เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 11: ตัวข้าเป็นเพียงปุถุชน หาใช่โพธิสัตว์ไม่

👁️ 2 อ่าน
22px

          เสียงซุบซิบดังระงมรอบด้าน บ้างเอ่ยด้วยน้ำเสียงเวทนา บ้างแฝงแววเหยียดหยัน บทสนทนาของผู้คนเริ่มผันแปรจากเจ้าสำนักบุปผาพิษเสียสละช่วยผู้คน มาเป็นบทสนทนาเรื่องคุณหนูใหญ่จวนจินหนิงโหวถูกโจรป่าลักพาตัว

            ท่ามกลางความวุ่นวาย เหอซินมามายกยิ้มมุมปาก มองกลุ่มคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ในขณะที่ไป๋อวี่ตัวสั่นงกๆ อยู่บนพื้น

          ทันใดนั้น เงามืดเบื้องหน้าพลันแหวกออก หมาป่าสีเงินตัวใหญ่พุ่งทะยานออกมาจากป่า ขนมันสะท้อนประกายราวเกล็ดหิมะต้องแสง ผู้คนแตกฮือถอยหนีด้วยความตระหนก มือปราบหลายคนรีบชักดาบ ตั้งท่าแนวป้องกันแน่นหนา

            เหอซินมามารีบกระโดดหลบไปยืนหลังหัวหน้ามือปราบ ในขณะที่ไป๋อวี่รีบถดตัวถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว หัวหน้ามือปราบจ้องหมาป่าตรงหน้า ใจสั่นรัว เพียงมองก็รู้ว่าสัตว์ตัวนี้ไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา หากมันคิดจะโจมตี เขาเองจะปกป้องผู้ใดได้ ตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าจะรอดไปได้หรือไม่

          “ใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าค่ะ” เสียงใสทว่ามั่นคงดังตามมา ร่างระหงในอาภรณ์สีม่วงอ่อนก้าวออกมาช้า ๆ แววตาสงบนิ่ง ไร้ร่องรอยตระหนกมิคล้ายผู้ที่เพิ่งรอดจากเงื้อมมือโจร นางก้าวเข้าใกล้หมาป่าอย่างไม่ลังเล มือเรียวยกขึ้นลูบหัวสัตว์ร้ายราวกับปลอบเด็กเล็ก ในขณะที่หางตาเหลือบมองหัวหน้ามือปราบ กระบี่ในมือถูกยกขึ้นเพื่อตั้งท่าป้องกัน ทว่ามือกลับสั่นจนปลายกระบี่สั่นไหว

          “หมาป่าตัวนี้ไม่ทำร้ายผู้ใด” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบวง “เมื่อคืน ตอนที่ทุกท่านสลบไป ข้าได้รับความช่วยเหลือจากเซียนท่านหนึ่ง ท่านได้ฝากมันไว้เพื่อคุ้มครองข้า หลังจัดการโจรชั่วเสร็จ ก็พาข้ากลับมาส่ง หากมิใช่เพราะท่านเซียน…ข้าคงไม่มีโอกาสกลับมายืนตรงนี้”

            หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ย พลางยกมือลูบไล้ขนนุ่ม ดวงตากวาดมองผู้คน ผ้าโปร่งสีม่วงอ่อนที่ใช้ปิดบังใบหน้า พลิ้วไหวไปตามลม ในเมื่อหยางเซียวหลงมาตามหานางถึงที่นี่ คงมีผู้คนไม่น้อยที่พบเห็น นับเป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว

            เป็นไปตามคาด เสียงสนทนาของเหล่าจอมยุทธ์พเนจรดังขึ้นพอให้ผู้คนรอบ ๆ ได้ยินชัด

            “ก่อนหน้านี้ข้าพบชิงหลง ว่าที่เจ้าสำนักบุปผาพิษด้วยตนเอง…ไม่แน่ว่าท่านเซียนที่นางกล่าวถึง อาจเป็นเซียนผู้นั้น”

            “มังกรฟ้า ศิษย์หงส์ม่วงน่ะรึ เช่นนั้นการที่นางกลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ไม่แปลก เซียนผู้นั้นเพียงตวัดแส้ชางหลงครั้งเดียว ก็สังหารนักฆ่าได้สิ้น!”

            ผู้คนพลันกระจ่างแจ้ง เสียงซุบซิบเริ่มลุกลามราวคลื่นลมในตลาด บ้างพยักหน้ารับด้วยความเชื่อมั่น บ้างแอบเหลือบตามองเหอซินมามา ซึ่งใบหน้าซีดลงทีละน้อย มือปราบที่ยืนขวางอยู่ด้านหน้าก็พลอยชะงักไปเช่นกัน ราวกับความเชื่อเดิมที่ได้ยินมาถูกสั่นคลอน

            หลิงเสวี่ยเหยาหันไปมองฝูงชน แววตาอ่อนโยนราวกับกำลังขอบคุณทุกความเป็นห่วง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล

            “โชคยังดีที่ตอนนั้น ข้าออกจากโรงเตี๊ยมมาเพียงลำพัง หากเหอซินมามาท่านติดตามมาด้วย เกรงว่าท่านคงวิ่งหลบไม่ทัน และอาจต้องลำบากท่านตกอยู่ในอันตรายไปกับข้าด้วย”

            เสียงฝูงคนหน้าโรงเตี๊ยมเงียบลงชั่วอึดใจ สายตาหลายคู่พลันเหลือบมองเหอซินมามาเป็นตาเดียว

            “เหตุใดจึงปล่อยให้เป็นเช่นนั้น?”

            “นั่นสิ แล้วยังมีหน้ามากล่าวหาว่าคุณหนูใหญ่ถูกโจรลักพาตัวอีก?”

            มุมปากของหลิงเสวี่ยเหยากระตุกขึ้นเล็กน้อย ราวกับไม่ตั้งใจ มือเรียวลูบขนหมาป่าอย่างสบายใจ คล้ายไม่รู้เลยว่าถ้อยคำเมื่อครู่ ได้จุดประกายไฟแห่งความสงสัยให้ลุกโชนไปทั่ว

            เหอซินมามารีบยกมือขึ้นลูบหน้า แสร้งทำท่าราวกับกลั้นน้ำตา “คุณหนู...มามาเป็นห่วงนัก จึงรีบไปขอความช่วยเหลือจากท่านมือปราบ บ่าวมิรู้เลยว่าคุณหนูออกจากโรงเตี๊ยมไปเมื่อใด”

            หลิงเสวี่ยเหยาหันมองนาง แย้มยิ้มบางอย่างอ่อนโยน “อ๋อ...เช่นนั้นก็คงเพราะตอนนั้น ท่านกำลังยุ่งอยู่กับการสนทนากับบุคคลแปลกหน้าที่โรงเตี๊ยมกระมัง ข้าถึงได้ออกมาเพียงลำพัง”

            ถ้อยคำนั้นฟังคล้ายชี้แจงเหตุการณ์ แต่กลับชี้นำให้ผู้คนรอบข้างกระจ่างแจ้ง ขณะที่คุณหนูออกไปคนเดียว มามากลับมัวพูดคุยกับใครก็ไม่รู้ และบังเอิญเหลือเกิน...ว่าเป็นช่วงเดียวกับที่โจรป่าปรากฏตัว ยากที่จะเชื่อว่ามิได้จงใจ

            เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงแววตำหนิชัดเจน เหอซินมามาหน้าซีดเผือด รีบอ้างเสียงสั่น
“ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าเพียงสอบถามเรื่องเส้นทาง...”

            “อาเซ่า” หลิงเสวี่ยเหยาตัดบทเสียงเรียบ ฝ่ามือเรียวลูบหัวหมาป่าสีเงินอย่างแผ่วเบา “เราไปส่งข่าวให้ท่านพ่อรู้กัน ว่าบุตรสาวคนโตของท่านกลับมาได้อย่างปลอดภัยดี”

            เสียงครางต่ำดังตอบรับในลำคอ ก่อนที่สัตว์ร่างใหญ่จะก้าวเดินนำ ผู้คนรอบข้างรีบถอยเปิดทางให้ร่างอรชรในอาภรณ์ม่วงอ่อนก้าวผ่านไปอย่างสง่างาม ทิ้งเหอซินมามาไว้เพียงลำพัง ท่ามกลางวงล้อมของสายตากล่าวหานั้น หนาวเย็นเสียยิ่งกว่าลมเหนือยามเหมันต์

            คุณหนูใหญ่แห่งจวนจินหนิงโหวก้าวเข้าโรงเตี๊ยมอย่างสง่างาม หมาป่าสีเงินเดินเคียงข้างเป็นเงาคอยเฝ้า ไป๋อวี๋รีบวิ่งตามมาด้วยท่าทางร้อนรน ดวงตากลมใสฉายแววกังวล

            กังวลเสียจนดูเหมือนตั้งใจจะให้คนทั้งโถงได้เห็น นางเหลือบมองเหอซินมามาเพียงครู่ แววตาเรียบนิ่ง แฝงความสมเพชอยู่ลึก ๆ

            เรื่องกลับขาวเป็นดำ กลับดำเป็นขาวเช่นนี้ หลิงเสวี่ยเหยาเคยพบมานับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะในหมู่ผู้อาวุโสสำนักบุปผาพิษ บ่าวชราผู้นั้น…เทียบตาเฒ่าเจ้าเล่ห์อายุร้อยปีเหล่านั้นได้เสียที่ไหน

            “คุณหนู...คุณหนูเจ้าคะ” ไป๋อวี๋เอ่ยเสียงหวานประจบ ส่งยิ้มละมุนราวปลอบประโลม “บ่าวเป็นห่วงคุณหนูมากจริง ๆ โชคดีเหลือเกินเจ้าค่ะที่ท่านเซียนช่วยคุณหนูไว้ พระโพธิสัตว์คงคุ้มครองคุณหนูแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะ”

            ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองสาวใช้ มุมปากกระตุกยิ้มบาง “ไป๋อวี๋…เดิมทีเจ้าเองก็สลบไปมิใช่หรือ? เหตุใดถึงได้ เล่าเรื่องราวได้ชัดเจนราวกับว่าเจ้ามีสติอยู่ในเหตุการณ์ทุกขณะเช่นนั้นได้”

            รอยยิ้มบนใบหน้าสาวใช้แข็งค้างเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยตอบ “เดิมทีบ่าวร่างกายแข็งแรง ฟื้นตัวได้เร็วเจ้าค่ะ นายท่านเองก็ชมอยู่เสมอ”

            “งั้นรึ…” เสียงรับคำอ่อนโยน แต่ดวงตากลับเย็นเยียบ ราวกับคำตอบนั้นมิได้ลบข้อสงสัย เพียงแต่จดบันทึกเก็บไว้ในส่วนลึกของความคิด หลิงเสวี่ยเหยาหันไปทอดมองโถงชั้นล่างที่เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ลูกค้าทยอยเข้ามาเหมือนเหตุวุ่นวายก่อนหน้าไม่เคยเกิดขึ้น

            ด้วยความที่เป็นโรงพักม้าในยุทธภพ การทะเลาะวิวาทจนข้าวของพังจึงเป็นเรื่องปกติ คนที่นี่ล้วนรู้ดีว่าตอนไหนควรหนี และตอนไหนควรกลับมา

            “เจ้าไปสั่งคนให้เตรียมพร้อม อีกหนึ่งก้านธูปเราจะออกเดินทาง” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงแรงกดดันในน้ำเสียง

            ไป๋อวี๋ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนทำท่าหดคอ “คุณหนู…บ่าวเป็นเพียงสาวใช้ ไร้อำนาจเหมือนเหอซินมามาเจ้าค่ะ” น้ำเสียงนอบน้อม แววตาเว้าวอนอย่างพอดีจนคนมองอาจเผลอสงสาร ดูเนียนกว่ามามาผู้นั้นหลายขุม

            ดวงตาสีน้ำตาลของหลิงเสวี่ยเหยาค่อย ๆ หรี่ลง “ไป๋อวี๋…เจ้าเป็นสาวใช้ของข้า แต่คำสั่งข้ากลับไม่มีน้ำหนักเท่าลมปากของมามาผู้หนึ่งรึ?” เสียงเย็นเยียบดังพอให้คนใกล้เคียงได้ยิน ชั่วพริบตา สายตาหลายคู่ก็หันมามองอย่างจับผิด

            สาวใช้สะท้านสูดหายใจแรงดัง เฮือก ร่างเล็กรีบค้อมตัวลง “บ่าว…จะไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” เมื่อเอ่ยจบก็รีบถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มบางที่ผุดบนมุมปากของคุณหนูใหญ่

            อวิ๋นเซ่า หมาป่าสีเงินที่เดินเคียงอยู่ข้างกาย ส่งเสียงคำรามต่ำราวกับเอ่ยความเห็นต่อเหตุการณ์เมื่อครู่ มันเหลือบตามองสาวใช้ผู้นั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องผู้มีพระคุณของมันเขม็ง

            “สิ่งที่เจ้าคิด…ข้าก็รับรู้” หลิงเสวี่ยเหยาลูบหัวมันอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามีประกายเย็นแฝงอยู่ในลมหายใจ “เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาชำระบัญชีก็เท่านั้น อีกอย่างนางก็ยังเป็นหมากที่มีประโยชน์อยู่มาก”

            พูดจบดวงตาสีน้ำตาลพลันเหลือบไปยังร่างอ้วนที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เถ้าแก่ตัวปลอมเหงื่อท่วมหน้า แววตาร้อนรนจนปิดไม่มิด ท่าทางนั้น…ชัดเจนว่าได้รับคำสั่งบางอย่างจากเถ้าแก่เนี้ยตัวจริงมาโดยตรง

            “คุณหนูใหญ่…ข้อผิดพลาดครั้งนี้ช่างไม่น่าให้อภัยเอาเสียเลย” เถ้าแก่เหอใส่อารมณ์เต็มที่ ราวกับกำลังกล่าวโทษตนเอง ทว่าประโยคถัดมากลับเผยจุดประสงค์แท้จริง “แต่ข้าได้ยินมาว่าท่านมีจิตใจดั่งโพธิสัตว์ คงไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้หรอกกระมัง”

            หลิงเสวี่ยเหยาหันมอง แววตานิ่งสนิทก่อนระบายยิ้มบาง อ่อนโยนแต่กลับไม่อบอุ่น “เถ้าแก่เหอชมเกินไปแล้ว ตัวข้าเป็นเพียงปุถุชน หาใช่โพธิสัตว์ไม่ เรื่องใดเล็กน้อย…ข้าย่อมมองข้ามได้”

            เพียงครู่เดียว น้ำเสียงนุ่มนวลกลับเย็นเยียบ “แต่หากเป็นเรื่องที่บั่นทอนชื่อเสียงจนมิอาจกู้คืน…ต่อให้ผู้ก่อเป็นผู้ใด ข้าก็ไม่มีวันปล่อยผ่าน หวังว่าผู้ทำกิจการเช่นท่าน คงจะเข้าใจความคับข้องใจของข้า”

            คำพูดราบเรียบแต่คนฟังกลับรู้สึกหนักอึ้งราวถูกหินกดทับ เถ้าแก่เหอชะงักงัน กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ “คุณหนูใหญ่…ท่านต้องการสิ่งใดเพื่อชดเชย?”

            หลิงเสวี่ยเหยาแย้มยิ้มจาง โน้มตัวเข้าใกล้เพียงครึ่งก้าว น้ำเสียงเบาราวกระซิบ แต่แฝงความเย็นเยียบที่เจาะลึกถึงกระดูก “ข้าต้องการพบเถ้าแก่ตัวจริงของโรงเตี๊ยมซิวซวี่”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!