เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 30: เรื่องร้ายแรงอันใดกัน ถึงทำให้ท่านไร้มารยาทเช่นนี้

👁️ 1 อ่าน
22px

            ยิ่งเร่งรีบเพียงใด ก็ยิ่งมีอุปสรรคมากเพียงนั้น หานอี้เฉินเพิ่งก้าวออกมาจากเรือน ก็พบว่าฮูหยินผู้เฒ่ายืนรออยู่

            เดิมทีหากมีเพียงแค่ซูหว่านอวี้ เขาเองก็สามารถฝ่าไปได้ง่าย ๆ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นว่าเขาถูกขวางไว้โดยคนที่มีอำนาจมากกว่า

            “อาเฉิน เจ้าจะไปไหน” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ ในขณะที่เอนให้ชุ่ยอวิ๋น สาวใช้ช่วยพยุงตัวไว้

          ร่างสูงกำมือแน่น สบตากับหญิงชรา ทั้งยังเอ่ยอย่างหนักแน่น “ข้าจะเข้าวังหลวง”

            ซูหว่านอวี้ถึงกับยืนไม่อยู่ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ มือไม้สั่นเครือ อีกด้านฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับหายใจสะดุด วิงเวียนศีรษะขึ้นมาโดยพลัน

            “เดี๋ยวก่อน เหตุใดเจ้าต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้” ผู้อาวุโสเอ่ยพลางนวดขมับ หลายวันมานี้เหตุใดคนที่ควรรู้ความที่สุดในเรือนกลับทำตัวดื้อรั้นถึงเพียงนี้ได้

            “ท่านย่า อาหรูโดนพิษ ข้าไร้หนทางแล้วจริง ๆ ” เสียงทุ้มเอ่ยเจือความเศร้า ใบหน้าหมองลงชั่วขณะ “พิษไร้ยาถอนเช่นนี้มีเพียงคนจากสำนักหมื่นพิษไม่กล้ำกรายเท่านั้นที่จะรักษาน้องหญิงได้”

            ใบหน้าเหี่ยวผงะ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “พิษ?...นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดถึงมีพิษมาเกี่ยวข้อง”

            “อี้เฉิน เจ้าตื่นตูมเกินไปแล้ว เหตุใดถึงรีบร้อนจะเข้าวังหลวงเล่า ที่นั่นมีขุนนางและสายตาสอดส่องมากมาย หากเจ้าไป...จะมิเกิดข่าวลือเอาหรือ” เสียงนุ่มของมารดาเลี้ยงสั่นเครือ แววตาตื่นตระหนก แต่ใบหน้ากลับแสดงความห่วงใย

            “มิสู้ให้ท่านหมอลองมา–“ ยังพูดไม่ทันจบซูหว่านอวี้ก็ถูกตัดบท

            “มิสู้รั้งรอให้น้องหญิงหมดลมก่อนงั้นรึ ฮูหยินรอง ท่านคิดจะทำสิ่งใดกันแน่” หานอี้เฉินเสียงแข็ง ดวงตาจ้องเขม็ง ในใจร้อนรนเกินจะบรรยาย

            “ฮูหยินรองงั้นรึ เหตุใดเจ้าจึงเรียกเช่นนั้น” ฮูหยินผู้เฒ่ายกมือทาบอก รู้สึกหายใจติดขัด

            “นี่มันไม่ใช่เวลามาซักไซ้!! ท่านย่า ขออภัยที่หลานล่วงเกิน” มือหนาคว้ากระบี่ที่ห้อยอยู่ตรงเอวองครักษ์ขึ้นมา ชี้ไปยังมารดาเลี้ยง และบ่าวชายที่ขวางทาง

            หญิงชราเบิกตากว้าง เมื่อเห็นหลานชายชี้กระบี่มาที่ตน ใบหน้าแข็งกระด้างขึ้นมาโดยพลัน เสียงแหบแห้งเอ่ย “หลีกทาง”

            เพียงคำเดียวบ่าวรับใช้ชายที่ยืนขวางทางรีบหลีกไปด้านข้าง ร่างสูงพุ่งออกไปในทันที ฉางซีเองที่ตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่ เมื่อตั้งสติได้ ก็รีบตามเจ้านายไป

            บริเวณลานเรือนชิงหลันตกอยู่ในความเงียบ ซูหว่านอวี้ดึงทึ้งผ้าเช็ดหน้าอย่างร้อนรน ในขณะที่หญิงชราเหลือบมองสะใภ้ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “หว่านอวี้ หลายปีมานี้เจ้าดูแลเรือนหลัง เหนื่อยมากแล้ว หลังจากนี้ก็พักผ่อนเสีย”

            ซูหว่านอวี้ตื่นตระหนก คำพูดนี้มิได้หมายความว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะริบกุญแจและหน้าที่การดูแลหลังเรือนกลับไปหรอกหรือ “ท่านแม่ ข้ายังสบายดี เหตุใดถึงได้กล่าวเช่นนั้น”

            หญิงชราหรี่ตามองภรรยารองของบุตรชาย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “บางครั้งเจ้าอาจจะไม่รู้ตัว เดิมทีใบหน้าของเจ้าก็หม่นหมองมากแล้ว ครานี้ ดูจะซีดเผือดเกินไป หลังจบงานเลี้ยงต้อนรับอาเฉิน เจ้าเองก็ควรพาเมี้ยวอวี้กลับไปพักผ่อนที่บ้านเดิมสักระยะ”

            สิ้นคำพูดชุ่ยอวิ๋นก็พยุงผู้มีอำนาจออกไป ซูหว่านอวี้ถลันคิดจะกอดขาของผู้สูงวัยเอาไว้ แต่น่าแปลกที่คว้าไว้ไม่ทัน นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกไร้อำนาจได้ถึงเพียงนี้...

 

            วังหลวงในวันนี้ครึกครื้นเป็นพิเศษ หลังจากประชุมกันเสร็จแล้วขุนนางหลายฝ่ายก็แยกย้ายออกมาจากท้องพระโรงหลวง เหลือเพียงซ่งอวี้หานที่ยืนพิงกำแพงโบกพัดเล่น สายตาคมกริบมองตามหลังของเสนาบดีฝ่ายซ้ายไป

            ไม่ไกลนักรัชทายาทเองก็กำลังยืนมองอยู่เช่นกัน เด็กหนุ่มในชุดเรียบหรูยืนกอดอก ใบหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับมีเพลิงบางอย่างลุกโชนอยู่

            ส่วนผู้ที่กำลังเดินลงมาจากแท่นพระที่นั่ง คือชายวัยกลางคน ใบหน้าเปี่ยมเมตตา แต่แววตากลับมั่นคง หนักแน่น เขาคือฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าหลง หวังเหวินซู

            แม้อายุย่างเข้าสามสิบ แต่ยังคงหล่อเหลา ในมือถือม้วนฎีกา ริมฝีปากยกยิ้ม “ดูสายตาของพวกเจ้าสิ เจิ้นว่าเสนาบดีฝ่ายซ้ายคงร้อนหลังเป็นแน่”

            เด็กหนุ่มตื่นตระหนก รีบเก็บสีหน้า ก่อนจะยกมือเกาศีรษะ “ท่านพ่อ...”

            “ฝ่าบาททรงหลักแหลมนัก เดิมทีกระหม่อมคิดว่าพระองค์จะยินยอมเสียอีก ถึงอย่างไร คนผู้นั้นก็เป็นบิดาของฉินกุ้ยเฟย” ซ่งอวี้หานยกยิ้ม การประชุมเมื่อครู่ถือว่าพอใช้ได้ แม้จะไม่สนุกเท่าละครที่เขาได้ดูก่อนหน้านี้ก็ตาม

            “อีกไม่นานท่านอาก็คงจะกลับเมืองหลวง ถึงครานั้นเรื่องราวคงไม่จบลงอย่างง่ายดายเช่นนี้” รัชทายาทเอ่ยเสียงอ่อน ใบหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย

            “เจ้าอย่ากังวลนักเลย ท่านอาของเจ้ามิใช่คนทำสิ่งใดผลีผลาม หากวันนั้นมาถึงจริง เราเองก็ควรเตรียมแผนรับมือไว้บ้าง” ฮ่องเต้เอ่ยพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะของบุตรชาย

            “เช่นนั้นกระหม่อมขอตัวก่อน” ซ่งอวี้หานเดิมคิดจะเดินออกจากท้องพระโรง แต่เมื่อเห็นบางสิ่งที่กำลังพุ่งตรงมาเขากลับถอยร่นกลับมายืนที่เดิม

            ฮ่องเต้มองท่าทางของกั๋วกงหนุ่มอย่างนึกสงสัย แต่ยังไม่ทันเอ่ยถามสิ่งใดก็พลันกระจ่างแจ้ง เมื่อได้ยินเสียงขันทีร้องตะโกนมาแต่ไกล

            “ท่านโหวน้อย ไม่ได้นะขอรับ” ขันทีหนุ่มร่างกายผอมแห้งกอดขาบุคคลที่ถือวิสาสะเข้ามาในท้องพระโรงทั้งน้ำตา ภาพตรงหน้าช่างดูน่าขัน

            “ปล่อยท่านโหวน้อยเถอะ” ฝ่าบาทเอ่ยเสียงอ่อน เดิมทีเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่เคยทำผิดกาลเทศะ ดูท่าคงจะมีเรื่องด่วนจริง ๆ ถึงได้รีบร้อนเข้ามาเช่นนี้

            “ถวายบังคมฝ่าบาท และองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” หานอี้เฉินเอ่ยอย่างร้อนรน พลางแสดงความเคารพ ดวงตาสีเข้มแอบเหลือบมองบุรุษชุดดำแดงที่ยืนอยู่ทางขวาสุด ในใจนึกไม่ชอบใจเล็กน้อย

            “ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถอะ” ฝ่าบาทโบกมือไปมา ใบหน้าแย้มยิ้ม ก่อนจะเอ่ยต่อ “มีเรื่องด่วนอันใด ถึงได้รีบร้อนเข้ามาโดยไม่บอกกล่าวเช่นนี้”

            หานอี้เฉินสะอึก นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ย “เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นที่จวน กระหม่อมไร้หนทางแก้ไข จึงทำได้เพียงมาพึ่งพระบารมีของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

            กั๋วกงหนุ่มยกยิ้ม มือควงพัดไปมา ขณะที่หูผึ่งฟังเรื่องที่คนตรงหน้าจะพูด

            “เรื่องร้ายแรงอันใดกัน ถึงทำให้ท่านไร้มารยาทเช่นนี้” รัชทายาทเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

            “เอาล่ะ ๆ จิ้งเหยียน พอแล้ว” ฝ่าบาทเอ่ยพลางตบบ่าบุตรชายที่มีสีหน้าบูดบึ้ง “บอกธุระของเจ้ามาเถิด เห็นแก่ความดีความชอบที่เจ้าสร้างไว้มากมาย หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง เจิ้นก็จะช่วย”

            หานอี้เฉินไม่รอช้า รีบเอ่ยธุระในทันที “กระหม่อมขอบังอาจ ขอให้ฝ่าบาททรงช่วยเชิญท่านเซียนโอสถ ไปรักษาน้องสาวกระหม่อมที่เรือนพ่ะย่ะค่ะ”

            สิ้นคำพูดของโหวน้อย พัดอสรพิษที่เคยกวัดแกว่งหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เจ้าตัวจะยกยิ้ม “ถึงกับรีบร้อนมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทเช่นนี้ ดูแล้วน้องสาวของท่านโหวน้อยคงจะป่วยด้วยโรคไม่ธรรมดาเป็นแน่”

            หานอี้เฉินกำหมัดแน่น ซ่งอวี้หานผู้นี้คือคนที่เขาไม่อยากเผชิญหน้าด้วยมากที่สุด บุคคลที่เหมือนอสรพิษ อ่านใจผู้อื่นได้ คำพูดทุกคำล้วนเป็นการหยั่งเชิง ข้อมูลมากมายในเมืองหลวง มีหรือที่คนผู้นี้จะไม่รู้

            “หากเป็นเรื่องนั้น เจิ้นเองก็มิอาจรับคำเจ้าได้” ฝ่าบาทพูดพลางถอนหายใจหนัก “เซียนโอสถผู้นั้นมีความคิดอ่านของตน มิได้เชื่อฟังเจิ้นไปเสียทุกเรื่อง”

            หานอี้เฉินชะงัก ดวงตาหม่นลงเล็กน้อย หากเขาไม่สามารถเชิญเซียนโอสถจากสำนักหมื่นพิษไม่กล้ำกรายผู้นั้นไปได้ แล้วน้องสาวของเขาเล่า จะรอดชีวิตได้อย่างไร

            “แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งอวี้หานเอ่ยพลางเอียงคอนิด ๆ ฮ่องเต้มองผู้เสนอความคิดชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะออกมา “ฮ่าฮ่าฮ่า ก็ใช่ ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักน้องสาวของท่านโหวน้อยเป็นอย่างดีสินะ”

            “ไม่หรอกพ่ะย่ะค่ะ เพียงแค่เคยเจอสองสามครา” ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ “น่าสนใจยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”

            หานอี้เฉินกำมือแน่น เขาต้องอดทนไว้ แม้จะอยากซัดหน้าบุรุษที่พูดวาจาไร้มารยาทมากเพียงใด

            “เช่นนั้นท่านโหวน้อยก็ตามเจิ้นมาเถิด” ฝ่าบาทพูดจบก็ออกเดินนำทาง โดยมีขันทีที่ก่อนหน้าเกาะขาแม่ทัพน้อยรีบเดินตามไป

            รัชทายาทเองก็ออกจากท้องพระโรงไปเช่นกัน ตัวเขามีกิจต่อ จึงไม่อาจรั้งอยู่ต่อได้ ในขณะที่หานอี้เฉินกำลังจะเดินตามไป เขารู้สึกถึงลมวูบหนึ่งที่ผ่านใบหู

            รู้ตัวอีกทีกั๋วกงหนุ่มผู้นั้นก็ยืนอยู่ข้างเขาเสียแล้ว “ดูเหมือนท่านโหวน้อยจะติดหนี้ข้าหนึ่งครั้งนะ”

            เมื่อพูดจบปีศาจงูผู้นั้นก็แย้มยิ้ม ก่อนจะก้าวเดินตามฮ่องเต้ไปด้วย ราวกับเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว เป็นหนึ่งในครอบครัว ท่าทางเอ้อระเหยยิ่งนัก

            คนไร้มารยาทนั่น หากวันใดที่ฝีมือพัฒนาขึ้นกว่านี้ หานอี้เฉินก็หวังจะซัดหน้าเขาให้ได้ในสักวัน...

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!