เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 17: หากไม่ใช่คนของสำนักหมื่นพิษไม่กล้ำกราย คงไม่อาจรักษาได้

👁️ 1 อ่าน
22px

          โถงหลักในจวนจินหนิงโหววันนี้ครึกครื้นเป็นพิเศษ เมื่อเหล่าสาวใช้ที่กำลังจัดเตรียมสถานที่เห็นคุณชายใหญ่ของจวนก็รีบจัดแต่งอาภรณ์และทรงผม

          เดิมทีคิดจะก้าวไปทักทาย และเสนอตัวรับใช้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่เดิมก็เรียบเฉยอยู่แล้ว วันนี้กลับดูคล้ายถูกฉาบด้วยเกล็ดน้ำแข็ง จึงเกิดหวาดกลัวขึ้นมา

            คุณชายวัยดรุณปกติจะมีสาวใช้อุ่นเตียงคอยปรนนิบัติเป็นเรื่องปกติ แต่หานอี้เฉินนั้นไม่ใช่ เขาปฏิเสธไม่รับสาวใช้เข้าจวน และรับเพียงบ่าวชายเท่านั้น

            เคยมีบ่าวหญิงนางหนึ่ง ถือว่าตนหน้าตาสละสลวย แอบย่องเข้าห้องนอนของคุณชายใหญ่ หวังให้ตนได้พึ่งใบบุญ คิดจะฉวยโอกาสตอนหานอี้เฉินหลับ รวบหัวรวบหางเขาเสีย

            ทว่า ยังไม่ทันได้ปีนขึ้นเตียงกลับถูกเขาถีบตกเตียงเสียก่อน ไม่แค่นั้น เขายังลงมือสังหารนางทิ้ง เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นนักฆ่า ฮูหยินผู้เฒ่าตกใจมากเมื่อรู้เรื่อง สั่งให้ทุกคนปิดปากเงียบ ทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้สาวใช้คนใดก็ตามเข้าไปใกล้เรือนของคุณชายใหญ่เด็ดขาด

            เรื่องในครานั้นยังคงหลอกหลอนเหล่าสาวใช้ที่ทะเยอทะยานอยู่เสมอ แต่ก็มีบางคนที่ไม่สนใจข่าวลือ แล้วลอบเข้าเรือนของคุณชายใหญ่ สุดท้ายจึงถูกสั่งโบย และขับไล่ออกจากจวน

            ตึก ตึก ตึก

            เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาในโถงใหญ่นั้นทำเอาใจของผู้ฟังเต้นระรัว ทั้งโถงตกอยู่ในความเงียบ หลิงเสวี่ยเหยามองพี่ชายที่ยากจะเห็นหน้าไม่วางตา ในใจนึกชื่นชมท่าทางอันองอาจของเขา

            ข้างกายหานอี้เฉิน มีดรุณหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาด้วย เมื่อครู่ผู้ที่อยู่ตรงหน้าต่างตั้งแต่ละครยังไม่ทันเริ่มก็คือคนผู้นี้ องครักษ์ของพี่ชายนาง ฉางซี

            ท่านย่า หลานนำขนมกุ้ยฮวาที่ท่านชอบมาฝาก” ไม่พูดเปล่า เขาโยนถุงในมือส่งให้บ่าวรับใช้ของฮูหยินผู้เฒ่า ก่อนจะเอ่ยต่อ “พวกท่านทำสิ่งใดกันอยู่หรือ”

            หลิงเสวี่ยเหยาแค่นเสียง หึ ออกจากลำคอ คนผู้นี้ช่างน่าขันนัก ทั้งที่รู้คำตอบอยู่เต็มอก แต่กลับยังแสร้งทำใบหน้านิ่งเรียบ เอ่ยถามอย่างใสซื่อ

            ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกับนางดูแข็งกร้าว คล้ายถูกฉาบทับด้วยหิมะยามเหมันต์ เขาเหลือบมองนางเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองย่าของตน

            อาเฉิน ย่าเชิญท่านหมอหลวงมาตรวจน้องหญิงของเจ้า” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยพลางยกมือขึ้นแนะนำหมอหลวงและผู้ช่วย

            ใช่ว่าข้าจะไม่รู้ถึงความหวังดีของท่านย่า แต่ชิงหรูป่วยเรื้อรังมาตั้งแต่เด็ก หมอหลายคนก็ไม่อาจรักษานางให้หายขาดได้” เสียงทุ้มเอ่ยพลางเหลือบมองน้องสาว “เกรงว่าจะทำให้ท่านหมอหลวงเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์”

            หานเมี้ยวอวี้หลุดขำเสียงเบา ก่อนจะโดนผู้เป็นมารดาดุ จึงทำตัวสำรวมขึ้นบ้าง ในขณะที่หานอี้เฉินหันมาคุยกับหมอหลวงอย่างจริงจัง

            ท่านโหวน้อยกล่าวเกินไปแล้ว ข้าน้อยมีหน้าที่รักษาผู้ป่วย ไม่รู้จักคำว่าเสียเวลาหรอกขอรับ” หมอหลวงเอ่ยเสียงอุ่น ใบหน้าแย้มยิ้ม คนเป็นหมอจะเลือกงานได้อย่างไร

            ท่านหมอหลวง” เสียงของเขาต่ำลง แม้ใบหน้าจะประดับยิ้มที่มุมปาก แต่คำพูดกลับไม่น่าอภิรมย์นัก “ข้าซึ้งใจในความเมตตาของท่านหมอหลวงยิ่งนัก เพียงแต่โรคของน้องสาวข้านั้น หากไม่ใช่คนของสำนักหมื่นพิษไม่กล้ำกราย คงไม่อาจรักษาได้”

            หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้มมุมปาก เด็กหนุ่มปากคอเราะร้ายคนนี้ ช่างน่าสนใจนัก คิดได้เช่นนั้นจึงแสร้งทำใบหน้าฉงน ก่อนจะเอ่ยถามอย่างออดอ้อน “ท่านพี่ เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า”

            หานอี้เฉินชะงักไปชั่วครู่ ไม่แม้แต่จะชายตามองน้องสาว เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “ท่านหมอหลวงเองก็คงมีงานรัดตัว ข้าไม่รั้งท่านไว้นาน”

            ฉางซี ส่งแขก” ใบหน้าของเขานิ่งเรียบทว่านัยน์ตากลับสั่นไหว

            แต่ยังไม่ทันที่ฉางซีจะได้ก้าวเดิน เสียงของฮูหยินผู้เฒ่ากลับดังขึ้นเสียก่อน “อาเฉิน ย่าว่าครั้งนี้เจ้าทำเกินไป”

            หานอี้เฉินชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมามองย่าของตน “ข้าเข้าใจว่าท่านย่าเอ็นดูชิงหรูมากเป็นพิเศษ แต่บางเรื่องผลลัพธ์ก็รู้กันอยู่แล้ว จะเสียเวลาไปใย”

            หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองมือหนาที่ลอบกำอยู่ด้านหลัง หานอี้เฉินแม้มีท่าทางองอาจ และไม่เกรงกลัวสิ่งใด แต่ตอนนี้นางเห็นชัดเจนแล้วว่า ผู้ที่มีอิทธิพลกับเขาคือผู้ใด

            อาเฉิน น้องสาวของเจ้าป่วย เหตุใดจึงปฏิเสธโอกาสในการรักษา” คำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าแม้จะพูดเสียงอ่อน แต่ดวงตากลับดุดัน “เจ้าเป็นพี่ชายนาง เจ้าควรทำเช่นไร รู้ใช่หรือไม่?”

            หานอี้เฉินยืนนิ่งไม่หวั่นไหว ราวกับต้องการจะประกาศจุดยืนของตนในครั้งนี้ สถานการณ์ในโถงหลักจึงอึดอัดขึ้นมาในทันที บ่าวรับใช้ก้มหัว ไม่มีใครกล้าแม้แต่กลืนน้ำลาย หมอหลวงเริ่มปาดเหงื่อ ในขณะที่หานเมี้ยวอวี้พยายามสะกิดมารดาของตนให้ช่วยเหลือ

            ซูหว่านอี้ตบมือบุตรสาวเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม “ท่านแม่ เรื่องนี้อี้เฉินก็มีส่วนผิด เพียงแต่...ใช่ว่าตัวเขาเองจะเมินเฉยต่ออาการป่วยของชิงหรู”

            ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปมองลูกสะใภ้ สายตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงเล็กน้อย “เจ้ามีความเห็น?”

            เจ้าค่ะ แม้การกระทำของอี้เฉินจะดูแข็งกระด้างไปบ้าง แต่ใจจริงคงหวังให้น้องสาวได้รับการรักษาจากคนที่มีความสามารถที่สุด สำนักหมื่นพิษไม่กล้ำกราย ได้ชื่อว่า รักษาได้ทุกโรค ปลุกชีพคนตาย เดิมทีแม้กระทั่งขุนนางหลายคนเองก็ยังร้องขอให้ทางสำนักมาช่วยตรวจร่างกายให้บ่อยๆ เพียงแต่ข้าได้ยินมาว่าการจะติดต่อกับคนในสำนักนั้นไม่ง่ายเลย เนื่องจากพวกเขาค่อนข้างรักสันโดษ” ซูหว่านอี้เอ่ยจบก็เหลือบมองหมอหลวงที่ก้มหน้าเล็กน้อย มือที่เคยจับชีพจรคนป่วยสั่นไหว

            ท่านหมอหลวงเองก็มากความสามารถ รักษาอาการมากมายของทั้งเหล่าขุนนางและฮ่องเต้ให้หายขาดได้ ดังนั้นข้ามองว่าทุกคนต่างก็มีด้านที่ถนัดไม่เหมือนกัน บางทีอาการของชิงหรูท่านหมอหลวงเองก็อาจจะรักษาให้ได้” นางพูดพลางเว้นวรรคไปชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองหานอี้เฉินที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง

            อี้เฉินว่าเช่นไรเล่า ให้โอกาสท่านหมอหลวงได้แสดงฝีมือได้หรือไม่” ใบหน้าสวยประดับด้วยรอยยิ้ม หมอหลวงมองซูหว่านอี้ด้วยดวงตาเป็นประกาย ราวกับได้เห็นพระโพธิสัตว์ตัวจริงลงมาจุติ

            ฉางซีเหลือบมองเจ้านายของตน ก่อนจะก้าวถอยหลังไปยืนที่เดิมอย่างรู้งาน ร่างสูงโปร่งที่เคยนิ่งสงัด หันมองผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมารดาเลี้ยง “ท่านแม่คิดเห็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ”

            ดวงตาของซูหว่านอี้วูบไหว รอยยิ้มที่ประดับแต้มตรงริมฝีปากตกลงชั่วครู่ มือบางกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น ก่อนจะกลับมายิ้มเช่นเดิม “อี้เฉินหมายความว่าเช่นไร”

            หานอี้เฉินกระตุกยิ้ม หลีกทางไปยืนด้านข้าง ใบหน้าของเขานิ่งเรียบ ก่อนจะมองหมอหลวง “เชิญท่านหมอหลวง แสดงความสามารถ”

            หลิงเสวี่ยเหยาแทบหลุดขำ พี่ชายของนางผู้นี้ร้ายไม่เบาเลย ไม่คิดดันทุรังในเหตุการณ์ที่ตนไม่อาจควบคุมได้ แต่ก็ไม่ยอมเสียเปรียบ ทิ้งท้ายด้วยประโยคชวนฉงนเช่นนั้น ทำเอาสีหน้าแม่เลี้ยงในตอนนี้ดูไม่ดีนัก หลิงเสวี่ยเหยาไม่รอช้า แย้มยิ้มเล็กน้อย “ท่านหมอหลวง รบกวนแล้วเจ้าค่ะ”

            หมอหลวงที่รู้สึกเหมือนโดนกระชากอารมณ์ไปมารู้สึกมึนตึบ เรื่องภายในจวนของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์นั้น ได้พบเห็นมามาก จนทำให้ได้รู้ว่า เรื่องในจวน ยิ่งมากคน ยิ่งมากความ

            เมื่อได้ยินเสียงใสเย็นของผู้ป่วยก็ดึงสติกลับมาได้ เขาขยับไปใกล้ร่างของนาง โดยเว้นระยะห่างเล็กน้อยพอเหมาะสม

            มือบางยกขึ้นค่อยๆ ถอดผ้าโปร่ง ระหว่างนั้นนางลอบมองสีหน้าของคนในโถงอย่างสุนทรีย์ พี่ชายที่ใบหน้าเคยเคร่งขรึม กลับเบิกตากว้าง เช่นเดียวกับหานเมี้ยวอวี้ที่เดิมทียกยิ้มสะใจ แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ใสสะอาด ไร้ผื่นกลับผิดคาด สีหน้าแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

            ส่วนซูหว่านอี้นั้นแม้ใบหน้าจะประดับรอยยิ้ม แต่ดวงตากลับฉงน เกือบปล่อยผ้าเช็ดหน้าในมือหล่น เดิมทีสีหน้าปกติควรเป็นเช่นคนเหล่านี้ถึงจะถูก

            ดวงตาคู่สวยเหลือบมองท่านย่าของตนที่แสดงออกช้าไปหนึ่งจังหวะ ใบหน้าชราประดับรอยยิ้ม ก่อนจะยกมือทาบอก เซถลาไปด้านหลังเล็กน้อย จนบ่าวรับใช้ต้องประคอง “พระโพธิสัตว์คุ้มครอง ชิงหรูใบหน้าของเจ้าหายดีแล้ว”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!