เมืองเซวี่ยเหอตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองหลวงหรงซวี่ อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักบุปผาพิษอย่างเข้มงวด
โรงเตี๊ยมซิวซวี่ตั้งอยู่บนเส้นทางเพียงสายเดียวที่เชื่อมเมืองหลวงกับเมืองเซวี่ยเหอ รอบข้างเป็นป่าทึบที่ขึ้นชื่อเรื่องอันตราย นอกจากสัตว์ร้ายแล้ว ยังเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกค้าสัตว์เถื่อนและโจรป่า เดิมที หลิงเสวี่ยเหยาเคยสั่งศิษย์ในสำนักให้คอยจับตากลุ่มคนพวกนี้ไม่ให้มาก่อเหตุในเขตของตน
ทว่าตอนนี้กลับเป็นนางเองที่ถูกโจรป่าลักพาตัว คลุมหัว แล้วลากมาขังไว้ในกรงเหล็กขนาดใหญ่ แม้จะถูกปิดตาก็ไม่ได้ทำให้นางไร้ทางสู้ ด้วยพลังวิญญาณ นางสามารถจับทิศและความเคลื่อนไหวรอบตัวได้อย่างชัดเจน แต่ที่โรงเตี๊ยมเมื่อครู่ นางเลือกแสร้งทำเป็นไม่ล่วงรู้ เพราะตั้งแต่ก้าวเข้าไปในโถงชั้นล่าง ก็มองเห็นพวกโจรกลุ่มนี้ปะปนอยู่แล้ว นางรู้ดีว่า คนจากจวน...คงไม่ต้องการให้นางกลับไป
ปกติโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็มักมีทั้งจอมยุทธ์พเนจร นักพรตและผู้บำเพ็ญเซียนแวะเวียนมาอยู่แล้ว ผู้คนจึงอาจไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่คนเหล่านี้…นอกจากจะมีพลังปราณแตกต่างจากผู้อื่น ยังแผ่ไอสังหารออกมาด้วย แม้พยายามปกปิดเพียงใด ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของนางได้
นอกจากพวกโจรที่หมายเอาตัวนางเป็นเป้าหมาย ยังมีนักฆ่าอีกกลุ่มหนึ่งแฝงตัวรอบโรงเตี๊ยม แสร้งทำทีเป็นแขกธรรมดา คนพวกนั้นมิได้มุ่งเป้ามาที่นาง แต่เหมือนเล็งไปยังคุณชายอีกคนที่อยู่ในห้องรับรอง
ก่อนเข้าร้าน นางเคยสบตากับบุรุษผู้นั้นแวบหนึ่ง เขามิใช่คุณชายเสเพลธรรมดา อีกทั้งยังมีใครอีกคนที่อยู่ในห้องกับเขา ผู้ซึ่งแม้จะปิดซ่อนพลังไว้แล้ว แต่ก็ยังเหลือร่องรอยให้สัมผัสได้
เดิมทีนางมาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยติดต่อกับเถ้าแก่ตัวปลอมมากนัก เพราะรู้ดีว่าเจ้าของตัวจริงของซิวซวี่คือผู้บำเพ็ญเซียน หญิงงามจากเผ่าเนตรเงาที่เร้นกายในเมืองเซวี่ยเหอ เพื่อสืบข่าวส่งกลับไปให้หัวหน้าเผ่าคนปัจจุบัน
แน่นอนว่านางรู้จักเถ้าแก่สาวคนนั้นดี เป็นคนที่นางอนุญาตให้มาตั้งหลักอยู่ในเมืองนี้ด้วยตนเอง ทั้งยังเคยเดินตามนางต้อย ๆ พร้อมเอ่ยเรียกนางว่า “อาจารย์อา” อยู่เสมอ
คนทั่วไปรู้เพียงว่าเผ่าเนตรเงาซึ่งอยู่เขตชายแดนนั้นสงบเสงี่ยมมานาน ไม่รุกรานเข้ามาก่อกวนเหมือนเผ่าอื่น เพราะเคยทำข้อตกลงสงบศึกกับเจ้าสำนักบุปผาพิษ
แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความจริงว่า หลิงเสวี่ยเหยากับเยว่ลั่วอิ๋น ผู้นำเผ่าเนตรเงานั้นเป็นสหายสนิทกัน เรื่องนี้มีเพียงหยางเซียวหลง ศิษย์เอกของนางเท่านั้นที่รับรู้
เสียงหยาบกร้านของโจรกลุ่มหนึ่งดังแว่วมาจากไม่ไกล “เจ้าหมานั่นสลบไปแล้วรึ? ไปดูเร็ว อย่าให้มันตาย หมาป่าสีเงินพวกนี้ขายได้ราคาดีก็ต่อเมื่อยังมีชีวิต!”
ไม่นาน เสียงประตูกรงขังที่อยู่ใกล้นางก็ถูกผลักเปิดออก
หลิงเสวี่ยเหยายังคงนอนนิ่ง มือถูกมัดไขว้ไว้ด้านหลัง ศีรษะก็ถูกคลุมจนไม่อาจมองเห็นสิ่งรอบตัวได้ แต่ประสาทสัมผัสอื่นกลับยังทำงานอย่างเฉียบคม
“เว่ยฉาง ลดปริมาณยานิทราสลายหมอกลงสองส่วน ให้มากกว่านี้มันจะอ่อนแรงตาย” เสียงหนึ่งจากกลุ่มโจรดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงสุนัขร้องแผ่ว เบาจนแทบไม่ได้ยิน
ยานิทราสลายหมอก…ยาสลบธรรมดาสำหรับมนุษย์ แต่พวกนักล่าสัตว์ผิดกฎหมายมักใช้มันล่าพวกสัตว์จากป่าแห่งหมอก แหล่งที่อยู่อาศัยของเผ่าหมอกลวงตาในเมืองไป๋ฮวา สำหรับคนจากเผ่านั้น ยานี้ไม่ใช่แค่ยาสลบ หากแต่เป็นพิษร้ายที่กัดกินทั้งพลังและสติสัมปชัญญะจนสิ้น
ก่อนหน้านี้นางเคยสั่งให้เก็บกวาดยาพิษชนิดนี้จนสิ้น แต่ดูเหมือนยังมีบางส่วนเล็ดลอดไปถึงมือพวกตลาดมืดได้อยู่ เรื่องนี้ทำให้ใจนางกระตุกวูบ ความขุ่นเคืองสุมอยู่ในอก
ระหว่างที่ความทรงจำเก่าไหลย้อนกลับ เสียงฝีเท้ารวดเร็วของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้น เขาวิ่งมาหยุดใกล้กลุ่มโจร ลมหายใจหนักหน่วงราวกับเพิ่งเร่งฝีเท้ามาเต็มกำลัง
“แย่แล้ว…คนของเราอีกกลุ่มโดนซ่งกั๋วกงจับได้” สิ้นคำรายงาน ความเงียบชั่วขณะปกคลุม ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงของกระแทกพื้นดังสนั่น
“บัดซบ!! ต้องหนีแล้ว…หากถูกอสรพิษอำมหิตผู้นั้นจับได้ คงไม่มีทางรอด” หัวหน้าโจรสบถลั่น ก่อนหันไปสั่งลูกน้องเก็บกวาดร่องรอยอย่างลนลาน ส่วนตัวเขากลับก้าวตรงมาทางหลิงเสวี่ยเหยาที่นอนนิ่งอยู่บนกองฟาง
เดิมทีนางคิดจะสวมบทเชลยต่ออีกสักครู่ แต่ตัวแปรไม่คาดคิดก็โผล่ขึ้นมา ซ่งกั๋วกง ชื่อนั้นสะกิดใจนางเล็กน้อย แม้จะไม่ค่อยได้เข้าวัง แต่ข่าวลือเกี่ยวกับเขาก็เล็ดลอดมาถึงหูอยู่บ้าง
กล่าวกันว่าขุนนางผู้นี้ไม่ขึ้นต่อผู้ใด กระทำทุกอย่างตามอำเภอใจ และขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิต ครั้งหนึ่งนางเคยเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ก็ได้ยินเรื่องซุบซิบของชาวบ้านเล่าถึงบุรุษรูปโฉมอัปลักษณ์ ผู้ฆ่าคนได้ราวผักปลา ไม่เว้นแม้เชื้อพระวงศ์ ใครพบเจอ ย่อมต้องหลีกหนีให้ไกลที่สุด
ภาพจากโรงเตี๊ยมแวบขึ้นมาในหัว เงาร่างบุรุษสองคนซ่อนตัวอยู่ในห้องฝั่งตรงข้าม ท่วงท่าลื่นไหลแฝงตัวอยู่ในเงามืด วิชาตัวเบาไม่เป็นรองใคร หนึ่งในนั้น…นางมั่นใจว่าเป็นกั๋วกงผู้นี้แน่
ตอนนั้นนางเพียงกังวล กลัวว่าพวกเขาจะมาขัดจังหวะบทละครของตน ทว่าพวกเขากลับนิ่งเฉย ทำให้นางวางใจเล่นตามแผนต่อไป โดยมิได้สงสัยในตัวตนอีกฝ่าย
แต่ตอนนี้…เมื่อรู้แล้วว่าหนึ่งในนั้นคือบุรุษที่นางต้องหลบเลี่ยงหากคิดใช้ชีวิตในเมืองหลวง นางจึงตัดสินใจ ต้องปิดฉากละครบทนี้ให้เร็วที่สุด มือบางขยับเพียงนิด เชือกที่เคยมัดแน่นก็คลายหลุดออก
แกร๊ก
เสียงเปิดประตูกรงดังขึ้น พร้อมฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทีละก้าว ในจังหวะที่โจรกำลังก้มลงคิดจะพยุงร่างนางขึ้น
หลิงเสวี่ยเหยาอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอ ปักเข็มพิษลงอย่างแม่นยำ ร่างหนาชะงัก ดวงตาเบิกค้าง ก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้นโดยไม่ทันรู้ตัว
นางปลดผ้าคลุมศีรษะออก เผยใบหน้าเรียบนิ่งไร้ร่องรอยตื่นตระหนก นิ้วเรียวลากลวดลายบางอย่างบนหน้าผากของโจรที่นอนอยู่ตรงพื้น ครู่ต่อมา ดวงตาคู่สวยพลันเรืองแสงสีม่วง ภาพเหตุการณ์ว่าจ้างที่เขาเพิ่งรับปรากฏซ้อนขึ้นในแววตานาง คมชัดราวเหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นต่อหน้า เดิมทีที่นางยอมเล่นละครโดนจับตัวมาก็เพื่อสืบหาจุดประสงค์และตัวคนจ้างวาน แต่ดูเหมือนชะตาจะไม่เป็นใจ
“รอบคอบนัก…นอกจากสวมหน้ากากหนังคนแล้ว ยังใช้ยาเปลี่ยนเสียงอีก” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มพลางพึมพำ แววตากวาดไปรอบบริเวณที่กำลังโกลาหล “ช่างเถอะ ถึงจวนเมื่อใด ค่อยว่ากัน”
น้ำเสียงอ่อนนุ่มแต่กลับทำให้หัวใจเหยื่อเต้นโครมครามไม่หยุด ทั้งร่างไม่อาจขยับได้ ภาพสุดท้ายที่เขาเห็น คือเข็มพิษอีกเล่มที่ค่อยๆ จิ้มลงตรงกลางหน้าผาก แล้วความมืดก็กลืนกินทุกสิ่ง
หลิงเสวี่ยเหยามองร่างไร้วิญญาณของหัวหน้าโจรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนสายตาอย่างเย็นชา เขาเคยเห็นนางใช้พลัง ปล่อยไว้ย่อมเป็นภัย มีแต่ต้องกำจัดเสียเท่านั้น
ร่างระหงเลื่อนผ่านเงามืดอย่างไร้เสียง ไปหยุดที่กรงข้างๆ อุ้มสุนัขหมาป่าสีเงินขึ้นแนบอก แล้วทะยานไปตามแนวต้นไม้ด้วยวิชาตัวเบา
เงียบสนิท ไม่มีแม้แต่เงาวูบให้ใครสังเกตเห็น
เมื่อทิ้งระยะห่างจากกลุ่มโจรจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ติดตาม นางจึงหย่อนเท้าลงสู่พื้นดิน วางร่างหมาป่าลงอย่างระมัดระวัง เงยหน้ามองดอกหงส์ม่วงบนกิ่งสูง เพียงยกมือ วายุพัดพาเกสรโปรยลงมา นางคว้าไว้ห้ากลีบ ใช้พลังบดละเอียดระหว่างปลายนิ้ว ก่อนจะส่งผงดอกไม้ผ่านโพรงจมูกของหมาป่าสีเงินที่ยังสลบไสล
ไม่นาน หมาป่าสีเงินก็ลืมตาขึ้น แสงสีทองในดวงตาวาววับราวคมดาบ เมื่อเห็นสตรีตรงหน้า มันผงะถอย พร้อมแยกเขี้ยวขู่ เสียงต่ำและดุดันสะท้อนในความเงียบ ขนสีเงินตั้งชัน พลิ้วไหวตามแรงลมยามราตรี