เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 32: ละครของเจ้า ก็ต้องให้อาจารย์เช่นข้าเล่นด้วยสินะ

👁️ 1 อ่าน
22px

            ลึกเข้าไปในป่าสมุนไพร ไม่ไกลจากเขตชายแดนทางใต้ของเมืองไป๋ฮวา มีกระท่อมหลังเล็กตั้งอยู่

          เด็กหญิงวัยสิบขวบผู้หนึ่งหิ้วตะกร้าใส่สมุนไพรเข้ามาในบ้าน เมื่อมาถึงก็พบว่าวันนี้แม่ของนางมีแขกมาเยี่ยม

            เด็กน้อยยืนนิ่งอยู่ตรงประตู มองไปยังแผ่นหลังกว้าง แขกผู้นี้สวมใส่อาภรณ์สีขาว แผ่นหลังดูสง่าคล้ายกับเทพเซียน

            ตรงข้ามกันมารดาของนางกำลังกินขนมหวาน ใบหน้าที่ปกติดูอิดโรยกลับสดใสขึ้นทันตา สตรีนางนั้นหันมาแย้มยิ้มให้บุตรสาว ก่อนจะเอ่ยเรียก “อาเหยามาแล้ว มานี่เร็ว อาจารย์ของเจ้านำของมาฝากด้วยล่ะ”

            หลิงเสวี่ยเหยาเบิกตากว้าง ริมฝีปากแย้มยิ้ม ก่อนจะรีบวิ่งกระโดดไปที่โต๊ะ เมื่อไปถึงเด็กน้อยก็หันไปทักทายผู้เป็นอาจารย์ด้วยความดีใจ

            “อาจารย์ ๆ ท่านมาแล้ว ดูนี่สิ ข้าเก็บสมุนไพรมาเพียบเลย” เด็กหญิงไม่พูดเปล่ายกตะกร้าวางบนโต๊ะสูง ก่อนจะสะกิดขาอาจารย์ของตน

            ผู้เป็นอาจารย์มองลูกศิษย์ สายตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “เก่งมาก บทเรียนที่อาจารย์สอนครั้งก่อนยังจำได้หรือไม่”

            “จำได้เจ้าค่ะ ข้าทดลองทำยาแก้พิษแบบใหม่ด้วย เดี๋ยวจะนำมาให้ท่านดู” เสียงใสเอ่ยอย่างเจื้อยแจ้ว ก่อนจะวิ่งตรงไปยังชั้นวางของ

            หลิงซินอี๋ผู้เป็นมารดามองบุตรสาว ใบหน้าที่เคยแย้มยิ้มหมองลง “เหรินซี ร่างกายข้าเริ่มทนไม่ไหวแล้ว เกรงว่าจะไม่อาจอยู่คอยสนับสนุนอาเหยาต่อได้”

            มู่เหรินซีชะงัก มือสั่นเทาเล็กน้อย “ซินอี๋เจ้าจะทรมานตัวเองไปเพื่อเหตุใด คนผู้นั้นที่เจ้าคะนึงหา...เขาจะไม่กลับมาอีกแล้ว”

            หญิงสาวนิ่งไปชั่วครู่ แววตาสั่นไหว “เหรินซี ตัวเจ้าเองก็คิดว่าข้าทำเกินไปใช่หรือไม่”

            “เพื่อคนผู้หนึ่งที่ทิ้งข้าไป ข้าถึงกับยอมรับพิษที่เขาวางไว้ ไม่ยอมรักษามานานเพียงนี้” น้ำเสียงสั่นเครือ แต่ใบหน้ากับแย้มยิ้ม “แต่เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีที่สุด ว่าเรื่องของหัวใจ ไร้ซึ่งเหตุผล”

            ร่างสูงกำมือแน่น ใช่ เขารู้ดีว่าการที่หัวใจกับสมองกระทำในสิ่งที่ต่างกันเป็นเช่นไร การที่หัวใจยังคงมุ่งตรงไปหาคนผู้หนึ่งแม้จะรู้จุดจบของเรื่อง มันห้ามกันไม่ได้

            แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากให้นางต้องตาย เพียงเพราะยอมรับผลจากการกระทำของคนโง่เง่าผู้หนึ่งที่ตามืดบอด ไม่เห็นคุณค่าของนาง

            “เจ้าโทษข้าใช่หรือไม่” เสียงนุ่มเอ่ยพลางสบตากับเพื่อนสนิท ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยงดงามดั่งบุปผาแรกผลิ บัดนี้กลับคล้ายจะโรยราไปได้ทุกเมื่อ

            “ซินอี๋ เจ้าก็รู้ว่าข้ารู้สึกเช่นไร” ชายหนุ่มเอ่ยพลางยกมือขึ้นทุบอก ขอบตาแดงรื้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองเสียงดังเกินไปจึงปิดตาลง เพื่อสงบอารมณ์ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยเสียงสั่นเครือ “แล้วอาเหยาเล่า”

            หญิงสาวชะงัก มือบางกำแน่น ริมฝีปากบางเม้มตรง ก่อนที่นางจะเผลอกัดปากจนเลือดซึม มือหนาของอีกฝ่ายกลับยกขึ้นมาแตะริมฝีปากนางเสียก่อน “เข้าใจแล้ว ข้าจะดูแลนางให้เจ้าเอง”

            เด็กหญิงตัวน้อยกำขวดยาในมือแน่น ดวงตาคู่สวยแดงรื้น ทุกบทสนทนาลอยเข้าหูทุกประโยค ขวดยาในมือก็ถูกปรุงเพื่อรักษามารดา แม้จะรู้ดีว่าอาจารย์ของนางมีขวดยาเช่นนี้เป็นร้อย แต่ก็หวังเพียงว่าหากเป็นยาที่บุตรสาวทำให้ ท่านแม่อาจจะยอมทาน

            แต่ตอนนี้กลับมั่นใจแล้วว่า ต่อให้เป็นยาที่ทำขึ้นมาเอง ท่านแม่ผู้ตรอมใจผู้นี้ ไม่มีทางยอมทานเพียงเพราะเห็นแก่บุตรสาวอย่างนางเป็นแน่

            หลิงเสวี่ยเหยาลังเลชั่วครู่ ก่อนจะวางขวดยาลงในกล่อง แล้วหยิบอีกขวดขึ้นมาแทน หัวใจรู้สึกปวดร้าว มือเล็กยกขึ้นทุบอกสองสามครา ก่อนจะฝืนยิ้ม วิ่งตรงไปหามารดาและอาจารย์ที่โต๊ะ

            “อาจารย์ ท่านดูนี่ ข้าปรุงยาที่ใช้รักษาผื่นได้แล้ว” เด็กน้อยแย้มยิ้มกว้าง วางขวดยาลงบนโต๊ะ “เป็นอย่างไรบ้าง เก่งมากใช่หรือไม่”

            มู่เหรินซีแววตาอ่อนลง มุมปากยกยิ้ม มือหนาเคลื่อนมาลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างเบามือ “เก่งมากอาเหยา ในอนาคตเจ้าต้องเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่เก่งกาจยิ่งกว่าท่านแม่ และอาจารย์ของเจ้าเป็นแน่”

 

            ภายในเรือนชิงหลันสมุนไพรลอยคลุ้งทั่วห้อง มู่เหรินซีนั่งอยู่บริเวณข้างเตียง เขาไล่ทุกคนออกไปจนหมดเหลือเพียงสุนัขหมาป่าที่นอนหมอบอยู่ไม่ห่าง

            มือหนายกขึ้นก่อนจะดีดเข้าไปที่หน้าผากคนป่วยอย่างแรง

            ปึก

          “โอ๊ย!!” หลิงเสวี่ยเหยาร้องลั่น เด้งตัวขึ้นลูบหัวของตน ดวงตาคู่สวยจ้องมองคนที่มีใบหน้าไม่ต่างจากความทรงจำในอดีต “ท่านทำสิ่งใดกับคนป่วยกัน!! เป็นเซียนโอสถที่ไร้มารยาทยิ่งนัก”

            มู่เหรินซียกยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย “จิ้งจอกน้อย แสบยิ่งนัก เจ้ากำลังเล่นสิ่งใดอยู่ หืม...”

            หลิงเสวี่ยเหยาแย้มยิ้ม ปล่อยมือจากหน้าผาก เอนหลังเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย “เหตุใดท่านจึงไม่ยินดีกับข้าหน่อยเล่า ในที่สุดศิษย์ของท่านผู้นี้ก็หลุดจากตำแหน่งที่พันธนาการไว้ได้แล้วนะ”

            “ยินดีด้วย  ๆ ในที่สุดจิ้งจอกน้อยก็สามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่” มู่เหรินซีหลุดขำ ก่อนจะหยิบก้อนขนมที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา “พิษไร้ยาถอน แม้ร้ายแรง แต่ใช้กับเจ้าไม่ได้”

            หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองขนม ก่อนจะขยับตัวเข้าใกล้ร่างสูง “แน่นอนว่าข้า...แสดงละครน่ะสิ”

            ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยความสุข ครั้งล่าสุด ที่มู่เหรินซีเห็นเด็กคนนี้มีความสุขเช่นนี้ คงเป็นเมื่อครั้งเพิ่งก่อตั้งสำนักบุปผาพิษใหม่ ๆ ช่วงที่ยังไม่มีเหล่าผู้อาวุโสเห็นแก่ตัวพวกนั้นคอยควบคุม

            “ดียิ่ง ละครของเจ้า ก็ต้องให้อาจารย์เช่นข้าเล่นด้วยสินะ” มู่เหรินซีพูดพลางวางขนมลงบนชั้นวาง ก่อนจะปัดเศษขนมออกจากแขนเสื้อ

            “แน่นอน ข้ารู้ว่าวันนี้ท่านจะเข้าวังหลวงตามข้อตกลงที่มีกับฮ่องเต้” หลิงเสวี่ยเหยาพูดพลางบิดขี้เกียจ หลังจากนอนนิ่งมานาน นางก็รู้สึกเมื่อยตัวเล็กน้อย

            “เจ้าแผนการยิ่งนัก รู้หรือไม่ว่าทำคนอื่นเขาเดือดร้อนไปมากเพียงใด” มู่เหรินซียกมือขึ้นเขกหัวเด็กสาวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เบามือกว่าครั้งก่อน

            “ละครหากไม่สมจริงผู้ใดจะเชื่อ” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ย ใบหน้าแย้มยิ้ม ในใจนึกปีติที่ได้เจอคนคุ้นเคยทั้งยังเป็นคนที่นางมองเป็นครอบครัวที่แท้จริงอีกด้วย

            “ดังนั้น ท่านอาจารย์ ท่านต้องช่วยศิษย์ผู้น่าสงสารของท่านนะ” คุณหนูน้อยเอ่ยเสียงยาน กะพริบตาปริบ  ๆ ใบหน้าทะเล้นจนน่าจับมาเขกหัวอีกสักรอบ

            “แล้วข้าเคยปฏิเสธเจ้าได้หรือ” มู่เหรินซีเอ่ยเสียงอ่อน แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับรู้สึกยินดีอย่างถึงที่สุด

            “ท่านอาจารย์เป็นคนฉลาดหลักแหลม ข้าเชื่อว่าท่านรู้...ว่าข้าต้องการสิ่งใด” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยอย่างตื่นเต้น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหฤหรรษ์ “เช่นนั้นก็ฝากท่านด้วยนะ”

            ไม่พูดเปล่าร่างบางรีบกดจุด ให้พลังวิญญาณตีกลับอีกครั้ง มู่เหรินซีเดิมทีคิดจะห้ามแต่ไม่ทัน มือของเขาชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะถอนหายใจอย่างหน่าย ๆ

            “เจ้าเด็กคนนี้...” แม้จะบ่นลูกศิษย์มากเพียงใด สุดท้ายใบหน้าของเขากลับประดับรอยยิ้ม ครานี้เป็นรอยยิ้มที่จริงใจกว่าเก่า ราวกับว่าเขาได้ค้นพบสีสันของโลกใบนี้อีกครั้ง

            “อาเซ่า ใช่หรือไม่?” ร่างสูงเอ่ยถามหมาป่าที่นอนหมอบอยู่นาน เมื่อเห็นมันเงยหน้าจึงกล่าวต่อ “มิต้องแกล้งหลับแล้ว เจ้าและข้าคงต้องออกไปแสดงละครบ้างแล้วล่ะ”

            อาเซ่าเด้งตัวลุกขึ้น เห่าตอบด้วยความยินดี มันเดินตามคนร่างสูงออกไปจากเรือน ดูคล้ายจะยืดอกสร้างบารมีให้ตนมากกว่าเดิมด้วย

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!