เมืองหรงซวี่ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ทั้งสี่แห่ง ที่ถูกดูแลโดยสำนักบำเพ็ญเซียนชื่อดังทั้งสี่สำนัก เป็นเมืองหลวงที่ถูกปกครองโดยฮ่องเต้แห่งต้าหรง ทั้งยังเป็นศูนย์กลางความเจริญ
หลังจากผ่านประตูเมืองเข้ามา หลิงเสวี่ยเหยาก็เลิกม่านขึ้นเล็กน้อย พลางสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ชาวเมืองต่างพากันใช้ชีวิต พ่อค้าแม่ขายต่างส่งเสียงเรียกลูกค้า ในขณะที่เด็กเล็กวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ในมือยังถือไม้เสียบถังหูลู่ไว้ด้วย
ครั้งอดีตนางเคยมาเมืองหลวงทุกปี เพื่อมาร่วมพิธีเสริมดวงชะตาตามคำสั่งของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ทุกครั้งที่มาหยางเซียวหลงมักจะขอให้นางพาไปลิ้มลองอาหารในร้านต่างๆ ทั้งยังรบเร้าให้นางพาเขาไปเที่ยวในสถานที่ขึ้นชื่อ และงานเทศกาลประจำปี
ครั้นรถม้าเคลื่อนผ่านอาคารทรงสูงสี่ชั้น ที่มีป้ายเขียนประดับไว้ว่าหอหลิงจู๋ นางก็รู้สึกหน่วงในใจ คำสัญญาที่ให้ไว้กับศิษย์เอก ที่นางไม่อาจรักษาไว้ได้ยังคงดังก้องในหัว แววตาอ่อนลงเมื่อเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินกระโดดโลดเต้นเข้าไปในโรงสุราแห่งนั้น คล้ายเห็นภาพซ้อนทับกับดรุณหนุ่มที่นางผูกพัน
มือบางปล่อยผ้าม่านลง ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม ไป๋อวี่รินชาในถ้วยให้นางด้วยมือสั่นเทา รถม้าเคลื่อนตัวมาเรื่อยๆ หลังจากผ่านเขตของสามัญชน เสียงจอแจของชาวบ้านก็เริ่มเงียบลง เขตที่อยู่ของเหล่าขุนนางนั้นสงบเงียบ ไม่คึกคักเท่า
หลิงเสวี่ยเหยาจิบชาในแก้วจนหมด รถม้าก็หยุดจอดในทันที ใช้เวลาเพียงไม่นานนางก็เดินทางมาถึงจวนจินหนิงโหวแล้ว ไป๋อวี่รีบเปิดประตูรถม้า จัดแจงบันได ก่อนจะเอื้อมมือมารอรับนาง
ประตูจวนในวันนี้ถูกเปิดกว้าง ผู้ที่ยืนรออยู่คือฮูหยินผู้เฒ่า ข้างกายนางมีบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งคอยประคองอยู่ ใบหน้าดูเป็นมิตรกว่าเหอซินมามาที่นางได้พบ ข้างกายมีสตรีนางหนึ่งใบหน้างดงามดูสงบและอ่อนโยน นางโอบไหล่เด็กสาวคนหนึ่งไว้ ใบหน้าคล้ายกันหลายส่วน ดูแล้วคงเป็นซูหว่านอวี้แม่เลี้ยงของนางและหานเมี้ยวอวี้น้องสาวของนาง
ขณะที่หลิงเสวี่ยเหยาก้าวลงบันได ใบหน้าของผู้ที่ยืนรออยู่นั้นแสดงอารมณ์อย่างหลากหลาย ฮูหยินผู้เฒ่าแย้มยิ้มกว้าง ราวกับยินดีต้อนรับนางอย่างเต็มที่ ในขณะที่ซูหว่านอวี้ แม่เลี้ยงของนางมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับใบหน้า แต่แววตากลับซ่อนบางสิ่งไว้
ที่น่าสนใจสุดคงจะเป็นหานเมี้ยวอวี้น้องสาวของนาง ที่แย้มยิ้มแบบฝืดเคือง เท่านี้ก็พอเดานิสัยของคนแปลกหน้าทั้งสามได้แล้ว บวกกับข้อมูลที่ไป๋อวี่เล่าให้ฟังระหว่างทาง นางพอจะเดาออกแล้วว่าใครคือผู้ที่ส่งโจรป่าไปจับตัวนาง
“อาหรู เจ้ากลับมาแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงอ่อน ก่อนจะอ้าแขนต้อนรับหลานสาวที่ห่างหายไปนาน “เป็นความผิดของย่าเองที่ปกป้องเจ้าไว้ไม่ได้ หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว”
หลิงเสวี่ยเหยาแย้มยิ้ม เดินตรงเข้าไปกอดหญิงชรา “ท่านย่ากล่าวเกินไปแล้ว เป็นความผิดของหลานเองที่อกตัญญู ทำให้ท่านย่าต้องลำบากใจ”
มือเหี่ยวที่กำลังลูบหลังปลอบโยนชะงักไปเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนจะเคลื่อนไหวต่อราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ในขณะที่ผละออกจากกันเสียงนุ่มและอ่อนหวานของซูหว่านอวี้ก็ดังขึ้น
“อาหรู ตลอดทางมานี้เจ้าสบายดีใช่หรือไม่ ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินข่าวลือที่ไม่ค่อยดีนัก จึงอดนึกเป็นห่วงไม่ได้” ถ้อยคำฟังดูเหมือนความห่วงใย แต่สายตาที่ทอดมองกลับนิ่งลึก ราวกับกำลังรอฟังคำตอบบางอย่างมากกว่า
“ท่านแม่โปรดวางใจ เรื่องเข้าใจผิดนั้นกระจ่างแจ้งแล้ว ตัวข้าปลอดภัยดี หลังจากนี้คงต้องรบกวนท่านแล้ว” หลิงเสวี่ยเหยาแย้มยิ้ม เปรยตามองหานเมี้ยวอวี้ที่กำลังฝืนยิ้มอย่างยินดี ใบหน้าดูบิดเบี้ยวจนน่าขัน
“พระโพธิสัตว์คุ้มครอง ข้าได้ยินเรื่องจากหว่านอวี้แล้ว การเดินทางครั้งนี้อันตรายนัก โชคดีที่หลานของย่าเป็นเด็กดี จึงรอดพ้นมาได้” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยพลางตบไหล่ปลอบใจ ก่อนจะเสียงเย็นลงเล็กน้อยเมื่อกล่าวประโยคถัดไป “สงสารก็แต่เหอซิน ที่มิอาจรอดพ้นอุบัติเหตุครั้งนี้มาได้”
ไป๋อวี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังตัวสั่นเล็กน้อย หลิงเสวี่ยเหยามองบ่าวรับใช้ ก่อนจะเอ่ยต่อ “เหอซินมามาจิตใจดั่งโพธิสัตว์ เพื่อช่วยให้หลานรอดพ้นเรื่องเลวร้ายในครั้งนี้ ถึงกับยอมเสียสละชีวิตตนเอง”
ยังไม่ทันได้พูดสิ่งใดต่อ เสียงใสก็ดังมาจากข้างๆ “ท่านพี่อย่าเสียใจเลยเจ้าค่ะ เหอซินมามาได้ทำหน้าที่ของตนแล้ว เพื่อช่วยท่านพี่ ท่านย่าต้องเสียบ่าวรับใช้ไปตั้งหนึ่งคน”
ซูหว่านอวี้ยิ้มค้าง ก่อนจะเอ่ยปรามบุตรสาว “เมี้ยวอวี้ เหตุใดถึงพูดเช่นนั้น ขอโทษพี่หญิงของเจ้าเสีย”
หานเมี้ยวอวี้เบะปาก ดวงตาคู่สวยมองตรงมาที่หลิงเสวี่ยเหยา ไร้แววสำนึกผิด แต่ริมฝีปากกลับเอื้อนเอ่ยขอโทษอย่างนอบน้อม “ขออภัยเจ้าค่ะ พี่หญิงใหญ่”
“หว่านอวี้ดูแลบุตรสาวเจ้าให้ดี แดดวันนี้แรงนัก คงทำให้นางรู้สึกวิงเวียน เจ้าพานางไปพักผ่อนเถอะ” เสียงเรียบของหญิงชราทำเอาผู้เป็นแม่สะดุ้ง เฮือก ก่อนจะเอ่ยขอตัวแล้วพาบุตรสาวจากไป หน้าประตูจวนจึงเหลือเพียงนางและฮูหยินผู้เฒ่า
“เจ้าเพิ่งเดินทางกลับมาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนสักหน่อยเถิด ยามโหย่วข้าจะให้บ่าวไปตามเจ้ามาทางมื้อค่ำ” ใบหน้าอ่อนโยนและเมตตานั้นชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อ “พี่ชายของเจ้ามาถึงเร็วกว่ากำหนด จึงต้องเข้าวังหลวงก่อน คงไม่อาจมาพบเจ้าได้ แต่ข้ากำชับเขาแล้ว ว่ามื้อค่ำต้องมาเข้าร่วม ถึงตอนนั้นเจ้าจะได้คุยกับพี่ของเจ้าให้หายคิดถึง”
หลังจากพูดจบก็จัดแจงบ่าวให้ดูแลสัมภาระของหลานสาว ก่อนจะเดินกลับไปยังที่พัก หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองไป๋อวี่ นางสบสายตากับเจ้านาย แล้วจึงพยักหน้า ก่อนจะจากไปจัดการธุระที่นางสั่งไว้
ตอนนี้จึงเหลือเพียงบ่าวรับใช้ในจวนที่ฮูหยินผู้เฒ่าและแม่เลี้ยงอย่างซูหว่านอวี้จัดเตรียมไว้ บ่าวผู้ชายนั้นกำลังพยายามควบคุมสุนัขหมาป่าที่เพิ่งจะลงจากรถม้า ในขณะที่บ่าวหญิงสองสามคน เดินนำทางนางอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“พวกเจ้าปล่อยให้อาเซ่าเข้ามาเถิด สัตว์วิเศษของท่านเซียนไม่ชอบการถูกบังคับ หากยังดึงดันมันอาจจะทำร้ายพวกเจ้าเพราะคิดว่าเป็นศัตรูเอาได้” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเรียบ ในขณะที่เปรยตามองบ่าวชายสองสามคนที่ชะงัก กึก ก่อนจะรีบถอยกรูเพราะหวาดกลัว
สุนัขหมาป่าตัวใหญ่พ่นลมหายใจ เชิดหน้าเดินตรงเข้าจวน ในขณะที่บ่าวรับใช้หลีกทางให้อย่างรวดเร็วทั้งที่ตัวยังสั่น
หญิงรับใช้สองสามคนเดินนำทางด้วยความนอบน้อม หลิงเสวี่ยเหยาเดินผ่านลานกลางของจวน เพื่อตรงไปยังเรือนทางทิศตะวันตก ระหว่างทางมีสะพานหินทอดข้ามสระบัวเล็ก ๆ ก่อนจะเข้าสู่สวนดอกไม้ที่ปลูกเรียงรายสองข้างทาง
ป้ายไม้ขนาดใหญ่แขวนอยู่หน้าประตูเรือน สลักคำว่า เรือนชิงหลัน บ่าวรับใช้เดินนำทางเข้าไป ขณะที่ก้าวเท้าผ่านธรณีประตู กลิ่นมะลิหอมเย็นลอยอวลอยู่ทั่วเรือน ดูจากการจัดวางแล้ว เจ้าของเรือนเดิมคงเป็นสตรีที่รักความสงบ เมื่อมาถึงจวน บ่าวรับใช้จึงขอตัวกลับไปทำงาน
เรือนชิงหลันนั้นดูสงบร่มรื่น ของใช้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ฮูหยินผู้เฒ่าคงสั่งคนให้มาจัดการดูแลอย่างดี หลิงเสวี่ยเหยาปล่อยให้อาเซ่า วิ่งเล่นในสวน ส่วนตัวนางก็ตรงเข้าเรือนเพื่อพักผ่อน
ยามโหย่ว เสียงนกร้องดังสลับกับเสียงกระดิ่งที่ลู่ลม ฟังแล้วรู้สึกสงบและสบาย หลิงเสวี่ยเหยาลุกขึ้นจากเตียง มองออกไปนอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า อาเซ่าที่เดิมวิ่งเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ ตอนนี้กลับนอนหลับอยู่ข้างเตียงนาง ลมหายใจสม่ำเสมอ
เสียงฝีเท้าเร็วและไม่สม่ำเสมอดังขึ้น ก่อนประตูจะถูกเปิดออก สุนัขที่เคยหลับสนิทตกใจตื่นมองตรงไปยังคนที่ทำเสียงดังขัดการพักผ่อน ไป๋อวี่คลานเข่าเข้ามา ใบหน้าไม่สู้ดีนัก
“เป็นอย่างไรบ้าง” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยถาม แม้จะพอรู้คำตอบจากสีหน้าของบ่าวรับใช้แล้วก็ตาม
“ตอนนี้ทุกคนอยู่ที่เรือนหลักกำลังรับประทานอาหารกันเจ้าค่ะ เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าต้องการให้คุณหนูไปร่วมโต๊ะด้วย แต่…” เสียงใสขาดห้วง ก่อนจะกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วเอ่ยต่อ “คุณชายใหญ่บอกว่าคุณหนูเพิ่งเดินทางกลับมา เดิมทีร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว ควรพักผ่อนให้เต็มที่ ฮูหยินรองก็เห็นด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าจึงสั่งให้บ่าวนำอาหารมาให้คุณหนูทานในเรือนเจ้าค่ะ”
หลิงเสวี่ยเหยาแค่นเสียง หึ ออกจากลำคอ ก่อนจะลุกขึ้น “เอาเถิด เจ้าเตรียมอาหารแล้วใช่หรือไม่”
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” ไป๋อวี่เอ่ยพลางก้มหน้า
หลิงเสวี่ยเหยาเดินออกจากห้องนอน ตรงมายังโต๊ะอาหาร เห็นอาหารบำรุงมากมาย ถูกจัดเตรียมไว้ ริมฝีปากบางยกยิ้ม
“ท่านพี่ไม่อยากพบหน้าข้า เช่นนั้นข้าก็จะทำตามที่เขาต้องการ” หลิงเสวี่ยเหยานั่งลง คีบอาหารวางบนจานของตนก่อนจะเอ่ยต่อ “ก็มาดูกัน ว่าจะหลบหน้าข้าไปได้นานสักเพียงใด”