่างจนใจ

            “คุณหนูใหญ่ของเราหายไป จุดสุดท้ายที่มีคนพบเห็นคือที่นี่ เจ้าจะให้พวกข้ากลับไปได้อย่างไร” สาวใช้หน้าแหลมเอ่ยอย่างไม่พอใจ ทั้งยังเท้าเอวชี้หน้าผู้ดูแล

            “ซิงอี เจ้าอย่าได้เอะอะไป” ซูหว่านอวี้เอ่ยเสียงแข็งตำหนิ ใบหน้าเป็นกังวล “ข้าไม่มีเจตนาจะรบกวนพวกท่าน เพียงแต่บุตรสาวคนโตของข้านั้นหายตัวไป ข้าเองเป็นกังวลมากจึงรีบออกมาตามหาเมื่อรู้ข่าว ขอท่านลุงเห็นใจผู้เป็นมารดาเช่นข้าหน่อยเถิด หากไม่เจอผู้ใด ข้าจะกลับออกมาเงียบ ๆ ไม่รบกวนกิจการของท่านอย่างแน่นอน”

            ผู้ดูแลมีสีหน้าลังเลเมื่อเจอไม้อ่อน ตัวเขาเองก็มีบุตรสาว หากบุตรสาวของตนหายไปเขาเองก็คงทำเช่นนี้ ยืนชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก็ได้คำตอบ “ท่านหญิงเชิญ”

            ซูหว่านอวี้ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา “ขอบคุณท่านลุงที่ใจกว้าง”

            เมื่อคนทั้งสองเข้าไปด้านใน เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงดังขึ้น ผู้คนที่เงียบเพื่อตั้งใจฟังเมื่อครู่เริ่มออกความเห็นกันอย่างออกรส

            “นั่นมิใช่ฮูหยินรองจวนจินหนิงโหวหรอกรึ”

            “เมื่อครู่ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่หายตัวไป ใช่คุณหนูใหญ่ที่ครั้งก่อนสร้างเรื่องจนถูกลงโทษให้ไปอยู่สำนักนางชีหรือไม่?”

            “แล้วคุณหนูใหญ่ผู้นั้นเหตุใดถึงมาอยู่สถานที่เช่นนี้ได้? มิใช่ว่า...”

            “อย่ากล่าวส่งเดชไป เรื่องยังไม่ประจักษ์ รอดูก่อนเถิด”

            หลิงเสวี่ยเหยามองดูละครฉากใหญ่ที่เพิ่งเริ่มอยู่นอกวง นางหันไปมองไป๋อวี่ที่ตอนนี้มีสีหน้าไม่พอใจ

            “มิต้องกังวลใจไป ตอนนี้เจ้าเป็นคนของข้า ยังต้องกลัวสิ่งใดอีก” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเรียบ แต่กลับทำให้ไป๋อวี่รู้สึกวางใจ น่าแปลกที่คำพูดเช่นนั้น พอเป็นคุณหนูในตอนนี้พูดถึงได้ดูน่าเชื่อถือ และรู้สึกวางใจได้มากเพียงนี้

            “เอาล่ะ เราเองก็ต้องเตรียมเข้าฉากบ้างแล้ว” หลิงเสวี่ยเหยาพูดพลางเดินตรงไปยังหอนางโลม

            ไป๋อวี่ยกยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยรับเสียงเบา “เจ้าค่ะ คุณหนู”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!